น้ำมนต์มหาสิญจน์ มรดกสืบทอดของบรรพบุรุษั้แ่สมัยอยุธยาบรรจุอยู่ในขวดใสล้ำค่าตั้งตระหง่านบนโต๊ะหมู่บูชาในห้องพระ ที่น่าอัศจรรย์คือน้ำนี้ไม่ระเหยเหือดแห้งไปแม้ว่าจะผ่านไปนานเป็ร้อย ๆ ปีแล้วก็ตามมีความเชื่อั้แ่สมัยโบราณว่าเป็น้ำมนต์ที่ศักดิ์สิทธิ์ยิ่งนัก ในประเทศไทยมีเพียงไม่กี่คนที่ได้คุณหญิงรัศมีใช้ในการประกอบพิธีกรรมอันเป็มงคลที่สำคัญ ๆ ในบ้าน เช่นทำบุญเนื่องในโอกาสสำคัญ ๆ ของตระกูล เป็ต้นคุณหญิงบรรจงเทแบ่งน้ำมนต์มหาสิญจน์ใส่ขวดน้ำพลาสติกใสให้หลานรักเอาไว้ปะพรมตามความเชื่อว่าสามารถป้องกันตัวด้วยเหตุเคราะห์กรรมที่อาจเกิดขึ้นตามคำทำนายในใบเซียมซีได้
“ไม่เอาค่ะ คุณย่า”
นันดาหยิบขวดที่คุณหญิงรัศมีใส่ในกระเป๋าเป้แอร์เมสสีส้มสุดหรูออก
“ไม่ได้นะนันดา หลานจะต้องเอาติดตัวไปด้วยเวลานอนเอาน้ำมนต์ปะพรมไปสักเล็กน้อยก่อนนอนจะได้ไม่ฝันร้ายหรือเวลาไปไหนก็พรมที่หัวของเราเพื่อความเป็สิริมงคล”
“ไม่ค่ะ ไม่ นันดาจะไม่ทำอะไรแบบนี้ให้เพื่อนๆ เห็นเด็ดขาด คุณย่าเอาไปเก็บเลยค่ะ”
“ไม่ได้!!” คุณหญิงรัศมีเสียงแข็งใส่เห็นทีอ่อนข้อให้หลานรักของตัวเองมากจนเกินไปถึงได้ปฏิเสธความหวังดีเช่นนี้
“ถ้าไม่เอาน้ำมนต์ติดตัวไป ย่าก็จะตัดเงินไม่ให้หลานใช้”
นันดาทิ้งตัวลงโซฟาอย่างไม่สบอารมณ์ ทำหน้าบอกบุญไม่รับแม้จะเอาแต่ใจเคยชนะคุณย่าเสียหลายครั้งหากแต่ครั้งนี้ท่าทางคุณย่าคงเอาจริงและใช้จุดอ่อนของเธอเป็เครื่องต่อรอง นันดาขาดได้ทุกสิ่งยกเว้นเงินสำหรับ ช้อปปิ้งของแบรนด์เนม
“คุณย่าก็เป็แบบนี้ตลอดเลย”
คุณหญิงรัศมีจึงหยิบขวดน้ำมนต์ใส่ในกระเป๋าเป้ของนันดาไว้ตามเดิมโดยง่ายแอบยิ้มบาง ๆ อย่างผู้ชนะ
“คุณย่ารู้ไหมคะ ว่าในเป้ของนันดาน้ำมนต์มหาอะไรของคุณย่าเนี่ยน่ะ เป็สิ่งเดียวที่ไม่เข้าพวกเลยค่ะ”
“ใจ!!ใจ!” แต่ดูเหมือนคุณหญิงจะไม่สนใจคำพูดของหลานรัก
“มาแล้วค่ะคุณหญิง” ป้าใจเข้ามาพร้อมกับกระเป๋าลาก
“กระเป๋าเสื้อผ้าของคุณหนูนันดาเรียบร้อยแล้วค่ะ”
“แล้วหยูกยาล่ะ”
“เรียบร้อยค่ะ ยาแก้ปวดหัว ปวดท้อง ท้องเสียแก้คัน แก้แพ้ ยาทาแผล แล้วก็สำลี ดิฉันเตรียมจัดใส่กล่องเล็ก ๆให้ไปเลยค่ะคุณหญิง”
“งั้นเอากล่องยานี้ใส่ในกระเป๋าเป้คุณหนูนันดาซะหากป่วยกลางทางจะได้มียาทานได้เลย เพราะกระเป๋าลากอยู่ใต้ท้องรถจะหยิบลำบาก”
“ได้ค่ะคุณหญิง”
เด็กสาวกอดกระเป๋าเป้ไว้ นอกจากน้ำมนต์มหาสิญจน์แล้วหากใส่กล่องยานี้ไปอีก กระเป๋าเป้สุดหรูของเธอจะดูไม่มีสง่าเพราะมันตุงผิดรูปทรงหญิงสาวพยายามยื้อแต่ก็แพ้สายตาแกมบังคับของคุณหญิงรัศมีเสียจนได้
ภุชงค์คนขับรถ นำรถมาจอดเทียบที่หน้ามุข กว่าจะเดินทางไปได้คุณหญิงรัศมีทั้งกอดและหอมแก้มหลานรักเสียหลายที
คุณพระคุณเ้าคุ้มครองนะลูก นันดาหลานรัก
รถบัสของโรงเรียนแล่นเข้าเขตตำบลอ่าวน้อยอำเภอเมืองจังหวัดประจบคีรีขันธ์ นันดาหลับตาโยกศีรษะไปตามจังหวะเพลงแรปของศิลปินชื่อดังไม่สนใจสิ่งรอบข้างเพราะเธอไม่ได้อยากร่วมกิจกรรมในครั้งนี้อยู่แล้วแต่ต้องจำใจมาเพราะอาจารย์ถือว่าการออกค่ายในคราวนี้เป็การเก็บคะแนนในวิชาเรียน นันดาจึงไม่สนใจฟังในสิ่งที่อาจารย์กำลังอธิบายกำหนดการต่าง ๆ นักปล่อยให้เป็หน้าที่ชาช่าเพื่อนสนิทเป็ผู้ฟังเสียมากกว่า
แสงอาทิตย์ต้องกับผืนน้ำเกิดประกายระยิบระยับดุจอัญมณีที่เจิดจรัสของทะเลยามบ่าย ราวกับมีใครมาวางเรียงรายไว้เพื่อต้อนรับการมาเยี่ยมเยือนของเหล่าเด็กวัยรุ่นแรกแย้มในคราวนี้เมื่อขนสัมภาระเข้าที่พักเรียบร้อยจนถึงเวลานัดหมาย อาจารย์สำเริงเ้าของโครงการค่ายวิทยาศาสตร์อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมถือโอกาสดำเนินกิจกรรมแรกที่เตรียมไว้ นั่นคือ สำรวจระบบนิเวศทางธรรมชาติริมทะเล
หาดทรายขาวละเอียดตัดกับสีครามของมหาสมุทร ลมพัดเอื่อย ๆพากลิ่นไอทะเลต้องจมูกผู้คนที่มาเยือนหากแต่นันดากลับเดินอย่างทุลักทุเลเพราะเม็ดทรายขาวเ่าั้ลอบเข้าในรองเท้าผ้าใบวาเลนติโนสีขาวสุดหรูคู่ละครึ่งแสนที่คุณปู่ยอมจ่ายให้เพียงเพื่อแลกกับการไปเรียนพิเศษเพิ่มเติมในสถาบันติวเตอร์แถวสยาม
“มาทะเลใครเขาให้ใส่รองเท้าผ้าใบมายะ” ชาช่าสาวลูกครึ่งอังกฤษผมสีน้ำตาลอ่อน ั์ตาสีฟ้า มองสภาพเพื่อนสาวที่เดินเคียงคู่มาด้วยกันเพราะท่าทางระมัดระวังมากเกินไปของนันดาทำให้กระเป๋าเป้ของเธอหลุดจากบ่าร่วงหล่นพื้นข้าวของบางส่วนกระจัดกระจาย ทำให้ชาช่าอดขำเสียไม่ได้
“โอ้โห! พกกล่องยามาซะด้วย”
“หยุดเยาะเย้ยเลยจ้า ! ใครจะไปคิดว่าให้มาเดินสำรวจลุยหาดแบบนี้”
นันดาถอนหายใจเก็บข้าวของของตัวเอง ชาช่าหยิบขวดน้ำมนต์มหาสิญจน์ที่กลิ้งมาตรงเท้าของเธอขึ้นมาพิจารณา
“น้ำอะไรของเธอ ไม่เห็นมีฉลากแปะเลย ”
นันดาคว้าขวดพลาสติกแล้วรีบยัดใส่กระเป๋าตามเดิม
“ไม่มีอะไรหรอก แค่น้ำเปล่าธรรมดา”
“งั้นรีบ ๆ เดินเข้าเถอะนันดา คนอื่นเขาเดินไปถึงจุดนัดพบที่สองแล้ว”
“ก็รีบเดินอยู่ ถ้ารีบมากก็เชิญเดินไปก่อนเลยจ้า”
“จัดไปเพื่อน เจอกันสถานีหน้านะ”
ชาช่าหัวเราะในลำคอก่อนจะวิ่งนำไปก่อนแม้จะรู้ว่าเพื่อนประชด บางทีเธอก็อยากจะแกล้งเพื่อนรักบ้าง ปล่อยให้คุณหนูไฮโซย่างเยื้องรั้งท้ายอยู่คนเดียว
แดดตอนบ่ายสี่โมงทำเอาใบหน้าของนันดาหมองคล้ำไปจากการสำรวจพื้นที่ชายทะเล ทุกคนดูสนุกสนานเริงร่าผิดกับนันดาโดยสิ้นเชิง เพราะการเดินทอดน่องทำให้มาเป็คนสุดท้ายของกลุ่มเธอจึงไม่ได้พักในจุดนัดพบแต่ละจุด นันดาปาดเหงื่อไคลที่ไหลออกมาหลังจากรู้ว่าเส้นทางต่อไปจะต้องเริ่มเข้าไปในพื้นที่ป่าโปร่งไม่ไกลจากชายทะเลนักมองสุดลูกหูลูกตามีูเา เตี้ย ๆ รายล้อมอยู่ หญิงสาวเม้มปากอย่างถอดใจความกระหายน้ำเข้ามาแทนที่ เลยร้านค้าไปไกลแล้วหล่อนนึกต่อว่าตัวเองในใจที่ไม่ยอมซื้อน้ำหรือของกินเล่นติดตัวไปเลยแม้แต่น้อย
“ทุกคนได้พักกัน แต่ฉันไม่ได้พักมันน่าเจ็บใจตรงนี้” หญิงสาวบ่นอุบทันทีที่เดินมาถึงตัวชาช่า
“ก็หล่อนเดินช้าเอง ช่วยไม่ได้”
ความร้อนอบอ้าวของแสงอาทิตย์ใน่ฤดูร้อนแสนระอุและแดดแผดเผาทุกพื้นที่ นันดาพยายามหาต้นไม้ใหญ่ให้ร่มเงามากกว่าสำรวจระบบนิเวศชาช่าสังเกตเห็นเม็ดเหงื่อชุ่มใบหน้าของเพื่อนสาว อดเป็ห่วงไม่ได้จึงชะลอฝีเท้ารอ นันดาปากแห้งผาก ตาเริ่มพร่ามัวไปหมด
“ไหวไหมนันดา”
“ไหว ว่าแต่ใครก็ได้ เปิดไฟหน่อยมองไม่เห็นทางเลย”
“จะบ้าเหรอนันดา นี่มันกลางวันแสก ๆพระอาทิตย์จ่อหัวขนาดนี้ ใครจะมาปิดเปิดไฟ” ชาช่าเหลียวไปมองอีกทีก็ใใบหน้าของเพื่อนซีดเผือดไม่มีสีเื
“นันดา!!”
ไม่ทันจะได้พูดอะไร ร่างของนันดาก็ทรุดฮวบไปกับพื้นชาช่าประคองเพื่อนไว้แทบไม่ทัน ปากพลางะโเรียกผู้คนรอบข้างให้มาช่วย
“นันดา! นันดา!”
ชาช่าเหลียวมองรอบบริเวณไร้ร้านค้าที่จะพอหาน้ำมาดับกระหายเพื่อนนึกขึ้นได้ว่าในกระเป๋าเป้สุดหรูของนันดามีขวดน้ำอยู่
“โชคดีจริงที่เธอพกน้ำมา รอแป๊บนะเพื่อนเดี๋ยวฉันหยิบให้”
ชาช่าคว้าขวดน้ำมนต์ได้ก็เปิดฝาออกอย่างง่ายได้ประคองร่างบางไว้ด้วยความเป็ห่วง
“ดื่มน้ำก่อนนันดา”
แม้ร่างกายจะไร้เรี่ยวแรงแต่นันดาก็พยายามลืมเปลือกตาอันหนักอึ้งขึ้น พอเห็นลาง ๆว่าชาช่ากำลังจ่อขวดพลาสติกนั่นมาที่ปากของเธอ
“ไม่นะ! มัน ..ดื่ม.. ไม่…”
ไม่ทันจะพูดสิ่งใดออกมา สาวลูกครึ่งไทยอังกฤษกรอกน้ำมนต์มหา-สิญจน์ใส่ปากนันดาด้วยคิดว่าเป็น้ำเปล่า
อึก อึก อึก อึก
“นันดา เป็ยังไงบ้าง นันดา....นันดา ......นันดา.......นันดา........”
เสียงเรียกที่ดังก้องเมื่อครู่กลับค่อย ๆ ลอยออกไปไกลเรื่อยๆ ไกลจนไม่ได้ยินเสียงของใครอีกเลย