เทพีไกอามองน็อกด้วยสายตาที่ยากจะคาดเดาอารมณ์ เพราะมนุษย์ตรงหน้าของเธอนั้น นอกจากจะเป็นผู้ครอบครองพลังที่เป็นอันตรายแล้ว ซ้ำยังเป็นเพียงคนเดียวในประวัติกาลที่สามารถกำราบนามธรรมได้อย่างสิ้นเชิง ทำให้ตัวเธอเริ่มเข้าใจถึงเหตุผลที่เหล่าบรรพบุรุษของมนุษย์ที่เคยร่วมสู้รบกับเธอ ยินยอมให้มนุษย์ธรรมดาคนนึงได้ถือครองพลัง 3 ใน 4 ของจักรพรรดิอสูรแห่งการทำลายล้าง เพราะมนุษย์ธรรมดาตรงหน้าของเธอนี่แหละที่อาจจะเป็นผู้เปลี่ยนแปลงอนาคตได้
"ในเมื่อท่านสามารถทำตามที่ท่านพูดได้ เราจะเล่าเหตุการณ์บางอย่างให้ท่านฟัง ไม่ทราบว่าพอจะมีเวลารับฟังหรือไม่" หลังจากครุ่นคิดอยู่นานเทพีไกอาก็เลือกที่เอ่ยขึ้น
"เชิญเล่าเถอะครับ" น็อกยังคงตอบรับด้วยท่าทีสุภาพเช่นเคย ทำให้เทพีไกอาอดชื่นชมไม่ได้ที่เด็กหนุ่มไม่ได้หลงระเริงไปกับพลังที่ได้มา
"อันที่จริงเรื่องของจักรพรรดิอสูรแห่งการทำลายล้าง ท่านคงพอที่จะทราบข้อมูลมาบ้างแล้ว เช่นนั้นเราขอพูดถึงตัวตนของเหล่านามธรรมก็แล้วกัน"
น็อกเริ่มรู้สึกถึงลางสังหรณ์แปลกๆ ว่าต่อให้จัดการจักรพรรดิอสูรแห่งการทำลายล้างไปได้แล้ว ตัวเขาคงไม่ได้มีชีวิตปกติสุขเฉกเช่นคนธรรมดาสามัญทั่วไปแน่ ก่อนจะได้ยินเสียงเทพีไกอาพูดต่อ
เหล่านามธรรมทั้ง 8 มี [เฮเมรา] แสงแรกแห่งเอกภพ [เคออส] วัฏจักรหมุนเวียน [อวาลูส] กาลเวลา [เทรดท์] มิติ [เบต้า] บาปแห่งอารมณ์ [ลูอิว] ศาสตราวุธ [ทานอส] ความตาย [นิกซ์] จุดสิ้นสุดนิจนิรันด์
"เหล่านามธรรมนั้นโดยปกติจะถือกำเนิดขึ้นมาก็ต่อเมื่อ เวลาของโลกหรือมิติแห่งการต่อสู้นี้ถึงจุดจบ จากที่เรารู้มาคือนามธรรมทั้งสองนี้ ได้ถือกำเนิดภายในมิติแห่งการต่อสู้นั้นย่อมหมายความว่า มิติแห่งนี้ได้ถึงจุดจบที่แท้จริงแล้ว แต่เมื่อได้พูดคุยกับนามธรรมทั้งสองกลับพบความจริงที่ว่า เหล่านามธรรมถือกำเนิดขึ้นมาภายในครั้งนี้ มันยังไม่ถึงจุดจบ แต่ราวกับว่ามีบางสิ่งเรียกหาเหล่านามธรรมมาที่แห่งนี้"
"เทพีไกอาท่านกำลังสงสัยว่าสิ่งที่เรียกหานามธรรมคือจักรพรรดิอสูรแห่งการทำลายล้างเช่นนั้นหรือ!!?" น็อกที่เริ่มจับใจความได้เอ่ยถามขึ้นทันที
"ในตอนแรกเราก็สงสัยเช่นนั้น แต่เวลานี้มีเพียงเฮเมรากับนิกซ์เท่านั้นที่ถือกำเนิดขึ้นมา และเป้าหมายของนามธรรมกลับมิใช่การผลัดเปลี่ยนวัฏจักร ซึ่งเราเองก็ยังไม่รู้เป้าหมายแท้จริงในครั้งนี้"
น็อกที่เริ่มฟังเริ่มปวดหัวก่อนจะถามขึ้นตรงๆ "เทพีไกอาข้าอยากรู้ว่าระหว่างเหล่านามธรรมทั้ง 8 กับจักรพรรดิอสูรแห่งการทำลายล้าง สิ่งไหนเป็นอันตรายสำหรับโลกมากกว่า และหากสองฝ่ายสู้กันเองผลจะเป็นยังไง"
"ทั้งสองฝ่ายเป็นอันตรายต่อโลกของท่านพอๆ กัน และหากทั้งสองฝ่ายต่อสู้กันเองต้องมีโลกหรือมิติใดมิติหนึ่งถูกทำลายอย่างแน่นอน แต่ท่านยังมิต้องเป็นกังวลในเรื่องนั้นถึงแม้ไม่มีเหล่านามธรรม เราและทุกเผ่าพันธุ์ที่เคยร่วมสู้รบกับจักรพรรดิอสูรแห่งการทำลายล้างใช้มิติอื่นเพื่อต่อสู้กัน"
"สรุปมีกี่มิติกันแน่ครับ!?"
"มากมายนับไม่ถ้วน พวกเราจะเลือกมิติที่ไร้ซึ่งสิ่งมีชีวิต และดึงให้จักรพรรดิอสูรแห่งการทำลายล้างไปยังที่มิติอื่น"
"แล้วเหตุผลที่ท่านเล่าเรื่องนี้ให้ข้าฟังเพราะอะไร!?" น็อกเริ่มรู้สึกถึงลางร้ายขึ้นมาตะหงิดๆ และก็ไม่ต่างไปจากความคิดของเขาสักเท่าไหร่ เมื่อได้เห็นรอยยิ้มที่ดูสุดแสนจะเจ้าเล่ห์ของเทพีไกอา
"เหล่านามธรรมเป็นตัวตนที่อันตรายพอๆ กับจักรพรรดิอสูรแห่งการทำลายล้าง และเหล่านามธรรมทุกตนทำทุกอย่างเพียงเพราะความพึงพอใจเท่านั้น หรือแม้กระทั่งทำให้โลกหรือมิติต่างๆ เกิดการผลัดเปลี่ยนวัฏจักรได้ทันที ฉะนั้นหากท่านยังอยากให้โลกและมิติแห่งการต่อสู้ยังคงอยู่ นอกจากการกำจัดจักรพรรดิอสูรแห่งการทำลายล้างแล้ว สิ่งที่ควรระวังก็คือเหล่านามธรรมทั้ง 8 โดยเฉพาะ แสงแรกแห่งเอกภพกับจุดสิ้นสุดนิจนิรันด์ [เฮเมรากับนิกซ์]"
น็อกได้แต่กลืนน้ำลายอึกใหญ่นี่เขานำเป็นตัวนำพาภัยภิบัติรึยังไงกันนะ ถึงได้มีแต่ตัวอันตรายมาอยู่กับเขา ลำพังแค่จัดการจักรพรรดิอสูรแห่งการทำลายล้างก็เครียดพออยู่แล้ว ยังต้องมาเจออะไรกับพวกเหล่านามธรรมอีก แต่เขาก็พยายามคิดในแง่ดีเข้าให้ "เอาว่ะ!! ถ้ามันยุ่งยากนักก็จับเสือปะจระเข้เลยละกัน!!"
หลังจากพูดคุยปรึกษาปัญหาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว น็อกก็เลือกที่จะกลับไปหากลุ่มของเขา ตอนแรกเขาคิดว่าจะออกไปตามหาหัวหน้ากลุ่มเงาโลหิต แต่ตอนนี้เปลี่ยนใจแล้วอยากจะกลับบ้านเพื่อไปพักผ่อนสมองซะหน่อย ในเวลานี้น็อกคิดเพียงแค่ว่าอสูรจะบุกโลก [ช่างแมร่ง] เหล่านามธรรมจะเปลี่ยนวัฏจักร [ไม่ต้องสนใจ] เอาเวลาไร้สาระพวกนี้มาทำให้ชีวิตของเขาสนุก และให้ครอบครัวอยู่อย่างเป็นสุขก็พอ ส่วนที่เหลือก็แก้ไขตามแต่สถานการณ์ก็ละกัน
เพราะสิ่งหนึ่งที่ทำให้เขาคิดเช่นนี้เป็นเพราะไม่ว่าเขาจะว่าหาวิธีแก้ไขอย่างไร มันก็ดูจะมีปัญหาตามมาเรื่อยๆ ไม่จบสิ้น และภาพที่เขาเห็นในอนาคต 3,000 ปีคือโลกไร้ซึ่งสิ่งมีชีวิตนอกจากเครื่องจักรกล เผ่าพันธุ์อื่นๆ ถูกทำลาย มันอาจจะเป็นอะไรที่เหนือกว่าพลังของจักรอสูรแห่งการทำลายล้างหรือเหล่านามธรรมแน่นอน
ส่วนเฮเมรากับนิกซ์เมื่อมาอยู่ใต้พันธะสัญญาของน็อก ก็ไม่ได้ดูมีทีท่าเสียใจเลยแม้แต่น้อยแต่ราวกับเด็กขี้สงสัยเสียมากกว่า ทั้งสองนั้นผ่านการผลัดเปลี่ยนวัฏจักรมานานนับครั้งไม่ถ้วน ทำให้ไม่สนใจสิ่งมีชีวิตทุกเผ่าพันธุ์และมองเป็นเพียงแค่เม็ดทรายที่ไร้ค่า ทว่ามุมมองของทั้งสองเปลี่ยนไปเมื่อมาเจอกับน็อก เพราะมนุษย์ที่แสนจะอ่อนแอตรงหน้านอกจากจะกำราบและผนึกพลังของพวกเธอได้อย่างสมบูรณ์แบบ ยังสามารถดึงพลังของพวกเธอมาใช้พร้อมกันได้อีกด้วย แม้จะยังใช้พลังของพวกเธอได้ไม่สมบูรณ์นัก แต่การที่ทำเช่นนี้ได้โดยร่างกายไม่แตกสลายไปก่อน ก็ถือเป็นเรื่องที่แปลกมากอยู่แล้ว ต่อให้เป็นไกอาเองก็ยังไม่สามารถทำเช่นนี้ได้ด้วยซ้ำไป
เฮเมรากับนิกซ์พร้อมใจที่อยู่ใกล้ชิดกับน็อกเพื่อดูว่ามนุษย์คนนี้จะมีเรื่องน่าสนใจอะไรอีกบ้าง และเปลี่ยนสรรพนามในการเรียกเป็นเจ้านายทันที ทว่าน็อกกลับรู้สึกแปลกๆ ที่มีเด็กหญิงสองคนมาเรียกเขาว่าเจ้านาย จึงให้ทั้งสองเรียกว่าน็อกเฉยๆ แต่ทั้งสองก็ยังอุส่าเติมคำว่าพี่ลงไปด้วย ทำให้น็อกรู้สึกหดหู่เป็นอย่างมากที่มีคนที่แก่กว่าเขาไม่รู้กี่แสนกี่ล้านปีมาเรียกเขาว่าพี่ แต่ก็ใช้เวลาทำใจไม่นานนัก
เมื่อน็อกและกลุ่มของเขากลับมาถึงบ้าน พวกเขามีเวลาอีกหนึ่งอาทิตย์ก่อนจะกลับไปยังตำหนัก พอแม่กับลิลลี่ [น้องสาว] รวมไปถึง นีน่า [ลูกสาว] รู้ว่าเด็กหญิงทั้งสองเป็นใคร ถึงกับอดผวาไม่ได้ แต่เพียงไม่นานก็สามารถปรับตัวเข้ากันได้อย่างง่ายดาย เพราะความน่านักน่าเอ็นดูของเฮเมรากับนิกซ์ และทั้งสองก็ไม่ได้ถือตัวแต่อย่างใดซ้ำยังเคารพครอบครัวของน็อกอีกด้วย
ที่น่าหนักใจคือนิกซ์ดันติดละครซีรีย์ เกมส์โชว์ รวมไปถึงเทคโนโลยีสมัยใหม่ของมนุษย์อย่างงอมแงม จนต้องซื้อทีวีจอยักษ์แยกมาไว้ในห้องนอนของมินมิน ส่วนเฮเมราเองก็ยึดห้องนอนของมินมินไปเป็นที่เรียบร้อย เพราะชอบความหวานแหวว สไตล์การจัดห้อง รวมไปถึงตุ๊กตาที่น่ารักมากมายอีกด้วย จะมีเพียงสิ่งเดียวที่ทั้งสองเหมือนกันก็คือ ของหวาน ไอศครีม และน้ำผลไม้ต่างๆ ส่วนมินมินในตอนแรกเองก็เสียดายไม่น้อยที่ห้องของเธอโดนยึดไป แต่พอได้ย้ายมานอนห้องเดียวกับน็อกถึงกับลืมเรื่องห้องตัวเองไปเลย
พอถึงเวลาที่น็อกต้องกลับตำหนักทั้งเฮเมรากับนิกซ์ ต่างก็เลือกขออยู่รอที่บ้านของน็อกดีกว่า โดยอ้างว่าเพื่อปกป้องครอบครัวของน็อก และหากน็อกมีอันตรายพวกเธอสามารถรับรู้และไปหาได้ในทันที แม้น็อกจะรู้สึกแหม่งๆ แต่พอเจอสีหน้าใสซื่อของทั้งสองเลยได้แต่ใจอ่อน พลางคิดในใจว่าถ้าดูจากท่าทางของเฮเมรากับนิกซ์แล้ว ดูไม่เหมือนตัวอันตรายที่ได้ยินมากจากเทพีไกอาแม้แต่น้อย
และเมื่อมาถึงวันที่น็อกและกลุ่มของเขาต้องเดินทางกลับตำหนัก ครอบครัวของเขาก็ออกมาส่งตามปกติ ที่แปลกตาไปจากเดิมคือ เฮเมราที่กอดตุ๊กตาสุดรักสุดหวงของเธอ [ตัวที่มินมินรักมากที่สุด] ออกมายืนส่งหน้าบ้าน ส่วนนิกซ์ก็ออกมายืนโบกมือบ้ายบาย ทั้งที่มืออีกข้างกำลังสไลด์หน้าจอมือถืออย่างเมามัน และสายตาก็ไม่ได้ละออกจากโทรศัพท์เลยแม้แต่น้อย ทำให้น็อกได้ยิ้มแหยๆ ก่อนจะผละตัวออกเดินทางจากไปทันที