ไร้ซึ่งถ้อยคำตอบกลับ ทันทีซาเนียทำการเหวี่ยงทวนเปลี่ยนทิศเข้าจู่โจมอย่างหนักหน่วง ถึงอย่างนั้นทุกการโจมตีกลับถูกดาบสีทองรับไว้ได้ทั้งหมด
“เปล่าประโยชน์”
ชิลกล่าวพลางเร่งพลังงานสวรรค์ไปยังใบดาบ ก่อนอัดแรงฟาดปลายทวนออกไปด้านข้าง
เคร้ง!!
ทวนสีดำถูกเหวี่ยงวิถีออกอย่างรุนแรง ทว่าจังหวะนั้นจู่ๆซาเนียก็บิดกาย ระเบิดพลังงานสวรรค์ หมุนร่างส่งปลายทวนวาดเข้าโจมตีสวนกลับ
เคร้ง!
นัยน์ตาองุ่นหรี่มองร่างบางอันงดงามด้านหน้า ชิลมั่นใจว่าหากเป็นเมื่อวันก่อน การปัดทวนด้วยการโจมตีลักษณะนี้ สามารถส่งซาเนียเสียหลักมากกว่าเก้าในสิบส่วน แต่นี่ผ่านไปเพียงวันเดียว นางกลับรู้ถึงข้อบกพร่อง และแก้ไขมันได้โดยมิต้องอาศัยความชำนาญ
‘ความเข้าใจอันเป็นที่รัก น่ากลัวนัก’
ชิลจ้องมองการโจมตีที่คล้ายท่วงทำนองแห่งความเศร้าที่แฝงอยู่ในทักษะทวนผนึกมาร ไม่รู้เหตุใดเขาจึงสัมผัสคล้ายนางกำลังร่ายรำ เช่นเดียวกับผู้คิดคนวิชาที่จำต้องสังหารบุรุษอันเป็นที่รักซึ่งถูกใจมารครอบงำ
ยามสิ้นชีวัน เราสองจักเป็นนิรันดร์
ดวงตาสีฟ้าน้ำทะเลเริ่มหม่นแสงมาพร้อมความเร็วทวนที่มากขึ้น ย่างก้าวอันเบาบางมาพร้อมความรุนแรงจากการวาดฟันอันหนักหน่วง ท่วงท่าแห่งความคนึงมาพร้อมกับสีของพลังงานสวรรค์ที่แปรเปลี่ยน
บัดนี้เมื่อมองไปยังร่างบางของสตรีในชุดคลุมยาวสีเขียว จักเห็นว่าพลังงานสวรรค์ที่ลากผ่านปลายทวนในทุกครั้งที่นางโจมตีได้เปลี่ยนเป็นสีดำ
มิใช่ว่านางเป็นผู้ฝึกฝนรากฐานทมิฬ มิใช่ว่านางใช้อาคมคำสาปร้าย ทว่านี่คือส่วนหนึ่งของจิตที่จมลึกลงสู่ความโศกเศร้าอันไร้สาเหตุ
โดยไม่รู้ตัว ทักษะทวนผนึกมารได้ก้าวเข้าสู่ขั้นสี่เป็นที่เรียบร้อย กระนั้นสิ่งที่น่าหวาดหวั่นกลับมิใช่การพัฒนาทักษะระหว่างต่อสู้ แต่เป็นสัตตะจิตที่ตอบรับความโศกเศร้าอันมากล้นจนเลื่อนขึ้นไปอยู่ในขั้นสาม
“น่าสนใจ”
ชายชราคิ้วสามง่ามเผยยิ้ม
“ท่านอาหมายถึงหนุ่มน้อยผู้นั้นรึ”
ครุสกล่าวถาม พลางเลื่อนสายตาจากลานประลองมาทางชายชรา
“มิใช่”
“หืม ท่านหมายถึงนาง?”
เห็นท่าทางงุนงงของครุส หญิงสาวผมแดงก็หัวเราะคิกคักพลางกล่าว
“สายตาเจ้าช่างพล่ามัวนัก”
“ว่าไงนะ!”
“นางผู้นี้มีบางอย่างพิเศษ”
หญิงสาวผมฟ้าที่ปกติปิดปากเงียบ จู่ๆก็กล่าวขึ้น นี่ทำให้ทั้งครุสและชายชราคิ้วสามง่ามต่างหันมอง
“ข้าอยากประลองกับนาง”
คำกล่าวของหญิงสาวผมฟ้า ทำให้นัยน์คนทั้งสามเบิกกว้าง ทิ้งช่วงสักพักชายชราคิ้วสามง่ามก็ระเบิดเสียงหัวเราะดัง จนทำให้ลาม่อน กษัตริย์เบนิล รวมถึงผู้อาวุโสเอเฮนพากันมองมาตรงที่นั่งด้านหน้ากันทั้งหมด
“ขออภัยทุกท่าน ข้ามีความสุขไปหน่อย”
ชายชราคิ้วสามง่ามลุกขึ้นกล่าวกับบุคคลด้านหลัง ก่อนนั่งลงเลื่อนสายตามองไปยังการประลองที่บัดนี้เริ่มเข้มข้นขึ้นไปอีกระดับ
“ข้าควรตรวจพรสวรรค์นาง”
ขณะเดียวกัน ณ ใจกลางลานประลอง ชิลได้วาดดาบรับเพลงทวนของซาเนียที่รุนแรงขึ้นกว่าคราแรกอย่างเห็นได้ชัด นี่ทำให้เขาถึงกับขมวดคิ้วบาง อย่างไรก่อนจะได้คิดมากความ ทวนสีดำอันมีริ้วพลังงานสีดำก็ฟาดลงมาจากฟ้า
แม้ดูคล้ายการโจมตีปกติ ทว่าชิลกลับสัมผัสได้ถึงลางร้าย ทันทีเขาทำการเร่งทักษะดาบสยบนภาขั้นแรกไปถึงขีดสุด วาดดาบสีทองเข้าปะทะ
ตูม!!!
เกิดแสงสีขาวสีดำสะท้อนออกจากจุดปะทะของศาสตราวุธทั้งสอง ลำแสงส่องสว่างกระจายโดยรอบ พร้อมเสียงระเบิดอันดังก้องตามมา พริบตากลางลานประลองก็เต็มไปด้วยฝุ่นควันคละคลุ้งจนไม่สามารถมองเห็นร่างผู้ประลองทั้งสองได้ชัด
ทว่าขณะที่ทุกคนกำลังคิดกลั้นหายใจ ลำแสงสีดำและขาวก็สว่างวาบด้านในฝุ่นควัน สะเก็ดประกายแสงจากพลังงานสวรรค์เริ่มกระจายให้เห็นเป็นพักๆ
เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง!
ปัง!
ราวกับทั้งโลกหยุดหมุน จู่ๆคลื่นพลังรูปร่างปลายทวนสีดำขนาดยักษ์ก็วาดระเบิดฝุ่นควันทั้งหมดกระจายออก ส่งผลให้ทุกคนเห็นร่างบุรุษหนุ่มนัยน์ตาองุ่นที่บัดนี้ได้สูญเสียดาบสีทองในมือเป็นที่เรียบร้อย
ศาสตราวุธของเขาถูกทำให้แตกสลายระหว่างก็ต่อสู้
นี่เป็นสิ่งที่ชิลไม่คิดว่าจะเกิดขึ้นเมื่อเขาใช้ทักษะดาบสยบนภา ต้องรู้ถึงแม้ดาบของราฟี้จะเป็นเพียงระดับหายาก ทว่าเมื่อมันอยู่ในมือผู้ใช้ทักษะระดับพระเจ้า การที่มันจะเสียหายจากการปะทะแทบเป็นไปไม่ได้
“สำเร็จทวนผนึกมารขั้นสี่รึ”
ชิลหรี่ตามองซาเนียที่บัดนี้ท่าทางนางคล้ายคำพูดใดก็มิอาจส่งถึง
“สัตตะจิตเจ้าวิวัฒ?”
ไร้ซึ่งคำตอบในคำถาม ซาเนียทำการรำเพลงทวนโดยมิสนใจคำพูดใด นางวาดควงทวนไปมารอบร่างจนเกิดเป็นเกลียวคลื่นสีดำ
บรรยากาศอันมืดมนเช่นนี้ ส่งผลให้ผู้ชมทุกคนที่มองมา ถึงกับหลั่งเหงื่อเย็นเยียบ
“พอแล้ว”
ชิลกล่าวพลางโยนดาบสีทองลงไปบนพื้น ก่อนวาดมือข้างที่สวมแหวนหยกเขียวชี้ไปด้านหน้า
“เจ้าทำเกินความจำเป็น”
พริบตาร่างซาเนียจู่ๆก็กลายเป็นนิ่งค้าง พร้อมร่างชิลที่หายไปจากจุดเดิม พลังงานสวรรค์อันเข้มข้มถูกเคลือบไว้บนฝ่ามือวาดเข้าโจมตีท้ายทอยหวังส่งให้นางสลบโดยเร็ว
กระนั้นสิ่งที่คิดกับความเป็นจริงมักสวนทางกัน
ทันทีที่ฝ่ามือใกล้โจมตีปิดฉาก ชิลกลับเป็นฝ่ายนิ่งค้างไปเสียเอง
อึก~
“เหตุใด..”
เขาลดมือลง จ้องมองใบหน้าอันงดงามหาใดเปรียบที่บัดนี้เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำตา
เขาไม่เข้าใจ ไม่เลยสักนิด อาจเพราะเมื่อคราชีวิตที่แล้ว ตนเป็นเพียงเด็กรับใช้จึงมิค่อยได้คบค้าสตรี ไม่รู้ถึงความผันแปรทางอารมณ์ กระนั้นการผสานเข้ากับคลังความรู้บรรพกาลก็ทำให้เขาพอเข้าใจเกี่ยวกับสตรีมากขึ้นจากตำรา และบันทึกของอาคัท ทว่าสุดท้าย..
‘ข้าไม่เข้าใจ’
ทันทีซาเนียได้ทิ้งทวนสีดำลงบนพื้น ก่อนเดินผละลงจากลานประลองอย่างรวดเร็ว
นี่ทำให้ผู้ชมทุกคนถึงกับมึนงงกับสิ่งที่เกิดขึ้น เหล่าผู้อาวุโส เหล่าผู้มาเยือน รวมถึงแขกมหาอำนาจจากหลากอาณาจักรหลายสถาบัน ต่างปั้นหน้าเหยเกหันมองกัน
‘เหตุใดจึงราวกับการทะเลาะของคู่รัก’
.
.
ด้วยที่ซาเนียทิ้งการประลองเดินหนีไป ส่งให้ชิลกลายเป็นผู้ชนะทันที เลยเป็นเรื่องอันสมควรที่เขาจะเป็นผู้ครอบครองเม็ดยาคลายฟ้า ในเรื่องนี้ไม่ได้มีใครโต้แย้ง อย่างไรยังคงเกิดคำถามกับทุกผู้คนที่อยู่ ณ ลานประลองเดียเบิร์นว่า มันควรจบเช่นนี้จริงหรือ การประลองรอบสุดท้ายที่ทุกคนใฝ่ฝันกลับจบแบบค้างคา
กระนั้นก็มีหลายคนที่เข้าใจ เพราะเนื่องจากชิลและซาเนียเป็นศิษย์ร่วมอาจารย์เดียวกัน เป็นปกติที่เมื่อปะทะกัน จักมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งยอมแพ้
เมื่อสิ้นสุดการแข่งขันจัดลำดับภายในหุบเขาจัตุรัสยักษา หลายอย่างก็มีการเปลี่ยนแปลง หนึ่งสิ่งที่ไม่พูดไม่ได้ก็คือลำดับศิษย์สายตรง โดยชิลได้ลำดับที่หนึ่ง ซาเนียได้ลำดับที่สอง และโดยไร้ซึ่งการประลองต่อ เซทามถูกยกให้เป็นลำดับที่สามตามมาด้วยดิชชี่กับเทียชา
แม้หลายคนยังไม่อาจยอมรับว่า ระดับวัฏจักรเคลื่อนย้ายชั้นต้นทั้งสองจักเป็นผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในหมู่ศิษย์ทั้งหมดของหุบเขาจัตุรัสยักษา อย่างไรด้วยผู้คนจำนวนมากประจักษ์ต่อสายตา ทำให้บัดนี้หุบเขาถูกแบ่งออกเป็นสามกลุ่มใหญ่ๆ
หนึ่งคือผู้ที่ไม่ได้เข้าชมการประลอง คนกลุ่มนี้ไม่อาจเชื่อได้ว่าชิลและซาเนียจักชนะมาได้อย่างใสสะอาด คนจำพวกนี้ยังคงยึดติดกับกฎโบราณคร่ำครึ ที่ว่าด้วยระดับรากฐานฝึกฝนเป็นตัววัดความแข็งแกร่ง
สองคือกลุ่มคนที่อยู่ในลานประลอง ทั้งยังเชื่อสุดใจในสิ่งที่ตนเห็น โดยมั่นใจว่าทั้งสองคืออัจฉริยะที่จะทำให้หุบเขาจัตุรัสยักษารุ่งโรจน์กว่าที่เคย
สุดท้ายคือกลุ่มคนที่แม้จะเห็นกับตาว่าชิลเอาชนะอย่างไร ทว่ากลับคิดว่าเขาใช้กลโกงบางอย่างเพื่อได้รับชัย ถึงอย่างนั้นคนกลุ่มนี้กลับเป็นผู้หวั่นเกรงในเพลงทวนซาเนียสุดหัวใจ
แม้จะมีหลายความคิด หลายความเชื่อ กระนั้นมันก็เป็นเพียงสีสันที่เมื่อผู้เห็นต่างเจอกันก็จะมีเรื่องให้ถกเถียงทุกคราไป อย่างไรทุกคนในที่แห่งนี้ต่างก็ใส่ชุดคลุมเขียว และใช้ชื่อว่าหุบเขาจัตุรัสยักษา
หลังจบการประลอง เมื่อชิลกลับมาถึงหุบเขาวิเศษฝั่งขวาก็พบว่าซาเนียได้ปิดด่านฝึกฝนเป็นที่เรียบร้อย แม้เขาจะมีเรื่องมากมายอยากเอ่ยถาม แต่ก็ไม่สามารถ ทำได้เพียงเดินเข้าไปนั่งซึมซับพลังงานสวรรค์ในถ้ำด้านข้างอย่างเงียบๆ
ดึกสงัดมาพร้อมกับเสียงเจี๊ยวจ๊าวของจักจั่นตัวน้อย ฝูงหิ่งห้อยจำนวนมากบินวนอยู่หน้าถ้ำ แม้ในช่วงเช้าบนเขาลูกที่สามจะมีหมอกหนาทึบ ทว่าเมื่อตกดึกกลับมิได้หนาวเย็นนัก
ยามนี้ชิลได้นั่งซึมซับพลังงานสวรรค์มาสามวันแล้ว เมื่อสัมผัสว่าประตูถ้ำด้านข้างถูกเปิด จึงคลายสมาธิดันตัวลุกขึ้น ยกเท้า ก้าวเดินออกไปด้านนอก เมื่อพ้นปากประตูถ้ำ นัยน์ตาสีองุ่นพลันต้องเบิกกว้างให้กับความงดงามยามค่ำคืนที่สะท้อนบนร่างในชุดผ้าบางสีขาวอันไร้เสื้อคลุม
ซาเนียกำลังยืนมองดวงจันทร์ในค่ำคืนอันมืดมิด คล้ายค่ำคืนนี้จักยาวนานมิรู้จบ ทิ้งช่วงครู่จึงหันสายตามองมาทางชิล
ราวกับช่วงเวลาหยุดนิ่ง ทั้งคู่ยืนจ้องมองเข้าไปนัยน์ตาซึ่งกันและกันโดยไม่ได้กล่าวอะไร
กระนั้นราวกับหญิงสาวผู้มากอารมณ์จะทนไม่ไหว ผ่านไปได้เพียงนาทีกว่านางก็เป็นฝ่ายเปิดปาก
“เจ้ายังคงเป็นเช่นเดิม”
ฟังดังนั้น ชิลก็หรี่ตาแคบ
“มันยากสำหรับข้า”
ซาเนียกล่าวเสียงค่อย ครู่หนึ่งจึงหันกลับไปมองดวงจันทร์พลางกล่าวต่อ
“ผู้อาวุโสหนึ่งเปรียบดั่งบิดาที่เลี้ยงดูข้ามาตั้งแต่จำความได้”
“แล้วอย่างไร”
ชิลมองร่างอันงดงามที่ยามนี้สายลมอ่อนพัดเส้นผมสีดำปลิวสไวเชื่องช้า คิดวาดมือเรียกทวนสีดำออกมาส่งคืนให้
“เจ้าไม่เข้าใจ”
ซาเนียเผยยิ้มบาง มันมิใช่รอยยิ้มแห่งความสุขทว่าเป็นการยอมรับ นิ่งอยู่สองสามลมหายใจนางก็เลื่อนนัยน์ตาสีฟ้าน้ำทะเลกลับมามอง
“ข้ามักคิดเข้าข้างตัวเองว่าการที่เจ้าขอให้ข้าอยู่ข้างเจ้าแทนที่จะกลับวังเมฆาสูญสิ้น เป็นเพราะเจ้านึกชอบข้าอยู่บ้าง”
ได้ยินคำกล่าว จู่ๆพลังงานสวรรค์ที่ส่งเข้าไปในเชือกสีดำของชิลก็หยุดโดยพลัน เขาจ้องมองกลับไปยังร่างในชุดผ้าบางสีขาวด้วยสายตาที่ไม่สามารถคาดเดาอารมณ์ได้ ถึงอย่างนั้นในช่วงเวลาที่ต้องการคำพูดกลับไม่มีวาจาใดหลุดออกมาจากปาก
“ข้าแอบดีใจ ทั้งที่รู้อยู่เต็มอกว่าเจ้าเห็นข้าเป็นเพียงผู้ติดตามหรือสิ่งของหายาก ครั้งแรกที่เจ้าถามถึงสิ่งที่ต้องการที่สุด ข้าตอบไปมั่วๆว่าต้องการเอาชนะเจ้า แม้รู้แก่ใจว่าเหตุผลที่แท้จริงคืออยากแข็งแกร่งขึ้นเพื่ออยู่ข้างเจ้าได้อย่างภาคภูมิ”
“เจ้า...”
นัยน์ตาสีองุ่นหรี่ลงเล็กน้อย
“ช่างน่าขัน ข้าไม่เคยรู้เลยว่าความรู้สึกมากมายเช่นนี้ก่อตัวขึ้นเมื่อใด บางทีมันอาจเป็นตอนที่ติดอยู่ในป่าพฤกษาบงกช หรืออาจเป็นช่วงที่เจ้าช่วยข้าจากยักษ์ป่าขนโลหิต”
ซาเนียมองชิลอยู่นาน สักพักจึงหันหลังเม้มปากแน่นพร้อมก้าวเท้าออกไปด้านหน้า
“ข้าขอโทษ”
สิ้นเสียง ร่างอันงดงามในผ้าบางสีขาวได้พุ่งลงจากหุบเขาวิเศษฝั่งขวาด้วยความเร็ว ทว่าชิลก็สามารถสังเกตเห็นวินาทีที่นางนำมือขึ้นมาปาดน้ำตาบนใบหน้าก่อนเคลื่อนตัวทิ้งห่างออกไปในระยะไกล
ไร้ซึ่งการเอ่ยถ้อยคำใด ชิลยืนนิ่งอยู่ที่เดิมจ้องมองร่างซาเนียเล็กลงเรื่อยๆตามระยะทาง พริบตาหนึ่งในซอกมุมของจิตใจมีเสียงเล็กๆตะโกนบอกให้พุ่งตามนางไป แต่กระบวนการคิดในสมองกลับสั่งให้เขาหยุดอยู่ที่เดิม และสุดท้ายเขาก็เลือกที่จะเชื่อสมองมากกว่าหัวใจ
ในคืนนั้นมีผู้พบเห็นซานผู้ได้ลำดับสองในการประลองพุ่งตัวออกจากหุบเขาจัตุรัสยักษาหายเข้าไปในป่าพันวิญญาณ ด้วยการที่นางมีชื่อเสียงมากในช่วงสามวันที่ผ่านมา ทำให้ไม่มีใครคิดเข้าไปหยุดหรือไถ่ถาม เพราะคิดว่าบางทีนางอาจได้รับภารกิจเร่งด่วนบางอย่างจากผู้อาวุโสจากาน
วันคืนในหุบเขาจัตุรัสยักษาเคลื่อนผ่านไปอย่างรวดเร็ว ความเงียบสงบอันพึงมีกลับมาอีกครา อย่างไรตลอดหนึ่งเดือนกลับมีบุรุษผู้หนึ่งที่ยังคงคิดไม่ตกกับสิ่งที่ผ่านมา ว่าเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น หรือบางทีอาจเข้าใจอยู่บ้าง แต่ยอมรับไม่ได้
“นางเลือกแล้ว”
จากานที่นั่งชงชาอยู่หน้าถ้ำกล่าววาดมือเร่งไฟใต้กาน้ำให้แรงขึ้น
“ข้ารู้”
“เจ้ารู้? แล้วเหตุใดจึงทำหน้าเช่นนั้น”
มืออันเหี่ยวชราสะบัดดับเปลวไฟ พลางเคลื่อนพลังงานปฐพียกกาน้ำขึ้นมารินในถ้วยน้ำชาด้านหน้า
“ข้ายังไม่ได้คืนมันให้นาง”
“เพ้ย! อย่ามาโกหก ทวนนั่นข้ารู้ว่าเป็นเจ้าที่มอบให้นาง รู้หรือไม่ว่าสถานการณ์ตอนนี้ดีขึ้นมากเมื่อนางกลับวังเมฆาสูญสิ้น”
“เหตุใดต้องเสียงดังเช่นนั้น”
จู่ๆเสียงหนึ่งก็ดังขึ้น พร้อมกับร่างชายหนุ่มในชุดคลุมยาวสีทองก้าวเข้ามา
“ท่านเป็นถึงผู้ดูแลตำหนักภารกิจไม่ใช่รึ เหตุใดจึงมาอยู่ที่นี่ได้ทุกวี่วัน”
ครุสกล่าวพลางจ้องจากานที่กำลังยกชาขึ้นจิบ
“ตอนนี้มีคนดูแลแทนข้าแล้ว”
จากกานกล่าวโดยมิใส่ใจ
“ชายชื่อลาม่อนนั่นช่างโชคร้าย เพิ่งหลุดจากการเป็นที่ปรึกษาวังเมฆาสูญสิ้น กลับต้องมารับเคราะห์ดูแลตำหนักภารกิจให้ใครบางคนแถวนี้”
“แล้วอย่างไรมันเป็นข้อตกลงระหว่างข้ากับเขา เจ้าเกี่ยวอะไรด้วย!”
แม้ครุสจะเป็นผู้มาเยือนอันสูงส่งจากแผ่นดินทอง ทว่าจากานเองก็เป็นผู้อาวุโส ทำให้เมื่อชายชราเจอหน้าชายหนุ่มในชุดคลุมทองจึงไม่ได้ยำเกรงอะไรนัก กระนั้นเมื่อพบกันบ่อยเข้า ก็รู้ซึ้งได้ว่าครุสผู้นี้มีหลายส่วนที่กวนอารมณ์ดังเช่นผู้อาวุโสทรีมอส
“เกี่ยวสิ เมื่อไหร่ข้าจักได้คุยกับน้องชายข้าตามลำพังเสียที!”
“น้องชาย? น้องชายกับผีสิ นี่มันลูกศิษย์ข้า”
“เหอะลูกศิษย์อันใด ท่านที่อยู่คลายสมดุลบทแรก คิดจริงๆรึหากสู้กับเขาตรงๆจะเอาชนะได้เต็มสิบส่วน”
คำพูดครุสทำให้จากานนิ่งเงียบไปหลายวิ ทว่าสักพักชายชราก็ถอนหายใจค่อย พลางกล่าวราวผู้รู้แจ้ง
“ศิษย์เหนืออาจารย์เป็นเรื่องธรรมดา น่าเศร้านักที่อาจารย์ผู้นี้ไม่สามารถผลักดันศิษย์อันเป็นที่รักไปได้ไกลกว่านี้อีกแล้ว..”
“น้ำเน่า”
“เน่าแล้วอย่างไร!”
ระหว่างที่ครุสกับจากานโต้เถียงเพื่อเพิ่มความสนิทสนม หารู้ไม่ว่าชายหนุ่มนัยน์ตาองุ่นด้านข้างได้เดินหายเข้าไปในถ้ำ พร้อมปิดด่านฝึกฝนเรียบร้อย