"ฝ่ายข้ามีสองคนคือสหายร่างสูงใหญ่คนนี้และข้ากังหลง ย่อมเห็นด้วย เชิญเถ้าแก่เริ่มดำเนินการประลองเถิด !!"
เถ้าแก่โรงเตี้ยม จางลี่ รับบัตรเงินตราจากฝ่ายหม่าซานมารวบรวมไว้ที่ตนและเริ่มดำเนินการประลอง กล่าวว่า
"เชิญคู่ต่อสู้ทั้งสองฝ่ายที่จะสู้ในรอบแรกเข้าสู่เวทีการประลอง ส่วนผู้ชมท่านใดหากชมแล้วถูกใจ จะสนับสนุนเงินรางวัลเพิ่มเติมให้ทางโรงเตี้ยมแชน์ฮ้วงเราเชิญใส่เงินในกล่องที่วางอยู่ข้างเวทีได้เลย คนละเล็กละน้อยตามศรัทธา ฮ่า ฮ่า ฮ่า "
ฝ่ายกังหลงย่อมเป็นหยางเชียงซีก้าวไปกลางลานเวทีก่อน ส่วนฝ่ายหม่าซานส่งนักสู้ชุดขาวนาม อาฮก ออกมาก่อน เมื่อเห็นทั้งสองฝ่ายเข้าสู่เวทีประลอง จางลี่ ได้ประกาศเริ่มประลองทันที
"เริ่มการประลองได้"
อาฮกต้องการจะจบการต่อสู้โดยไว เกร็งลมปราณสู่สองเท้าและสองแขน ทะยานวูบเดียวหายจากตำแหน่งที่ยืนไปปรากฎเบื้องหน้าหยางเชียงซีในพริบตา
ยกฝ่ามือขึ้นกดกระแทกไปยังตำแหน่งทรวงอกของหนุ่มร่างใหญ่เบื้องหน้าทันที
"วูบ"
"เปรี้ยง"
ฝุ่นฟุ้งกระจายไปทั่ว เมื่อลมพัดพาฝุ่นจางหายไป พื้นดินตำแหน่งที่หยางเชียงซียืนเมื่อครู่ได้เกิดเป็นหลุมลึกขนาดหนึ่งเมตร ทำให้ผู้คนขนลุกซู่ ..แต่มิเห็นคราบโลหิตหรือร่างของชายหนุ่มร่างใหญ่ บัดนี้หยางเชียงซีกลับยืนห่างไปด้านข้างเกือบสามเมตรคราบฝุ่นละอองเต็มเสื้อผ้า แม้ร่างจะดูใหญ่โตแต่การเคลื่อนไหวกลับรวดเร็วนักสามารถหลบพ้นท่าโจมตีอันรวดเร็วรุนแรงของอาฮกได้ในคราแรก
"ท่าร่างบาทาลมหวน ท่าร่างอันลือชื่อของตระกูลหยาง..แต่เสียดายที่ฝึกได้เพียงระดับหนึ่ง..!!"
บุรุษชุดขาวท่าท่างลึกซึ้งชั่วร้ายที่มากับกลุ่มของหม่าซานกล่าวขึ้นพร้อมมองอย่างหยามเหยียด
"ท่าร่างอันรวดเร็วนัก ข้าจะดูว่าเจ้าจะสามารถหลีกลี้ไปได้อีกกี่ครั้ง ?"
อาฮกกล่าวพร้อมพุ่งโจมด้วยระดับความเร็วที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
"วูบ"
"เปรี้ยง !!
ผลออกมายังคงเช่นเดิม ยังมิอาจระคายผิวของหยางเชียงซีแม้แต่น้อยนิด
"วูบ"
"เปรี้ยง !!
ผู้คนต่างตื่นตกใจต่อพลังโจมตีและท่าร่างอันรวดเร็วของทั้งสองฝ่าย
"เป็นท่าร่างอันรวดเร็วนัก มิทราบเจ้าหนุ่มนี่เป็นบุตรหลานผู้ใด ด้วยท่าร่างนี้พอนับว่าสามารถผาดโผนเอาตัวรอดได้บ้าง แต่หากแม้นเอาแต่หลบหลีกแบบนี้ เมื่อพลังปราณลดลงก็คงโดนทำร้ายอยู่ดี "
"ความแตกต่างของพลังปราณหนึ่งระดับมิใช่จะน้อยๆ แต่ยังมิเห็นเจ้าหนุ่มร่างใหญ่นี้โจมตีกลับเลย"
เสียงซุบซิบวิจารณ์กันของผู้ชมดังแว่วมามิขาด
"ท่านพ่อดูท่าน้องหยางซีคงหลบหลีกได้อีกมินาน ความแตกต่างของระดับปราณทำให้ไม่กล้าปะทะตรงๆ แต่บาทาลมหวนของน้องหยางซีรุดหน้าขั้นมากจนสำเร็จระดับหนึ่งแล้ว หากเป็นผู้ที่อยู่ช่วงชั้นเดียวกันคงยากจะเอาชัยเขาได้แต่มาเจอผู้มีระดับปราณสูงกว่าหนึ่งขั้นนับว่ากินแรงอยู่บ้างหากแม้นไม่สามารถหาจังหวะโต้กลับได้ มินานการต่อสู้คงจบสิ้นแล้ว"
"การต่อสู้จริงย่อมแตกต่างจากการฝึกฝนหลายเท่านักยิ่งการต้องเอาชีวิตรอดยิ่งทำให้ผู้ฝึกยุทธยิ่งเติบใหญ่ เจ้ามิสังเกตุรึว่าท่าร่างของน้องเจ้ายิ่งมายิ่งคล่องแคล่วพลิ้วไหวอันบาทาลมหวนนั้นยิ่งจิตสามารถสัมผัสทิศทางลมของคู่ต่อสู้ได้ยิ่งหลบลี้พลิ้วไหวได้ดุจใบไม้ต้องลม และเจ้าสังเกตุดูเจ้าหนุ่มสหายของน้องชายเจ้ารึไม่ดูเหมือนเจ้าหนุ่มนี่ไม่อนาทรร้อนใจใด ๆ ต่อการประลองครั้งนี้แม้แต่น้อย เขายังยืนแย้มยิ้มชมดูการประลองด้วยสายตาสงบนิ่ง ดุจดังเรื่องนี้มิมีความหมายใดให้ตนต้องทุกข์ร้อนใจกิริยาอาการเช่นนี้ย่อมเกิดกับคนสองประเภทประเภทแรกคือสามารถรับมือกับสถานการณ์ตรงหน้าได้อย่างไม่ยากเย็นหรือตนมีความสามารถเกินขอบเขตของเรื่องราวที่เผชิญอยู่ประการหลังตื่นตกใจจนทำอะไรไม่ถูกแสร้งแสดงอาการใจดีสู้เสือ หรือเจ้าเด็กนี้จะเป็นบุตรหลานขุนนางหรือเศรษฐีที่มิเห็นค่าเงินทองเพียงแค่ห้าแสนเหรียญทองได้ "
ชายกลางคนรูปร่างท้วมสมบูรณ์ใส่ชุดสีทองและหญิงสาวเรือนร่างงดงามชุดขาวปิดบังโฉมหน้าบัดนี้ได้ลงมายืนปะปนกับฝูงชนเพื่อดูการประลองที่เกิดขึ้นอย่างใกล้ชิดสนทนากันถึงการประลองของบุคลทั้งสองและพาดพิงถึงกังหลง
ระหว่างที่ต่างคนต่างวิจารณ์กันการต่อสู้ก็เริ่มเข้มข้นขึ้นหลังจากที่อาฮกพุ่งจู่โจมเด็กหนุ่มร่างใหญ่หลายครั้งแต่มิอาจกระทบแม้ชายเสื้อจึงเริ่มเกิดโทสะอย่างแท้จริง สำรวมจิตแกร็งลมปราณถึงสิบส่วนมาไว้ที่เท้าทั้งหมดแล้วพุ่งกระโจนรวดเร็วปานสายฟ้าไปยังตำแหน่งที่ลมปราณของชายหนุ่มร่างใหญ่คงอยู่
"วูบบบ.. ฟิ้ว !!!!"
หยางเช็งซีพบเห็นฝ่ายตรงข้ามพุ่งมาอย่างรวดเร็วกว่าก่อนหน้านี้เกือบเท่าตัวครานี้มิอาจพุ่งตัวหลีบหนีได้ทันท่วงที ตัดสินใจพุ่งสวนเข้าประจันหน้าทันทีพร้อมทุ่มเทพลังทั้งหมดกวาดเตะต้อนรับที่พุ่งเข้ามาอย่างสุดกำลัง
"บาทากวาดบรรพต !!!!"
"เปรี้ยง !!!!"
"หมัดเบิกภูผา"
"เปรี้ยง !!!!"
"อั๊ก !!" อั๊ก !!
ร่างทั้งสองพุ่งโจมตีปะทะกันกลางทางเสียงดังสนั่นหวั่นไหว ลำแข้งอันใหญ่โตของหยางเชียงซีกวาดกระแทกชายโครงด้านขวาของอาฮกทำลายพลังปราณคุ้มครองกายจนสลายไปเท้าอันหนักหน่วงกระทบชายโครงอย่างจัง จนบังเกิดเสียง ขึ้นสองครา
"แคร่ก แคร่ก"
เสียงกระดูกชายโครงหักไปสองซี่ขณะเดียวกันหมัดซ้ายของอาฮกได้ต่อยอย่างเต็มเหนี่ยวเข้าสู่หน้าอกของหยางเชียงซีจนลมปราณคุ้มครองกายแตกกระจายไปในพริบตาหมัดกระแทกเข้าทรวงอกจมไปเกือบสองนิ้ว บังเกิดเสียงขึ้นคราหนึ่งเช่นกัน
"แคร่ก"
เสียงกระดูกหน้าอกร้าวเกิดขึ้นให้ได้ยิน พลังโจมตีอันรุนแรงด้วยพลังทั้งหมดของทั้งสองทำให้ทั้งสองต่างกระเด็นลอยกลับหลังจนลอยพ้นออกจากเส้นวงกลมที่ขีดไว้ประมาณสามเมตรร่างทั้งสองตกกระแทกพื้นจนเป็นหลุมใหญ่พร้อมกระอักโลหิตออกมาคนละคำ
"โครม" "โครม"
"พรวด" "พรวด"
ทั้งสองต่างพยายามลุกขึ้นปัดฝุ่นตามตัวออกและจะเข้าไปสู่เขตเวทีใหม่อีกครั้ง แต่เถ้าแก่จางลี่ได้ประกาศขึ้น
"ทั้งคู่ได้กระเด็นออกพ้นเขตเวทีประลอง ตามกติกาบ่งบอกว่าผู้ใดโดนกระแทกออกนอกเวทีการประลองถือว่าพ่ายแพ้ บัดนี้ทั้งสองฝ่ายต่างโดนกระแทกออกพ้นเขตเวทีถือว่าต่างพ่ายแพ้ทั้งสองฝ่าย"
ผู้คนต่างกล่าวกันเสียงเซ็งแซ่ต่อผลที่ออกมาของการต่อสู้ครั้งแรก ทั้งคู่ไล่จู่โจม หลบหลีบกันเนิ่นนาน มิอาจกระทบกระทั่งกันได้เพียงพุ่งเข้าโจมตีกันซึ่งหน้าเพียงครั้งเดียวกลับปรากฎผลพ่ายแพ้ทั้งสองฝ่าย
"มันบ้าอะไรกันนี่"
"พ่ายแพ้ทั้งสองฝ่าย"
หยางเชียงซีกล่าวถามขึ้น
"ข้าจะแข่งต่อรอบต่อไปได้หรือไม่ ?"
เถ้าแก่จางลี่ส่ายหน้าด้วยความเห็นใจและตอบว่า
"ผู้พ่ายแพ้แล้วมีอาจแข่งขันต่อได้ผู้ที่จะยืนอยู่ต่อบนเวทีได้คือผู้ชนะเท่านั้น !!"
หันไปมองทางกังหลงซึ่งกำลังยืนแย้มยิ้มเช่นเคย หยางเชียงซี คำนึงขึ้น"หรือน้องกังหลงกำลังเมามายอยู่จึงมิทราบว่าเรื่องราวการประลองคงหมดหวังแล้ว" กล่าวกับกังหลงด้วยสีหน้าที่รู้สึกผิดว่า
"น้องกังหลงข้าขอโทษที่มิอาจนำชัยชนะมาให้เจ้าได้"
"มิเป็นไรพี่หยางซี ท่านทำดีที่สุดแล้วท่านมิต้องกังวล..ข้ามิอาจโทษท่าน อย่าลืมว่าเราเป็นสหายกัน ที่เหลือปล่อยให้ข้าเป็นคนรับช่วงต่อเอง ฮา่ ฮ่า ฮ่า เสร็จเรื่องนี้แล้วเราค่อยฉลองกันต่อ"