ยูรันยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจ จากนั้นเขาก็ค่อย ๆ เอียงคอเงยหน้าขึ้นไปมองศาลาชมสอบชั้นสูง ชายหนุ่มยกมือขึ้นโบกและส่งยิ้มพิมพ์ใจทักทายหนานอวี้อีกครั้งอย่างเป็มิตรเป็รอบที่สองของวัน
หลิงเยวี่ยจ้องมองความว่างเปล่าที่มืดสนิทด้วยดวงตาปลาบปลื้มประดับความลึกล้ำยิ่งกว่าเดิม
[ทั้งหิน ทั้งบันได ทั้งกระจก ยังต้องร้องขอชีวิต ถูกใจข้าเสียจริง ข้าต้องเอาตัวมาให้ได้]
ไป๋หลิงยืนนิ่งตัวแข็งทื่อ สมองที่เชี่ยวชาญการประเมินวิเคราะห์พังทลายไม่เหลือชิ้นดี
[ด่านทดสอบที่หนึ่งสลาย ด่านที่สองสยบ ด่านที่สามถึงกับก้มหัวหลบเลี่ยงสายตา... นี่มันภัยพิบัติเคลื่อนที่ชัด ๆ!]
หนานอวี้เบิกตากว้างพลางยกมือตบแก้มตัวเองเบา ๆ สองสามที ใบหน้าเนียนขึ้นริ้วแดงระเรื่อลามไปถึงใบหูอย่างปัญญาอ่อนรอบสอง
[กรี๊ดดดด! เขาหันมาโบกมือยิ้มให้ข้าอีกรอบแล้ว! บ้าจริง... เ้าบ้านี่พอมองดูใกล้ ๆ แล้ว หล่อกวนประสาทแถมยังอันตรายสุด ๆ ไปเลยแฮะ! แม้แต่กระจกชะตาก็ยังไม่กล้าส่องเขาเลย!]
เย่อ้าวเทียนกัดฟันกรอดจนลิ้มรสคาวเืคละคลุ้งในปาก สองตาเบิกกว้างด้วยความเคียดแค้นระคนหวาดตระหนกสุดขีด
[เป็ไปไม่ได้! ชะตาของข้าคือัทองจักรพรรดิเหนือ์ แต่เขากลับอยู่เหนือชะตากรรมจนกระจกต้องก้มกราบหัวซุกแผ่นดินหนีการสะท้อนกรรม! ข้าต้องหาทางขับไล่มันไปให้ได้! เริ่มแผนพรุ่งนี้เช้าเลย]
ผู้คุมสอบตัวสั่นเทา มองดูผงทองแดงที่ลอยไปตามลม ก่อนก้มบันทึกสมุดทะเบียนด้วยมือสั่นระริก
“เอ่อ... กระจก... กระจกก้มหน้ามืดสนิทสยบไปแล้ว... แต่ไม่มีแสงสีแดงแจ้งตก... ดังนั้น... ลำดับที่เจ็ดร้อยสามสิบหก... ยูรัน... ผ่านด่านสามระดับพิเศษสุด ๆ ยอดเยี่ยมกระเทียมเจียว... ผ่านการทดสอบเข้าสำนัก!”
ยูรันเดินเข้ามาหาหลานชิงอวี้
“สรุปว่ายังไง เ้าหายงงรึยัง ”
หลานชิงอวี้ยืนเงียบอยู่นาน นานจนยูรันเริ่มสงสัยว่านางยังหายใจอยู่หรือไม่
เขายื่นมือไปโบกตรงหน้านางเบา ๆ
“นี่ ยังอยู่ไหม”
หลานชิงอวี้ค่อย ๆ หันมามองเขา ดวงตายังว่างเปล่าเหมือนคนเพิ่งเห็นโลกทั้งใบหักครึ่งต่อหน้าต่อตา
“ศิลา... บันได... กระจก...”
นางสูดลมหายใจลึก ก่อนถามด้วยเสียงแห้ง
“เ้าคิดว่านี่เป็เื่ปกติไหม”
ยูรันคิดอยู่ครู่หนึ่ง
“สำหรับข้ามันก็ปกตินะ ”
หลานชิงอวี้จ้องเขานิ่ง
ยูรันหัวเราะเบาๆ ก่อนเสริม
“อ๋ออออ พวกเ้าไม่เคยเห็นนี่ เพราะงั้น มันอาจจะไม่ปกติก็ได้”
หลานชิงอวี้กุมขมับ นางรู้สึกว่าหากคุยกับผู้ชายคนนี้ต่อไปอีกสักครึ่งชั่วยาม สติของนางอาจถูกขัดจนบางกว่ากระดาษ
แต่นางก็ยังถามออกมา
“เ้าเป็ใครกันแน่”
ยูรันมองนาง แล้วตอบด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ
“ยูรัน”
“ข้าไม่ได้ถามชื่อ”
“ความลับ อย่าถามมากกว่านี้เลย ไว้ถึงเวลาข้าจะบอกเ้าเอง ข้าสัญญา”
ยูรันกล่าวด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ เหมือนเดิม ทว่าคำว่า 'ข้าสัญญา' กลับนิ่งกว่าทุกประโยคก่อนหน้าเล็กน้อย
หลานชิงอวี้ชะงักไปโดยไม่รู้ตัว ก่อนที่นางจะทันได้ถามอะไรต่อ ปลายนิ้วของยูรันก็ยื่นมาหยิกแก้มนางเบา ๆ ัันั้นไม่ได้แรงเลย
แต่มันกลับทำให้หัวใจของนางสะดุดไปหนึ่งจังหวะอย่างน่าหงุดหงิด
หลานชิงอวี้รีบปัดมือเขาออก ใบหน้าร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่
“อย่ามาหยิกแก้มข้านะ”
นางพูดเสียงแข็ง ทว่ากลับรู้ดีว่าเสียงของตนไม่ได้แข็งเท่าที่ตั้งใจไว้
[บ้าไปแล้ว ข้าต้องใเื่ศิลา บันได แล้วก็กระจกอยู่สิ ทำไมต้องมาใจเต้นเพราะคนกวนประสาทแบบนี้ด้วย]
ทันใดนั้น หลิงเยวี่ยลงมาจากศาลาชมสอบ
เพียงนางปรากฏตัว เสียงซุบซิบทั้งลานก็เบาลงทันที
หลิงเยวี่ยมองยูรันด้วยแววตาพึงใจ ก่อนหันไปมองหลานชิงอวี้
“ยูรัน หลานชิงอวี้ จากวันนี้พวกเ้าเป็ศิษย์ของยอดเขาจันทรา”
“ให้ ยูรันเป็ลำดับที่แปด ส่วนเ้าหลานชิงอวี้ลำดับที่เก้า”
ทั้งลานเงียบกริบ
หลานชิงอวี้เบิกตากว้าง
“ข้า... ข้าด้วยหรือเ้าคะ”
หลิงเยวี่ยหมุนตัวเดินนำออกจากลานสอบทันที
“ตามข้ามา”
หลานชิงอวี้ยังยืนงงอยู่กับที่ จนยูรันต้องยื่นมือไปโบกตรงหน้านางอีกครั้ง
“ไปกันเถอะ ศิษย์น้องร่วมยอดเขา”
“เ้าอย่าพูดเหมือนเื่นี้ปกติได้ไหม”
“ก็เราถูกเลือกแล้ว”
“ถูกเลือกโดยอะไร โดยของทดสอบที่กลัวเ้าจนร้องไห้น่ะหรือ”
“ฟังดูยิ่งใหญ่ดีออก”
หลานชิงอวี้สูดลมหายใจลึก พยายามบอกตัวเองว่าอย่าเถียงกับเขา อย่าเถียงกับเขา อย่าเถียงกับเขา
แต่หัวใจของนางกลับยังเต้นผิดจังหวะอยู่เล็กน้อย
ไม่รู้ว่าเพราะเหตุการณ์บ้าคลั่งเมื่อครู่ หรือเพราะรอยยิ้มกวนประสาทของคนข้าง ๆ กันแน่
สายลมเย็นพัดผ่านม่านหมอกเหนือสำนักเมฆาจันทร์
บนกระบี่บินของหนานอวี้ ยูรันยืนโอนเอนไปมาด้วยท่าทางเหมือนพร้อมหลับได้ทุกเมื่อ ส่วนหลานชิงอวี้ยืนเกร็งอยู่ด้านหลัง มือข้างหนึ่งกำชายเสื้อแน่น ดวงตายังหลงเหลือความว่างเปล่าจากเหตุการณ์ในลานสอบ
ศิลา บันได กระจก
ของทดสอบสามด่านร้องขอชีวิตต่อหน้าผู้ชายคนนี้หมดแล้ว
นางไม่รู้จริง ๆ ว่าตัวเองควรใต่อ หรือควรเริ่มชินเสียที
“นี่... ยูรัน เ้ายืนดี ๆ หน่อยสิ”
หนานอวี้หันมาเตือน
“ถ้าตกลงไป ข้าไม่ลงไปเก็บเศษซากของเ้าหรอกนะ”
[เ้าบ้านี่... ตัวเบาหวิวราวกับปุยฝ้าย แถมยังทำท่าจะหลับคาหลังกระบี่บินของข้าอีก ช่างเป็คนธรรมดาที่ใจกล้าบ้าบิ่นที่สุดเท่าที่ข้าเคยพบเจอมาเลยจริง ๆ]
“อืม ขอบคุณศิษย์พี่สามที่เป็ห่วง”
ยูรันตอบเนือย ๆ
“แต่ข้าง่วงนิดหน่อย”
หลานชิงอวี้หันขวับมองเขาทันที
“เ้ากำลังจะหลับบนกระบี่บินเนี่ยนะ”
“ใช่ ข้าหลับได้ทุกที่นั่นแหละ”
นางอ้าปากเหมือนอยากด่า แต่สุดท้ายก็ปิดปากลง เพราะรู้สึกว่าถ้าเถียงกับเขาตอนนี้ สติของนางอาจแตกก่อนถึงยอดเขา
ไม่นานนัก กระบี่บินของหนานอวี้และเงาร่างสีขาวอันสง่างามของหลิงเยวี่ยกับไป๋หลิงก็ร่อนลงสู่พื้นดินของ 'ยอดเขาจันทรา'
ทันทีที่สองเท้าของยูรันแตะพื้น ชายหนุ่มก็กวาดตามองรอบ ๆ ยอดเขาจันทราตั้งอยู่ห่างไกลและโดดเดี่ยวที่สุดในสำนักเมฆาจันทร์ รอบด้านเงียบสงบราวป่าร้าง มีเพียงเสียงนกกับใบไผ่เสียดสีกันตามลม
เบื้องหน้าของเขาคือตำหนักใหญ่ของยอดเขาจันทรา...
หลังคากระเบื้องสีครามแตกหักไปกว่าครึ่ง เสาไม้สีแดงลอกร่อนจนเห็นเนื้อไม้ซีดด้านใน เถาวัลย์และมอสชอนไชตามรอยแตก ส่วนตราจันทร์เสี้ยวประจำยอดเขากลับมีหยากไย่เกาะจนแทบมองไม่ออก หลานชิงอวี้เงยหน้ามองตำหนักใหญ่ด้วยสีหน้าค่อย ๆ แข็งค้าง
[นี่คือยอดเขาจันทราจริง ๆ เหรอ... ไม่ใช่ว่าพวกเราบินลงผิดตำหนักร้างใช่ไหม]
“เอาละ... นี่คือตำหนักใหญ่ยอดเขาจันทราของพวกเรา”
ไป๋หลิง ศิษย์พี่รองผู้เ็าเอ่ยขึ้นพลางไอคอกแคกเล็กน้อยเพราะฝุ่นที่ลอยฟุ้งยามก้าวเท้าเดิน
“มันอาจจะ... ดูเงียบสงบไปบ้าง แต่ก็นับเป็สถานที่ฝึกตนชั้นยอดที่ไร้ผู้คนรบกวน”
[เงียบสงบกะผีน่ะสิ! หลังคารั่วจนฝนตกทีคลังบัญชีของข้าแทบกลายเป็สระน้ำอยู่แล้ว เงินที่จะเอามาซ่อมแซมก็ไม่มีสักเหรียญิญญาเดียว หากข้าไม่แอบไปขุดสมุนไพรป่ามาขายประทังชีวิต ยอดเขาจันทราคงได้ล้มละลายกลายเป็ยอดเขาร้างไปนานแล้ว! เ้ายูรันนี่เห็นสภาพแบบนี้แล้วจะร้องไห้ขอลาออกทันทีเลยไหมนะ?]
ยูรันไม่ได้พูดอะไร เขาเพียงพยักหน้ารับคำเรียบ ๆ
“เงียบสงบจริง”
หลานชิงอวี้เหลือบมองหลังคาที่มีรูโหว่จนเห็นฟ้าได้ชัดเจน แล้วรู้สึกว่าคำว่าเงียบสงบของยอดเขานี้ อาจมีความหมายใกล้เคียงกับคำว่าไม่มีเงินมากกว่า
หลิงเยวี่ย อาจารย์ผู้งดงามหันมามองยูรันด้วยสายตาเรียบเนียนดั่งผิวน้ำ
“ยูรัน ในเมื่อเ้าเข้ามาในฐานะศิษย์กวาดใบไม้ประจำยอดเขา ข้าจะจัดสรรที่พำนักที่เหมาะสมและเงียบสงบที่สุดให้แก่เ้า”
นางเหลือบมองหลานชิงอวี้ต่อ
“ส่วนหลานชิงอวี้ ไปอยู่เรือนศิษย์หญิงฝั่งตะวันตก”
หลานชิงอวี้รีบประสานมือ
“เ้าค่ะ ท่านอาจารย์”
หลิงเยวี่ยพยักหน้า ก่อนเอ่ยต่ออย่างไม่ทุกข์ร้อน
“ไป๋หลิง หนานอวี้ พาพวกเขาไปที่ 'หอพักริมสระมรกต' ท้ายยอดเขาเถอะ”
“ฮะ?! ท่านอาจารย์จะให้เขาไปนอนที่นั่นจริง ๆ เหรอเ้าคะ?!”
หนานอวี้ร้องลั่นด้วยความใ ใบหน้าเนียนฉายแววไม่ยินยอมลึก ๆ
[หอพักริมสระมรกตนั่นมันรกร้างมาเกือบห้าสิบปีแล้วนะเ้าคะ! หลังคาก็พัง ไม้ก็ผุจนแทบจะถล่มลงมาทับคนตาย สระมรกตที่เคยงดงามตอนนี้ก็กลายเป็สระน้ำเน่าขุ่นเขียวอื๋อที่มีแต่ฝูงกบฝูงเขียดร้องเพลงส่งเสียงดังทั้งคืน คนธรรมดาที่ไม่มีพลังปราณป้องกันตัวอย่างยูรันจะไปทนอยู่ในสภาพแบบนั้นได้อย่างไรกัน! ท่านอาจารย์ช่างเืเย็นเกินไปแล้ว!]
หลานชิงอวี้ชะงักทันที
[เดี๋ยวก่อนนะ เมื่อครู่ศิษย์พี่สามคิดคำว่า 'ทับคนตาย' ใช่ไหม สีหน้านั่นมันเขียนอยู่ชัดมากเลยไม่ใช่เหรอ]
ยูรันหันไปมองหนานอวี้
“แปลว่าที่นั่นเงียบมาก?”
หนานอวี้หัวเราะแห้ง
“ก็... เงียบในบาง่”
ไป๋หลิงหลับตาลงเล็กน้อย
“โดยเฉพาะ่ที่กบหยุดร้อง”
หลานชิงอวี้รู้สึกไม่ดีขึ้นมาทันที
หลิงเยวี่ยไม่ได้ตอบคำถามของศิษย์น้องสาม นางเพียงปรายสายตาเ็ามาที่ยูรันหนึ่งครั้ง ก่อนจะสะบัดชายเสื้อเดินหายลับเข้าไปในตำหนักใหญ่อย่างสง่างาม ทิ้งไว้เพียงคำพูดเนิบนาบแ่เบา
“ทำตามที่บอก”