ธาราย้อนแห่งนครเชียงทอง

    25 แต่งตั้ง...

            เพียจันทน์รีบกราบทูลฯ ให้แก้วและสร้อยฟ้ารีบกลับวังก่อนที่จะทำผู้คนแตกตื่น โดยไม่สังเกตเห็นว่าตอนนี้คนที่ตื่นตระหนกที่สุดเห็นจะมีเพียงบอสผู้เดียว


            “ขอประทานอภัยขอรับ นี่มันเกิดอันใดขึ้นหรือ สร้อยฟ้า เอ้ย องหญิง... เออ... พระน้องนางเธอฯ นี่มันยังไง… ท่านเป็นผู้ใดกัน ?”


            “เจ้าไซ เอาไว้ข้าจักเล่าให้เจ้าฟังระหว่างทาง รีบขึ้นม้ามาก่อนเถิด เร็วเข้า”


            บอสยังงุนงงกับสถานการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นตรงหน้า ยังสับสนอยู่ว่าสร้อยฟ้าเป็นเจ้าหญิงได้อย่างไร ทับที่มองเห็นความเหลอหลาของบอสจึงเข้าใจความรู้สึกได้ทันที จึงรีบเรียกให้บอสมาขึ้นม้าตัวเดียวกับตน พร้อมรับปากว่าจะเล่ารายละเอียดต่างๆ ที่บอสสงสัยอยู่นี้ให้ฟังอย่างกระจ่าง


            บอสยังคงมองไปทางทับอย่างงงๆ และมึนอยู่ ไม่รู้ว่าตนจะต้องทำยังไงต่อ สมองเขาตอนนี้คือตื้อไปหมด และที่สำคัญตอนนี้คือเขาเองก็ไม่สามารถจะขึ้นม้าได้เองด้วย เพราะไม่เคยขี่ม้ามาก่อน จึงหันมองไปทางสร้อยฟ้าที่ตอนนี้ได้ขึ้นไปนั่งอยู่บนหลังม้าด้านหน้าของแก้วเรียบร้อยแล้ว บอสจึงหันไปหาทับ ก่อนจะพูดว่า


            “คุณชายทับขอรับ ข้าขึ้นม้ามิได้ ข้าขึ้นมิเป็นขอรับ...”


            “ฮะ เจ้าว่าเยี่ยงไรนะ เจ้ามิเคยขี่ม้ามาก่อนดอกหรือ”


            “ข้า... มิเคยขอรับ”


            ทับได้ยินดังนั้นเกือบจะหลุดหัวเราะออกมา แต่ด้วยสถานการณ์ตอนนี้คงทำเช่นนั้นไม่ได้ พันอินจึงได้ยื่นมือลงมาให้บอสจับแล้วทำการดึงและเหวี่ยงให้ขึ้นมานั่งด้านหลังตน ทับมองดูท่าทางบอสแล้วอมยิ้ม ก่อนจะเร่งควบม้ามุ่งตามคนทั้งสี่ที่นำไปก่อนหน้า จากนั้นพันอินก็ควบม้าตามมาติดๆ บอสเกาะหลังพันอินไว้แน่น (เพราะกลัวตัวเองจะตก)


            ระหว่างทางพันอินจึงค่อยๆ เล่าให้บอสฟังว่าแท้จริงแล้วแก้วและสร้อยฟ้าเป็นผู้ใด บอสได้ฟังไปแล้วยังไม่อยากจะเชื่อหูของตัวเอง เพราะทั้งสองคนที่ว่ามาคือผู้ที่มีอำนาจสูงสุดเป็นอันดับหนึ่งและอันดับสามของราชอาณาจักรล้านช้างแห่งนี้ บอสจึงชะโงกไปมองตามหลังม้าของแก้วและสร้อยฟ้าที่กำลังวิ่งอยู่ข้างหน้า ซึ่งดูเหมือนว่าจะยิ่งไกลออกไปเรื่อยๆ


            เมื่อทุกคนผ่านเข้ามาในเขตกำแพงสีขาวแล้ว แก้วและสร้อยฟ้าจึงลงจากม้า แสนแสนฯ พลันรีบวิ่งเข้ามาคุกเข่าและหมอบลงต่อหน้าสร้อยฟ้า


            “ใต้ฝ่าละอองพระบาท (ต่อไปจะย่อเหลือเพียง ใต้ฝ่าพระบาทฯ) ข้าฯ กระทำการถวายอารักขาโดยมิระวัง แลให้ใต้ฝ่าพระบาทฯ ทรงถูกลักพาตัวไป ข้าฯ สำนึกเสียใจเป็นยิ่งนัก ขอจงทรงลงพระอาญาด้วยเถิด พ่ะย่ะค่ะ…”


            “ข้าไม่ถือโทษโกรธท่าน แลหาได้จักกล่าวโทษอันใดท่านเลย ท่านแสงฯ เป็นข้าเอง ที่พลาดท่าเสียทีพวกมันโดยง่าย”


            “พวกมันกระทำการเยี่ยงไรหรือ ใต้ฝ่าพระบาทฯ จึงทรงพลาดท่าเสียทีไปได้ พ่ะย่ะค่ะ”


            “เออ คือ... ข้า....”


            “ช่างเถิด เรื่องมันผ่านมาแล้ว แลตอนนี้เจ้าสร้อยก็มิได้เป็นอันตรายอันใดแล้ว ให้เรื่องมันจบเพียงเท่านี้เถิด พวกท่านก็มิต้องมีผู้ใดต้องอาญาอันใดทั้งสิ้น เพียงภายหน้าขอพวกท่านจงช่วยกันระมัดระวังไว้ยิ่งขึ้นเป็นจงดีเถิด”


            “พระเดชพระคุณเป็นล้นเกล้าล้นกระหม่อม พระพุทธเจ้าข้า”


            แก้วตัดปัญหาไม่อยากให้แสนแสงฯ ซักไซ้สร้อยฟ้าต่อไป เพราะผู้เป็นพี่ชายพอจะเดาเหตุการณ์คืนนั้นออกได้บ้างแล้ว เพราะคงจะมีเพียงแค่ตน พระนางพันตินะเชียงเบดที่เป็นพระราชมารดา และบอสเท่านั้นที่จะทำให้สร้อยฟ้าเป็นห่วงและพลาดพลั้งแก่โจรได้ง่ายๆ แต่หากเป็นตนและพระราชมารดาแล้ว ไหนเลยผู้เป็นน้องสาวจะอ้ำๆ อึ้งๆ ที่จะแจ้งแก่แสนแสงฯ ไป


            “เจ้าไซ จงเข้ามาหาเราใกล้ๆ หน่อย”


            บอสพลันสะดุ้งเมื่อได้ยินผู้เป็นถึงพระมหากษัตริย์เรียกให้ตนเข้าไปหา ด้วยความตื่นเต้นและคิดอะไรไม่ทันจึงยังยืนอึ้งอยู่เช่นนั้น ทับเห็นท่าไม่ดีจึงรีบผลักหลังบอสให้เดินเข้าไป บอสที่ได้แรงส่งจากทับจนก้าวมาข้างหน้าแล้ว ทำได้เพียงต้องเลยตามเลย จึงรีบเข้าไปนั่งคุกเขาอยู่ข้างๆ แสนแสงฯ แต่กลับนึกคำราชาศัพท์ไม่ออกทั้งๆ ที่เคยได้เรียนมาแล้วเมื่อครั้งยังไม่ย้อนอดีตมา


            “เออ ข้า... ไม่สิ ข้า...พุด...เจ้า ขอกราบถวายบังคม พุดเจ้าข้า...”


            “มิเป็นไรดอก ตอนนี้เจ้ามิต้องใช้ราชาศัพท์กับเรา ที่เราเรียกเจ้าออกมาเพียงอยากจักบอกเจ้าว่า เราขอขอบใจเจ้ามาก ที่ปกป้อง ช่วยเหลือแลดูแลเจ้าสร้อยเป็นอย่างดี เจ้าอยากได้สิ่งใดจากเรา เพื่อเป็นการตอบแทนหรือไม่ ลองบอกมาเถิด”


            บอสพูดราชาศัพท์ผิดๆ ถูกๆ จนทับและสร้อยฟ้าแอบเบือนหน้าหลบไปอมยิ้มจนเกือบหัวเราะ ซึ่งแก้วก็ไม่ได้ว่าอะไรบอส แถมยังบอกให้บอสพูดปกติกับตนด้วย หลังจากถามความต้องการบอสไป แก้วตั้งใจรอฟังคำขอจากบอสอย่างจดจ่อ


            “ข้ามิได้ต้องการสิ่งใด พุด.... เอ้ย ขอรับ ขอเพียงช่วยท่านหญิง เออ.. พระน้องนางเธอฯ ได้ ข้าก็พึงพอใจแล้ว ขอรับ”


            “เจ้ามิต้องการสิ่งใดจากเราจริงหรือ ดีจริง ช่างดีจริงๆ ยังมีคนเช่นเจ้าด้วย ฮ่าๆ แลเจ้าทับกับพันอินเล่า พวกเจ้าต้องการสิ่งใด มิต้องไปเอาเยี่ยงเจ้าไซมันหนา รีบบอกเรามา หากเป็นสิ่งที่เราทำได้ เราจักให้...”


            ทับและพันอินรีบเดินเข้าไปและนั่งลงไปนั่งคุกเข่าในท่าถวายบังคม ก่อนจะกราบทูลฯ ไปว่า


            “พระอาญาฯ ข้าฯ มิมีสิ่งใดที่อยากขอพระราชทานจากใต้ฝ่าฯ พระบาท ข้าฯ เพียงแค่มีใจอยากจักช่วยเจ้าไซ แลคนที่เขาอยากช่วยจนสุดชีวิตเท่านั้น หาได้ต้องการรางวัลตอบแทนอันใดไม่ ควรมิควรฯ สุดแล้วแต่จะทรงโปรดฯ พระพุทธเจ้าข้า”    


            “พระอาญาฯ ข้าฯ ก็เฉกเช่นเดียวกับนายน้อยทับ มิได้ต้องการรางวัลตอบแทนใด ควรมิควรฯ สุดแล้วแต่จะทรงโปรดฯ พระพุทธเจ้าข้า”


            “เช่นนั้นดอกรึ พวกเจ้านี่ดีจริง กล้าขัดประสงค์เรามันทุกผู้เชียว ฮ่าๆ”


            “เดชะฯ พวกข้าฯ หาได้มีเจตนาจะขัดพระราชประสงค์ไม่ เพียงพวกเราเต็มใจจักถวายอารักขาพระน้องนางเธอฯ เอง พระพุทธเจ้าข้า…”


            “เอาหนา พวกเจ้าอย่าได้ตื่นตระหนกไป เราเย้าหยอกพวกเจ้าเล่นเท่านั้นดอก...”


            เมื่อได้ยินแก้วเอ่ยดังนั้น ทุกคนจึงถอนหายใจกันด้วยความโล่งอกแทบจะทั้งหมด ไม่เว้นแม่แต่เพียจันทน์ฯ และแสนแสงฯ จากนั้นแก้วจึงหันไปสบตาสร้อยฟ้า แล้วทำหน้าเหมือนจะสื่อว่า 


            ‘พี่ทำอะไรมิได้แล้วหนา พวกเขามิอยากได้สิ่งใด เลยมิรู้จักยัดเยียดอันใดให้…’ 


            สร้อยฟ้าเหมือนจะเข้าใจสิ่งที่แก้วต้องการจะสื่อ ทั้งที่ทั้งคู่ไม่ได้ใช้จิตสื่อสารใดๆ กันเลย สร้อยฟ้าจึงได้ทำหน้ากลับไปเหมือนจะไม่ยอม ต้องให้รางวัลแก่พวกเขาให้ได้


            แก้วจนปัญญากับน้องสาว แต่ใจจริงๆ แล้ว ก็อยากจะมอบรางวัลให้แก่พวกเขาทั้งสามอยู่เช่นกัน จึงหันไปมองเพียจันทน์ฯ และแสนแสงฯ ซึ่งทั้งสองพยักหน้า แล้วหันกลับมาหาทั้งสามที่คุกเข่าอยู่ ก่อนจะเอ่ยคำสั่งที่เป็นพระบรมราชโองการฯ ออกไปว่า


            “เจ้าไซ เจ้าทับ แลพันอิน เราได้ทราบความวิริยะฯ แลความภักดีของพวกเจ้าต่อพระน้องนางเธอฯ แล้ว เราขอแต่งตั้งให้พวกเจ้าเป็นมหาดเล็กพิเศษขึ้นตรงต่อแสนแสงคำม้วน โดยให้เจ้าไซแลเจ้าทับ มีบรรดาศักดิ์เป็นหัวพัน ส่วนพันอินยกขึ้นเป็นหัวหมื่น เอาเช่นนี้แล้วกัน...”


            “เด..ช..”


            “พวกเจ้าทั้งสาม จงรับพระบรมราชโองการฯ บัดเดี๋ยวนี้ !”


            ก่อนที่ทับจะขอปฏิเสธตำแหน่งจากกษัตริย์ไป เพียจันทน์ฯ ผู้เป็นอาจารย์จึงพูดแทรกเข้ามาก่อน ทำให้ทับคิดว่าอาจารย์คงเห็นด้วยกับที่ตนจะได้รับราชโองการฯ แต่งตั้งในครั้งนี้ จึงปล่อยเลยตามเลย


            “พระเดชพระคุณเป็นล้นเกล้าล้นกระหม่อม พระพุทธเจ้าข้า”


            บอสก็ก้มหมอบกราบไปตามทับและพันอิน เพราะยังคงมึนงงอยู่ว่าเกิดอะไรขึ้น วันนี้มีหลายสิ่งพรั่งพรูเข้ามาจนตั้งสติไม่ทัน


            ‘เอ๋ นี่เราเป็นขุนนางในราชสำนักแล้วเหรอ แถมเป็นถึงมหาดเล็กระดับหัวพันด้วย จะใช่จริงๆ เหรอ...’


    ---------------------------------------


            *ผมขอไม่ใช้บรรดาศักดิ์จริงของมหาดเล็กรักษาพระองค์นะครับ เพราะหากใช้จริงอาจจะทำให้ผู้อ่านเกิดความสับสนและงุนงงขึ้น ผมจึงขอเลือกใช้บรรดาศักดิ์ขุนนางปกติของล้านช้างและสยาม ในการลำดับขั้นขุนนางที่เป็นมหาดเล็กหลวงให้มีลักษณะการเติบโตในสายงานเช่นเดียวกับขุนนางปกติแทน

    คล้ายกับเรื่องธาราย้อนแห่งนครเชียงทอง ที่คุณอ่าน