ระบบบรรพบุรุษหลังโลกาวินาศ 26 พบหน้า
คนงานเหมืองทุกคนหยุดนิ่งอยู่กับที่ ไม่มีใครยินยอมจะทำตามคำสั่งผู้คุมอีกต่อไป แม้จะต้องเ็ปจากทัณฑ์ทรมานมากแค่ไหนก็ตาม
ชายชุดเทาที่ยืนอยู่บนโขดหินเริ่มรัวนิ้วลงบนปุ่มสีเหลืองอย่างรุนแรงและถี่รัวขึ้นทุกที
มันทั้งโกรธเกรี้ยวและลนลาน ใบหน้าบิดเบี้ยวจนน่าเกลียดดูไม่ได้ เหงื่อที่ไม่รู้ว่ามาจากไหนไหลเยิ้มไปทั่วทั้งหน้าผาก
ก่อนหน้านี้มัน้าจะใช้ฝูงคนงานเพื่อดูเชิงกลุ่มผู้บุกรุกตรงหน้า จะได้ตัดสินใจถูกว่าจะให้เหล่าผู้คุมรุมล้อมเข้าโจมตีอีกทางหรือจะหาทางหลบหนีออกไป
กลุ่มคนที่บุกเข้ามาไม่ง่ายที่จะจัดการ แม้ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น้าบ้าง แต่หากสามารถผ่านกำลังคุ้มกันด้านนอกเข้ามาถึงที่นี่ได้ แปลว่าคนเหล่านี้หาใช่ธรรมดาไม่
และเป็เพราะว่าทางเข้าออกมีเพียงแค่ทางเดียวเท่านั้น ถ้าพวกมัน้าจะหนีออกไปจากที่นี่ ก็จำเป็ต้องฝ่าคนทั้งห้าไปให้ได้ก่อน มันจึงต้องสร้างสถานการณ์วุ่นวายขึ้นมา
แต่บัดนี้ เหล่าคนงานเหมืองกลับหลีกทางให้ผู้บุกรุกเข้ามาได้โดยสะดวก
ชายในชุดเทาโกรธจนไม่รู้จะโกรธอย่างไรแล้ว มันกระแทกปุ่มสีเหลืองจนคนงานที่หลีกทางได้รับโทษทัณฑ์อันสาหัส บางคนที่ร่างกายอ่อนแอมากๆ ถึงกับขาดใจตายไปแล้วก็มี
มาคัสที่เห็นเหล่าคนงานล้มลงไปนอนดิ้นกับพื้น บางคนก็แน่นิ่งไร้สัญญาณแห่งชีวิต
ความขุ่นเคืองพลันปรากฏออกมาผ่านสายตาของเขา
ภายในใจของมาคัสตั้งมั่นแน่วแน่แล้วว่าจะต้องกวาดล้างกลุ่มคนโสมมที่สร้างเื่พวกนี้ขึ้นมาให้สิ้น
ร่างเปื้อนเืทะยานออกไปด้วยความรวดเร็วทันที
ตามมาด้วยร่างอีกสี่ร่างที่กระจายตัวออกไปตามพื้นที่ต่างๆ ในจุดที่มีกลุ่มคนชุดเทายืนอยู่
คนพวกนี้ล้วนเป็เพียงอเวกระดับสามเท่านั้น แต่ที่เหล่าคนงานเหมืองต้องหวาดกลัวอาจจะเป็เพราะถือกรรมสิทธิ์บางอย่างที่ทำให้คนงานทั้งหลายไม่สามารถแตะต้องได้ จึงกล้าทำตัวราวกับเป็เ้าชีวิต
“อ๊าาา!”
“ไม่!!”
“อย่า! อ๊ากกก”
เสียงกรีดร้องระงมไปทั่วโถงถ้ำ
เมื่อเทียบกันแล้ว คนงานเหมืองที่มีสภาพย่ำแย่ ยังมีพลังใจและความกล้าหาญมากกว่าคนเหล่านี้เสียอีก
กลุ่มคนที่เป็ถึงอเวกระดับสาม ทำได้เพียงกรีดร้องและวิ่งหนีไปมา ก่อนจะค่อยๆ ถูกคร่าชีวิตกันไปทีละคนสองคน
และแน่นอนว่าชายชุดเทาที่สั่งการทุกสิ่ง บัดนี้กลายเป็เพียงซากศพที่ถูกฉีกกระชากอวัยวะออกเป็ส่วนๆ ไม่เหลือเค้าโครงเดิมของชายผู้หยิ่งผยองอีกต่อไป
มาคัสมองศพที่กองอยู่แทบเท้าด้วยสายตาเ็า
ผู้ใดกล้าทำร้ายคนภายในตระกูล มันจะต้องไม่ตายดี! นี่เป็เพียงสิ่งเดียวสิ่งที่หัวหน้าตระกูลอย่างเขาพอจะทำได้ในเวลานี้
จากนั้นมาคัสก็ค่อยๆ เอื้อมลงไปหยิบอุปกรณ์ควบคุมทรงสี่เหลี่ยมขึ้นมาพิจารณา
ดูเหมือนว่าอุปกรณ์ชิ้นนี้จะเป็สิ่งที่เอาไว้ควบคุมคนงานทั้งหมดให้ทำทุกสิ่งตามที่ผู้ควบคุม้า
เขามองปลอกคอสีดำที่สวมอยู่บนคอของเหล่าคนงานเหมือง...... 'บางทีคงจะใช้คู่กัน' มาคัสคิด
เสียงกรีดร้องดังขึ้นอยู่พักหนึ่ง จนในที่สุดมันก็เงียบไป
ร่างทั้งสี่คนพุ่งทะยานกลับมาหามาคัส บัดนี้เหล่าผู้คุมชุดเทาต่างนอนทอดร่างกลายเป็ศพกันไปหมด พวกมันไม่มีใจคิดสู้ั้แ่ที่เห็นหัวหน้าของพวกตนตกตายกลายเป็ชิ้นส่วนซากศพแล้ว นั่นทำให้เื่ราวหลังจากนั้นง่ายดายเหมือนปอกกล้วย
ทั้งสี่ยืนมองมาคัสด้วยอาการสงบ ส่วนมาคัสกำลังจ้องมองอุปกรณ์สี่เหลี่ยมในมือ ตอนนี้ภายในโถงเงียบเป็อย่างมาก แม้แต่คนงานที่นอนอยู่กับพื้นก็ไม่กล้าส่งเสียงออกมา
“ท่านพ่อ!”
ท่ามกลางความเงียบ เสียงของชายคนเดิมที่ช่วยปลุกระดมเหล่าคนงานก็ดังขึ้นอีกครั้ง
มาคัสละความสนใจจากอุปกรณ์ทรงสี่เหลี่ยมในมือ แล้วมองไปทางต้นเสียง
สมาชิกตระกูลพีไรซ์ที่เหลือต่างก็หันไปมองด้วยเช่นเดียวกัน
“แคนซัส!” มาคัสโพล่งกลับไป
ใช่ เขารู้อยู่แล้วว่านั่นคือลูกชายคนเล็กของเขาเอง 'แคนซัส' แม้รูปลักษณ์จะเปลี่ยนไปบ้าง แต่เขาไม่อาจลืมใบหน้าของคนที่ตนเลี้ยงดูมาได้หรอก
“แคนซัส”
“ท่านพี่แคนซัส!” สมาชิกตระกูลอีกสี่คนที่เหลือต่างะโขึ้นมาด้วยความแปลกใจ พวกเขาไม่คิดฝันว่าจะมาเจอแคนซัสในที่แห่งนี้......และในสภาพเช่นนี้
ชายหนุ่มผิวซีด ร่างกายซูบผอมค่อยๆ พาร่างอันอิดโรยตรงเข้ามาทางกลุ่มคนทั้งห้า
ไม่จำเป็ต้องมีคำพูดใด ทุกคนต่างทะยานร่างลงไปยังพื้นเบื้องล่างโดยพร้อมเพรียง ทั้งหกคนเดินมาเจอกันกลางทาง
ลูกได้เจอหน้าพ่อ ญาติสนิทได้พบหน้ากัน
ั์ตาที่เ็ามาโดยตลอดของมาคัสเริ่มสั่นไหว พอมองร่างกายอันซูบผอมของคนตรงหน้าก็รู้สึกเจ็บแปลบขึ้นกลางอก ก่อนจะค่อยๆ มองลึกเข้าไปในดวงตาของลูกชายที่พลัดพรากมามากกว่าสองปี
ทางฝั่งของชายร่างผอมก็ไม่ได้ต่างกันนัก เขามองชายชราผมขาวด้วยแววตาคะนึงหา ร่างกายแข็งเกร็งไปหมด
ไม่รู้ว่าคิดอะไรอยู่ภายใน ความร้อนผ่าวมันกลับวิ่งแล่นขึ้นมาที่ใบหน้า หยาดน้ำสีใสเอ่อคลออยู่เต็มเบ้าตา ปลายจมูกเปียกชื้นราวกับคนเป็หวัด
มาคัสที่เห็นอาการของคนตรงหน้าจึงเป็ฝ่ายก้าวเท้าออกไปเบื้องหน้า ยกมือซ้ายขึ้นมาบีบไหล่ลูกชาย แต่กล้ามเนื้อที่ควรจะมี......กลับลีบแบน
มาคัสหยุดนิ่งไปครู่หนึ่ง สายตาที่มองไปยังชายตรงหน้ายิ่งสั่นไหวมากขึ้นไปอีก ท่าทางเหมือน้าจะพูดอะไรบางอย่างอยู่หลายครั้ง และในที่สุดก็เปิดปากพูดออกมา
“สองปีที่ผ่านมา......คงลำบากมากเลยสินะ”
คำพูดที่คนเป็พ่อพูดออกมา เหมือนทำให้จิตใจที่พยายามจะเข้มแข็งของแคนซัสถล่มลงมา หยาดน้ำตาที่เอ่อคลอพลันไหลทะลักเป็สาย ร่างทั้งร่างสั่นสะท้านอย่างไม่อาจควบคุม
มาคัสดึงร่างของแคนซัสเข้ามาอยู่ในอ้อมกอด
ลูกชายผู้เข้มแข็งของเขา ไม่รู้ว่าผ่านเื่ราวอะไรมาบ้างถึงได้อ่อนแอถึงเพียงนี้......มันคงเป็ความผิดของตัวเขาเองที่ไม่อาจดูแลคนในตระกูลได้ดีพอ
ผิดพลาดทั้งในฐานะหัวหน้าตระกูล ทั้งในฐานะพ่อคนหนึ่ง
มาคัสกอดร่างตรงหน้าไว้แน่น หยดน้ำตาของชายผู้แบกความรับผิดชอบทุกอย่างของตระกูลร่วงลงบนหลังที่กำลังสั่นเทิ้มของลูกชาย
รอบข้างยังคงนิ่งเงียบเหมือนเดิม สมาชิกตระกูลทั้งสี่คนต่างยืนมองด้วยอาการสงบ
ภายในใจของทุกคนมีความดีใจที่ได้พบหน้าสมาชิกตระกูลผู้พลัดพรากอีกครั้ง
แต่ความรู้สึกเศร้าหมองมันกลบทับความยินดีนั้นไปหมด ทำได้เพียงพับเก็บความยินดีทั้งหมดเอาไว้ก่อน
ระยะเวลาผ่านไปครู่ใหญ่ คลื่นความเศร้าหมองก็เริ่มคลายจาง
ทั้งมาคัสและแคนซัสค่อยๆ ผละตัวออกจากกัน แต่ที่ริมขอบของดวงตายังมีประกายน้ำใสๆ ติดอยู่บ้างประปราย
“ท่านพ่อ” ในที่สุดแคนซัสก็เริ่มพูดอะไรสักอย่าง หลังจากสะอึกสะอื้นอยู่นาน
“อุปกรณ์ที่ท่านพ่อถืออยู่เป็เครื่องควบคุมคนงานเหมืองทุกคนในที่แห่งนี้ ข้าพอจะรู้มาว่า หากกดปุ่มสีดำสองครั้ง มันจะช่วยปลดการทำงานของปลอกคอที่ข้าและพวกคนงานทุกคนใส่อยู่......แต่หากท่านพ่ออยากจะได้กองกำลัง.......”
ไม่ทันที่แคนซัสจะพูดจบก็ถูกเสียงเข้มๆ ของมาคัสเอ่ยขัดขึ้นก่อน
“ไม่จำเป็! พ่อจะปลดปล่อยพวกเขาทุกคนไป... ไม่ควรมีใครถูกพันธนาการด้วยเครื่องมือโสมมเช่นนี้” มาคัสมองไปที่ปลอกคอหนามสีดำด้วยแววตาขุ่มมัว
เมื่อคิดถึงเื่ที่ลูกชายของตนถูกล่ามให้ทำตามคำสั่งราวกับสัตว์ไร้สติปัญญา ใจก็ร้อนรุ่มดั่งเพลิงเผา โกรธเกลียดคนที่มันทำกับลูกชายของเขาเช่นนี้
หากวันใดที่เขามีอำนาจมากพอ เขาจะไม่ปล่อยให้พวกมันได้อยู่อย่างสุขสำราญเป็แน่!
เมื่อคิดได้ดังนี้ นิ้วของชายผมขาวก็เลื่อนไปอยู่ที่ปุ่มสีดำ