เธอััได้ถึงความเดือดดาลที่เผยผ่านดวงตาของเขา ใบหน้าที่แดงก่ำแสดงออกให้เห็นถึงความแค้นอันเป็อนันต์ ในใจของเขาราวกับถูกแผดเผาและลุกลามไปทั่วทั้งกายและใจ
เมื่อนั้นหญิงสาวพลันฉุกคิดบางสิ่งขึ้นมาได้ ริมฝีปากได้สั่นไหวพร้อมกันนั้นจึงเอ่ยขึ้น
“หรือว่าท่าน.. จะไปแก้แค้นพวกมัน ?”
เสียงของเธอถูกเอื้อนเอ่ยออกไปอย่างเถรตรง สั่นกระชับหากแต่ได้ใจความ
กระนั้นเมื่อถ้อำยคำสิ้นสุดลง กวีกลับเงียบเสียงไปไม่ยอมพูดไม่ยอมจา
ห้วงเวลาค่อย ๆ ล่วงผ่านไปอย่างเชื่องช้า ในขณะที่บรรยากาศรอบกายพลันเพิ่มทวีความอึดอัด หญิงสาวยังคงเฝ้ารอคำตอบ ทว่ากวีกลับยังคงเงียบสงัดเป็เป่าสากอยู่ต่อไป
เพียงไม่นานชายหนุ่มก็เริ่มเปิดปากอีกครั้ง
“ไม่อยู่แล้วครับ”
ใบหน้าของหญิงสาวแปรเปลี่ยนอารมณ์ไปในชั่วครู่ขณะ เพียงหนึ่งถ้อยคำเอ่ยพูด กระนั้นกลับสื่อถึงทุกสิ่งที่ชายหนุ่มกำลังครุ่นคิดออกมาทั้งหมด
“เอ่อ.. ขอโทษในความโง่เขลาของชั้นด้วยค่ะ” หญิงสาวมิอาจเข้าใจจึงเริ่มเอ่ยขึ้น “หากไม่มากจนเกินไป ท่านผู้กล้าได้โปรดช่วยบอกถึงเหตุผลจะได้หรือไม่ ว่าเหตุใดท่านจึงแปรเปลี่ยนความคิดไปในทันที ทั้ง ๆ ที่เมื่อครู่ตัวท่านพึ่งจะกล่าวออกมาด้วยสีหน้าเคียดแค้นอยู่หยก ๆ”
ได้ยินถ้อยคำจากปากเธอ เมื่อนั้นกวีจึงได้เอ่ยตอบกลับไป
“มันก็แน่อยู่แล้วไม่ใช่รึไงครับ ถึงผมจะไม่ใช่คนฉลาดอะไร แต่ผมเองก็ไม่ใช่คนโง่เช่นกัน พวกฮูโม่มีอิทธิพลและอำนาจทางการทหารระดับชาติ ในขณะเดียวกัน ตัวผมเองก็มีแค่ตัวคนเดียว และในตอนนี้ก็ได้รับอิสรภาพมาแล้วด้วย แล้วทำไมผมถึงต้องเอาตัวเองไปเสี่ยงให้ต้องโดนจับไปทรมานอีกครั้งกันล่ะครับ”
ช่างสมเหตุสมผลจนไร้ซึ่งข้อกังขาจากผู้ใด เมื่อได้ยินเช่นนั้น เธอก็ถอนหายใจออกมาเพราะความโล่งอก ช่างโชคดีเสียจริงที่ชายหนุ่มตรงหน้ามิใช่คนเขลาดั่งที่คาดคิด
“แล้วอีกอย่าง ผมเองไม่คิดว่าคนที่เจาะกะโหลกผมจะเป็พวกเดียวกับเ้าฮูโม่หรอกนะ”
สีหน้าของหญิงสาวได้แปรเปลี่ยนอารมณ์ไปอีกครั้งในฉับพลัน
“เหตุใดท่านจึงคิดเห็นเช่นนั้นกันคะ ?” เสียงของเธอเอื้อนเอ่ยถามออกไปในทันทีทันใด
“อาจจะเป็แค่ข้อสันนิษฐาน แต่ดูเหมือนว่าเ้าฮูโม่เพียงแค่้าจะเล่นสนุกกับผม มันคงไม่คิดจะฆ่าผมง่าย ๆ อยู่แล้ว และเสียงโหวกเหวกโวยวายที่ดังตลอดก่อนที่ผมจะหมดสติก็เป็เครื่องยืนยันได้เป็อย่างดี แล้วอีกอย่าง ถึงแม้จะมันเป็แค่ลางสังหรณ์..”
ในขณะที่กำลังว่ากล่าว กวีได้หยุดยั้งคำพูดของตนให้ชะงักลงในชั่วครู่ขณะ มือเท้าอยู่ที่คางพร้อมมีสีหน้าราวกับว่ากำลังครุ่นคิดถึงบางสิ่ง
หญิงสาวยังคงเฝ้ารับฟังคำตอบ เพียงไม่นาน ริมฝีปากของเขาก็เริ่มขยับและกล่าวออกมากลายเป็อีกหนึ่งคำพูด
“นี่อาจจะเป็เพียงลางสังหรณ์ ผมไม่มีหลักฐานอะไรมายืนยันถึงข้อสันนิษฐานนี้ แต่จิตสังหารที่ผมััได้จากเ้าพลซุ่มยิงมันแตกต่างไปจากพวกเ้าฮูโม่ มันเต็มไปด้วยอารมณ์ที่หลากหลาย ความโกรธ ความเกลียดชัง ความแค้น จนผมเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าผมไปทำอะไรให้คนคนนั้นกันแน่”
ทุกสิ่งเป็เพียงการคาดเดา กระนั้นก็มีค่าพอจะให้หญิงสาวครุ่นคิดตาม
กระนั้นตัวเธอกลับเห็นแย้ง ครู่ต่อมาจึงเปล่งวาจาพร้อมกันนั้นจึงกล่าวออกไปว่า
“ชั้นว่ามันเป็ไปไม่ได้หรอกค่ะ ท่านผู้กล้าพึ่งจะเดินทางมาถึงปราสาทของราชวงศ์อัลบาได้เพียงไม่นานนัก และตลอดเวลา ตัวท่านก็ถูกจับขังอยู่ในคุกใต้ปราสาทอันควรจะเป็สถานที่ลับ และที่สำคัญ ใน่เวลาดังกล่าว การมีตัวตนของสี่ผู้กล้าก็มีเพียงชนชั้นสูงกลุ่มเล็ก ๆ เท่านั้นที่รู้ ชั้นจึงไม่คิดว่าจะมีใครที่แค้นเคืองท่านจนอยากฆ่าให้ตายหรอกนะคะ ยิ่งเป็ของเล่นของจ้าวลัทธิฮูโม่ด้วยแล้ว คงไม่มีใครกล้ายื่นมือเข้าไปแตะต้องหรอกค่ะ”
ไม่มีหนทางใดให้เห็นแย้ง
“ก็.. จริงของคุณครับ”
ถ้อยคำของเธอสมเหตุสมผลจนกวีมิอาจยกมือเข้าคัดค้าน ทุกคำพูดล้วนเต็มไปด้วยหลักเหตุผลที่ชวนชักจูงให้คล้อยตามจนมิอาจเห็นต่าง
แต่หลังจากนั้นเพียงไม่กี่วินาที กวีกลับตระหนักได้ถึงบางสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าภายในคำพูดของเธอเมื่อครู่
“จะว่าไป แล้วคุณรู้เื่ของผมได้ยังไงกันครับ ?”
เสียงของเขาถูกเอ่ยขึ้นเพื่อถามไถ่ ใน่เวลาก่อนหน้านี้ เ้าเฒ่าฮูโม่ได้เรียกตัวเขาต่อหน้าปวงชนว่า ‘เด็กชายผู้น่าสงสาร’ หาใช่ ‘ผู้กล้าต้องสาป’
นี่คือหลักฐานเพื่อยืนยันว่าน้อยคนจักรู้ว่าเขาคือผู้กล้า แล้วเธอผู้นี้ไปล่วงรู้ถึงเื่ราวทั้งหมดมาจากแห่งหนใดกันล่ะ?
มุมปากของแม่หญิงรูปงามจึงยกขึ้นเป็ริ้ว ศีรษะของเธอก้มลงเล็กน้อยเป็ท่วงท่าที่สง่างามดูดีมีชาติตระกูลและงดงามหาใครเปรียบ
“ขอให้ข้าได้แนะนำตัวสักเล็กน้อย” หญิงสาวเริ่มต้นว่ากล่าว หากแต่วาจาของเธอกลับมิได้แตกต่างไปจากที่เหล่าชนชั้นสูงชอบพูดกัน “ตัวข้านั้นมีนามว่าแอนนา ลูเมนิค แม้จะเป็เพียงอดีต แต่ครั้งหนึ่งข้าคือองค์หญิงลำดับที่หนึ่งแห่งราชวงศ์ลูเมนิค ผู้ปกครองเพียงหนึ่งเดียวของอาณาจักรนอทัสอันยิ่งใหญ่ ทว่ายามนี้ตัวข้านั้นก็มิได้แตกต่างไปจากท่าน หรือก็คือ ข้าได้หลบหนีและยามนี้ก็กำลังซ่อนตัวเช่นเดียวกับท่านค่ะ”
ถ้อยคำของเธอช่างงดงามและไพเราะประหนึ่งบทเพลงรัก ในขณะที่ว่ากล่าว ชายหนุ่มก็พลันตกอยู่ในภวังค์เพียงได้ยินเสียงที่น่าสดับรับฟังของเธอ
และแล้วทุกสิ่งก็ได้ถูกเปิดเผยเมื่อแอนนาได้เริ่มต้นเล่าเื่ราวที่ล่วงผ่านเลยมา
บนโลกใบนี้ การอัญเชิญผู้กล้าเป็เปรียบได้ดังนิทานปรัมปราเล่มหนึ่งที่เหล่าบิดามารดรต่างเล่าให้ลูก ๆ ของตนฟังก่อนเข้านอน
ทว่ามันกลับมิได้เป็เพียงนิทานอีกต่อไป เมื่อมีเกิดการอัญเชิญผู้กล้าสำเร็จโดยเหล่าชนชั้นสูงแห่งอาณาจักรอินดูเอล ทำให้เหล่าผู้นำของอาณาจักรอื่น ๆ จึงลุกเป็ไฟเมื่อได้ยินข่าวนั้น
ทว่ารายชื่อที่ถูกเผยแพร่ออกไปกลับมีเพียงแค่สามคน โดยที่คนทั่วไปหารู้ไม่ว่าผู้กล้าที่ถูกอัญเชิญมิได้มีเพียงสามแต่มีสี่คน
เมื่อราวหนึ่งปีก่อน แหล่งข่าวของแอนนานั้นได้รับแจ้งถึงเื่ราวอื่นๆ รวมไปถึงเหตุการณ์ที่หนึ่งในสี่ผู้กล้าถูกจับกุมและถูกทรมาน
นอกเหนือไปจากอาณาจักรอินดูเอล ณ ทิศตะวันตก ยังมีอีกสองอาณาจักรที่แย่งชิงความเป็ใหญ่บนผืนแผ่นดินนี้ หนึ่งคืออาณาจักรนอทัสแห่งแดนเหนือ และสองคืออาณาจักรซูเมทิสแห่งทิศตะวันออก
ทั้งสามอาณาจักรล้วนเป็ใหญ่และต่างเข้ารุกรานเมืองโดยรอบเพื่อแย่งชิงอาณานิคม จนเมื่อาสิ้นสุด ทั้งสามอาณาจักรจึงคืนเอกราชให้แก่เมืองขึ้นทั้งหมดนับจากการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่
กระนั้นทั้งสามอาณาจักรกลับยังคงเป็ที่สะพรึง เหล่าผู้คนต่างยังคงนับถือว่าเป็ประเทศมหาอำนาจในนามของสามค้อนแห่งกูรันก้า
ทว่าามิได้สิ้นสุดแค่เพียงในสนามรบ เมื่อโลกได้เข้าสู่ยุคที่เฟื่องฟูด้วยเื่เศรษฐกิจ อาณาจักรเล็กจนถึงปานกลางก็เริ่มมีอิทธิพลและบทบาทที่เพิ่มพูนทวิทวีคูณสืบเนื่องด้วยเื่ทรัพยากรหายาก
กระนั้นกลับมิได้มีเพียงแค่เื่เศรษฐกิจที่ทุกชาติต่างชิงดีชิงเด่น ยังรวมไปถึงความแข็งแกร่งทางกองกำลังทหารก็เป็หนึ่งในปัจจัยสำคัญทางกลยุทธ์ และเมื่อการอัญเชิญผู้กล้าสัมฤทธิผล เมื่อนั้นโลกทั้งใบจึงลุกเป็ไฟขึ้นมาอีกครั้ง
ความแข็งแกร่งถือเป็ทุกสิ่งในทุกยุคทุกสมัย สัดส่วนระหว่างผู้มีศาสตร์เฉพาะและไม่มีอยู่ที่ราวหนึ่งในพันส่วน คนธรรมดาจึงมีอยู่มากนักบนโลกใบนี้
ในขณะเดียวกัน ผู้มีศาสตร์เฉพาะเองก็มีการจัดอันดับจากฟ้าลงสู่ดิน ผู้มีศาสตร์ลำดับต้น ๆ ย่อมแข็งแกร่งยิ่งกว่า ไม่จำเป็ต้องมีอันดับหนึ่งในสิบ แค่เพียงอันดับห้าสิบถึงร้อยก็มีจำนวนน้อยนิดยิ่งนักเมื่อเทียบกับจำนวนทั้งหมด
และด้วยเหตุผลดังกล่าว กวีจึงเป็ได้เพียงผลลัพธ์อันล้มเหลวโดยสิ้นเชิงในสายตาของพวกมัน
ย้อนกลับไปเมื่อราวหนึ่งปีก่อน นับั้แ่ที่เขาได้ถูกจับกุม กองทหารของแอนนาที่มีเส้นสายอยู่พอสมควรก็ได้รับข่าวนี้มา กระนั้นแล้วเธอก็มิอาจลงมือสุ่มสี่สุ่มห้า เพราะชื่อขององค์หญิงแอนนาคือคนที่ผู้นำของอาณาจักรนอทัส้าตัวมากที่สุด จึงทำให้เธอทำได้เพียงเฝ้าติดตามข่าวสารเกี่ยวกับเื่ราวของกวีอย่างห่างๆ
จนกระทั่งในวันหนึ่ง ท่ามกลางฝูงชนที่พลุกพล่านในวันนั้น เรือนร่างของกวีก็แน่นิ่งนับจากที่เสียงปืนดังลั่น ศพของเขาได้ถูกโยนทิ้งสู่กองขยะ พลันแอนนาและพรรคพวกได้สืบหาสถานที่ และในอีกหนึ่งวันให้หลัง พวกเธอก็ได้พบเห็นกลับน่าอัศจรรย์ใจยิ่งนัก เพราะร่างกายที่เย็นเฉียบและกลางหน้าผากมีรูเจาะ ลมหายใจของเขากลับหวนคืนมาอีกครั้งพร้อมกับาแที่หน้าผากได้เลือนหายไป
สู่่เวลาในปัจจุบัน
กวีที่ยามนี้กำลังรับฟังแทบมิอาจเชื่อมั่นในหูของตน นึกว่าเป็เพียงแค่เื่เล่าในนิทาน ไม่มีทางที่คนตายจะฟื้นคืนกลับมาสู่โลกแห่งคนเป็
“หลังจากนั้น” และแล้วแอนนาก็เริ่มเล่าต่อ “ชั้นและผู้ร่วมทางก็ได้พาตัวท่านผู้กล้ากลับมาด้วย ตอนนี้พวกเราได้หลบหนีและกบดานอยู่ที่ทะเลทรายอาวาเลส ซึ่งอยู่ห่างออกไปทางทิศตะวันออกจากประเทศอินดูเอลราวร้อยไมล์ค่ะ”
ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นล้วนน่าตกตะลึง กระนั้นกลับยังมีอีกหนึ่งคำถามยังคงวนเวียนอยู่ในหัว
เหตุใดตัวเขาจึงยังคงมีชีวิตอยู่ หากลองย้อนมองพลางพึงพินิจคิดวิเคราะห์และไตร่ตรองให้ดี ตัวกวีได้สิ้นลมไปแล้วก็หนึ่งครั้ง ย่อมไม่มีทางจะฟื้นคืนชีพขึ้นมาได้อีก
กระนั้นก็ยังมีอีกหนึ่งคำถามที่สำคัญรองลงมา แม้จะไม่มีหลักฐานมายืนยัน ทว่ามันก็มีเสียงที่เขาได้ยินก่อนที่จะสติจะสิ้นลง..
‘มันคือเสียงของใครกันแน่ ?’
กวียังคงครุ่นคิดอยู่เพียงลำพัง ใบหน้าของเขาแลดูเคร่งเครียดพร้อมขมวดคิ้วเข้าหากัน
“เฮ้อ~ ช่างมันเถอะ คิดมากไปก็เท่านั้น” เขาเอื้อนเอ่ยออกมาพร้อมเสียงทอดถอนหายใจ ในเมื่อยามนี้ไร้ซึ่งหลักฐานที่ชัดเจนจะมาเกื้อหนุนข้อสันนิษฐานที่มี ฉะนั้นทุกความคิดเห็นย่อมเปรียบได้เพียงทฤษฎีสมคบคิด
และแล้วเสียงของแอนนาก็ได้ถูกเปล่งขึ้นจากข้างกายเขา
“ที่จริงชั้นอยากจะให้ท่านผู้กล้าพักผ่อนต่ออีกสักหน่อย แต่หากตัวท่านรู้สึกสบายดีแล้ว เช่นนั้นชั้นก็อยากพาท่านเดินชมค่ายของพวกเรา หรือหากท่านอยากจะนอนต่อก็ได้เช่นกัน ท่านผู้กล้าจะเลือกแบบไหนดีคะ ?”
พลันได้ยินถ้อยคำซึ่งปราศจากความคิดมุ่งร้ายของเธอ กวีก็ไม่มีเหตุผลใดให้ต้องบอกปัดปฏิเสธ
“เช่นนั้นก็ขอเป็ตัวเลือกที่สองก็แล้วกันครับ”
สิ้นเสียงของเขา กวีจึงเค้นแรงเพื่อลุกขึ้นยืน กระนั้นร่างกายกลับมิได้ทื่อถอยดั่งที่คิด เนื้อหนังเองก็แลดูเต่งตึง ราวกับว่าร่างกายนี้ได้รับสารอาหารที่เหมาะสมในตลอด่ระยะเวลาหนึ่งปีที่ผ่านมา
แต่จะเป็เช่นนั้นก็มิใช่เื่แปลก โลกใบนี้แตกต่างจากโลกใบเก่าอย่างสิ้นเชิง ภายในกองกำลังของแอนนาย่อมมีหน่วยแพทย์มากฝีมือไม่หนึ่งก็สองคน
ถึงเพียงนั้น แม้เธอจะล่วงรู้ถึงตัวตนที่แท้จริงของกวี ทว่าแอนนาก็หาได้ล่วงรู้ชื่อเสียงเรียงนามของเขาผู้นี้แต่อย่างใด
“หากไม่เป็การรบกวนจนเกินไป ท่านผู้กล้าได้โปรดบอกชื่อของท่านให้ชั้นทราบจะได้หรือไม่คะ ?” เธอได้เร่งเอ่ยถามออกไปโดยไม่รีรอ
นี่คงนับเป็ครั้งแรกกระมัง นับั้แ่เขาเดินทางมายังโลกใบนี้ กวีก็มักจะถูกเรียกขานด้วยหลากหลายชื่อ ไม่ว่าจะเป็ผู้กล้าต้องสาป เด็กชายผู้น่าสงสาร หรือจะเป็ของเล่นแก้เหงาของบาทหลวงเฒ่าฮูโม่ ไม่เคยมีผู้ใดที่คิดจะไถ่ถามถึงนามที่แท้จริงของกวีราวกับเขานั้นไร้ตัวตน
“ผมชื่อกวี ยินดีที่ได้รู้จักครับ องค์หญิงแอนนา”
ริมฝีปากของกวีได้ยกขึ้นเป็ริ้วแปรเปลี่ยนเป็รอยยิ้ม เขารู้สึกดีใจยิ่งนักที่ยังมีคนที่มองเขาเป็มนุษย์อยู่บนโลกใบนี้
ย่างกรายออกมาจากที่นอนอันร้อนฉ่า ทว่าภายนอกกลับยิ่งทวีความร้อนระอุเสียยิ่งกว่า
พื้นที่รอบกายมีเพียงทะเลทรายกว้างใหญ่ไพศาล สถานที่ตั้ง ณ ปัจจุบันประกอบไปด้วยที่พักแรมนักเดินทางมากกว่ายี่สิบหลัง รอบนอกล้อมรั้วทั่วทุกมุมด้วยไม้ไผ่สูงราวสองเมตร จากถ้อยคำของแอนนา กองกำลังนี้รวมแล้วมีกันทั้งหมดราว ๆ หนึ่งร้อยนาย
พวกเธอกบดานอยู่ที่นี่เมื่อราวสองปีก่อน ด้วยเหตุผลที่ว่าทะเลทรายอาวาเลสคือสถานที่อันตราย ที่แห่งนี้เต็มไปด้วยเหล่าอสุรกายระดับต่ำมากมายหลากหลายชนิด ผนวกเข้ากับอุณหภูมิที่ร้อนระอุตลอดทั้งปี ทว่าในยามค่ำคืนกลับหนาวเหน็บประหนึ่งว่ากำลังยืนอยู่ท่ามกลางทุ่งหิมะ จึงมีน้อยคนยิ่งนักที่จะย่างกรายเข้ามาสู่สถานที่แห่งนี้
กองกำลังของแอนนาคือจำนวนน้อยคนที่ว่ามา พวกเธอแสร้งทำเป็คณะคาราวานที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานเพื่อล่าอสุรกาย หรือในอีกหนึ่งชื่อที่ผู้คนส่วนใหญ่ต่างเรียกขานกันมาั้แ่ช้านาน..
‘นักบุกเบิก’
คนเหล่านี้คือกลุ่มคนที่ไล่ล่าสัตว์อสูรภายใต้การคุ้มครองของกฎหมาย ไม่เพียงแค่เหล่าอสูร ภารกิจอื่น ๆ ยังมีให้เลือกสรรอีกมากมายหลากหลายอย่าง ทว่าทุกภารกิจจะมีระดับความยากง่ายแตกต่างกันไป แน่นอนว่าย่อมมีภยันตรายให้ถึงแก่ชีวิตในบางกรณี
นักบุกเบิกคืออาชีพที่หลายคนต่างเฝ้าฝันถึง ด้วยค่าตอบแทนที่สูงลิ่วคุ้มค่ากับความเสี่ยง ทำให้ผู้คนจึงเฝ้าหวังว่าสักวันจะได้เป็นักบุกเบิก
ผ่านไปสักครู่หนึ่ง กวีในยามนี้ได้เฝ้ารออยู่ที่หน้าค่ายพักแรมของเขา
เสียงฝีเท้าของใครบางคนดังก้องอยู่ไกลๆ เมื่อเขาลองเพ่งสายตาออกไป เบื้องหน้าก็ปรากฏรูปลักษณ์ของแอนนาที่กำลังวิ่งเข้ามาพร้อมในมือมีเสื้อหนึ่งผืน
ร่างกายท่อนบนของกวีเปลือยเปล่าไร้ซึ่งสิ่งใดปกปิด เมื่อมาถึง องค์หญิงก็ยื่นเสื้อสีขาวให้แก่เขาในทันที
กวีรีบเสื้อมาพร้อมกล่าวขอบคุณ ทว่าเมื่อสายตาจับจ้องไปที่เสื้อในมือ สมองของเขาก็ตระหนักรู้ถึงบางสิ่งขึ้นมาได้อีกครั้ง
“เสื้อผืนนี้ทำมาจากวัสดุแบบไหนกันครับ ?” กวีเริ่มต้นเอ่ยถาม แอนนาครุ่นคิดอยู่ราวนาทีเศษ แล้วเธอก็เอ่ยตอบกลับมา
“ชั้นไม่มีความรู้เื่กรรมวิธีในการผลิต แต่ดูเหมือนว่ามันผลิตมาจากสิ่งที่ชื่อว่าเส้นใยเซลลูโลสสังเคราะห์ค่ะ”
สีหน้าของกวีจึงแปรเปลี่ยนไปในชั่วครู่ขณะ แววตาของเขาราวกับได้ตระหนักรู้ถึงบางสิ่ง
“ว่าแล้วแล้ว”
เขากล่าว พร้อมกับในหัวได้เริ่มปะติดปะต่อข้อสันนิษฐานให้เป็รูปเป็ร่างขึ้นมาอย่างช้า ๆ
.
‘หากหูของเราฟังไม่ผิด ท่านแอนนาได้พูดถึงศัพท์เฉพาะในการบอกระยะอย่าง ‘ไมล์’ และยังมีสิ่งที่เรียกว่า ‘เส้นใยเซลลูโลสสังเคราะห์’ ทั้งสองสิ่งล้วนเป็คำที่มีความหมายเฉพาะเจาะจงถึงบางสิ่ง แต่ที่นี่คือต่างโลก ทั้งวัฒนธรรมและภาษา ทุกอย่างล้วนแตกต่างไปอย่างสิ้นเชิง หรือมันจะเป็แค่เื่บังเอิญ ?’
.
กวีครุ่นคิดและไตร่ตรองอยู่เพียงลำพัง หลายสิ่งหลายอย่างแลดูไม่สมเหตุสมผลจนมิอาจพูดได้อย่างเต็มปากว่ามันเป็เพียงเื่บังเอิญ
เพียงไม่นานนัก ข้อสันนิษฐานข้อหนึ่งก็ได้ผุดขึ้นมาจากการร้อยเรียงของชิ้นส่วนมากมาย
“ท่านแอนนาครับ เส้นใยที่ว่าถูกคิดค้นมาเมื่อไหร่ แล้วใครเป็คนคิดค้นมันขึ้นมากันแน่ครับ ?”
เมื่อได้ยินคำถาม ในหัวของแอนนาก็ได้เริ่มต้นความหาคำตอบ
เพียงไม่นานเสียงของเธอก็พลันถูกเปล่งขึ้น
“หากความทรงจำของชั้นไม่ผิดเพี้ยน เสื้อผ้าพวกนี้เป็หนึ่งในนวัตกรรมล้ำยุคที่มาพร้อมกับสิ่งอำนวยความสะดวกอีกหลายอย่าง ยังมีรูปแบบของตึกรามบ้านช่องสมัยใหม่ ซึ่งครั้งแรกที่มีการเผยแพร่คงจะเป็เมื่อราวสิบเอ็ดปีก่อน และผู้ที่เผยแพร่นวัตกรรมทั้งหมด.. ก็คืออาณาจักรอินดูเอลค่ะ”
ความจริงได้เป็ที่ประจักษ์ ดวงหน้าของกวีก็พลันแปรเปลี่ยนเป็ความตกตะลึงไปในครู่ใหญ่ ๆ
“นี่มันไม่ใช่เื่บังเอิญแน่ๆ”
ในหัวของเขาเริ่มต้นก่อกำเนิดเป็ความคิดอีกครั้ง
ทุกสิ่งล้วนเริ่มต้นมาจากอาณาจักรอินดูเอล รูปแบบบ้านเรือนที่เขาเห็นก็เป็สิ่งปลูกสร้างคล้ายคลึงกับเมื่อสมัยยุคกลาง แต่ก็มีบางอาคารซึ่งคล้ายกันกับโรงงานอุตสาหกรรม
่เวลาอาจมีความเกี่ยวข้องกับเื่นี้ ราวสิบเอ็ดปี หากลดทอน่เวลาที่กวีมิได้สติ หรือก็คือสิบปีก่อนหน้าที่เขาจะเดินทางมาที่โลกใบนี้
จะต้องมีบางสิ่ง ่เวลาดังกล่าวจะต้องมีอะไรบางอย่างเกิดขึ้น
หลากหลายความคิดได้ผุดขึ้นมามากมายราวกับดอกเห็ด ทันใดนั้นเอง กวีก็ฉุกคิดบางอย่างขึ้นมาได้อย่างฉับพลัน ดวงหน้าของเขาแปรเปลี่ยนเป็ความตกตะลึง ใบหน้าของเขาแลดูเคร่งขรึมและจึงก่อเกิดเป็หนึ่งความคิดในหัว
.
< ใช่แล้ว มันคือวันก่อตั้งของ FEAR !! >
.
ใบหน้าของอัลเบิร์ตผู้ดำรงตำแหน่งประธานบริษัทFEARได้ปรากฎขึ้นมาในหัวของกวีเป็คนแรก
แม้ข้อมูลหลายอย่างจะชี้ว่าเขาคือตัวการของเื่ราวทั้งหมด กระนั้นก็ไม่มีหลักฐานอะไรมาพิสูจน์ความจริงแม้แต่อย่างเดียว ยิ่งขุดลึกลงไปเท่าใด สิ่งที่ได้กลับกลายเป็คำถามที่แผ่ขยายกิ่งก้านสาขาออกไปอีกหลากหลายประเด็น
“โอ้! นั่นมันเ้าหนูกระทิงดุมิใช่รึ”
เสียงของชายผู้หนึ่งได้ดังก้องกังวานขึ้นมาขัดจังหวะ ทำให้กวีจึงต้องหยุดยั้งทุกความคิดในหัวในทันทีทันใด
“เห็นวันแรกนึกว่าจะตายไปซะแล้ว ใครกันจะบ้าวิ่งเข้าไปให้วัวกระทิงเขาเหล็กขวิดเข้า สภาพของเอ็งเละจนใคร ๆ ก็บอกว่าคงมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นาน แต่คงเป็เพราะนายหญิงของเราดูแลเอาใจใส่เอ็งเป็อย่างดี ไม่งั้นคงไม่มีโอกาสได้ลืมตาตื่นขึ้นมาสูดอากาศอีกครั้งหรอกนะเ้าหนู ฮ่า ๆ ๆ !!”
เ้าของเสียงคือชายร่างใหญ่คนหนึ่ง เขาก้าวเดินเข้ามาหาพร้อมมีพวกพ้องอีกราวสองคน
“กระทิงเขาเหล็ก โดนขวิด คนพวกนี้พูดถึงเื่อะไรกันครับ ?”
กระนั้นกวีกลับมิได้ล่วงรู้อะไรเลยแม้แต่น้อย สมองของเขามิได้เลอะเลือน ย่อมจำได้ว่าตัวมิเคยโดนกระทิงขวิดเลยแม้เพียงครั้งเดียว
“รีบ ๆ กลับไปทำงานกันได้แล้ว ไม่ใช่ว่าพวกนายมีเื่ที่ต้องทำกันรึไง”
เสียงของแอนนาพลันถูกเปล่งออกไปเพื่อไล่ตะเพิด เพียงไม่นาน เหล่าทหารทั้งสามนายก็เร่งจากไปโดยที่พวกเขามิอาจต้านทาน
ในขณะเดียวกัน กวีกลับจ้องมองแอนนาด้วยแววตาเจือแววงุนงง
“ต้องขอโทษจริง ๆ ค่ะ” เธอเริ่มพูดขึ้นพร้อมกันจึงก้มหัวขอโทษ “แต่นี่ก็เพื่อเป็การรักษาความลับเกี่ยวกับตัวตนที่แท้จริงของท่าน แม้ว่าตอนนี้ผู้กล้าคนอื่นจะโด่งดังไปทั่วโลกแล้วก็จริง กระนั้นการมีตัวตนอยู่ของท่านกวียังมีเพียงน้อยคนที่จะล่วงรู้ แม้ว่ามันจะไม่ดีต่อพวกพ้องของชั้นไปเสียสักหน่อย แต่การปกปิดความลับเอาไว้ให้มีเพียงน้อยคนที่รู้ย่อมดีที่สุด ซึ่งนอกเหนือไปจากชั้น ก็มีอีกเพียงแค่สองคนเท่านั้นที่รู้ว่าตัวท่านกวียังมีชีวิตอยู่..”
ในขณะที่ว่ากล่าว แอนนากลับหยุดยั้งถ้อยคำของเธอให้หยุดชะงักลงในชั่วครู่ขณะ
“ช่วยลืม ๆ สิ่งชั้นพึ่งพูดไปเถอะค่ะ”
พลันสิ้นเสียง องค์หญิงผู้เลอโฉมก็หันหลังให้แก่เขา
มีบางอย่างซ่อนเร้นอยู่ภายใน ใบหน้าสุดท้ายของเธอที่กวีได้เห็นช่างชวนให้น่าคิดถึงเสียเหลือเกิน
เพราะมันช่างคล้ายกันเสียนี่กระไร คล้ายกันกับใบหน้าของเขาในยามที่ทุกอารมณ์ร้ายและความโกรธได้พุ่งทะยานถาโถมเข้าใส่จ้าวลัทธิผู้โสมม
กวีย่อมรู้ดีว่าสิ่งใดควรถามและสิ่งใดไม่ควรถาม บางสิ่งก็ควรรู้ไว้แค่เพียงคนใน
“จะว่าไป ดูเหมือนว่าท่านกวีจะยังไม่ได้รับสมุดนิทานใช่ไหมคะ ?”
เสียงของแอนนาพลันถูกเปล่งขึ้น ทว่ากวีกลับมิอาจล่วงรู้ได้เลยว่าเธอกำลังพูดถึงสิ่งใด
“คิดว่า.. ไม่ครับ..” เขากล่าวพลางเกาหัวทำท่าไม่รู้
มุมปากของแอนนาขยับยกเป็ริ้วแปรเปลี่ยนเป็รอยยิ้มซึ่งเผยขึ้นมาพร้อมหนึ่งวาจาว่ากล่าว
“เช่นนั้นก็ตามมาสิคะ”
ราวห้านาทีต่อมา ณ ที่ใดสักแห่ง
“สถานการณ์ในตอนนี้มันหมายความว่ายังไง..”
เสียงของกวีกล่าวพร้อมนั่งเท้าชิดและมีสีหน้าแลดูประหม่า เขานั่งอยู่ ณ บริเวณริมสุดภายในเต็นท์หลังหนึ่ง
แต่ภาพเบื้องหน้าช่างชวนให้คิดลึก เมื่อองค์หญิงแอนนาในยามนี้ได้ก้มลงและหันบั้นท้ายมาที่เขาราวกับกำลังควานหาบางสิ่งที่อยู่ใต้เตียง
ที่แห่งนี้คือที่พำนักของเธอ ภายในที่พักที่ดูเรียบง่าย แม้จะไร้ซึ่งเครื่องประดับอันหรูหราและมีราคา ทว่าสภาพโดยรวมกลับเป็ระเบียบเรียบร้อย พร้อมมีกลิ่นหอมของหมู่มวลดอกไม้เมื่อยามแรกเยิ้มที่ลอยโชยมาแต่ไกล
ตัวกวีไม่เคยย่างกรายเข้าสู่ห้องของหญิงใดนอกจากแม่ของตน ทำให้หัวใจจึงเต้นระรัวจนเนื้อตัวอยู่ไม่สุข
ใบหน้าของกวีเริ่มต้นแปรเปลี่ยนสี แดงก่ำประหนึ่งเนื้อในของลูกแตงโม แววตาของเขาจดจ้องอยู่เพียงบั้นท้ายขององค์หญิงผู้งดงาม ทุกครั้งที่เธอก้มลงก็เผยให้เห็นส่วนเว้าส่วนนูนผ่านเนื้อผ้าที่รัดแน่น
“เจอแล้ว !!”
เสียงของเธอดังก้องกังวาน พลันสิ้นสุดเสียงได้เพียงไม่นาน สติของกวีก็หลุดพ้นจากภวังค์แห่งตัณหาในทันทีทันใด
เธอเร่งฝีเท้าก้าวเดินเข้ามาหา พร้อมในมือของเธอมีม้วนคัมภีร์อยู่ข้างละฉบับ
“เป็อะไรไปคะ ?”
ตัวเธออดมิได้ที่จะสงสัยว่าเหตุใดกวีจึงมีท่าทีที่เปลี่ยนไปราวกับว่าเขากลายเป็คนละคน
พลันได้ยินคำถามของเธอ กวีก็ส่ายหัวอยู่ครู่ใหญ่ พร้อมฝีปากเอื้อนเอ่ยถ้อยคำออกไปด้วยความร้อนรน
“มะ- ไม่มีอะไรครับ !!”
ช่างแลดูมีพิรุธ ทว่าแอนนาก็หาได้เซ้าซี้ เธอเลือกที่จะไม่ถาม ทว่านั่นก็นับว่าดีแล้วสำหรับเขาและเธอ
ม้วนคัมภีร์ทั้งสองได้ตกมาอยู่ในมือของกวี มิได้มีอะไรพิเศษ พวกมันก็เปรียบได้เพียงแผ่นกระดาษที่ถูกม้วนเก็บและมัดด้วยเชือกเส้นหนึ่ง
“คัมภีร์ในมือขวาของท่านกวีมีชื่อว่าใบจุติ” และแล้วแอนนาก็เริ่มกล่าวขึ้นมาอีกครั้ง
“สิ่งนี้จะใช้ได้กับผู้ที่ได้รับ ‘ศาสตร์เฉพาะ’ มาแล้วเท่านั้น เมื่อใช้มันแล้ว ผู้ใช้จะได้รับ ‘สมุดนิทาน’ มาอยู่ใน ภายในสมุดนิทานจะมีอีกหลายอย่างที่จะเป็ประโยชน์ต่อท่านในอนาคต”
ราวกับคำอธิบายปรากฏการณ์ทางวิทยาศาสตร์ จึงเป็ที่แน่นอนว่ากวีย่อมมิอาจจับใจความว่าเธอกำลังพูดถึงสิ่งใดอยู่
“ส่วนคัมภีร์ในมือซ้ายของท่านเรียกว่า ‘ใบทักษะลึกลับระดับหนึ่ง โล่อากาศ ฟาเรม’ เมื่อใช้งานแล้วผู้ใช้จะได้รับทักษะที่ถูกบันทึกเอาไว้ภายในม้วนคัมภีร์ เช่นเดียวกัน มันจะใช้ได้ก็ต่อเมื่อท่านกวีได้รับ ‘สมุดนิทาน’ มาแล้วเท่านั้น ส่วนรายละเอียดยิบย่อยที่เหลือ ชั้นจะอธิบายให้ท่านได้ฟังอีกครั้งหลังจากที่ท่านได้ใช้งานไปแล้ว เช่นนั้นก็เริ่มจากใบจุติ และตามด้วยใบทักษะลึกลับ วิธีการก็ง่ายๆ เพียงแค่ท่านต้องกล่าวว่า ‘เริ่มต้นใช้งาน’ ตามด้วยชื่อของวัตถุโบราณชิ้นที่้าใช้งาน เพียงแค่นี้ก็เสร็จสิ้นแล้วค่ะ”
คำอธิบายที่แอนนากล่าวมาเมื่อครู่อัดแน่นไปด้วยเนื้อหา
“เริ่มต้นใช้งาน ใบจุติ”
สิ้นเสียงว่ากล่าว คัมภีร์ในมือขวาของกวีพลันสูญสลายกลายเป็อณูแสงสีขาว
.
[เริ่มต้นการจุติ]
.
[เสร็จสิ้นกระบวนการ]
.
อักขระประหลาดได้ปรากฎขึ้นมาในหัวของกวี มันคือกลุ่มอักษรที่เขาไม่เคยเห็นมาจากที่ใด ทว่ากลับสามารถเข้าใจความหมายของมันได้ในทันที
พลันลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ทิวทัศน์ที่เขาเห็นยังคงมีสภาพเฉกเช่นเดิม
กระนั้นกลับมีสิ่งหนึ่งที่แปลกไป เมื่อลองเพ่งมองให้ดี เบื้องหน้าก็ปรากฏสมุดประหลาดเล่มหนึ่งกำลังล่องลอยอยู่บนอากาศ ประหนึ่งว่าแรงโน้มถ่วงหาได้มีผลใด ๆ กับมัน
“นี่มันคือ..”
แววตาของเขามีเพียงความฉงนสงสัย
“ถูกต้องอย่างที่ท่านคิดค่ะ” เมื่อนั้นเสียงของแอนนาจึงถูกเปล่งออกไปเพื่อแถลงไขถึงข้อเท็จจริงทั้งหมด “สิ่งที่อยู่ตรงหน้าของท่านกวีคือสิ่งที่เรียกว่า ‘สมุดนิทาน’ และจะมีเพียงเ้าของที่จะมองเห็นพวกมัน เช่นนั้นก็ลองเลื่อนไปยังหน้าแรกดูสิคะ จะสั่งการด้วยเสียงหรือเพียงครุ่นคิดอยู่ในหัวก็ได้ค่ะ”
สิ้นเสียงของเธอ กวีก็เร่งทำตามที่นายเหนือหัวได้ออกปากสั่งการในทันที
.
[ชื่อ : กวี
ระดับ : 1
ศาสตร์เฉพาะ : หมอผี
ความแข็งแกร่ง : 1, ความว่องไว : 1, พลังเวทย์ :1, โชค : 1, ความแม่นยำ : 1, พลังกาย : 1
พลังชีวิต : 200, มานา : 100]
.
ทุกสิ่งช่างเต็มไปด้วยความลี้ลับ บนหน้ากระดาษปรากฏอยู่เพียงอักขระประหลาด
“สำหรับหน้าแรกจะเป็ข้อมูลเบื้องต้นของท่านกวี ซึ่งมันจะประกอบไปด้วยชื่อ ระดับ ศาสตร์เฉพาะ ค่าสถานะ พลังชีวิต และสุดท้ายก็คือมานา”
แอนนาได้กล่าวคำเพื่ออธิบาย ก่อนจะเร่งออกปากสั่งการให้กวีเปิดไปยังหน้าถัดไป
“หน้าที่สองจะมีข้อมูลเกี่ยวกับทักษะลึกลับที่ท่านกวีอยู่ สำหรับตอนนี้มันยังไม่สำคัญเท่าใดนัก แล้วชั้นจะอธิบายให้อีกครั้งเมื่อท่านใช้งานม้วนคัมภีร์อีกชิ้นค่ะ”
ทุกสิ่งเป็ไปดังที่แอนนาว่ามา ทว่าก็มีบางสิ่งที่ผิดไปจากถ้อยคำของเธออยู่หนึ่งข้อ
“เอ่อ.. ขอโทษนะครับท่านแอนนา พอดีว่าหน้าที่สองของผมมันไม่ใช่ทักษะลึกลับ แต่รู้สึกมันจะเขียนว่าช่องเก็บของล่องหนน่ะครับ”
พลันได้ยินเช่นนั้น แอนนาก็จึงเริ่มต้นครุ่นคิด
ราวสองนาทีเศษ แววตาของเธอได้เจือแววแห่งการตระหนักรู้ และพร้อมกันนั้นก็จึงพูดขึ้น
“คำพูดของชั้นต่อจากนี้อาจไม่มีหลักฐานใด ๆ มายืนยัน แต่ก็มีตำนานกล่าวถึงเื่นี้อยู่บ้าง ว่ากันว่า เมื่อใดที่มีผู้กล้าเดินทางมาจากต่างโลก คนผู้นั้นจะได้รับพลังที่เหนือล้ำยิ่งกว่าคนสามัญธรรมดา โดยว่ากันว่ามันคืออภิสิทธิ์ของผู้กล้า !!”
น้ำเสียงที่เต็มเปี่ยมเปี่ยมไปด้วยความตื่นเต้น ตัวแอนนาในยามนี้เปรียบสิ่งที่เกิดขึ้นประหนึ่งว่ามันคืออภินิหารเหนือธรรมชาติ
เพียงแต่ว่า พลันเมื่อเขานึกถึงคำว่าผู้กล้า สิ่งแรกที่ปรากฏขึ้นมาในหัวของกวีกลับเป็ใบหน้าของชายเฒ่าคนหนึ่ง ในภาพพจน์คือมันแสยะยิ้มมาที่เขาพร้อมเอ่ยวาจาราวกับว่ากำลังเย้ยหยัน
กวีกำหมัดแน่นโดยไม่รู้ตัว สีหน้าของเขาแปรเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง
“งั้นเรามาเริ่มใช้ม้วนคัมภีร์ชิ้นที่สองกันเถอะค่ะ”
แอนนา้าให้ชายหนุ่มปล่อยวางจึงเร่งเอ่ยวาจาเข้าแทรก พลันเมื่อเขาได้ยินคำพูดของเธอ เมื่อนั้นกวีก็หยุดยั้งความคิดแค้นในหัวให้ชะงักลง
ดวงตาสองข้างจดจ้องไปยังท่านหญิงที่อยู่ตรงหน้า ยามนี้เขากำลังทำให้เธอเป็ห่วง ความโกรธแค้นที่แผ่ขยายออกไปมิได้ทำร้ายเพียงจิตใจของเขาหากแต่มันยังลามไปหาผู้คนรอบกาย
พลันสายตาของกวีจดจ้องมองไปยังม้วนคัมภีร์ในมือซ้าย ทันใดนั้นก็ปรากฏหนึ่งข้อความอยู่ด้านข้างของมันประหนึ่งว่าเป็ภาพลวงตา
.
[ชื่อวัตถุโบราณ: ใบทักษะลึกลับ ‘โล่อากาศ ฟาเรม’
ระดับ: 1
ประเภท: วัตถุใช้งาน
คำอธิบาย: เมื่อใช้งาน ผู้ใช้จะได้รับทักษะโล่อากาศ ฟาเรม]
.
“นี่มันคืออะไรกันครับ ?”
กวีมิอาจเข้าใจ มือขวาของเขาพยายามยื่นออกไปราวกับ้าจะแตะต้อง นิ้วทั้งห้าทะลุผ่านไปประหนึ่งว่าอักษรเ่าั้ไม่มีอยู่จริง
“นี่คืออีกหนึ่งความสามารถที่ผู้จุติจะได้รับ มันเรียกว่าดวงตาแห่งความจริงค่ะ”
บนโลกอันกว้างใหญ่แห่งนี้ ผู้จุตินั้นมีอัตราส่วนอยู่เพียงน้อยนิดเมื่อเทียบกับประชากรมนุษย์โลกทั้งหมด
มิใช่เพราะการได้รับศาสตร์เฉพาะนั้นยากลำบาก หากแต่เป็เพราะใบจุติมีมูลค่าทางการตลาดที่สูงลิ่วยากเกินที่คนธรรมดาจะไคว่ขว้า
“ชั้นจะอธิบายให้ฟังแบบง่าย ๆ ค่ะ” และแล้วแอนนาก็เริ่มกล่าวอีกครั้ง “วัตถุโบราณทุกชนิดบนโลกใบนี้จะมีการแบ่งแยกระดับ ซึ่งดวงตาแห่งความจริงจะช่วยให้พวกเราอ่านข้อมูลเกี่ยวกับวัตถุโบราณแต่ละชิ้นได้ เพียงแต่ว่า การประเมินราคาของพวกมันจะขึ้นอยู่กับเกณฑ์ที่พวกเรามนุษย์ตั้งขึ้นเอง และหนึ่งในเกณฑ์ที่ว่าก็คือระดับของวัตถุโบราณ ยกตัวอย่างเช่น ใบทักษะลึกลับระดับหนึ่งจะมีราคาอยู่ที่ราวหนึ่งหมื่นห้าพันเซน ส่วนใบจุติที่ท่านกวีพึ่งใช้ไปเมื่อครู่มีระดับความหายากอยู่ที่สี่ ซึ่งราคาของมันอยู่ที่ราว ๆ ห้าแสนเซนค่ะ”
สังคมมนุษย์ในปัจจุบันจะมีสกุลเงินอยู่เพียงหนึ่งเดียว นั่นคือสกุลเงินที่มีชื่อว่าเซน
ในขณะเดียวกัน วัตถุโบราณทั้งหมดจะถูกแบ่งออกเป็เจ็ดระดับ แต่ละระดับจะมีการประเมินราคาที่แตกต่างกัน อันจะประกอบไปด้วย
ระดับหนึ่ง ราวหนึ่งหมื่นถึงห้าหมื่นเซน
ระดับสอง ราวห้าหมื่นถึงหนึ่งแสนเซน
ระดับสาม ราวหนึ่งแสนถึงห้าแสนเซน
ระดับสี่ ราวห้าแสนถึงหนึ่งล้านเซน
ระดับห้า ราวหนึ่งล้านถึงยี่สิบล้านเซน
ระดับหก ราวยี่สิบล้านถึงร้อยล้านเซน
ระดับเจ็ด มากกว่าร้อยล้านเซน
เกณฑ์ในการประเมินราคาของวัตถุโบราณแต่ละชิ้นจะขึ้นอยู่กับหลากหลายปัจจัย ความสามารถ ระดับ ความงาม หรือแม้กระทั่งความนิยม
โดยปกติแล้ว ราคาของวัตถุโบราณแต่ละชิ้นจะไม่โดดไปจากเกณฑ์ที่ตั้งมากนัก แต่ก็ขึ้นอยู่กับ ‘ความ้า’ และ ‘กำลังทรัพย์’ ของผู้ซื้อ บ่อยครั้งที่เหล่าผู้ประมูลวัตถุโบราณระดับสูงมักจะเพิ่มราคาของมันให้ทวีคูณยิ่งขึ้นไปอีก ว่ากันว่า เคยมีวัตถุโบราณระดับเจ็ดอยู่ไม่น้อยที่มีราคาประมูลมากถึงหนึ่งพันล้าน
สองหมื่นห้าพันถึงห้าหมื่นเซนต่อหนึ่งเดือนคืออัตราค่าครองชีพของประชาชนระดับกลาง โดยจะมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่ว่าพวกเขาอาศัยอยู่ ณ พื้นที่ใด
เพราะฉะนั้น เพื่อให้ได้วัตถุโบราณสักชิ้นมาอยู่ใน การเก็บออมเงินในระยะยาวสำหรับพวกเขาประชาชนเดินดินจึงเป็สิ่งจำเป็
ด้วยเหตุผลดังกล่าว ผู้ที่้าซื้อวัตถุโบราณระดับสูงก็มีเพียงนักสะสมผู้มีเงินทองเหลือกินเหลือใช้ และก็มีอีกพวกหนึ่ง ก็คือบรรดานักบุกเบิกที่จำต้องเสี่ยงเป็เสี่ยงตายไม่เว้นแต่ละวัน พวกเขาจึง้าอุปกรณ์ที่ทรงพลังเพื่อต่อกรกับอสูรและมนุษย์ด้วยกันที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าพวกเขา
“รวมทั้งหมดห้าแสนเซน! นี่มันราคาซื้อขายบ้านรึไงครับ แบบนี้ผมฟรี ๆ ไม่ได้หรอกครับ !!”
ได้ยินเช่นนั้น องค์หญิงแอนนาก็เปล่งเสียงหัวเราะออกมาเมื่อได้เห็นอากัปกิริยาที่ดูเลิ่กลั่กของกวี
“ไม่เป็ไรหรอกค่ะ แต่ไม่ต้องเป็ห่วง ชั้นไม่คิดจะมอบมันให้แก่ท่านกวีโดยไม่หวังสิ่งใดตอบแทน เพื่อการนั้น หลังจากนี้ท่านกวีจะต้องรับฟังคำขอร้องจากชั้น แน่นอนว่าท่านปฏิเสธไม่มีทางปฏิเสธหรอกนะคะ”
เธอยังคงหัวเราะออกมาอย่างชอบอกชอบใจ กวีจึงรู้ว่าตนไม่มีทางเลือกใดอื่น เมื่อรับมาหนึ่งก็ต้องคืนไปสอง ทว่าสิ่งที่เขาได้รับกลับมีมูลค่ามากถึงห้าแสน แล้วเช่นนี้ตัวเขาควรจะตอบแทนเยี่ยงไรจึงจะคู่ควรแก่คำว่าเหมาะสม
พลันหัวเราะจนพอใจ แอนนาก็เริ่มต้นเอื้อนเอ่ยถ้อยคำออกมาอีกครั้ง
“เช่นนั้นต่อไปก็มาเริ่มใช้งานใบทักษะลึกลับกันเถอะค่ะ”
แต่แล้ว กวีกลับฉุกคิดบางสิ่งขึ้นมาได้ในชั่วครู่ขณะ เมื่อนั้นเขาจึงเร่งเปล่งเสียงออกไปเพื่อเอ่ยถาม
“ท่านแอนนาครับ ปกติแล้วนักเดินทางทุกคนมักจะมีกระเป๋าติดตัวเอาไว้ด้วยใช่ไหมครับ ?”
“ก็.. คงจะเป็แบบนั้น ถามทำไมกันคะ ?” แอนนามิอาจล่วงรู้ได้ถึงสิ่งที่กวี้าจะสื่อจึงเร่งเอ่ยถาม
ในขณะเดียวกัน กวีกลับยังคงจ้องมองม้วนคัมภีร์ในมือซ้ายของตน และครู่ต่อมาก็จึงกล่าวขึ้น
“จัดเก็บ.. ใบทักษะลึกลับ โล่อากาศ ฟาเรม”
พลันเสียงของเขาสิ้นสุดลง ม้วนคัมภีร์ในมือซ้ายก็ได้สูญสลายหายไป แปรเปลี่ยนเป็อณูแสงกระจัดกระจายไปทั่วทั้งบริเวณ
.
[ ได้รับวัตถุโบราณ ‘ใบทักษะลึกลับ โล่อากาศ ฟาเรม’ ]
.
หนึ่งข้อความพลันปรากฏขึ้นมาในหัวของกวี เมื่อเขาลองเลื่อนสมุดนิทานไปยังหน้าที่สอง ตรงช่องแรกที่เคยว่างเปล่ากลับมีสัญลักษณ์คล้ายกับม้วนคัมภีร์ได้ปรากฏขึ้นมาให้เห็น
“ต่อไปก็..” แล้วเขาก็เริ่มกล่าวอีกครั้ง “จงปรากฏ.. ใบทักษะลึกลับ โล่อากาศ ฟาเรม”
ทันใดนั้นเอง พื้นที่เหนือหัวขึ้นไปได้เริ่มต้นหมุนวน และเพียงครู่เดียวก็ปรากฏเป็หลุมอากาศสีดำ
.
[ เรียกใช้งาน ‘ใบทักษะลึกลับ โล่อากาศ ฟาเรม’ ]
.
บางสิ่งได้ร่วงหล่นลงมาจากหลุมอากาศที่แยกออกจากกัน ลักษณะของมันช่างคล้ายคลึงกับม้วนคัมภีร์ มันก็คือใบทักษะลึกลับที่กวีพึ่งจะจัดเก็บเข้าไปเมื่อครู่นั่นเอง
แววตาของแอนนาเบิกกว้างเพราะตนนั้นกำลังตกตะลึง แม้กระทั่งตัวกวีเองก็มีสีหน้าเฉกเช่นเดียวกัน
.
< นี่มันสุดยอดจริงๆ เพียงแค่เรามีช่องเก็บของล่องหนอยู่ เราก็ไม่จำเป็ต้องแบกของหนักอีกเลย >
.
กวีครุ่นคิด แต่ก็ช่างน่าประหลาด เพราะพลันเมื่อเขาได้รับสมุดนิทานมาอยู่ในมือ วิธีการทั้งหมดก็แล่นเข้ามาในหัว ประหนึ่งว่าเป็การถ่ายโอนข้อมูลจากคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งไปยังอีกเครื่องหนึ่ง
“นี่มันสุดยอดไปเลยค่ะ! สมแล้วจริง ๆ ที่ท่านเป็ถึงผู้กล้า !!” แอนนาก็เร่งเอ่ยปากชื่นชม
กระนั้นกวีกลับไม่คิดว่าสิ่งนี้จะมีค่าอะไรถึงเพียงนั้น
“ก็จริงครับที่มันสะดวก แต่มันก็มีข้อเสียอยู่สองข้อ..”
แม้จะอุดมไปด้วยอรรถประโยชน์ ทว่าช่องเก็บของล่องหนจะสามารถเก็บได้เพียงวัตถุโบราณ ก็หมายความว่า วัตถุประเภทอื่นที่มิใช่วัตถุโบราณ อาทิเช่นเสื้อผ้าหรืออาหาร พวกมันจะไม่สามารถถูกจัดเก็บเข้าสู่ภายในช่องเก็บของล่องหน
มิหนำซ้ำ ยังมีข้อจำกัดในเื่จำนวนชิ้นของสิ่งของ รวมไปถึงน้ำหนักที่สามารถบรรจุได้ ภายในสมุดนิทานนี้มิได้บ่งบอกถึงค่าเหล่านี้ และด้วยจำนวนช่องที่มีอยู่เพียงสิบช่อง จึงทำให้เขาจำต้องทดสอบอะไรต่อมิอะไรอีกหลายอย่างจึงจะได้ข้อสรุปที่ชัดเจนยิ่งขึ้น
“งั้นผมจะเริ่มใช้งานล่ะนะครับ”
กวีเร่งเปล่งวาจาเพื่อใช้งานวัตถุโบราณอีกครั้ง พลันเสียงของเขาสิ้นสุดลง ม้วนคัมภีร์ในมือก็สูญสลายกลายเป็อณูแสง พร้อมกับอีกสี่ข้อความที่ได้ปรากฏขึ้นอยู่ภายในหัว
.
[เริ่มต้นใช้งาน ‘ใบทักษะลึกลับ โล่อากาศ ฟาเรม’ ]
.
[เสร็จสิ้นกระบวนการ]
.
[ได้รับทักษะใหม่ ‘โล่อากาศ ฟาเรม’ ]
.
[ชื่อทักษะ: โล่อากาศ ฟาเรม
ระดับ: 1
ประเภท: ทั่วไป(เลือกใช้งาน)
มานาใช้งาน: 20
ผลของทักษะ: สร้างโล่ขึ้นมาในระยะหนึ่งร้อยเมตร สามารถสร้างได้จากทุกพื้นผิว หรือแม้แต่ในอากาศก็ใช้ได้เช่นกัน ขีดจำกัดที่สามารถสร้างได้ต่อเนื่องกันคือสองชิ้นและต้องใช้ภายในสิบวินาที หากไม่ตรงตามเงื่อนไข จะเข้าสู่ระยะจำกัดการใช้งานหนึ่งนาที]
.
ยามนี้แววตาของเขาจ้องมองหน้าสมุดนิทานพร้อมกับคิ้วสองข้างที่ขมวดเข้าหากัน มันช่างแปลกประหลาดยิ่งนัก เพราะแทนที่ทักษะลึกลับจะมีอยู่เพียงหนึ่ง แต่มันกลับมีจำนวนมากถึงสอง
เมื่อนั้น กวีจึงยกมือขึ้นพลางเอื้อนเอ่ยถ้อยคำเพื่อเอ่ยถาม
“ท่านแอนนาครับ ท่านช่วยอธิบายเกี่ยวกับทักษะลึกลับให้ฟังหน่อยจะได้ไหมครับ เช่นว่ามีกี่ชนิด หรือพวกมันมีข้อจำกัดอะไรที่มือใหม่จำเป็ต้องรู้บ้าง ?”
มีหรือที่ท่านหญิงผู้เลอโฉมจะปฏิเสธคำขอของเขา
“ได้สิคะ” และเธอก็เริ่มกล่าวในทันที “งั้นก่อนอื่นก็เริ่มจากข้อมูลพื้นฐาน โดยทั่วไปแล้ว ทักษะลึกลับเองก็มีระดับเช่นเดียวกับวัตถุโบราณ พวกมันจะถูกแบ่งแยกตามรูปแบบการใช้งาน หนึ่งคือทักษะประเภทเรียกใช้งานด้วยตนเอง สองคือทักษะติดตัวที่จะทำงานโดยอัตโนมัติ และจะมีหมวดหมู่แยกย่อยอีกสองประเภท หนึ่งคือทักษะทั่วไป และสองคือทักษะประจำศาสตร์”
แอนนาหยุดอธิบายครู่หนึ่งเพื่อจิบน้ำและจึงพูดต่อ
“ซึ่งทักษะประเภททั่วไปนั้นจะได้รับก็ต่อเมื่อใช้งานวัตถุโบราณที่มีชื่อว่า ‘ใบทักษะลึกลับ’ แต่หนึ่งคนจะมีได้เพียงห้าทักษะ ไม่มีทางถอดถอนพวกมันออกมาได้ ยกเว้นเสียแต่ว่าต้องใช้งานวัตถุโบราณเฉพาะทางเท่านั้น ส่วนทักษะประจำศาสตร์จะได้รับมาก็เมื่อระดับของผู้จุติเพิ่มขึ้นค่ะ”
สิ้นสุดคำกล่าวเพื่อชี้แจง
ช่างเป็เื่ที่ง่ายดายและน่าอดสูใน่เวลาเดียวกัน แค่มีเงินมากพอก็สามารถแข็งแกร่งยิ่งกว่าผู้ใด นั่นทำให้กวีรู้สึกขำยิ่งนัก เพราะไม่ว่าตัวเขาจะอยู่ ณ ที่แห่งใด อำนาจเงินก็ยังคงเป็หนึ่งไม่เป็สองรองใครอยู่เสมอมา เพียงแค่มีเงินคนผู้นั้นก็ได้รับทุกสิ่งที่ตน้า
พลันได้เห็นถึงสีหน้าของกวี แอนนาก็รู้สึกได้ในทันทีว่าเขากำลังคิดถึงสิ่งใด
“ก็จริงค่ะที่ทักษะระดับสูงย่อมแข็งแกร่งกว่าทักษะต่ำ ถึงอย่างนั้น หากทักษะดังกล่าวตกไปอยู่ในมือของผู้ที่ไม่แม้แต่จะรู้ถึงวิธีการใช้งาน สิ่งนั้นก็เป็ได้เพียงเครื่องประดับที่ใช้แสดงออกถึงฐานะเพียงเท่านั้น กลับกัน แม้จะเป็เพียงทักษะระดับต่ำ หากแต่ว่าผู้ใช้งานสามารถใช้มันได้อย่างช่ำชอง แม้แต่กับผู้มีทักษะระดับสูงกว่าก็ไม่ใช่คู่มือ”
สิ่งที่เธอว่ามาถูกต้องด้วยทุกประการทั้งปวง กวีเห็นพ้องเป็อย่างยิ่ง
ทว่าสิ่งที่เขา้าจะรู้มากที่สุดกลับเป็เื่อื่น
“ท่านแอนนาครับ ประเภทของทักษะมีแค่สองชนิดอย่างจริง ๆ ใช่ไหมครับ ?”
พลันได้ยินถึงคำถามของเขา เมื่อนั้นแอนนาก็จึงเริ่มต้นครุ่นคิด
และเพียงไม่นานริมฝีปากของเธอก็เริ่มต้นสั่นไหวอีกครั้ง
“นี่เป็แค่เพียงคำบอกเล่านะคะ ตามตำนานเล่าขานกันไว้เช่นนี้ ว่ากันว่ายังมีทักษะลึกลับประเภทที่สามอยู่บนโลก ซึ่งมันก็คือทักษะประเภทผู้กล้าค่ะ”
ได้ยินเช่นนั้น คิ้วของกวีก็เริ่มขมวดเข้าหากันและจึงเริ่มต้นครุ่นคิดอีกครั้ง
แววตาของเขายังคงจ้องมองไปยังหน้าที่สองของสมุดนิทาน เพราะในยามนี้ ทักษะที่สองหาได้มีชื่อเป็ประเภทตามที่เธอว่ามา หากแต่ว่ามันกลับถูกขีดเขียนเอาไว้ว่า..
‘ปีศาจ’
.
[ชื่อทักษะ: ความสิ้นหวังของผู้ต้อยต่ำ
ระดับ: ??
ประเภท: ปีศาจ(ติดตัว)
มานาใช้งาน: -
ผลของทักษะ: จะได้รับผลสองอย่าง
1.ลบล้างสถานะผิดปกติทุกอย่างเมื่อได้รับ
2.เมื่อพลังชีวิตลดลงเหลือศูนย์ หลังจากนั้นเป็เวลาหนึ่งวัน พลังชีวิตจะฟื้นคืนมาหนึ่งแต้ม เพื่อแลกเปลี่ยน ผู้ใช้จะสูญเสียอายุขัยครึ่งหนึ่งของ่ชีวิตที่เหลืออยู่ในปัจจุบัน]
.
ทักษะที่สองของเขาช่างมีความสามารถที่ร้ายกาจ ทว่าก็คงเพราะเหตุนี้ จึงทำให้กวีกลับยังคงมีชีวิตอยู่รอดแม้จะเคยสิ้นลมหายใจไปแล้วครั้งหนึ่ง
เพียงแต่ว่า มันกลับมีจุดที่ยังไม่สมเหตุสมผลอีกราวสองข้อ
.
< ไม่ผิดอย่างแน่นอน เราคืนชีพกลับมาเพราะผลของทักษะความสิ้นหวังของผู้ต้อยต่ำ แต่แล้วเพราะเหตุใดกันล่ะ ก่อนที่เราจะตาย ตัวเรายังไม่ได้รับสมุดนิทานมาสักหน่อย แล้วทำไมเราถึงมีทักษะลึกลับกันล่ะ นี่มันแปลกมาก >
.
กวีพยายามเค้นสมองเพื่อครุ่นคิดและความหาคำตอบด้วยข้อมูลที่มีอยู่
สิ่งเดียวที่พอจะนึกออกก็คือเสียงปริศนาที่ได้ยินก่อนจะสิ้นลม แม้จะมิอาจล่วงรู้ได้ว่ามันเป็เสียงของใคร ทว่าตัวตนผู้เป็เ้าของเสียงจะต้องกุมความลับที่สำคัญเอาไว้อย่างแน่นอน
“ใช่แล้ว! เด็กผู้หญิงที่หน้าเหมือนเราเมื่อตอนงานเลี้ยงยังไงล่ะ !!”
เสียงของกวีพลันถูกเปล่งออกมาดังลั่น ทำให้ตัวแอนนาจึงรู้สึกใและแตกตื่นตามไปด้วย
เท่าที่เขาจำได้ เสียงที่ตนนั้นเคยได้ยินจะประกอบไปด้วยสองเสียง หนึ่งคือเสียงของชายแก่ผู้มีอายุมากแล้ว สองก็คือเสียงของเด็กสาวที่ได้พบกันเมื่อครั้งก่อน
ทุกปริศนายังคงไร้ซึ่งคำตอบ การจะไปพบกับเธออีกครั้งยิ่งเป็เื่ที่เป็ไปไม่ได้ ตัวกวีคือศพ ศพไม่มีปาก ศพไม่มีชีวิต ทำให้เขาจึงมิอาจแสดงตัวท่ามกลางฝูงชนได้มากเท่าใดนัก
เพียงแต่ว่า ปัจจุบันกลับมีเื่อื่นที่สำคัญยิ่งกว่า
กวีจ้องมองไปที่แอนนา ด้วยทักษะประเภทปีศาจที่ตนได้รับมา เขาควรจะบอกเล่าออกไปเลยจะดีไหม? หรือว่าควรจะเก็บเอาไว้เป็ความลับจึงจะดีกว่า?
กวีครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ไม่นานนักเสียงของเขาก็ถูกเปล่งออกไปด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม
“พวกเราออกไปข้างนอกกันเถอะครับ”
สิ้นเสียงของเขา แอนนาก็จึงเผยใบหน้าที่แต้มแต่งไปด้วยรอยยิ้มอันแสนอ่อนโยน
“นั่นสินะคะ นี่ก็ถึงเวลาข้าวเที่ยงแล้วด้วย”
เมื่อเสียงสิ้นสุดลง ทั้งสองก็จึงเร่งฝีเท้าก้าวเดินออกจากที่พักแรมของแอนนา ก็นับว่าเป็อันตัดสิน ตัวกวีตัดสินใจปิดบังเื่ทักษะที่สองเอาไว้เป็ความลับ
ณ ภายนอกค่ายพักแรม
นี่คือการสูดดมอากาศบริสุทธิ์ครั้งที่สองในรอบปี ท่ามกลางท้องนภาอันกว้างใหญ่ มิใช่ห้องแคบ ๆ ทรงสี่เหลี่ยมที่มีเพียงความมืดมิด เมื่อนั้นกวีก็ได้สูดลมหายใจซึ่งมีกลิ่นอายของแดดอ่อน ๆ เข้าไปจนเต็มปอด นี่คือกลิ่นแห่งอิสรภาพ มันช่างน่าหอมหวนไม่เคยจางหายไม่ว่าจะกี่ครั้งก็ตาม
กระนั้นเมื่อลองย้อนคิดดูแล้ว องค์หญิงแอนนาเองก็คงมีความรู้สึกเฉกเช่นเดียวกับกวี
“ท่านแอนนาครับ ทำไมท่านจึงต้องหลบหนีด้วยครับ ไม่ใช่ว่าชีวิตในพระราชวังจะเป็สิ่งที่ทุกคนต่างเฝ้าฝันถึงหรอกเหรอ ?” เมื่อนั้นกวีพลันเริ่มต้นเอ่ยถาม
แต่แล้วสีหน้าของเธอกลับแปรเปลี่ยนไปในชั่วครู่ขณะ แววตาเต็มไปด้วยความเศร้าโศก ราวกับว่ากวีได้ไปเปิดผนึกสิ่งที่ไม่เคยเปิด
“ชีวิตที่สุขสบายในพระราชวังหรูหราพร้อมข้าราชบริพารข้างกาย สำหรับท่านกวีคงจะคิดว่ามันเป็ชีวิตในฝันเลยสินะคะ แต่สำหรับชั้น มันไม่ต่างไปจากกรงขังที่ประดับประดาไปด้วยหมู่มวลดอกไม้ ทุกย่างก้าวของชั้นถูกจำกัด ไม่ควรทำแบบนั้น ไม่ควรทำแบบนี้ เหตุผลก็ง่ายๆ เพราะชั้นไม่ใช่คนธรรมดา หากแต่เป็องค์หญิงของอาณาจักรอันยิ่งใหญ่ ชั้นคือเชื้อสายของราชวงศ์..”
เธอได้เริ่มต้นบอกเล่าถึงความจริง
“จนกระทั่งในวันหนึ่ง ท่านพ่อได้หมั้นหมายตัวชั้นกับลูกชายของนายพลใหญ่ของกองทัพ มันทำให้ชั้นได้รู้ ว่าชีวิตของชั้นมันได้ถูกตัดสินเอาไว้ั้แ่เกิดมา ถึงกระนั้น ชั้น้าจะมีชีวิตในแบบที่ตน้า และก็ได้หลบหนีออกมาในท้ายที่สุด”
กวีรับฟังเื่ราวของแอนนาโดยไม่กล่าววาจาเพื่อเอ่ยขัด
สีหน้าของแอนนาแลดูแปรเปลี่ยนไปในทันที พลันได้เอ่ยทุกสิ่งที่คับคั่งอยู่ในใจออกมาจนหมดสิ้น แววตาของเธอจึงเริ่มมีประกายแสงแห่งชีวิตปรากฏขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง
กระนั้นแล้ว กวีกลับมีอีกหนึ่งคำถามผุดขึ้นมาในหัวของเขา
“ท่านแอนนาครับ หากจะให้ผมเดาด้วยปากเปล่า การหลบหนีของท่านคงจะไม่ง่ายอย่างแน่นอน แล้วท่านหลบหนีออกมาได้ยังไงกันครับ ?”
คำถามของกวีชี้เป้าตรงจุดตรงประเด็น พลันได้ยินเช่นนั้น มุมปากของแอนนาก็จึงยกขึ้นเป็ริ้วอย่างมีเลศนัย
“เพราะชั้นมีเหล่าผู้พิทักษ์และลูกน้องที่แข็งแกร่งค่ะ”
เรือนเงาขนาดใหญ่ได้ปกคลุมอยู่ด้านหลังของกวีในฉับพลัน เขาััได้ถึงจิตสังหารอันกล้าแกร่งที่พุ่งตรงเข้ามาหา
พลันลองหันมองกลับไป เบื้องหน้าของเขาก็ได้ปรากฏรูปลักษณ์ขนาดใหญ่ของชายผู้หนึ่ง
ในมือขวาของเขาถือดาบเล่มใหญ่ ในมือซ้ายยกร่างกายของสัตว์ประหลาดร่างั์อยู่เหนือศีรษะ
กล้ามเนื้อที่เผยให้เห็นผ่านเสื้อกล้ามผืนเล็กช่างเด่นชัด เส้นผมสีดำที่สั่นไหวเมื่อสายลมพัดผ่าน ั์ตาสีเหลืองทองแหลมคมประหนึ่งสายตาของเหยี่ยว เพียงแค่ได้เห็นในครั้งแรก แต่กวีกลับรู้สึกว่าตนนั้นมิอาจเทียบได้กับชายตรงหน้าแม้แต่ปลายก้อย
“คนคนนี้คือ..”
กวีตกตะลึงกับสิ่งที่เห็นเป็ประจักษ์อยู่เบื้องหน้า สัตว์ประหลาดร่างั์คงมีน้ำหนักราวสองหรือสามร้อยยี่สิบปอนด์ ทว่าชายผู้นี้กลับยกมันด้วยแขนเพียงข้างเดียว จะต้องมีความแข็งมากเท่าใดจึงจะทำได้ถึงเพียงนี้
“ใช่แล้วค่ะ ชายผู้นี้คือผู้พิทักษ์ของพวกเรา เขาคือผู้ที่ถูกขนานนามว่าั์ร้ายสีครามแห่งวารีคลั่ง ผู้ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็ถึงนักบุกเบิกระดับทองขั้นที่หนึ่ง ชื่อที่แท้จริงของเขาก็คือ..”
‘โอเกอร์ ไรซ่า’