ย้อนกลับไปในยุคสมัยโบราณกาล... ยุคแห่งอดีตที่สูญหายไปตามกาลเวลา
ยุคสมัยที่แผ่นดินทวีปยังคงแตกแยก ไร้ซึ่งจักรวรรดิ เมือง หรืออาณาจักรใด ๆ สามารถรวมผืนฟ้าและแผ่นดินเป็หนึ่งเดียวได้
ยุคที่เหล่าัายังคงบินผาดโผนปกครองนภาอันกว้างใหญ่ และเผ่าพันธุ์มนุษย์เป็เพียงสิ่งมีชีวิตอ่อนแอตัวเล็ก ๆ ที่ต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอดใต้เงาปีกและรังสีอำนาจอันน่าสะพรึงกลัวของเหล่าสัตว์อสูร
ผู้คนในยุคหลังต่างกล่าวขานและบันทึกเรียกขานยุคสมัยอันมืดมนแห่งนั้นไว้ในคัมภีร์ประวัติศาสตร์ว่า...มหาาแห่งไฟ
กัง... กัง... กัง!
เสียงระฆังทองเหลืองเตือนภัยใบโต ดังกังวานกึกก้องไปทั่วนครหินแกะสลักขนาดใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางหุบเขา เสียงะโแหบแห้งด้วยความหวาดกลัวดังระงมแทรกผ่านม่านควันยามทิวา!
"ั!!"
"พวกมันมาแล้ว!!"
"เร่งรีบอพยพเด็ก คนแก่ และหญิงสาวลงสู่ถ้ำเดี๋ยวนี้!!"
อัศวินและทหารนับพันนายในชุดเกราะเหล็กกล้า วิ่งลนลานขึ้นประจำตำแหน่งบนกำแพงเมืองหินแกรนิตสูงหลายสิบเมตร นักเวทชั้นสูงนับร้อยชีวิตเริ่มร่วมกันร่ายอาคมสร้างวงเวทบาเรียป้องกันสีเงิน คทาเวทมนตร์และเครื่องยิงหินขนาดั์พร้อมหน้าไม้าถูกหมุนปรับองศาหันพุ่งชี้ขึ้นสู่ท้องฟ้ามืดมิด
หัวใจของทหารทุกคนเต้นระรัวดุจรบศึก... พวกเขาต่างหวังเพียงแค่ความหวังอันริบหรี่เพียงน้อยนิด
หวังเพียงว่าคมอาวุธและกำแพงหินแห่งนี้ จะสามารถยื้อเวลาชั่วครู่ เพื่อให้ประชาชนบริสุทธิ์นับแสนชีวิตมีโอกาสวิ่งหนีรอดพ้นจากภัยพิบัติที่กำลังคืบคลานเข้ามา...
ทว่า...
วูบ...
เงาร่างขนาดมหึมาเท่าทิวเขา พลันค่อย ๆ ทอดผ่านชั้นเมฆลงมาบดบังและปกคลุมเหนือเมืองทั้งเมืองเอาไว้โดยสิ้นเชิง!
แสงอาทิตย์ยามอัสดงลับหายไปในพริบตา...
เสียงสายลมที่เคยพัดผ่านโตรกผาพลันเงียบสงัดลง...
แม้กระทั่งเสียงสะอื้นไห้ของเด็กเล็ก ๆ บนอัฒจันทร์กำแพงเมือง ยังต้องหยุดชะงักลงด้วยสัญชาตญาณเอาตัวรอด!
มนุษย์นับแสนชีวิตต่างค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมองผืนฟ้าเบื้องบนด้วยใบหน้าที่ซีดผากและดวงตาที่สั่นระริกด้วยความสิ้นหวังอันหยั่งลึก...
เหนือก้อนเมฆสีดำสนิทที่หมุนวนเป็เกลียวคลื่น...
ร่างของัสีแดงเข้มมหึมาที่มีความสูงลำตัวกว่า 40 เมตร กางปีกทรงพลังกว้างหลายร้อยเมตร ลอยตัวนิ่งสงบอยู่กลางเวหา!
เกล็ดหนาทมิฬทุกชิ้นบนลำตัวสะท้อนประกายแสงสีแดงฉาน ราวกับเนื้อเหล็กกล้าที่เพิ่งถูกหลอมออกมาจากเตาหลอมนรก ปีกทั้งสี่กางสยายออกกว้างจนบดบังผืนฟ้าและดวงอาทิตย์ เขาสีทองสี่แฉกบนศีรษะโค้งตระหง่านพุ่งชี้ขึ้นสู่์
และั์ตาสีทองคำคมกริบคู่นั้น...นิ่งสงบ...ไร้ซึ่งอารมณ์...ไร้ซึ่งความเมตตาปรานี...และไร้ซึ่งความรู้สึกใด ๆ ต่อมดแมลงและชีวิตทั้งปวงเบื้องล่าง!
โซเบลราชันัเพลิงา... ผู้เป็จุดสูงสุดและภัยพิบัติอันเป็ที่สุดของเผ่าพันธุ์ั
"ได้โปรด... ได้โปรดเถอะ..."
ชาวเมืองและทหารจำนวนมากบนกำแพงหิน ทรุดตัวลงคุกเข่าราบกับพื้น ยื่นมือสั่นเทาขึ้นอ้อนวอนกราบไหว้ฟ้าดิน
"ได้โปรดไว้ชีวิตพวกเราด้วยท่านัเพลิง..."
"ลูกของข้ายังเป็เด็กทารกอยู่เลย..."
"พวกเราไม่เคยทำสิ่งใดลบหลู่ท่าน..."
เสียงอ้อนวอนและหยาดน้ำตาแห่งความสิ้นหวังนับแสน...
ทว่า เสียงเ่าั้กลับไม่เคยเดินทางไปถึงดวงิญญาหรือจิตสั่งการของโซเบลเลยแม้แต่เสี้ยวไมครอนเดียว
เพราะสำหรับตัวตนที่ยืนอยู่บนจุดสูงสุดแห่งสายวิวัฒนาการั้แ่การกำเนิดโลก... เขาไม่เคยมีสิ่งที่เรียกว่า "ความสงสาร" หรือ "ความเห็นอกเห็นใจ" ต่อสิ่งมีชีวิตชั้นต่ำ
สำหรับเขา... ชีวิตของมนุษย์ที่กำลังดิ้นรนและร้องไห้อยู่เบื้องล่างนั้น ไม่ได้แตกต่างอะไรไปจากเศษฝุ่นผงที่ลอยปลิวและถูกทับย่ำอยู่บนผืนดินผืนหินแม้แต่น้อย
ครืด...
โซเบลค่อย ๆ อ้าปากขนาดั์ออกอย่างเชื่องช้า...
มหาเปลวเพลิงสีแดงเข้มผสมผสานไอความร้อนระอุ เริ่มหมุนวนควบแน่นอยู่ภายในลำคอจนส่องแสงสว่างโร่ดุจดวงอาทิตย์ดวงที่สอง!
ไร้ซึ่งคำเตือนภัย...ไร้ซึ่งการประกาศา...ไร้ซึ่งการเจรจา...มีเพียง...
ฟูมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมม!!
ลำแสงมหาเพลิงสีแดงเข้มพุ่งแหวกอากาศลงมาจากท้องฟ้า พุ่งตรงเข้าสู่ใจกลางนครหินทันที!
ตูมมมมมมมมมมมมมมมมม!!
กำแพงหินแกรนิตหนา 10 เมตรหลอมละลายกลายเป็น้ำแมกมาในเสี้ยววินาที! บ้านเรือน ปราสาท และอาคารนับพันหลังถูกทะเลเพลิงกลืนกินจนกลายเป็เถ้าถ่าน มนุษย์นับหมื่นชีวิตถูกความร้อนหลายพันองศาแผดเผาสลายหายไปในพริบตาเดียวโดยไม่ทันได้รู้สึกถึงความเ็ป!
แม้กระทั่งเสียงกรีดร้องและเสียงกรีดร้องขอความช่วยเหลือ... ก็ยังถูกเสียงคำรามของเปลวไฟเผาผลาญจนดับสูญไปหมดสิ้น!
โซเบลจ้องมองภาพทะเลเพลิงและเถ้าถ่านเบื้องล่างด้วยั์ตาสีทองที่ราบเรียบเงียบสงบ
ไม่มีรอยยิ้มสะใจ...ไม่มีความโกรธแค้น...ไม่มีความภาคภูมิใจในชัยชนะ...
เขาทำเพียงแค่จ้องมองดูมันอย่างเฉยชา... ราวกับกำลังยืนดูเศษใบไม้แห้งถูกไฟเผาไหม้ไปตามธรรมชาติ
"...อ่อนแอ"
โซเบลพึมพำกับตัวเองด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำราบเรียบเพียงเท่านั้น ก่อนจะค่อย ๆ ขยับปีกเตรียมจะบินข้ามผืนฟ้าจากไป
ทว่าในวินาทีนั้นเอง...
โฮกกกกกกกกกกกกก!!
เสียงคำรามกึกก้องกังวานของเหล่าันับสิบชีวิต พลันดังกดทับไปทั่วทั้งชั้นบรรยากาศ!
จากม่านเมฆ 4 ทิศ... ร่างของัหลากสายพันธุ์ ทั้ง ัเพลิง, ัสายฟ้า, ัวายุ, และ ัน้ำแข็ง รวมแล้วกว่า 30 ชีวิต บินพุ่งแหวกอากาศเข้ามาล้อมรอบตัวของโซเบลเอาไว้ใจกลางเวหา
แม้ัเ่าั้จะมีขนาดลำตัวเพียงห้าถึงสิบเมตร ซึ่งเล็กลงกว่าโซเบลอย่างเห็นได้ชัด... แต่พวกมันทุกลำตัวต่างเป็ยอดนักรบและผู้ปกครองเขตรอบนอกแห่งยุคสมัย
"โซเบล!!" ัสายฟ้าร่างใหญ่ตนหนึ่งแผดเสียงคำรามลั่น ั์ตาสีเงินส่องประกายด้วยความแค้นเคือง "เ้าจงหยุดมือเสียที!!"
"าและการแผดเผาของเ้าในครั้งนี้... มีผู้บริสุทธิ์และเผ่าพันธุ์ต่าง ๆ ต้องดับสูญมากเกินไปแล้ว!" ัน้ำแข็งอีกตนเอ่ยเสริม
"หากเ้ายังคงไม่ยอมหยุดการทำลายล้างนี้..." ัวายุแผดเสียง "พวกเราเหล่าราชันัทั้งสามสิบตน จะร่วมมือกันล้มเ้าและสังหารเ้าลง ณ ที่นี่!!"
โซเบลค่อย ๆ หมุนศีรษะขนาดั์ หันกลับมาปรายสายตามองเหล่าัที่ล้อมรอบตนเองอยู่
ดวงตาสีทองคำของเขายังคงนิ่งเฉย ไร้ซึ่งรอยสั่นไหวหรือความกลัวเกรง
ก่อนที่เขาจะเอ่ยคำถามออกมาด้วยน้ำเสียงที่เย็นเยียบไปถึงขั้วหัวใจ...
"...ร่วมมือ?...พวกมดแมลง...คิดจะร่วมมือกันเพื่อล้มข้าอย่างนั้นหรือ"
สิ้นเสียงคำราบเรียบนั้น...
ตูมมมมมมมมมมมม!!
ร่างของโซเบลพลันหายไปจากตำแหน่งเดิมในเสี้ยววินาที! ความเร็วการเคลื่อนไหวมหาศาลบีบอัดอากาศจนเกิดคลื่นกระแทก sonic boom ะเิก้อง!
ชั่วพริบตาต่อมา... โดยที่ไม่มีัตนใดสามารถมองเห็นท่วงท่าการเคลื่อนไหวได้ทัน!
ฉึกกกกกก!!
กรงเล็บขนาดมหึมาของโซเบล พลันแทงทะลุผ่านแผงอกและเกราะหินของัเพลิงตนหนึ่งจากด้านหลังอย่างแม่นยำ! เืัสีแดงสดพุ่งกระฉูดกระจายออกมาราวกับน้ำตกกลางอากาศ!
โซร่าชักกรงเล็บ ดึงเอา หัวใจัที่ยังคงเต้นอยู่ ออกมาจากอกของอีกฝ่ายต่อหน้าต่อตาัทุกตน... ก่อนจะขย้ำมันจนแหลกคามือ แล้วโยนซากทิ้งลงสู่เบื้องล่างอย่างไม่ใส่ใจ!
"โฮกกกกกกก!"
ัอีก 29 ตนแผดเสียงคำรามด้วยความคลั่งและหวาดกลัวพร้อมกัน!
สายฟ้าสีเงิน หอกน้ำแข็ง พายุหมุน และเปลวเพลิงนับสิบชนิด ถูกปลดปล่อยออกมาโจมตีรุมถาสกใส่ร่างของโซเบลจากทุกทิศทางพร้อมกันทันที!
ตูม! ตูม! ตูม! ตูม!!
เสียงะเิของเวทมนตร์ระดับสูงดังะเืไปถึงพื้นดิน แรงอัดอากาศทำลายม่านเมฆจนกระจายออกเป็วงกว้าง ควันไฟและเถ้าถ่านปกคลุมร่างของโซเบลไว้มิดชิด...
ทว่า เมื่อสายลมพัดควันไฟให้จางลง...
โซเบลยังคงลอยตัวนิ่งสงบอยู่ ณ ตำแหน่งเดิม... เกล็ดหนาสีดำทมิฬของเขา ไร้ซึ่งร่องรอยาแ หรือรอยขีดข่วนเลยแม้แต่น้อยนิด!
"...อย่ามาพล่ามอะไรไร้สาระต่อหน้าข้า ไอ้พวกัชั้นต่ำ"
ประโยคสั้น ๆ เรียบง่ายนั้น...ดุจดั่งคำตัดสินปะาชีวิตที่ส่งตรงลงสู่จิติญญาของเหล่าัทุกตน!
และหลังจากนั้น... สิ่งที่เกิดขึ้นบนท้องฟ้าเบื้องบน ไม่ใช่การต่อสู้ดวลพลังของเหล่าั...หากแต่มันคือ "การสังหารหมู่ฝ่ายเดียว" อันน่าพรั่นพรึงที่สุดในประวัติศาสตร์
โซเบลพุ่งเข้าหากลุ่มัตัวแล้วตัวเล่าดุจดาวตกเพลิง ใช้กรงเล็บฉีกฉีกเกราะและเนื้อหนังของัสายฟ้าออกเป็ชิ้น ๆ...ใช้เขาบนศีรษะพุ่งทะลวงอกัน้ำแข็งจนขาดสะบั้น...
ใช้เขี้ยวคมกริบกัดกระชากลำคอัวายุจนขาดออกจากบ่า!
ัหลายตนถูกฉีกร่างออกเป็สองท่อนทั้งเป็ต่อหน้าสหาย... บางตนถูกบดขยี้กะโหลกศีรษะจนแหลกคากรงเล็บเหล็ก... บางตนที่สติแตกและพยายามบินหนีสุดชีวิต กลับถูกมหาเปลวเพลิงสีแดงเข้มพุ่งไล่ตามหลัง แผดเผาร่างกายจนเหลือเพียงโครงกระดูกร่วงลงสู่พื้น!
ผืนฟ้าสีฟ้าสดใส... บัดนี้ย้อมไปด้วยเืัสีแดงสด
เศษเกล็ด ชิ้นเนื้อ ปีกที่ขาดวิ่น และซากศพของัในตำนาน ร่วงหล่นลงสู่ผืนดินเบื้องล่างดุจสายฝนแห่งความตาย!
เวลาผ่านพ้นไปไม่ถึงสิบนาที...
ราชันัระดับสูงทั้งสามสิบชีวิต... ถูกสังหารจนดับสูญลงทั้งหมด!
โซเบลลอยตัวตระหง่านอยู่เหนือูเาซากศพัสามสิบตน...
โลหิตัสีแดงสดไหลอาบซึมตามกรงเล็บและเกล็ดทมิฬของเขา ทว่า สีหน้าและดวงตาสีทองคำของเขานั้น... ยังคงราบเรียบและเงียบสงบเช่นเดิม
เขาไม่ได้ปรายสายตามองซากศพของยอดนักรบเ่าั้แม้แต่น้อย
"...น่าเบื่อ"
โซเบลกางปีกทั้งสี่ออกกว้าง เตรียมจะบินแหวกอากาศข้ามทิวเขาจากไป
ก่อนที่เขาจะปรายสายตาสีทอง จ้องมองลงไปยังซากปรักหักพังของนครหินเบื้องล่างที่จมอยู่ในทะเลเพลิง
มนุษย์ผู้รอดชีวิตเพียงไม่กี่คนที่ซ่อนตัวอยู่ใต้ซากอาคารหิน ต่างพากันสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัวจนสติแทบหลุดลอย ไม่มีใครกล้าแม้แต่จะส่งเสียงร้องไห้หรือถอนหายใจออกมา
.
.
.
.
ฟูมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมม!!
เปลวเพลิงสีแดงฉานมหาศาลลุกโชนแผดเผาปกคลุมไปทั่วทุกตารางนิ้วของนครหินโบราณ...
ภาพของบ้านเรือนนับพันหลังพังทลายลงต่อหน้าต่อตา เสียงอิฐแกรนิตและเสาไม้ละลายกลายเป็แมกมาดังก้องประสานไปกับเสียงกรีดร้องโหยหวนของผู้คนนับแสนชีวิตที่ดังระงมสะท้านผืนแผ่นดิน!
เด็กเล็กสะอื้นไห้กอดร่างไร้ิญญาของมารดาที่ถูกความร้อนแผดเผาจนดำเกรียม หญิงชรานั่งร่ำไห้อยู่ท่ามกลางกองเถ้าถ่านของครอบครัว ขณะที่บรรดาทหาร อัศวิน และเหล่าัตัวอื่น ๆ ต่างพยายามบินหนีและวิ่งแตกฮืออย่างสิ้นหวังดุจฝูงแมลงหนีพายุ
เหนือท้องฟ้าทมิฬที่ถูกย้อมจนกลายเป็สีแดงเื...
ร่างมหึมาของ ราชันัเพลิงโซเบล ยืนตระหง่านอยู่บนซากกำแพงเมืองที่กำลังพังทลาย
ั์ตาสีแดงของเขา...ไร้ซึ่งความเมตตาปรานี...ไร้ซึ่งความลังเลใจ...มีเพียงความว่างเปล่าอันเ็าและลึกล้ำราวกับห้วงอเวจี
เขาก้มมองสิ่งมีชีวิตนับแสนที่กำลังดิ้นรนอยู่เบื้องล่าง ราวกับกำลังจ้องมองฝูงมดแมลงตัวเล็ก ๆ ที่กำลังถูกย่ำเท้า
"ร้องไห้พอรึยัง?..."
เสียงทุ้มต่ำดังก้องสะท้อนไปทั่วสนามรบและผืนฟ้า
"หวาดกลัวพอแล้วรึยัง?..."
"ดิ้นรนเ็ปเพียงเพื่อเอาชีวิตรอดจนสาแก่ใจแล้วรึยัง?..."
โซเบลหลุดแค่นหัวเรี่ยวหัวเราะออกมาเบา ๆ ในลำคอ น้ำเสียงนั้นปราศจากความโกรธแค้น ทว่าเต็มไปด้วยความเหยียดหยามอันไร้ขอบเขต
"...มนุษย์ช่างเป็สิ่งมีชีวิตที่น่าสมเพชเสียจริง"
ทันใดนั้น หญิงสาวคนหนึ่งวิ่งอุ้มลูกน้อยทารกในอ้อมอก ออกมาจากซากบ้านเรือนที่กำลังพังทลาย นางทรุดตัวลงคุกเข่าลงกับพื้นหินแฉะเื ทั้งน้ำตาไหลทะลักอาบแก้ม เงยหน้าขึ้นอ้อนวอนกราบไหว้ัั์เบื้องบน
"ได้โปรดเถอะท่านั...!"
"ลูกของข้ายังเป็แค่เด็กน้อยที่ไม่รู้เื่อะไร..."
"ถ้าท่าน้าฆ่า... ก็ได้โปรดฆ่าข้าคนเดียว แล้วปล่อยเด็กคนนี้ไปเถอะ!"
โซเบลปรายสายตาสีทองคำมองหญิงสาวผู้นั้นเพียงเสี้ยววินาที...
ก่อนจะเอ่ยตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ร่องรอยแห่งอารมณ์ความรู้สึกใด ๆ
"แล้วเื่นั้น...มันเกี่ยวกับข้าตรงไหน?"
"พวกเ้าจะมีลูก..."
"พวกเ้าจะมีครอบครัว..."
"พวกเ้าจะร้องไห้คร่ำครวญ..."
"หรือพวกเ้าจะสิ้นหวังดิ้นรน..."
"สิ่งทั้งหมดนั้น...ไม่เคยมีค่าพอให้ข้าต้องสนใจแม้แต่เสี้ยวเดียว"
โซเบลค่อย ๆ อ้าปากขนาดั์ออกช้า ๆ...
ภายในลำคอ มหาเปลวเพลิงสีแดงเข้มบริสุทธิ์เริ่มควบแน่นหมุนวนจนบิดเบือนผืนอากาศโดยรอบ เกิดเป็ทรงกลมพลังงานความร้อนมหาศาลหลายพันองศา!
"โลกใบนี้... มีเพียงผู้แข็งแกร่งกับผู้อ่อนแอ"
"ผู้แข็งแกร่งเท่านั้นที่มีสิทธิ์กำหนดและทุกสิ่ง"
"ส่วนผู้อ่อนแอ..."
ดวงตาสีแดงของราชันัหรี่ลงเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยประโยคสุดท้ายอันเด็ดขาด
"...ก็จงเป็เหยื่อแล้วตายไปเสีย"
ฟูมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมม!!
มหาเพลิงะเิพุ่งลงมาจากท้องฟ้า! ทุกเสียงกรีดร้อง เสียงอ้อนวอน และชีวิตนับแสน... ถูกกลืนหายไปในทะเลเพลิงสีแดงฉานทันที!
ตูม!!
.
.
.
.
"ฮ่าห์...!"
โซร่าลืมตาขึ้นมาทันที!
ลมหายใจของเขากระพือหนักหน่วง หัวใจเต้นระรัวดุจเสียงค้อนทุบเหล็ก หยาดเหงื่อเย็นเยียบไหลอาบซึมทั่วหน้าผากและลำคอ
บรรยากาศภายในห้องนอนเล็ก ๆ ชั้นสองของร้าน Flame Nest ยังคงจมอยู่ในความมืดมิดสลัว มีเพียงแสงจันทร์สีเงินยามค่ำคืนที่ลอดผ่านช่องหน้าต่างไม้เข้ามา กระทบลงบนแผ่นอกที่ยกขึ้นลงตามจังหวะหายใจ
"...ฝันถึงเื่นั้นอีกแล้วงั้นหรือ"
ชายหนุ่มยกฝ่ามือขวาขึ้นมากุมใบหน้าของตนเอง ั์ตาสีแดงเพลิงค่อย ๆ กวาดมองลงไปยังฝ่ามือหนาที่หยาบกร้านจากการจับค้อนตีเหล็ก
ฝ่ามือของมนุษย์สามัญชน...ไม่ใช่อุ้งเล็บทมิฬของราชันัา...โซร่าค่อย ๆ บีบกำฝ่ามือช้า ๆ...
ภาพของเด็กน้อยที่ร้องไห้... ภาพของหญิงสาวที่คุกเข่าอ้อนวอนขอชีวิตลูก... และภาพของทะเลเพลิงที่แผดเผานครหินในความฝันย้อนอดีตเมื่อครู่ ยังคงติดตรึงอยู่ในหัวของเขาอย่างแจ่มชัด ไม่ยอมสลายหายไปง่าย ๆ เหมือนเคย
"..."
ผ่านพ้นไปครู่ใหญ่... ชายหนุ่มถอนหายใจยาวออกมาแ่เบา
"...ช่างเป็อดีตที่น่ารังเกียจเสียจริง"
คำพูดนี้... เขาไม่ได้กล่าวออกมาเพราะเกลียดชังหรือสมเพชตัวเอง
แต่เพราะนี่คือครั้งแรก... หลังจากที่เขาถูกส่งข้ามภพมาใช้ชีวิตในร่างของมนุษย์สามัญชนมานานหลายปี ได้ผ่านการพูดคุยกับผู้คน ได้เห็นความรักของบารอส ได้รับรู้ความซาบซึ้งของสองพี่น้องลูมิน่า และได้เห็นความพยายามดิ้นรนของมนุษย์...
เขาเริ่มเข้าใจแล้วว่า การต้องสูญเสียสิ่งสำคัญไป หรือการโดนผู้อื่นบดขยี้ชีวิตอย่างอยุติธรรม... มันให้ความรู้สึกรปวดร้าวและสิ้นหวังเพียงใด
หากเป็ราชันัเพลิงโซเบลในยุคโบราณ... ภาพความทรมานเ่าั้คงไม่มีความหมาย หรือไม่มีค่าน่าจดจำแม้แต่น้อยนิด
แต่ในเวลานี้... ในฐานะ โซร่า ช่างตีเหล็กแห่งร้าน Flame Nest... ภาพอดีตเ่าั้กลับทำให้ขั้วหัวใจของเขาหนักอึ้งและรู้สึกสมเพชในการกระทำอันไร้หัวใจของตนเองในอดีตอยู่ชั่วขณะ
ทว่า... ความรู้สึกลังเลหรือโศกเศร้านั้น ดำรงอยู่ได้เพียงชั่วครู่เดียวเท่านั้น
หมับ...
โซร่ายันกายลุกขึ้นจากเตียงไม้ หยิบเสื้อคลุมป่านสีดำขึ้นมาสวมใส่ทับร่าง ก่อนจะก้าวเท้าเดินตรงไปเปิดหน้าต่างไม้เพื่อรับสายลมหนาวพัดผ่านยามค่ำคืน
สายลมเย็นชืดพัดปะทะใบหน้าคมคาย เรือนผมสีแดงเพลิงพริ้วไหวเบา ๆ
เขามองออกไปนอกหน้าต่าง จ้องมองเงาร่างของเมืองฮาร์เรนที่กำลังหลับใหลอยู่ใต้แสงจันทร์
"...ถึงอย่างนั้นข้าก็ไม่ได้คิดจะกลายเป็คนดีผู้มีเมตตาไร้สาระหรอกนะ"
ชายหนุ่มพึมพำกับความมืดมิดเบื้องหน้าด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าแฝงไว้ด้วยความเด็ดขาดลึกล้ำ
"พวกคนชั่วที่กดขี่ผู้อื่น... ยังคงสมควรถูกเผาทั้งเป็ให้กลายเป็เถ้าถ่านเช่นเดิม"
ดวงตาสีแดงเพลิงของชายหนุ่มสะท้อนประกายแสงจันทร์วาววับ...สงบนิ่ง...เ็า...
ทว่า ลึกลงไปภายในจิติญญาแห่งัของเขานั้น... มีบางสิ่งบางอย่างที่ได้แปรเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงแล้ว
เขาจะไม่ใช้อำนาจเผาทำลายและสังหารผู้บริสุทธิ์อย่างบ้าคลั่งเหมือนในอดีตอีกต่อไป...
ไม่ใช่เพราะเขากลายเป็คนอบอุ่น หรือมีจิตใจเมตตากรุณาดุจนายบุญ...
แต่เพราะในตอนนี้ เขาเริ่มเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งแล้วว่า "ผู้ที่สมควรถูกเพลิงแผดเผาให้สิ้นสูญอย่างแท้จริง... คือพวกขยะที่ชอบสร้างนรกและความทุกข์ทรมานให้แก่ผู้อื่นต่างหาก"
และนั่น... คือเส้นแบ่งและข้อแตกต่างที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ระหว่าง ราชันัเพลิงโซเบลผู้ไร้หัวใจในอดีต กับ โซร่า ช่างตีเหล็กแห่ง Flame Nest ในปัจจุบัน
โซร่ายกมือขึ้นอังสายลม เปลวไฟสีแดงดำจุดประกายขึ้นบนปลายนิ้วอย่างสงบนิ่ง...ก่อนจะมอดดับลง