บทที่ 1 ห้ามแตะข้า
ชั่วขณะที่กระเด็นตกลงมาจากรถม้า ในสมองของกู้อวี้คิดถึงวลีสี่คำนี้…
เคราะห์ร้ายตลอดปี
สายลมวสันต์เย็นเฉียบหอบเอาความชื้นเข้ามาในแขนเสื้อชวนให้สั่นสะท้าน ตอนนี้นางนอนแผ่อยู่ในแอ่งน้ำ อวัยวะภายในร้อนรุ่มประหนึ่งถูกเปลวเพลิงแผดเผา ศีรษะวิงเวียนจนอยากสลบไปเสียให้รู้แล้วรู้รอด
แต่ความเ็ปที่ซ่านมาจากแขนซ้ายกลับทำให้หญิงสาวต้องดิ้นรนอยู่ระหว่างห้วงมีสติและไร้สติ
นางรู้สึกได้ว่าแขนซ้ายถูกกระแทกหักไปแล้ว
สายตาเห็นรองเท้าหุ้มข้อปักดิ้นเงินลายเมฆาคู่หนึ่ง ครั้นแหงนหน้าขึ้นมอง พลันเห็นชายสวมชุดคลุมยาวสีดำ ขนจิ้งจอกแดงตรงคอเสื้อถูกพิรุณในวสันตฤดูพร่างพรมจนเปียกชื้น ทั่วร่างแผ่ซ่านกลิ่นอายสูงศักดิ์ที่ติดตัวมาแต่กำเนิด
กู้อวี้จำได้ทันทีว่าอีกฝ่ายคือเซียวเหยาอ๋อง จวินเจ๋อ พระนัดดาที่ฮ่องเต้ทรงไว้วางพระทัยและโปรดปรานเป็อย่างยิ่ง ฝีปากจัดจ้าน อุปนิสัยเผด็จการ เป็บุคคลที่สามารถวางอำนาจบาตรใหญ่ในเมืองหลวง
และยังเป็คนที่ทายาทตระกูลตกอับอย่างนางไม่อาจไปตอแยได้เป็อันขาด
จวินเจ๋อมุ่นคิ้วกระบี่ ลดสายตามองนางพลางด่าว่า “หากกู้ซื่อจื่อ*[1] ้าหาที่ตาย ทางตะวันออกของเมืองมีแม่น้ำจินไต้เหอ หรือบ่อน้ำแปดเหลี่ยมที่เพิ่งขุดใหม่ตรงถนนฉางผิง กระทั่งต้นไม้ลำต้นคด ๆ ข้างหลังเ้าก็ยังเหมาะยิ่ง ไยต้องมาสร้างสถานการณ์ให้ร้ายผู้อื่นกลางถนนหลวงเช่นนี้ด้วย?”
กู้อวี้เ็ปจนหน้าซีด นางขดตัวอยู่บนพื้นขณะกล่าวอย่างยากลำบาก “ท่านอ๋อง โปรดระงับโทสะลงก่อน”
จวินเจ๋อเห็นท่าทางจะเป็จะตายของคนตรงหน้าก็ขมวดคิ้วกล่าวว่า “ได้ยินมาว่าเจิ้นกั๋วกง*[2] เคยขูดกระดูกรักษาแผลก็ยังไม่โอดครวญสักคำ เ้าที่เป็ลูกชายของเขาล้มแค่นี้กลับนอนนิ่งลุกขึ้นมาไม่ไหวเสียแล้ว? พูดว่าเ้าสร้างสถานการณ์ก็คิดจะสร้างสถานการณ์จริง ๆ หรือไร?”
ผู้ฟังหัวเราะในใจอย่างขมขื่น
ข้อแรก นางไม่เพียงกระเด็นตกลงมาจากรถม้า แต่ยังถูกพิษ
ข้อสอง นางไม่ใช่บุตรชายของเจิ้นกั๋วกง แต่เป็บุตรสาวที่ปลอมตัวเป็ชาย
ทว่าต้นสายปลายเหตุของเื่นี้ นางกลับไม่อาจอธิบายออกมาได้
กู้อวี้ไม่้าให้เจิ้นกั๋วกงเสื่อมเสียชื่อเสียงจึงตอบว่า “ข้าทำให้ท่านพ่อผู้ล่วงลับต้องขายหน้าแล้ว”
อีกฝ่ายเห็นว่านางยังหายใจได้ แต่กลับไม่มีปัญญาลุกขึ้นมาก็กล่าวอย่างดูถูก “ลูกไม้ช่างหล่นไกลต้นเสียจริง”
แต่จังหวะที่เขาตระเตรียมสะบัดแขนเสื้อจากไปก็เห็นว่ามุมปากของอีกฝ่ายมีเืซึมออกมา หน้าซีดจนกลายเป็สีเขียวอมม่วง
กู้อวี้ตระหนักดีว่าพิษกำลังกำเริบ รู้สึกเหมือนมีนุ่นยัดเต็มอก หายใจเข้าอย่างไรก็ไม่มีอากาศไหลเข้ามา
จวินเจ๋อเห็นนางท่าทางไม่สู้ดีก็เข้าใจว่ารถม้าของตนชนคนจนได้รับาเ็ภายในเสียแล้ว จึงทรุดร่างลงมาดูอาการของนาง
ดูจากท่าทางอีกฝ่ายคล้ายจะได้รับาเ็ไม่เบา เซียวเหยาอ๋องก็พยายามข่มกลั้นความร้อนใจแล้วเริ่มตรวจอีกฝ่าย
เขาเป็ทหาร การที่ทหารได้รับาเ็นั้นเป็เื่ปกติ จุดชีพจรบางตำแหน่งสามารถหยุดการตกเืภายในได้ ชายหนุ่มจึงคลำไปบนทรวงอกของกู้อวี้ ตั้งใจว่าจะสกัดจุดให้
หญิงสาวยังมีสติสัมปชัญญะเหลืออยู่รำไร ััได้ว่ามือใหญ่กำลังลูบคลำไปบนร่างตนเอง ทันใดนั้นก็รู้สึกราวกับสมองจะะเิตูมออกมา
หลายปีมานี้ นางปลอมตัวเป็บุรุษเพื่อรักษาบรรดาศักดิ์ของจวนเจิ้นกั๋วกง ไม่อาจปล่อยให้ความพยายามที่ผ่านมาต้องสูญเปล่า
กู้อวี้อดทนต่อความเ็ปทั่วร่างขณะกดมือของเขาเอาไว้ แค่นเสียงออกมาจากลำคอเป็คำพูดสามคำ “ห้ามแตะข้า”
จวินเจ๋อกำลังรีบร้อนเข้าวัง แต่กลับต้องมาเสียเวลาเพราะอีกฝ่าย จึงรู้สึกหงุดหงิดรำคาญใจจนถึงที่สุด อีกทั้งคนตรงหน้ายังไม่ยอมให้ความร่วมมือ ชายหนุ่มจึงพ่นคำพูดออกมา “ใครจะไปอยากแตะต้องเ้า!”
แต่มือของเขากลับไม่หยุด ทั้งยังบ่นว่ากู้อวี้เป็ชายชาตรีคนหนึ่ง เหตุใดจึงพันผ้าแข็ง ๆ ไว้บนอก ประหลาดพิลึก ทำให้เขาหาจุดชีพจรไม่เจอ
เสียง ‘แควก’ พลันดังขึ้น!
จวินเจ๋อฉีกชุดสีเขียวชั้นนอกสุดของกู้อวี้ขาดทั้งอย่างนั้น
กู้อวี้ลอบอุทานว่าแย่แล้ว นางรวบรวมแรงฮึดเพราะจวนตัว เหวี่ยงหมัดขวาต่อยเข้าที่ใบหน้าของอีกฝ่าย!
เขาไม่ทันตั้งตัวจึงถูกต่อยเข้าอย่างจัง ดวงตาดอกท้อแพรวพราวคู่นั้นพลันสาดประกายโทสะ
เขาอุตส่าห์วางธุระสำคัญลงชั่วคราว เข้ามาช่วยเหลือกู้อวี้ด้วยเจตนาดี คิดไม่ถึงเลยว่าเ้าหมอนี่กลับไม่รับน้ำใจ มิหนำซ้ำยังมาต่อยเขาอีก
จวินเจ๋อขบกรามแน่น น่าขันสิ้นดี ทั่วเมืองหลวงนอกจากมารดาก็ไม่มีใครกล้าตีเขาอีก ทั้งยังต่อยเข้าที่หน้าอีกด้วย
ชายหนุ่มกระชากคอเสื้อกู้อวี้ พลางกล่าวอย่างเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน “เ้าคงรังเกียจที่มีชีวิตอยู่มานานเกินไปสินะ!”
สายฝนต้นฤดูใบไม้ผลิในเมืองหลวงยังคงมีไอเย็นจากฤดูหนาวหลงเหลืออยู่ เพียงคิดถึงพฤติการณ์ที่ผ่านมาของท่านอ๋องผู้นี้ นางก็สั่นเทิ้มขึ้นมาอย่างไม่อาจควบคุม
จวินเจ๋อเป็พระนัดดาของฮ่องเต้ ได้รับความโปรดปรานและเป็ที่ไว้วางพระทัยยิ่ง
คนผู้นี้อารมณ์แปรปรวนเอาแน่เอานอนไม่ได้ เคยตีบุตรชายของเสนาบดี เคยด่าธิดาของขุนนางระดับสูง ทั้งยังเคยถือดาบเข้าสู่สมรภูมิ บุกไปปราบปรามพวกหนานหมาน*[3] มาแล้ว
ใช้อำนาจบาตรใหญ่ในเมืองหลวงมานานปีจนขึ้นชื่อว่าเป็บุคคลผู้ไม่สมควรไปตอแย นอกจากขุนนางเถรตรงหัวแข็งไม่เกรงกลัวความตายที่สังกัดฝ่ายตรวจการเ่าั้ ขุนนางบุ๋นบู๊ทั้งราชสำนักล้วนไม่กล้าไปยั่วโทสะเขาโดยง่าย
กู้อวี้อยากร่ำไห้แต่ไร้น้ำตา
นี่มันเื่อะไรกัน…
เมื่อครู่ก่อนตอนอยู่ในสำนักศึกษาหลวง นางกินของว่างขององค์ชายหกจนเป็เหตุให้ถูกพิษ ขณะกำลังเร่งร้อนกลับจวน รถม้าของนางก็ดันมาชนเข้ากับรถม้าของเซียวเหยาอ๋อง
นอกจากแขนถูกกระแทกหัก นางยังต่อยอีกฝ่ายไปหนึ่งหมัดเพราะความร้อนใจ ล่วงเกินจนหาทางลงไม่ได้
กู้อวี้กล่าวทั้งที่ร่างสั่นระริก “ท่านอ๋องโปรดระงับโทสะ ข้าเป็ทายาทชายเพียงคนเดียวของตระกูลกู้ วันหน้าคนในครอบครัวยังรอให้ข้าสืบทอดวงศ์ตระกูล ท่านอ๋องมาลูบคลำข้าตอนกลางวันแสก ๆ เช่นนี้ ข้ากลัวจะถูกคนครหาว่าผิดประเพณี”
ผู้ฟังมีสีหน้าเหมือนเห็นผี เพียงเพราะเขายังไม่พบนางในดวงใจ และไม่เต็มใจถูกคลุมถุงชนจึงยังไม่ได้แต่งงานเสียที ในเมืองหลวงจึงมีคำร่ำลือว่าเขาชมชอบบุรุษ
แต่ผู้ที่กล้าพูดหยามต่อหน้าเขาเช่นนี้… กู้อวี้นับเป็คนแรก
ประเด็นก็คืออีกฝ่ายมีสารรูปเหมือนคณิกาชายไม่มีผิด ยังมีหน้ามาพูดแบบนี้อีกได้อย่างไร
จวินเจ๋อโมโหจนแค่นเสียงหัวเราะออกมา “กู้อวี้ เ้าคงไม่อยากมีชีวิตต่อไปแล้วสินะ!”
เขาว่าพลางเงื้อกำปั้นขึ้นมา หมายจะทุบใบหน้าประดุจเทพเซียนดวงนี้ของอีกฝ่ายให้แหลกคามือ
กู้อวี้คิดจะยกแขนขึ้นปัดป้องโดยสัญชาตญาณ แต่เมื่อครู่แขนซ้ายเพิ่งจะหัก เพียงขยับเล็กน้อยก็รู้สึกเจ็บเจียนขาดใจ
คนทั่วเมืองหลวงล้วนทราบกันว่ากู้ซื่อจื่อรูปงามอย่างยิ่ง …รูปงามประดุจหยก เป็หนึ่งไม่มีสอง ใช้บรรยายเขาได้เหมาะเจาะนัก
ยามนี้ฝนต้นวสันต์โปรยปราย ชโลมอาภรณ์ของผู้าเ็จนเปียกชุ่ม นางขมวดคิ้วแน่นเพราะความปวดร้าว ใบหน้าซีดเผือด แม้สภาพจะดูย่ำแย่ แต่ก็ยังสามารถมองเห็นเค้าความงามเหนือโลกีย์ของนาง
จวินเจ๋อรวบรวมกำลังไว้ที่กำปั้น แต่เห็นท่าทางเปราะบางอ่อนแอแบบนั้นของกู้อวี้ หมัดที่เงื้อค้างไว้ทำอย่างไรก็ไม่อาจปล่อยลงมา
ยามนั้นเอง ผิงซา องครักษ์ที่เป็สารถีรถม้าให้กู้อวี้พลันคืบคลานขึ้นมากล่าวอย่างร้อนรนว่า “ท่านอ๋องโปรดระงับโทสะ! ซื่อจื่อของพวกข้าไม่ได้ตั้งใจ!”
แก้มของชายหนุ่มยังคงปวดแปลบ เขากล่าวว่า “ไม่ได้ตั้งใจ ทว่าเจตนาสินะ?”
จวินเจ๋อทนแล้วทนเล่าก็ไม่อาจกล้ำกลืนโทสะนี้ลงไปได้ หมัดที่ง้างค้างไว้ถึงอย่างไรก็ต้องได้ต่อยคน
ชั่วขณะนั้นเอง หัวใจกู้อวี้พลันรัดแน่น กระอักเืออกมาโดยไม่ทันตั้งตัวจนเปรอะเปื้อนอาภรณ์ของจวินเจ๋อ
หากกล่าวว่าเมื่อครู่จวินเจ๋อเพียงบันดาลโทสะ เช่นนั้นตอนนี้เขาก็บังเกิดจิตสังหารขึ้นมาอย่างแท้จริงแล้ว
วันนี้องค์ชายห้าซึ่งเป็ญาติผู้น้องของเขาก่อปัญหาใหญ่ที่สำนักศึกษาหลวง เขาต้องรีบเข้าวังเพื่อไปตามเก็บกวาดให้อีกฝ่าย
แต่เริ่มจากรถม้าของกู้อวี้มาชนรถม้าของเขา ต่อมาเืของอีกฝ่ายยังมาทำให้ชุดของเขาเลอะเทอะอีก
ตอนนี้แม้เซียวเหยาอ๋องจะรีบร้อนแค่ไหน ทว่าก็ไม่อาจสวมชุดเปื้อนเืชุดนี้เข้าวังได้อีกแล้ว
ส่วนกู้อวี้เป็พวกเดียวกับองค์ชายหก มีเหตุผลนับไม่ถ้วนในการแสดงละครขัดขวางการเข้าวังของเขา
จวินเจ๋อแตะดาบตรงหว่างเอวโดยสัญชาตญาณ ดวงตาดอกท้อมีประกายเหี้ยมเกรียมวาบผ่าน
[1] ซื่อจื่อ (世子) หมายถึง ลูกชายที่สืบทอดบรรดาศักดิ์ของพ่อ มักเป็ลูกชายคนโต
[2] กั๋วกง (国公) เป็บรรดาศักดิ์สูงสุดของชั้นกง ซึ่งเป็หนึ่งในบรรดาศักดิ์ห้าขั้นรองจากอ๋อง สามารถส่งต่อให้ลูกชายได้ (บรรดาศักดิ์ทั้งห้า ได้แก่ กง โหว ป๋อ จื่อ หนาน ตามลำดับ)
[3] หนานหมาน (南蛮) เป็คำที่ใช้เรียกชนเผ่าทางตอนใต้ของจีนในสมัยโบราณ