ตอนที่ 52 พูดจากใจจริง
หมอส่วนใหญ่มีความยืดหยัดยึดมั่นที่จะหาสาเหตุการเจ็บป่วยให้จงได้
อย่างกรณีของยามาโมโตะไดยสึ ตอนนี้เป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงด้านวิจัยทางการแพทย์มาแล้วระดับหนึ่งและการยืนหยัดเช่นนี้ดูเหมือนว่าจะโหดหินอย่างไม่ต้องสงสัย
เพราะว่าเขาไม่เคยถูกสัตว์กัดมาก่อนบาดแผลต่างก็ดูเหมือนว่าไม่เคยได้รับเชื้อโรคติดต่อมาจากสัตว์ชนิดไหนแล้วเหตุใดในร่างกายของเขาถึงได้มีเชื้อโรคพิษสุนัขบ้ากันล่ะ ?
แน่นอนว่าไม่อาจตัดความเป็นไปได้ที่ว่าเชื้อโรคชนิดนี้อาจจะติดต่อผ่านคนซึ่งเป็นพาหะนำโรคได้แต่เขาก็เคยบอกมาก่อนว่าอาจารย์ที่เขาเคารพนั้นเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านโรคพิษสุนัขบ้าตัวเขาเองไม่เคยได้ศึกษาหรือวิจัยเกี่ยวกับโรคนี้มาก่อนซึ่งนั่นก็หมายความว่าตลอดเวลาการเป็นหมอเขาแทบจะไม่มีโอกาสได้สัมผัสผู้ป่วยที่มีโรคนี้เลย
เมื่อลองวิเคราะห์อย่างนี้ก็ดูเหมือนว่าเขาแทบจะไม่มีโอกาสสัมผัสเชื้อโรคตัวนี้ได้จากช่องทางไหนเลย
ช่วงนี้หลิวเฟยก็พยายามขบคิดเรื่องนี้มาโดยตลอดจนกระทั่งไม่กี่วันก่อน ในขณะที่เขากำลังง่วนอยู่กับงานเกษตรอยู่บนเขานั้นเองเขาได้มองเห็นถ้ำดำมืด และทันใดนั้นในหัวของก็ได้หวนนึกถึงข่าวที่เคยเกิดขึ้นเมื่อสองสามปีก่อน
และนั่นก็คือข่าวของนักสำรวจคนหนึ่งที่เขาไปในถ้ำค้างคาวกลางเขาเขาได้สูดอากาศของที่นั่นเข้าไปและหลังจากนั้นก็ตรวจพบว่าตนติดเชื้อโรคพิษสุนัขบ้า
เขาจึงนำข่าวนี้ไปบอกให้ยามาโมโตะไดยสึได้รับรู้
ยามาโมโตะไดยสึกุมขมับแล้วก็ลองใคร่ครวญดู หลังจากนั้นจึงพูกออกมา “จริง ๆเมื่อสี่ปีก่อนผมเคยไปเข้าไปในถ้ำแห่งหนึ่ง แต่ว่าที่นั่นไม่มีค้างคาวและหลังจากที่ออกมาจากถ้ำผมก็ป่วยไปรอบหนึ่ง”
“ป่วยเป็นโรคอะไร”หลิวเฟยรีบถาม
“ก็ไม่ได้หนักอะไรมากหรอกก็แค่ปวดหัวและเป็นไข้”
หลิวเฟยเดินไปมาเหมือนกำลังขบคิดบางอย่าง“ตอนนี้ก็ดูเหมือนว่านี่จะเป็นสาเหตุที่มีความเป็นไปได้มากที่สุดที่สุดของการได้รับเชื้อพิษสุนัขบ้าเข้าสู่ร่างกายหลังจากที่คุณกลับประเทศไปแล้วให้บอกอาจารย์ของคุณให้เขาไปลองค้นหาสาเหตุที่แท้จริงดู เผื่อว่าอาจจะค้นพบสิ่งใหม่ ๆ ”
ยามาโมโตะไดยสึพยักหน้าตอบรับ “คุณหมอเทวดา ขอบคุณ ผมรู้สึกซาบซึ้งมากจริง ๆอย่างน้อยตอนนี้ผมก็ได้รู้แนวทางแล้ว !ส่วนเรื่องข่าวผมก็คลับคล้ายคลับคลาว่าเคยอ่านมาก่อนและเคสแบบนี้ดูเหมือนว่าทั่วโลกจะมีแค่ 2 เคสเท่านั้นมันพิเศษมากและมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อย แม้ว่าผมจะคิดจนหมดปัญญายังไงก็ตามก็ยังคงคิดไม่ออกสักทีแต่เมื่อคุณวิเคราะห์ออกมาอย่างนี้ก็เหมือนยกภูเขาออกจากอกผมเลย ! ”
“ตอนนี้สาเหตุของการป่วยก็เหมือนจะประมาณนี้แหละแต่ที่น่าเสียดายก็คือผมเองไม่มีปัญญารักษาโรคนี้เหมือนกัน”
ยามาโมโตะ ไดยสึยิ้มแล้วเอ่ยตอบ“เมื่อก่อนผมเคยเยาะเย้ยคุณมาก่อน แต่คุณก็ยินยอมที่จะมาพบผมนี่ก็ถือว่าใจกว้างมากแล้วนะ ผมซาบซึ้งใจจริง ๆอาจารย์ของผมได้ทำการศึกษาวิจัยเรื่องนี้มากว่าสิบปีก็ยังไม่ค้นพบวิธีที่จะสามารถรักษาโรคนี้ได้เลยผมยอมรับในชะตากรรมของตัวเองแล้ว ! เฮ้อไม่เคยคิดมาก่อนก่อนเลยว่าตัวเองจะเป็นโรคพิษสุนัขบ้านี่สวรรค์กำลังเล่นตลกอะไรอยู่เนี่ย ! ”
พูดจบเขาก็ยิ้มออกมาแต่นั่นเห็นได้ชัดเลยว่าเป็นรอยยิ้มแห่งความสิ้นหวัง
หลิวเฟยถอนหายใจแล้วพูด“หากว่าเดาไม่ผิด ที่คุณเกลียดแพทย์แผนจีนมากขนาดนั้นก็เป็นเพราะแพทย์แผนจีนเคยสร้างบาดแผลให้คุณมาใช่ไหม? ”
ยามาโมโตะไดยสึพูดด้วยความประหลาดใจอีกครั้ง “คุณ.....คุณรู้ได้ยังไงกัน ?”
“ผมก็แค่เดา”
ยามาโมโตะไดยสึเจียดยิ้มเล็กน้อยแล้วพูดออกมา “พูดไปมันก็น่าอายนะอคติที่ผมมีต่อการแพทย์แผนจีนนี้มาจาก 2 สาเหตุด้วยกันสาเหตุแรกก็มาจากอาจารย์คนนี้ของผมนี่แหละอาจารย์ของผมเขาเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงในทางการแพทย์ของญี่ปุ่นและเขาก็แสดงออกว่าเขาไม่ยอมรับในการแพทย์แผนจีนต่อสายตานานาชาติและเวลาที่ท่านคุยกับผมในแต่ละครั้งก็มักจะบอกว่าการแพทย์แผนจีนพิสูจน์ไม่ได้ตามหลักวิทยาศาสตร์ส่วนสาเหตุที่สองก็คือตอนที่ผมยังเด็กคุณปู่ท่านป่วยอยู่นานแต่ไม่ยอมไปรักษาเสียทีเพราะท่านยินยอมที่จะรักษาตามใบสั่งยาของแพทย์แผนจีนแต่ปรากฏผ่านไปไม่กี่วันท่านก็เสีย”
หลิวเฟยส่ายหัวแล้วพูดต่อ“เป็นอย่างนี้นี่เอง ! เป็นเพราะการแพทย์แผนจีนมีประวัติศาสตร์มาอย่างยาวนานและล้วนแต่เป็นประสบการณ์การรักษาที่สั่งสมกันมาดังนั้นแพทย์แผนจีนก็เลยมีรายละเอียดปลีกย่อยมากมายบางคนก็เอาไปสั่งยาของแพทย์แผนจีนมาหลอกเขาไปทั่วในประเทศจีนเองก็มีให้เห็นบ่อยครั้งการเสียชีวิตของคุณปู่คุณถือเป็นเรื่องที่น่าเศร้านะ.....”
ยามาโมโตะไดยสึส่ายหัวแล้วพูดต่อ “น่าเสียดายนะที่ผมไม่ได้รู้จักคุณให้เร็วกว่านี้หากรู้จักเร็วกว่านี้ ผมก็คงไม่มีอคติกับแพทย์แผนจีนมากถึงขนาดนี้ !ผมว่าคุณเป็นคนที่คร่ำวอดในวงการแพทย์แผนจีนใช้ได้เลยนะ”
หลิวเฟยยิ้มแห้งแล้วเอ่ย“คุณก็กล่าวยกยอเกินไป ผมก็ศึกษาได้เพียงผิวเผินเท่านั้นที่จริงแล้วแพทย์แผนจีนนั้นกว้างขวางและลึกซึ้งมากเลยทีเดียว”
“แต่คุณทำในสิ่งที่มีคุณูปการต่อวงการแพทย์ที่โรงพยาบาลที่มีชื่อเสียงในประเทศญี่ปุ่นไม่เคยทำได้มาก่อนผมว่านี่เป็นเรื่องที่เยี่ยมยอดมากเลยทีเดียว คุณหมอเทวดา ในเมื่อคุณเป็นบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถผมมีความคาดหวังจากใจจริงว่าคุณจะสามารถร่วมงานกับอาจารย์ของผมได้ร่วมมือวิจัยและคิดค้นวิธีรักษาโรคพิษสุนัขบ้า ถ้าหากว่าเป็นเช่นนี้ได้ผมก็คงนอนตายตาหลับ”
“คุณสบายใจเถอะไม่ว่าอาจารย์ของคุณจะยอมร่วมงานกับผมหรือไม่ ผมก็จะลองศึกษาและวิจัยเรื่องนี้ดู”หลิวเฟยพูด
“ขอบคุณอีกครั้งนะแล้วอีกอย่างผมขอรบกวนคุณช่วยส่งคำขอโทษจากใจจริงเรื่องที่ผมเคยพูดจาเหยียดหยามคุณ ผู้อำนวยการหลี่แพทย์ประจำโรงพยาบาลเมืองเฟิ่งหวงและแพทย์แผนจีนทุกคนด้วยได้โปรดขอร้องให้พวกเขายอมรับคำขอโทษจากผม ! หากว่าชาติหน้ามีจริงผมจะไม่ศึกษาการแพทย์แผนจีนด้วยทัศนคติในแง่ลบอีก ! ”
......
พวกเขาพูดคุยกันอยู่สักพักจากนั้นหลิวเฟยและหลี่เจิ้งอีก็เดินออกมาจากห้องผู้ป่วยด้วยความรู้สึกที่หนักอึ้ง
หลี่เจิ้งอีตบบ่าของหลิวเฟยแล้วพูดปลอบ“แม้ว่านี่จะเป็นเรื่องน่าเศร้า แต่มันก็ได้พิสูจน์แล้วว่าผมมองคนไม่ผิดจริง ๆคุณมีความสามารถมากเหลือเกินและผมก็มีความคาดหวังเป็นอย่างยิ่งว่าความสามารถที่คุณมีจะนำมาซึ่งความสุขและรอยยิ้มของผู้ป่วยได้ฉะนั้นผมก็เลยอยากจะเชื้อเชิญคุณอีกครั้ง.....”
หลิวเฟยรีบขัดจังหวะ“เอ่อ.....ผู้อำนวยการหลี่ วันนี้พวกเราไม่คุยเรื่องนี้กันก่อนได้ไหมพรุ่งนี้ผมต้องผ่าตัดครั้งที่สามให้ซานซาน ผมขอตัวกลับไปเตรียมตัวก่อนนะ ! ”
พูดจบเขาก็หายตัวไปในกลีบเมฆ
หลี่เจิ้งอีชี้ไปทางเขาด้วยความรู้สึกที่พูดไม่ออกแล้วพึมพำออกมา “ได้ พ่อหนุ่ม ลูกไม้ลีลาเยอะนักนะ ไม่ยอมให้โอกาสกันแม้แต่ครั้งเดียวแต่ยังไงช่างเถอะไม่ว่าจะช้าหรือเร็วฉันจะเอานายมาประจำที่โรงพยาบาลเฟิ่งหวงให้ได้สักวันหนึ่ง ! ”
วันถัดมาหลิวเฟยได้นำยาทาที่ตนได้ทำการเคี่ยวเองติดตัวมาที่โรงพยาบาลเฟิ่งหวงมาด้วย
“สวัสดีค่ะพี่เฟย !”
“หมอเทวดามาแล้วไม่ทราบว่าต้องการความช่วยเหลืออะไรไหม ? ”
“คุณหมอเทวดาไม่ทราบว่าสนใจรับลูกศิษย์เพิ่มไหม ? ช่วยรับฉันไปเป็นศิษย์สักคนจะได้ไหม? ”
.......
เมื่อหลิวเฟยย่างกรายมาถึงห้องโถงใหญ่ของโรงพยาบาลทันใดนั้นก็ถูกกลุ่มหมอและพยาบาลล้อมรอบไว้ และสิ่งที่ทำให้เขาแทบจะสำลักออกมาก็คือจู่ ๆ มีพยาบาลสาวคนหนึ่งได้ถามเขาว่ามีแฟนหรือยังบรรยากาศที่เปลี่ยนแปลงในเร็วขนาดนี้ทำให้เขารู้สึกไม่ค่อยสบายใจและไม่ชินเอาเสียเลย
เขาตอบแบบขอไปทีจากนั้นก็รีบตรงไปยังออฟฟิศของผู้อำนวยการ เมื่อปิดประตูเรียบร้อยแล้วเขาก็หันไปพูดกับหลี่เจิ้งอี “ผู้อำนวยการหลี่หากคุณคิดจะเตะผมออกจากโรงพยาบาลก็ไม่เห็นต้องใช้วิธีนี้เลยนี่”
หลี่เจิ้งอีหัวเราะร่า“ดูคุณพูดเข้าสิ พวกเขาแค่อยากจะต้อนรับคุณก็เท่านั้นเองทำไมถึงเข้าใจเป็นว่าพวกเราจะเตะคุณออกจากโรงพยาบาลไปได้ล่ะ ? ดูสภาพคุณสินี่ถูกพวกพยาบาลกับหมอต้อนรับจนขวัญกระเจิงล่ะสิท่า ? แต่เรื่องนี้คุณโทษผมไม่ได้นะก็เรื่องที่คุณใช้พลังวิเศษและวินิจฉัยว่ายามาโมโตะติดเชื้อพิษสุนัขบ้านั้นกระจายไปทั่วโรงพยาบาลแล้วคนไข้หลายคนพอได้ยินเรื่องนี้ก็อยากเชิญให้คุณรักษาอาการป่วยให้ดูเหมือนว่าตอนนี้ชื่อเสียงของคุณมันบดบังคณะอาจารย์หมอที่ประจำอยู่ที่นี่และผู้อำนวยการคนนี้เสียด้วยสิ”
หลิวเฟยยิ้มแห้งแล้วพูดต่อ“ผมมันเป็นแค่คนร่อนเร่พเนจร และตอนนี้ยังรับบทบาทเป็นผู้ใหญ่บ้านตำแหน่งเล็ก ๆแห่งหนึ่งตอนนี้ผมกำลังแบกรับภาระหนักที่ว่าจะต้องทำให้ลูกบ้านของผมลืมตาอ้าปากให้ได้ ผมคนหนึ่งก็มีบทบาทหลายอย่างในคนเดียวแล้วแต่วาระแค่นี้ผมก็เหนื่อยจนแทบจะไม่มีเวลาพักผ่อนกันแล้วถ้าอยากจะให้ผมเป็นหมอประจำโรงพยาบาลอีก ผมยังจะมีชีวิตต่อไปได้ไหมล่ะ ?”
หลี่เจิ้งอีแสดงสีหน้างงงวยพร้อมกับเอ่ยถามด้วยความสงสัย“ในเมื่อไม่อยากรักษาคนไข้ แล้วคุณจะเรียนหมอไปทำไม ?”
หลิวเฟยเดินไปนั่งไขว้ห้างที่โซฟาด้านข้างจากนั้นก็พูด “ผู้อำนวยการหลี่ คุณเคยคิดหรือเปล่าถ้าหมอคนหนึ่งมาเข้ากะแล้วรักษาคนไข้ไปทีละคน ๆ วันหนึ่งเต็มที่มากที่สุดจะรักษาได้กี่คน ? ”
“รักษา 1 คนก็นับ1 คนสิ ! แต่นี่ไม่ใช่หน้าที่ของหมอทุกคนหรือถ้าเกิดทุกคนต่างก็คิดเหมือนกันว่าคนไข้เยอะจนไม่อยากรักษาคุณเคยคิดไหมว่าผลที่ตามมามันจะเป็นยังไง ? ”
“ผมไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้นแต่สิ่งที่ผมต้องการจะสื่อถึงก็คือถ้าหากผมต้องการช่วยคนมากกว่านั้นผมจำเป็นต้องละทิ้งงานที่ต้องนั่งประจำอยู่ในห้อง”
ในฐานะหมอที่มีจรรยาบรรณคนหนึ่งหลิวเฟยคงจะทนเห็นคนตายต่อหน้าต่อตาโดยที่ไม่ยื่นมือช่วยเหลือไม่ได้ด้วยเหตุนี้เขาเลยปฏิเสธที่จะมาเข้ากะประจำอยู่ที่โรงพยาบาลเพราะเขาคิดมาดีแล้วว่าเขาจะช่วยคนจำนวนมากกว่าที่หมอธรรมดาประจำโรงพยาบาลคนหนึ่งจะทำได้
และก็เป็นเรื่องที่โชคดีมากที่เขาได้บ่มเพาะลมปราณห้าชี่ไหลเวียนเพราะมันได้ช่วยให้เขามาถึงจุดนี้เพียงแต่สิ่งที่เขาต้องการตอนนี้ก็คือเวลาและความอดทน
เมื่อได้ยินดังนั้นหลี่เจิ้งอีก็รู้สึกว่าความคิดของเขาน่าสนใจไม่น้อย “คุณหมายความว่ายังไง ? ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ต้องคิดค้นยาตัวใหม่สินะแต่อันนั้นมันก็หินใช้ได้เลยทีเดียว ! ”
หลิวเฟยยืนขึ้นแล้วพูด“ให้ลุ้นไปก่อนละกันนะ แต่ผมเชื่อว่าอีกไม่นานคุณก็คงจะเห็นและถึงตอนนั้นเองผมก็คงจะต้องการความช่วยเหลือจากคุณ คุณต้องให้ความช่วยเหลือผมนะโอเค งั้นผมคงต้องขอตัวไปผ่าตัดครั้งที่สามให้ซานซานก่อนนะ”
“เฮ้ย...พ่อหนุ่มนี่มีเรื่องหมกเม็ดเยอะจริงๆ นะเรา ตกลงคุณมีความลับที่ยังปิดบังพวกเราเท่าไรกันแน่ ?”
“หนึ่งตระกร้าเลย”
“ห๊ะ.......”
หลิวเฟยเดินเข้าไปในห้องของผู้ป่วยจากนั้นก็วัดชีพจรของซานซาน แล้วตรวจดูร่างกายของเธออย่างละเอียด แล้วให้ผู้ช่วยนำตัวเธอเคลื่อนย้ายไปที่ห้องผ่าตัด
และในขณะที่หลิวเฟยกำลังเตรียมจะฉีดยาชานั้นเองซานซานที่ตอนนี้ยังคงมีผ้าพันแผลพันหน้าอยู่ก็ได้เอ่ยถามหลิวเฟยด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน“พี่เฟย ฉันได้ยินมาว่าพี่ไปแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับหมอญี่ปุ่นมา ตอนนี้ทุกคนต่างก็พูดถึงพี่กันด้วยความทึ่งกันทั้งนั้นพี่เป็นหมอที่มีความสามารถเสียขนาดนี้..... ”
หลิวเฟยส่ายหัวแล้วตอบ“เธอคงไม่ได้มาช่วยพ่อเธอโน้มน้าวใจฉันหรอกนะ ? จะฉีดยาชาอยู่แล้วเขียวยังไม่ยอมอยู่นิ่ง ๆ อีก เชื่อไหมว่าฉันจะฉีดตอนนี้เลยแหละ ?”
หลีซานซานหัวเราะคิกคักออกมาทันที“พี่เฟย พี่นี่ตลกจริง ๆ ฉันพูดจริงนะฉันหวังว่าคนไข้คนอื่นเขาจะได้รับประโยชน์จากการที่เข้ามารักษากับหมอดี ๆอย่างพี่เหมือนกัน”
“เธอคิดว่าฉันพูดเล่นหรือ? เมื่อกี๊ฉันเข้าไปคุยกับผู้อำนวยการหลี่แล้วว่าฉันมีแผนที่ใหญ่กว่านั้น ได้ยินมาว่าเธอเป็นพยาบาลของโรงพยาบาลเฟิ่งหวงนี่งั้นก็รีบหายเข้า ถ้าหากว่าสนใจเธอก็สามารถมาร่วมแผนการกับฉันได้นะ”
ดวงตาที่ชวนหลงใหลคู่นั้นของซานซานกระพริบเธอจึงเอ่ยถาม “แผนการอะไร ? ”
“เธอควรฉีดยาชาได้แล้ว! ”
“พี่เฟย......พี่......เหอะ!”
“จะเหอะยังไงก็ต้องโดนฉีดยาชา”
หลังจากที่หลิวเฟยฉีดยาชาให้เธอเป็นที่เรียบร้อยเขาก็ได้ทำการผ่าตัดให้เธอ เมื่อผ่าตัดเสร็จเข้าก็ได้ใช้เข็มเงินที่หลอมรวมกับห้าชี่ของเขาเพื่อช่วยให้กล้ามเนื้อของเธอผ่อนคลายเมื่อเห็นผิวหนังของเธอที่เกิดใหม่และผิวหนังที่ตายแล้วได้ลอกออกจนหมดก็รู้สึกพอใจในผลงานของตนหลิวเฟยตั้งใจรักษาจนสุดฝีมือ เขาใช้เวลานานจนรู้สึกว่าคอเริ่มแห้ง
เขารีบช่วยให้เธอผ่อนคลายกล้ามเนื้อจากนั้นก็เอายาที่เขาเคี่ยวเองทาลงไปแล้วรีบเดินออกจากห้องผ่าตัดเพื่อหลบมาพักผ่อนทำให้ตัวเองรู้สึกสดชื่นนอกจากนี้ยังถือโอกาสแวะบริษัทผลไม้เซิ่งเทียนเพราะว่าเป็นทางผ่าน
เมื่อยามสองคนที่ยืนอยู่หน้าตึกเซิ่งเทียนเห็นหลิวเฟยเดินมาไกลๆ พวกเขาก็รีบเดินเข้าไปยิ้มรับทักทายและวิ่งเข้าไปหาด้วยความกระตือรือร้นเพื่อประจบประแจงหลิวเฟย หลิวเฟยเห็นแล้วจึงอดยิ้มไม่ได้ “จะมาประจบฉันหรือฉันไม่มีอั่งเปาหรอกนะ ประธานเว่ยอยู่รึเปล่า ?”
ยามคนหนึ่งตอบอย่างรีบร้อน “อยู่ อยู่ผู้จัดการหลิว คุณพอจะมีเวลาไหม ? ให้พวกเราสองคนได้มีโอกาสเลี้ยงข้าวคุณสักมื้อได้ไหมเพื่อเป็นการชดเชยกับเหตุการณ์เมื่อครั้งที่ผ่านมา ! ”
หลิวเฟยยิ้มตอบรับ“ฉันรู้ว่าพวกนายเองก็ลำบากเหมือนกัน อีกอย่างพวกนายก็ได้ชดใช้แล้วนี่ไม่ต้องมาเสียเงินเพราะฉันอีกหรอก ! ”
ยามทั้งสองหันมาสบตากันจากนั้นก็นึกขึ้นได้ว่าเมื่อครั้งก่อนที่หลิวเฟยดื่มกาแฟแล้วให้พวกเขาเป็นคนจ่ายตังค์ให้ก็รีบเอ่ยขอบคุณออกมา
หลิวเฟยโบกมือปัดจากนั้นก็ตรงดิ่งมายังห้องของผู้บริหาร
หลังจากที่เว่ยเซิ่งเทียนได้ส่งสัญญาณบอกว่าให้นั่งลงได้เขาก็ได้เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง “คุณหลิว คุณมาถูกเวลาพอดีเลยนะผมกำลังวางแผนจะไปหาคุณอยู่พอดี เอ่อ...สัญญาของพวกเรานั้นเห็นทีต้องยกเลิกไปก่อนต้องขอโทษจริง ๆ ! ”
“ทำไมล่ะ ?”
หลิวเฟยที่เพิ่งจะได้หย่อนก้นลงไปนั่งบนโซฟาก้นยังไม่ได้รู้สึกถึงความอุ่นเลยด้วยซ้ำแต่กลับต้องลุกพรวดขึ้นมาด้วยความไม่พอใจ
พวกเขาเป็นบริษัทใหญ่ขนาดนี้นึกจะยกเลิกสัญญาก็ยกเลิกตามอำเภอใจเป็นของเด็กเล่นเลยหรือทำอย่างนี่เท่ากับไม่ซื่อสัตย์หรือเปล่า ? ทำแบบนี้ยังจะมีศีลธรรมในการทำการค้าอยู่หรือไม่? เพราะนั่นเป็นถึงสัญญาที่มีลายเซ็นของทั้งสองฝ่ายเซ็นกำกับเชียวนะ !