God diary บัญญัติเทพพิชิตโลก

    ราชาอสรพิษและเทพแห่งมวลอัคคี

    "นี่แก..เป็นผู้ปกครองพลังศักดิ์สิทธิ์อย่างงี้นเหรอ?"
    ชายหนุ่มผมยาวกัดฟันถาม ในขณะที่ยืนจ้องเขม็งลงมาที่ไคลม์อยู่บนศรีษะของงูอสูรสีดำมีปีกซึ่งเสกขึ้นมาจากก้อนหินแถวๆนั้น ลำตัวของมันยาวเกือบ8เมตรกว่างตั้งแต่หัวจรดหาง1เมตรเศษ กำลังบินว่อนอยู่เหนือธารอัคคีแดงฉานเบื้องล่างที่กำลังปะทุเดือด 
    บุรุษเพนจรแหงนหน้าขึ้นไปมองทั้งยังโบกมือให้ แหวนหัวหมาป่าในมือเรืองแสงที่บริเวณตรงกลางอัญมณีหมาป่าสีแดงสะท้องส่องขึ้นมาให้เห็น นั่นเป็นสัญลักษณ์บ่งบอกว่าพลังที่เขาใช้คืออำนาจพิเศษของวิญญาณอสูรสถิตที่สิงอยู่ภายในร่าง เช่นเดียวกับเจ้าเมืองสเน็คอายที่เมื่อใดต้องการจะใช้พลังศักดิ์สิมธิ์จากพันธะสัญญาอสูร สมุดเล่มเล็กสีทองแดงรูปงูประดับอัญมณีข้างเอวก็จะเรืองแสงออกมาเช่นกัน เป็นคุณสมบัติยืนยันว่าพวกเขาทั้งคู่ได้รับเลือกให้เป็นนายแห่งปีศาจโบราณผ่านการทำพันธะสัญญา
    "ถ้าโชว์สัญลักษณ์ให้ดูขนาดนี้แล้วยังต้องถามย้ำมาอีกก็แสดงว่าตำแหน่ง1ใน12อัศวินที่ได้รับมาคงมีแต่ชื่อซะละมั้ง"
    นั่นเป็นคำตอบจากไคลม์ หลังยืนยันสัญลักษณ์ของผู้ปกครองพลังให้เห็น สเน็คอายเมื่อรู้ดังนั้นไฟโทสะภายในใจก็ยิ่งโหมกระพือมากขึ้นไปอีก เขาเนรมิตรอสรพิษมากมายจากโขดหินรอบด้านทั้งที่อยู่ใกล้ไม่ถูกไฟจากแม็กม่าแผดเผาและอยู่ห่างออกไปไม่เกินรัศมี300เมตร สัณฐานดำสนิทเหมือนเช่นเคยเลื้อยพุ่งลงมาใส่บุรุษพเนจรที่ยืนอยู่บนเสาศิลาเพลิง ชายหนุ่มวังเกตเห็นร่างอันใหญ่ยักษ์ของพญางูขนาดเท่าเดิมไม่ผิดเพี้ยนแต่มีจำนวนมากกว่าถึง10ตัวตรงเข้ามาจู่โจมใส่จากรอบด้าน
    บุรุษพเนจรกระโดดขึ้นสูงเหนือพื้นดินในจังหวะที่พวกมันทุกตัวอ้าปากงับเข้ามาใส่พลาดเป้าจนศรีษะพุ่งชนกันเองอย่างรุนแรง นับเป็นวิธีจู่โจมอันชาญฉลาดของสเน็คอายที่นอกจากจะเพิ่มจำนวนของพวกมันขึ้นมาแล้ว ยังขยายความยาวของลำตัวให้ยืดออกมาหลีกเลี่ยงการตกสัมผัสทะเลลาวาด้านล่างอีกด้วย 
    ชาล์เรียสไคลม์ผู้ลอยแคว้งอยู่กลางอากาศหมุนตัวตามแรงลมพัด มันเป็นการกระโดดที่สูงมากๆเกินกว่าคนปกติธรรมดาจะทำได้ เป็นอีก1เหตุผลที่สร้างความแปลกใจให้กับคู่ต่อสู้เนื่องด้วยการโจมตีที่เข้ามานั้นรวดเร็วและรุนแรงจนเรียกได้ว่าปิดทางหนีทั้งหมดได้อย่างสมบูรณ์ เหนือน่านฟ้าด้านบนขึ้นไปประมาณเกือบ30เมตร บุรุษพเนจรอ่านทิศทางของลมพยายามเบี่ยงตัวไปตามนั้นหวังอาศัยการลอยตัวชะลอเวลาตกลงพื้น ก่อนก้มสังเกตลงมาเบื้องล่าง มองเห็นพญางูนับสิบกำลังส่ายหัวด้วยอาการมึนงงจากการกระแทกกันเองเพราะโจมตีพลาดและมีบางตัวที่กำลังทรมานกับการถูกความร้อนจากแท่งเสาศิลาที่ถูกเรียกขึ้นมาจากใต้พื้นโลก
    ชายหนุ่มไม่ยอมปล่อยให้โอกาศที่หัวทั้งหมดของพวกมันมารวมกันอยู่ในจุดเดียวอย่างเสียเปล่า เขาหงายฝ่ามือขวาขึ้นชูเหนือศรีษะสร้างก้อนพลังงานความร้อนสูงขึ้นมาจากการปั้นรังสีอุณหภูมิ มันมีลักษณะทรงกลมสีส้มอมทองใสปราศจากไฟลุกท่วมใหญ่ประมาณเท่าลูกเปตอง เปี่ยมไปด้วยพลังงานความร้อนอันมหาศาลที่อัดแน่นอยู่ในนั้นรวมกันนับพันกว่าองศา เปรียบเสมือนปืนใหญ่รังสีพระอาทิตย์หรือคุณสมบัติแห่งการทำลายล้างด้วยความร้อนจากสูงเช่นเดียวกันกับแสงเลเซอร์ เขาเล็งก้อนพลังงานในมือลงมาใส่ศรีษะของเป้าหมายนับสิบที่กองกันอยู่บนเสาศิลาร้อนก่อนจะยิงลงมาเป็นคลื่นสายยาวเหมือนแท่งเสาพลังงานลำแสงพุ่งเข้าใส่ร่างของเป้าหมายจนหายไปทั้งศรีษะและช่วงคอทั้งสิบตัว
    "หน็อยไอ้เจ้านั่น"
    สเน็คอายสบถอย่างเดือดดาลเมื่อเห็นบรรดาสมุนเอกนับสิบถูกทำลายกลายเป็นผงธุลีสีดำด้วยอำนาจของลำแสงอุนหภูมิของอีกฝ่าน ก่อนที่ร่างของพวกมันจะจมดิ่งทิ้งหายไปในธารลาวาที่กำลังปะทุเดือด ชาล์เรียสไคลม์เรียกเสาอัคคีขึ้นมาจากใต้พิภพเพิ่มอีกจำนวน5เสา พวกมันทุกแท่งโผล่พ้นขึ้นมาไม่ห่างกันมากนักเรียงตามลำดับความสูงที่ไม่เท่ากันสลับตำแหน่งไม่เป็นแถวเรียง ชายหนุ่มตกลงมาในส่วนของเสากลางอย่างพอดิบพอดีเหมือนจงใจจะให้พวกมันโผล่ขึ้นมารับให้ตรงกับตำแหน่งที่ตนจะร่วงลงมาใส่ ก่อนยืนขึ้นช้าๆเงยหน้ามองหาคู่ต่อสู้ที่ลอยอยู่ด้านบนและดูเหมือนกำลังโกรธอย่างสุดขีด
    "พลังของท่าน ถ้าข้าเดาไม่ผิด มันคือการสร้างอสรพิษขึ้นมาจากวัตถุดิบอะไรก็ได้ตามที่ใจของท่านปารถนา เสมือนการปั้นดินน้ำมันที่ถูกกำหนดรูปร่างบังคับไว้ให้เป็นงูเพียงอย่างเดียวเฉพาะ ส่วนรูปร่างอวัยวะอื่นๆที่จะเสริมเติมแต่งเข้าไปก็สุดแล้วแต่จะจินตนาการและประโยชน์ที่จะใช้งาน เช่นนี้ข้าพูดถูกหรือไม่"
    ชายหนุ่มพยายามคาดเดาความสามารถของอีกฝ่าย สเน็คอายเปลี่ยนสีหน้าจากโกรธเกรียวมาเป็นยิ้มให้พร้อมทั้งตบมือ
    "โอ้..เก่งใช้ได้เลยนี่หว่าเจ้าหนุ่ม สังเกตอยู่เพียงครู่เดียวก็จับทางพลังของข้าได้แล้วหึหึหึ ถูกต้อง พลังของบาซิลิสคือการสร้างอสรพิษจากวัตถุดิบต่างๆอย่างที่เจ้าว่ามานั่นแหล่ะ ส่วนทางด้านของพละกำลังขนาด ความยาวและความสามารถอื่นๆ ข้าเป็นผู้กำหนดเอาเองได้ตามใจชอบ วิเศษไปเลยใช่ไหมละ ถ้ามีพลังนี่อยู่ข้าก็สามารถเนรมิตรงูยักษ์ถล่มเมืองทั้งเมืองยังได้เลย"
    "สมแล้วจริงๆกับฉายยาดวงเนตรแห่งอสรพิษสเน็คอาย ข้าเลื่อมใสยิ่งนัก แต่ก็น่าผิดหวังที่พลังวิเศษทรงอำนาจเช่นนี้ตกมาอยู่ในมือของเจ้าที่โฉดชั่วถึงขนาดสั่งให้สังหารพวกเดียวกันเองได้อย่างเลือดเย็น ข้าเดาว่ารายละเอียดที่กล่าวมานั้นยังไม่ใช่ทัเงหมดของความสามารถที่เจ้าถือครองอยู่กระมัง"
    เจ้าเมืองนิ่งไม่ขยับอยู่ซักพัก ก่อนจะกล่าวตอบโต้
    "หึ ถูกแล้วละ เดี๋ยวที่เหลือเจ้าจะได้สัมผัสมันด้วยตนเอง ส่วนพลังของเจ้าที่ได้รับมานั้น ข้าเดาว่าคงเป็นอสูรแห่งลาวาที่สามารถใช้คุณสมบัติของความร้อนจากภายใต้ดวงดาวได้ทุกชนิด คลื่นอัคคีที่ก่อรูปขึ้นมาจากการอัดแน่นอุณหภูมิความร้อนจนกลายเป็นลำแสงปืนใหญ่อย่างเมื่อครู่ที่ใช้ เปลวไฟปกติอันพบได้ตามพื้นโลกหรือจากเวทย์มนต์สายอัคนี ควบคุมลาวาร้อนเหลวรวมไปถึงเปลือกโลกใต้พื้นดินที่ถูกอาบไปด้วยความร้อนของอัคคี ข้สเดาไม่ผิดใช่หรือไม่"
    สเน็คอายย้อยศรด่วยการเดาพลังของอีกฝ่ายคืน ชายหนุ่มยิ้มหลังได้ฟังคำสาธยาย
    "แบบนี้ค่อยสมกับชื่อเสียงที่มีหน่อย ไม่ใช่ย่อยเหมือนกันนะพี่ชาย เอาละข้าว่าพวกเราอย่ามามัวเสียเวลากันอยู่เลย ไอ้ข้ามันเป็นคนเลือดร้อน พอดีเพิ่งได้รับพลังนี่มาไม่นาน ยังไม่เคยมีโอกาสได้ใช้จริงๆจังดูซักครั้ง ได้ท่านมาเป็นหนูทดลองให้แบบนี้นับว่าเหมาะเหม็งเลย"
    "หึ อย่าทำเป็นได้ใจนักเจ้าลูกสุนัข การที่เพิ่งได้รับพลังมาใหม่ๆใช่ว่าเจ้าจะสามารถใช้มันได้ดังใจนึกหรือปลดปล่อยขีดจำกัดที่มากกว่าเดิมได้ง่ายๆ รู้จักไหมการปลดปล่อยลิมิเตอร์ขั้นต่อไปนะ"
    ชาล์เรียสไคลม์เงียบไม่ตอบโต้ เขาตั้งใจฟังในสิ่งที่อีกฝ่ายพูดอย่างใจจดใจจ่อ สเน็คอายหยิบหนังสือจากเอวขึ้นมาถือไว้ในมือแสยะยิ้มอย่างมีเลศนัย แกะที่ขั้นรูปหัวงูระหว่างปกออกจากกันก่อนจะกล่าวต่อไป
    "พลังศักดิ์สิทธิ์จากพันธะสัญญากับอสูร มีวิธีใช้อยู่กี่ขั้นตอนเรื่องนี้ยังเป็นที่ถกเถียงกันในหมู่แวดวงนักประวัตศาสตร์โบราณและจอมเวทย์มานานนับหลายร้อยปีแล้ว ตั้งแต่มีคนค้นพบวิธีการได้มาซึ่งอำนาจอันวิเศษนี้ โลกก็ถูกต้อนให้เข้าสู่ยุคสงครามแย่งชิงอำนาจอย่างลีกเลี่ยงไม่ได้ ถึงจะมีจำนวนไม่มากนักเมื่อเทียบกับผู้คนนับล้าน ในบรรดาผู้ที่ได้ถือครองพลังจากการเป็นร่างสถิตวิญญาณอสูร ก็มีอัจฉริยะที่สามารถดึงเอาความสามารถของพลังอันซ่อนเร้นที่เหนือขั้นยิ่งไปกว่านี้ออกมาได้ ยิ่งมีความชำนาญในการใช้พลัง ยิ่งสังเวยปราณสปีริตในร่างให้เป็นอาหารแก่วิญญาณอสูรมากเท่าไรก็จะยิ่งทำให้พลังของผู้ใช้และสาวกในกายหลอมรวมเข้ากันได้มากเท่านั้น และหากพลังของคู่สัญญายิ่งรวมกันเป็นหนึ่งมากเท่าไร อำนาจวิเศษที่ใช้ก็จะยิ่งพัฒนามากขึ้นไปเป็นเท่าทวีคูณเท่านั้น ตัวอย่างเช่น....ข้ายังไงละ"
    เมื่อสเน็คอายสาธยายเสร็จ หนังสือในมือของเขาก็เรืองแสงขึ้นมามากกว่าครั้งไหนๆ พลังงานออร่าที่ถูกปลดปล่อยออกมาจากร่างอันเป็นสปีริตที่คาดว่าถูกปล่อยออกมาสังเวยให้แก่ร่างอสูรที่หลับไหลในรูปของวัตถุที่ถืออยู่ในมือ ทำให้รูปร่างของมันเปลี่ยนแปลงไปอย่างช้าๆ จากสมุดเล่มเล็กปกทองแดงประดับอัญมณีสีม่วง ค่อยๆเปลี่ยนรูปลักษณ์กลายเป็นหอกที่ด้ามจับทั้งแท่งเหล็กเป็นรูปงูสีดำเลื้อยพันขึ้นมากระทั่งส่วนหัวอ้าปากคาบคมตรงปลายที่แหลมเรียวสีม่วงเข้มทั้งหมดตั้งแต่โค่นจรดปลายยาวประมาณ10นิ้ว สัณฐานเนื้อตรงส่วนนั้นดูเหมือนกับผลึกคริสตัลแต่มีคมเหมือนกับดาบทั่วไปทั้งสองด้าน 
    สเน็คอายถือมันไว้ในมือกวัดแกว่งไปมาก่อนจะตวัดลงมาชี้หน้าชายหนุ่มที่ยืนอยู่เบื้องล่าง กำลังทำท่าทางตื่นตะลึง
    "สิ่งนี้คือ..หอกเทพอสรพิษทมิฬที่กลายสภาพมาจากสังขารของอสูรซึ่งหลับใหลในรูปของวัตถุมาตลอดยังไงล...."
    "เป็นอาวุธที่สวยอะไรขนาดนี้ขอข้าดูใกล้ๆชัดๆหน่อยได้หรือเปล่า พ่อข้าเป็นนักทำอาวุธขายนะ ท่านถ่ายทอดวิชามาให้ข้าหมดแล้ว เดี๋ยวจะทำแบบนั้นให้อีกเล่มหนึ่ง เห้...นี่..ว่าไงพี่ชาย?"
    ชายหนุ่มโบกมือตะโกนขอร้องขึ้นมาก่อนที่อีกฝ่ายจะพูดจบด้วยซ้ำ ท่าทางของเขาดูตื่นเต้นจริงจังจนดูเหมือนกวนประสาทอีกฝ่ายแต่ไม่ใช่เลยเขาแสดงความรู้สึกแบบนั้นออกมาโดยธรรมชาติแห่งคนที่นิยมสร้างศาสตราอย่างแท้จริง แต่พฤติกรรมนั้นของเขามันกลับสร้างความโกรธเกรี้ยวให้แก่สเน็คอายอยู่ไม่น้อยเพราะอีกฝ่ายเข้าใจว่ากำลังถูกหยามด้วยท่าทีที่กวนประสาทหาใช่คำชื่นชมไม่
    "อวดดีนักนะไอ้เจ้าลูกหมาที่เพิ่งหัดเห่าเป็น ย่อมได้ในเมื่อเจ้าอยากจะดูมันอย่างใกล้ๆนักละก็เอาไปเลย"
    บุรุษผมยาวออกแรงซัดหอกดำในมือเข้าใส่ฝ่ายตรงข้ามในทันทีที่กล่าวจบ ชาล์เรียสไคลม์มองเห็นยอดศาสตราพุ่งเข้ามาหาด้วยความเร็วสูงก็เกิดตกใจรีบกระโดดหนีไปยังเสาต้นอื่น เพียงแค่มันแล่นผ่านเท่านั้น แท่งหินที่ถูกเคลือบด้วยลาวาสีแดงก็แตกระเบิดออกจนไม่เหลือเค้าทรงเช่นเดิม ลำเหล็กสีดำพุ่งผ่านลงไปถึงช่วงล่างท่ามกลางลาวาเดือด มันเสียบลึกเข้าที่ของเหลวเดือดโดยไม่จมลงไปตามกฏของธรรมชาติ นั่นสร้างความแปลกใจให้กับไคลม์อยู่ไม่น้อย
    "อะไรกัน เจ้าอาวุธประหลาดนี่ มีบางอย่างไม่ปกติแผ่ออกมาจากส่วนคมตรงปลายของมันอย่างงั้นเหรอ"
    เป็นจริงดังเขาว่า บุรุษพเนจรสังเกตเห็นอะไรบางอย่างที่แปลกไปจากหอกปกติทั่วไปควรจะเป็น ทันทีที่ส่วนปลายด้านคมของมันแทงเข้าไปในเนื้อของธารลาวาเหลว ก็แผ่พลังงานคลื่รสีดำเข้าไปด้วย ดวงตาอสรพิษที่อยู่ตรงส่วนใกล้กับโคนของคมเรืองแสงสีม่วงออกมา และทันใดนั้นเองมวลมหานทีของเหลวสีแดงก็เดือดพล่านและเริ่มเปลี่ยนสภาพปั้นตัวเองขึ้นกลายเป็นรูปสัตว์เลื้อยคลานขนาดยักษ์ตัวใหญ่ไม่ต่างจากอสรพิษที่ถูกเรียกออกมาก่อนหน้านี้ ทำเอาบุรุษพเนจรผู้ซึ่งเป็นเจ้าของพลังถึงกับอึ้งทำอะไรไม่ถูกเลยทีเดียว
    "บ้าน่า ไอ้เจ้างูยักษ์แม็กม่านี่มันอะไรกัน"
    "นี่แหล่ะคือ1ใน2ความสามารถของหอกอสรพิษทมิฬ การสร้างสรรค์อสูรอสรพิษจากพลังธรรมชาติอะไรก็ได้ยังไงละ"
    (โปรดติดตามตอนต่อไป)
    บทประพันธ์: มังกรขาวเล่าเรื่อง