ยามพักกลางวัน ณ บริเวณหน้าตึกมู่กรุ๊ปที่พลุกพล่านไปด้วยพนักงานออฟฟิศ ซูหว่าน ในชุดทำงานที่ดูคล่องตัวกำลังจูงมือ เสี่ยวเป่า ออกไปซื้อขนมหวานที่ร้านโปรดใกล้ๆ บริษัท แสงแดดที่เจิดจ้าดูเหมือนจะทำให้บรรยากาศสดใส แต่ทว่าสายตาของเสี่ยวเป่ากลับเริ่มสังเกตเห็น "เงาสีเทา" ที่ทอดตัวยาวออกมาจากมุมเสาไฟ
"หว่านเอ๋อร์..." เสียงทุ้มที่คุ้นเคยดังขึ้น ทำให้ซูหว่านชะงักกึก
หลิวจื่อหาน ยืนอยู่ตรงนั้นในชุดสูทสีน้ำเงินภูมิฐาน เขาสวมรอยยิ้มที่ดูอ่อนโยนเหมือนพี่ชายที่แสนดีคนเดิมก่อนที่จะไปเรียนต่างประเทศ "ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ ตั้งแต่เกิดเรื่องวันนั้น ผมรู้สึกผิดมากจนนอนไม่หลับ เลยอยากจะมาขอโทษคุณและเสี่ยวเป่าเป็นการส่วนตัว"
ซูหว่านขมวดคิ้วเล็กน้อย ความระแวงยังมีอยู่แต่กิริยามารยาททำให้เธอหยุดนิ่ง "คุณหลิวมีธุระอะไรคะ? ถ้าเรื่องขอโทษ ฉันคิดว่าเราคุยกันจบแล้ว"
"อย่าใจร้ายนักเลย ผมแค่อยากมารำลึกความหลังตอนเด็กๆ ของเรา... จำได้ไหม ร้านขนมถ้วยตรงหัวมุมที่คุณชอบกินตอนเรายังเด็ก ผมแค่อยากเลี้ยงขนมเสี่ยวเป่าสักมื้อในฐานะ 'อาหลิว' เท่านั้นเอง" จื่อหานก้าวเข้าไปใกล้พลางย่อตัวลงหาเสี่ยวเป่า "ว่าไงครับคนเก่ง ให้อาหลิวเลี้ยงขนมหนูหน่อยได้ไหม?"
ความมือไวภายใต้หน้ากาก
เสี่ยวเป่าถอยหลังไปกึ่งหนึ่ง หนูน้อยรู้สึกถึงพลังงานที่ขุ่นมัวรอบตัวชายคนนี้ "เสี่ยวเป่าไม่อยากกินขนมจ้ะ... เสี่ยวเป่าอยากกลับไปหาพ่อมู่"
"แหม... เสี่ยวเป่านี่ขี้อายจังเลยนะ" จื่อหานหัวเราะเบาๆ ก่อนจะอาศัยจังหวะที่ซูหว่านหันไปมองรถที่กำลังแล่นผ่าน เขาทำทีเป็นเอื้อมมือไปลูบศีรษะเสี่ยวเป่าด้วยท่าทางเอ็นดู "ผมเผ้ายุ่งเหยิงเชียว เดี๋ยวอาจัดให้นะครับ"
ในวินาทีนั้นเอง ด้วยความรวดเร็วและแม่นยำดุจนักมายากล จื่อหานใช้นิ้วคีบเส้นผมของเสี่ยวเป่าออกมาได้จำนวนหนึ่ง พร้อมกับอาศัยจังหวะเบียดตัวเข้าไปใกล้ซูหว่านเพื่อแอบดึง "ผ้าผูกผม" ของหนูน้อยที่หลุดร่วงลงมาติดมือเขาไว้อย่างแนบเนียน ทั้งหมดเกิดขึ้นในชั่วพริบตาเดียวจนซูหว่านไม่ทันสังเกตเห็น
ในใจของจื่อหานตอนนี้ไม่ได้มีความพิศวาสซูหว่านเหลืออยู่อีกต่อไป ความอิจฉาที่เห็นเธออยู่กินกับมู่เฉิงได้ทำลายความทรงจำดีๆ ไปจนสิ้น สิ่งที่เขาต้องการมีเพียงสิ่งของที่จะนำไปให้นักพรตทมิฬทำพิธี "ตัดชีพจรเทพ" เท่านั้น
มังกรข้ามฟาก: เพลิงหึงที่ลุกโชน
"ทำอะไรน่ะ!" เสียงกัมปนาทดังมาจากด้านหลัง
มู่เฉิง เดินลงมาจากตึกด้วยท่าทางคุกคาม บอดี้การ์ดสี่คนเดินตามประกบเป็นรัศมีทำลายล้าง แววตาของเขาคมกริบดุจมีดโกนเมื่อเห็นหลิวจื่อหานอยู่ใกล้ชิดกับซูหว่านและลูกสาวในระยะที่ "อันตราย"
เขาก้าวเข้าไปแทรกกลางระหว่างซูหว่านกับจื่อหานทันที พลางโอบไหล่ซูหว่านไว้แน่นเพื่อแสดงความเป็นเจ้าของอย่างเปิดเผย "คุณหลิว... ผมจำไม่ได้ว่าเรามีนัดคุยธุรกิจกันตอนนี้ หรือว่าคุณว่างงานจนต้องมาป้วนเปี้ยนหน้าบริษัทคนอื่น?"
"ผมก็แค่มาทักทายคนรู้จักเก่าๆ น่ะครับประธานมู่ ไม่เห็นต้องรุนแรงเลย" จื่อหานยิ้มเย็นพลางเก็บมือที่ซ่อนเส้นผมและของใช้ไว้ในกระเป๋ากางเกง
"คนรู้จักของคุณเขา 'ไม่ว่าง' และลูกสาวผมก็ 'ไม่ชอบ' ขี้หน้าคุณ" มู่เฉิงตัดบทอย่างไม่ไว้หน้า เขาหันไปหาซูหว่านด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนเป็นดุแต่แฝงความห่วงใย "ผมบอกแล้วไงว่าถ้าจะออกไปไหนให้บอกผมก่อน กลับขึ้นข้างบนเดี๋ยวนี้!"
ลางสังหรณ์ที่สายเกินไป
มู่เฉิงจูงมือเสี่ยวเป่าและโอบซูหว่านพากลับเข้าตึกทันที โดยไม่เปิดโอกาสให้จื่อหานได้เอ่ยปากแม้แต่คำเดียว จื่อหานยืนมองตามหลังทั้งสามคนไปพลางแสยะยิ้มอำมหิต มือในกระเป๋ากำเส้นผมและผ้าผูกผมนั้นไว้แน่น
"ปกป้องไปเถอะมู่เฉิง... เพราะคืนนี้ อาคมที่ไม่มีใครแก้ได้ จะพรากวิญญาณเด็กนี่ไปจากอกแกเอง!"
ภายในลิฟต์ มู่เฉิงยังคงหน้าบึ้งตึง "ซูหว่าน! คราวหลังอย่าไปคุยกับมันอีก ผมไม่ชอบใจที่คุณไปยืนยิ้มให้ผู้ชายพรรค์นั้น!"
"ฉันยังไม่ได้ยิ้มเลยนะคะคุณมู่... คุณพูดเกินไปหรือเปล่า?" ซูหว่านแย้งเบาๆ แต่หัวใจกลับแอบพองโตที่เห็นท่าทีหวงก้างของเขา
ทว่า เสี่ยวเป่า กลับยืนนิ่งอยู่มุมลิฟต์ หนูน้อยยกมือขึ้นลูบหัวตัวเอง "แม่จ๋า... ผมเสี่ยวเป่าหายไปกระจุกหนึ่งจ้ะ แล้วโบว์ผูกผมสีชมพูก็หายไปด้วย..."
มู่เฉิงชะงักกึก แววตาที่เคยหึงหวงพลันเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดทันที เขารู้ซึ้งถึงวิชาไสยดำดี "มันไม่ได้มาทักทาย... แต่มันมาเอา 'ตัวตายตัวแทน' ของลูกไป!" เขาพึมพำด้วยความตระหนก ก่อนจะรีบกดสายหาเลขาฉิน "ฉิน! เตรียมรถ! เราต้องไปวัดป่าพบหลวงจีนคงเดี๋ยวนี้ คืนนี้จะมีเรื่องใหญ่เกิดขึ้น!"