ตอนที่ 17 คู่แค้นเก่า
เมื่อฝุ่นควันจางลง ภาพที่นิทานปรารถนาจะเห็นกลับไม่เกิดขึ้น คมหอกเพิ่มน้ำหนักที่เขาทุ่มสุดตัวแทงลงไปกลับไม่ปักลงไปในดวงตาข้างขวาของหมีขนมรกตดังที่วางแผนไว้ ปลายหอกกลับปักลึกลงดินไปอย่างไร้ค่า ร่างของหมีขนมรกตพลันหายไปจากหลุมอย่างไร้ร่องรอย
ฝุ่นควันจางหายลงอย่างสมบูรณ์แล้ว ร่างของหมีมรกตกลับไม่ปรากฏอยู่ที่ใดเลย เพียงหายตัวไปจากหลุมพรางท่ามกลางสายตาของนิทานและคีตา
สีหน้าของนิทานพลันซีดขาวเมื่อนึกถึงความเป็ไปได้อย่างหนึ่งที่ถึงแม้อาจจะคาดการณ์ไว้บ้างแล้ว แต่เมื่อเกิดขึ้นจริงกลับไม่อาจทำใจยอมรับ
ร่างของหมีขนมรกตพลันปรากฏขึ้นอีกครั้งจากความว่างเปล่าทางด้านหลังของนิทาน อุ้งเล็บเรืองแสงสีจางของมันตะปบฟาดลงที่นิทานอย่างไร้ปรานี
นิทานขนคอลุกชัน สัญชาตญาณเอาชีวิตรอดทำงานอย่างดื้อรั้น ฝืนใช้พลังเชื่อมโยงหน้าผากของตนกับพื้นดินเสริมเพิ่มกับใช้พลังแรงดึงดูดฝืนผลักร่างของตัวเองให้เอนเอียงลง หลบอุ้งเล็บเสริมพลังนั้นไปได้อย่างเต็มฝืน
ร่างของหมีขนมรกตพลันกะพริบวาบก่อนหายตัวไปอีกครั้ง คราวนี้นิทานที่เตรียมตัวอยู่ก่อนแล้วพุ่งกระโจนตัวออกไป หลบรอดคมเขี้ยวจากหมีขนมรกตที่ข้างหลังตนได้อีกครั้ง
จะซวยไปไหนวะเนี่ย!
หมีขนมรกตแท้จริงแล้วค้นพบคำแห่งพลัง 4 คำ! มันเป็ผู้เรียนรู้ 4คำเต็มตัว!
สัตว์อสูรนั้นยากที่จะก้าวเดินไปในการขีดเขียนชะตาเมื่อเทียบกับมนุษย์ที่มีพร์และพลังแห่งจิติญญาสูงกว่าโดยกำเนิด สัตว์อสูรอาจใช้เวลานานกว่ามนุษย์หลายเท่าเพียงเพื่อจะค้นพบคำแห่งพลังเพียงคำเดียว
หากจะยกแมงป่องเมฆาม่วงขึ้นเปรียบเทียบ แมงป่องเมฆาม่วงสมควรอายุย่างเข้า 100ปีแล้ว ส่วนหนึ่งเพราะความแข็งแกร่งของตัวมันเอง อีกส่วนจากการที่มันรู้จักหลบลี้การต่อสู้กับศัตรูที่ทรงพลังกว่าตน
แม้ในท้ายที่สุดมันจะตกตายลงภายใต้การรวมแรงรวมใจของคณะนิทาน แต่หากจะนำเื่นี้มากล่าวว่ามันอ่อนแอย่อมไม่ถูกต้อง
คณะของนิทานนั้นวางแผนมาเป็อย่างดี ทั้งลอบโจมตีและกลุ้มรุมด้วยผู้มีประสบการณ์จำนวนมากกว่า แม้จะวางแผนและร่วมมือกันเป็อย่างดีเพียงนั้น คณะก็ยังประสบกับอาการาเ็จนหมดสภาพเกินกว่าครึ่งคณะ หากไม่มีพิษของอสรพิษกลืนรุ้งก็คงไม่อาจพูดได้เต็มปากว่าพวกเขาสามารถเอาชนะมาได้
ผู้เรียนรู้ระดับ 4คำแม้เป็มนุษย์ก็ถือเป็ผู้มีพร์สูงส่ง หากสามารถก้าวข้ามขอบเขตของปุถุชนมุ่งหน้าไปตามการขีดเขียนชะตากลายเป็นักสลักเอกได้แล้วย่อมเหนือกว่านักสลักเอกที่มาจากผู้เรียนรู้ระดับ 1 หรือ 2คำอย่างมากมายมหาศาล
ไม่ต้องกล่าวถึงสัตว์อสูรระดับระดับผู้เรียนรู้ 4คำเลย หากแมงป่องเมฆาม่วงตัวนั้นสามารถขึ้นสู่ระดับนักสลักคำได้ มันย่อมสามารถเป็หนึ่งในจ้าวแห่งป่าเขตนี้ได้ไม่ยาก ความแข็งแกร่งระดับนั้นไม่แน่ว่าตาไกรผู้เป็ระดับนักสลักโทก็ไม่อาจเอาชัยได้
และในเวลานี้หมีขนมรกตก็เริ่มก้าวเดินสู่ระดับนั้นแล้วเช่นกัน
ระดับผู้เรียนรู้ 4คำ!
แล้วยังเป็คำสายรูปธรรมระดับสูงอย่างมิติด้วย เวรเอ้ย
นิทานสันนิษฐานคร่าว ๆ จากพลังที่หมีขนมรกตแสดงออก เขาคิดว่าสิ่งที่หมีขนมรกตใช้มีความเป็ไปได้สูงมากที่จะเป็คำระดับสูงสายมิติ อย่าง ย้ายร่าง เคลื่อนตัว หรือ พริบตา
ในระดับสูงของการขีดเขียนชะตา นักสลักคำสามารถรวมคำแห่งพลังของตนเข้าด้วยกัน คำต่าง ๆ อาจไม่มีความแตกต่างกันมากนัก แต่สำหรับระดับที่ยังไม่สูงมากนัก คำแห่งพลังระดับสูงนั้นส่งผลเป็อย่างมากในการต่อสู้
ตาไกรที่นิทานเชื่อว่ามีคำแห่งพลัง ไฟ สามารถสร้างอาณาเขตร้อนระอุรอบตัวได้ กับโจรขวานั์ที่มีคำแห่งพลัง งอ สามารถบิดผันวัตถุรอบตัว
หากดูอย่างผิวเผินแล้ว แม้จะดูสูสีเนื่องจากโจรขวานั์ก็สามารถบิดงอเปลวไฟของตาไกรได้ แต่ในความเป็จริงแล้วกลับทำได้เพียงเท่านั้น
คำแห่งพลังรูปแบบนั้นยากที่จะใช้กับสิ่งมีชีวิตที่มีจิติญญา อย่างมากก็บิดงอเสื้อผ้าของตาไกรจำกัดการเคลื่อนไหว ต่างกับคำแห่งพลังพื้น ๆ อย่างไฟที่แม้ไม่สามารถพลิกแพลงอะไรมากได้ แต่ก็สามารถเผาผลาญโดยตรงอย่างแข็งแกร่ง
คำแห่งพลังสายพลิกแพลงเช่นเชื่อมโยงหรือจางหายของนิทานแม้พลิกแพลงได้มาก แต่ในการต่อสู้จริงกลับไม่สามารถส่งผลมากเท่าคำแห่งพลังพื้นฐานอย่างรวมพลังของหมีขนมรกต
ดังนั้นจึงมีนักวิชาการหลายคนที่จัดคำแห่งพลังที่หายากให้เป็ระดับสูงเนื่องจากความยากลำบากในการรับมือ หากในท้ายที่สุดแล้วความแข็งแกร่งของคำแห่งพลังก็ขึ้นอยู่กับผู้ขีดเขียนชะตา
โชคยังดีที่มันยังเป็ระดับผู้เรียนรู้ ข้อจำกัดคงจะยังเยอะอยู่ อาจจะมีระยะจำกัดแค่ไม่กี่เมตร การจะใช้พลังได้ก็อาจต้องรอ 2 3 วินาที
ซวยชะมัดเลยโว้ย นี่ตอนเจอกันครั้งแรกมันไม่ได้เอาจริงเหรอเนี่ย นิทานยังคงพร่ำบ่น
ในสมองของนิทานเริ่มคำนวณแผนการหลบหนีแล้ว นิทานไม่ใช่คนดื้อดึง ในศึกที่ยากจะชนะเช่นนี้ หากเขาสามารถหนีได้เขาย่อมเลือกที่จะหนี
แม้เขาจะเตรียมการถอย แต่เขาไม่ได้สิ้นหนทาง ถึงหมีขนมรกตจะเป็ระดับ 4คำแต่นิทานยังมั่นใจว่าสิ่งที่เขาเตรียมการมายังสามารถใช้งานได้ขอเพียงโอกาสเท่านั้น
ตราบใดที่มันไม่หลอกกันทีหลัง จริง ๆ แล้วมันเป็นักสลักเอกละก็นะ นิทานประชด
"คีตา! ขนาบ!" นิทานะโก้องพลางพุ่งเข้าปะทะกับหมีขนมรกต
นิทานเสริมพลังตัวเองอย่างเต็มสูบ ลดน้ำหนักของตนและเพิ่มน้ำหนักของอาวุธเวลาที่จู่โจม เพิ่มศักยภาพทั้งด้านการเคลื่อนไหวและการโจมตี หากมีจังหวะก็จะแบ่งพลังไปผลักร่างของหมีขนมรกต ทำลายสมดุลเพื่อสร้างโอกาสจู่โจม
คีตาได้รับการหนุนเสริมด้วยพลังจางหายของนิทาน ร่างพลันผลุบโผล่ ๆ ยากแก่การมองเห็น ร่างสีดำนั้นยังคงถูกคลุมด้วยผ้าคลุมสีน้ำตาลเสริมการป้องกัน
นี่คือผ้าคลุมหนังตุ่นดินเกล็ดเหล็ก สิ่งที่นิทานเตรียมให้คีตาเพื่อศึกนี้โดยเฉพาะ
นิทานเข้าประชิดตัว เสือกแทงหอกออกไป แม้ไม่อาจเจาะิัของมันได้ลึกแต่ก็มากพอจะเรียกเืจากร่างกายมันได้
อุ้งเท้าเรืองแสงพลันตบฟาดลง อุ้งมือนี้ไม่ได้มีเป้าหมายอยู่ที่นิทานหรือคีตา หากแต่เป็พื้นดิน ผืนดินสั่นไหวอย่างรุนแรง นิทานที่ถอยฉากกลับมาทันพลันทิ้งระยะ
เงาร่างสีดำที่พลันเปลี่ยนมาคาบดาบด้ามสั้นกระโจนฟันเข้าใส่่ข้อต่อขาหลังของหมีขนมรกต หวังเฉือนเส้นเอ็นผนึกการเคลื่อนไหวของขาข้างนั้น
แผลที่ถูกฟันปรากฏเพียงรอยถากจาง ๆ ไร้าแใด ๆ ดาบสั้นที่ทำมาจากเหล็กอย่างดีแทบไม่อาจสร้างาแให้ขนแกร่งของหมีขนมรกตได้เลย
นิทานฉวยโอกาสพุ่งเข้ามาแทงด้ามหอกได้อีกครั้ง ด้ามหอกเสริมพลังคราวนี้พลันจ้วงลึกลงไปกว่าหนึ่งนิ้ว
นี่เป็แผลแรกที่ทำร้ายมันได้หลังจากตาข้างขวาของมันเมื่อหลายปีก่อน
หมีขนมรกตพองขนทั่วตัวพลันะเิพยุหะเข็มแหลมรอบทิศทางอีกครั้ง
นิทานที่ฉากถอยออกมาหลังจากสร้างาแให้แก่หมีขนมรกตได้เวลานี้พลันรับรู้ได้ว่าขาข้างหนึ่งของตนจมลงไปในดินโคลน ไม่อาจถอนออกมาได้ในเวลาอันสั้น
บ่อโคลน!
คีตาพุ่งเข้ามาอยู่ข้างหน้านิทาน นิทานฉวยจังหวะมุดลงไปในผ้าคลุม ห่อหุ้มร่างกายทุกส่วนจนมิดด้วยผ้าคลุมหนังตุ่นดินเกล็ดเหล็กด้วยกันกับคีตา
ปัก! ปัก! ปัก! ปัก!
เข็มแหลมจำนวนมหาศาลพุ่งปะทะเข้าร่างของนิทานและคีตา แม้ไม่อาจทะลุผ้าคลุมหนังตุ่นดินเกล็ดเหล็กได้ แต่เพียงแค่แรงปะทะก็ส่งผลให้นิทานกัดฟันแน่นจากความเ็ป นิทานรู้สึกเหมือนโดนระดมยิงด้วยลูกศรไร้หัวอย่างต่อเนื่อง
เืปริมาณเล็กน้อยไหลย้อยลงมาที่มุมปากของนิทาน เขาสงสัยว่าอวัยวะภายในสมควรได้รับาเ็ระดับหนึ่งจากแรงปะทะ
เมื่อเข็มแหลมหยุดลง คีตาก็พุ่งตัวออกไปประจำคนละทิศกับนิทานอีกครั้ง ร่างยังคงไร้าแ สองตายังคงกระจ่างใส ความเร็วไม่ตกลงแม้แต่น้อย แรงปะทะจากเข็มแหลมนั้นไร้ผลกับคีตาโดยสิ้นเชิง
ทนไหวได้ไงวะนั่น นี่แม้แต่กับหมาธรรมดา ๆ ฉันก็แพ้เหรอเนี่ย แม้ในสถานการณ์ที่ทุกสิ่งอยู่นอกเหนือจากแผนการที่วางไว้ นิทานยังคงอดบ่นอุบไม่ได้
สายตานิทานจับจ้องไปที่หมีขนมรกตหวังจะกลุ้มรุมจู่โจมอีกครั้ง แต่ในเวลานี้ร่างของมันพลันหายลับไปอีกครั้ง
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ยอดเขาแห่งหนึ่งที่อยู่ห่างออกไปจากศึกระหว่างนิทานและหมีขนมรกตกว่าสองกิโลเมตร
ชายชราแต่งชุดคลุมทั่วตัวผู้หนึ่งนั่งพิงก้อนหินขนาดมหึมาอย่างสบายใจ ผมเผ้าหนวดเครายาวเฟื้อยขาวหงอกทั่วร่าง รูปร่างกิริยาราวกับชาวป่า หลังคดงอ ไหล่ลู่ลง ไร้ซึ่งราศีใด ๆ
ชายชราผู้นี้สวมเสื้อคลุมเก่า ๆ ห่อหุ้มร่างกายเอาไว้ ภายใต้ผ้าคลุมเป็เพียงเสื้อฝ้ายธรรมดา ๆ ทั่วไปกับกางเกงหนังสัตว์ ในมือพกไม้เท้าด้ามหนึ่ง
ดูไปคล้ายกับนักพรตตนหนึ่งที่ลี้ตนมาบำเพ็ญตนในป่าห่างไกลผู้คน
หากจะมีสิ่งที่แปลกไป บนหลังของพรตผู้นี้ปรากฏกระเป๋าขนาดใหญ่ใบหนึ่งที่ใหญ่เกือบเท่าตัวของพรตผู้นี้ กระเป๋าพองขยายใหญ่จนกลายเป็ภาพที่น่าขันเมื่อชายชราดูอ่อนแอผู้หนึ่งแบกกระเป๋าขนาดั์ไว้บนหลัง แม้อาจดูน่าขันแต่ชายชราผู้นี้กลับแผ่รัศมีบางอย่างที่ราวกับเขาไม่มีตัวตนอยู่ออกมา เหมือนเป็ภาพลวงตาในยามอากาศร้อน
หากสังเกตดูดี ๆ แล้วจะเห็นว่าชายชราผู้นี้ใบหน้าไร้ริ้วรอยใด ๆ ทั้งสิ้น ยังคงเป็ใบหน้าของชายหนุ่มวัยฉกรรจ์เจนโลก หลังที่งุ้มลงก็ไม่ได้มาจากความหนักของกระเป๋าหรือสังขาร หากเป็เพียงเพราะนิสัยของเ้าตัวเท่านั้นที่ชอบปล่อยตัวอย่างสุขสบาย ภาพลักษณ์วัยชราเพียงปรากฏขึ้นเพราะการแต่งตัวและผมเผ้าหนวดเครายาวเฟื้อยที่กลายเป็สีขาวล้วน
ตาอันแจ่มใสของพรตผู้นี้จับจ้องไปยังทิศทางหนึ่งที่อยู่ห่างออกไป
พลันหูของพรตผู้นี้ก็กระดิกราวกับได้ยินเสียงอะไรบางอย่าง พลันหันไปอีกทิศหนึ่ง ทิศนั้นคือทิศที่นิทานและคีตากำลังเปิดศึกอันดุเดือดกับหมีขนมรกต
พรตเตรียมละความสนใจจนกระทั่งได้เห็นคีตาที่พุ่งเข้าฟันขาของหมีขนมรกต
"โฮ่ ผู้ฝึกสัตว์อสูรงั้นรึ ความเข้าขากันยอดเยี่ยมเลยนี่"
เมื่อเหตุการณ์เวียนมาถึงหมีขนมรกตร่างหายตัวไปและปรากฏขึ้นอีกครั้ง ั์ตาของพรตก็แสดงความสนใจเล็กน้อย
"สัตว์อสูรระดับผู้เรียนรู้ 4คำ แถมยังเป็คำสายมิติอย่างย้ายร่างอีกด้วย โฮ่ โฮ่ ดูเหมือนหนุ่มน้อยนั่นจะเจอศึกหนักซะแล้ว" พรตเฝ้ามองอย่างสนอกสนใจ
เมื่อนิทานผ่านพ้นอันตรายมาได้ก็ปรบมือชอบใจพลางหัวเราะเสียงดัง ราวกับศึกใหญ่ตรงหน้าเป็เพียงการละเล่นเพื่อความบันเทิงที่พรตใช้เฝ้าดูเพื่อฆ่าเวลาเท่านั้น
ั์ตาของพรตทอประกายขึ้นอีกครั้งโดยที่คราวนี้พลันปรากฏความตระหนกเล็ก ๆ เมื่อคราวนี้ภาพที่ปรากฏขึ้นคือคีตาที่กระโจนออกมาจากผ้าคลุมหนังตุ่นดินเกล็ดเหล็กอีกครั้งอย่างไร้าแ
"ไม่ถูกต้องแล้ว นั่นมันหมาป่าธรรมดา ๆ ชัด ๆ ทำไมมันถึงมีคำแห่งพลังอยู่กับตัวได้" พรตเลิกคิ้วขึ้น
พรตยกมือขวาขึ้น พลางสะบัดเบา ๆ ลงบนอากาศ มิติเบื้องหน้าก็สั่นไหว ปรากฏเป็ภาพของคีตาในระยะใกล้ สองตาเรืองแสงสีเทา จับจ้องไปที่คีตา ภาพอดีตของคีตาทั้งหมดไหลผ่านม่านตาของพรตภายในระยะเวลาเสี้ยววินาที
"มีสายเืของเทพอสูรสุนัขคว้าจันทร์เพียงเล็กน้อย ไม่ต่างอะไรกับหมูป่าธรรมดา ๆ ที่มีสายเืของเทพอสูรสุกรแก่นลาวา ไม่มีค่าควรให้เอ่ยถึง โอกาสในการปลุกสายเืเท่ากับ 0 เป็หมาป่าธรรมดา ๆ โดยแท้จริง" พรตเลิกคิ้วอย่างฉงน
"หรือความลับอยู่ที่เด็กหนุ่มคนนั้น" พรตโบกมืออีกครั้ง มิติสั่นไหวอีกครา ร่างที่ปรากฏในรอยแยกมิติกลายเป็นิทาน
สองตาทอแสงสีเทา ภาพเหตุการณ์ที่นิทานสูญเสียบิดามารดา ภาพยามที่เขาได้พบคีตา เหตุการณ์อื่น ๆ อีกนับร้อยนับพันในชีวิตของนิทานไหลผ่านม่านตาของพรต
"โฮ่ เป็อัจฉริยะผู้หนึ่ง น่าเศร้าที่ชีวิตต้องเผชิญโศกนาฏกรรม แต่ก็เป็ยอดอ่อนที่ควรค่าแก่การสนับสนุน" พรตยิ้มบาง ๆ
แม้มันยังคงสงสัยที่หมาป่าเช่นคีตามีคำแห่งพลัง ถึงกระนั้นมันก็ไม่ได้ตระหนกหรือสงสัยมากจนเกินไปนัก การที่สัตว์ป่าธรรมดา ๆ จะค้นพบคำแห่งพลังเป็เื่ที่หายากแต่ก็ปรากฏขึ้นได้
ตัวพรตนั้นไม่ทราบว่าคำแห่งพลังที่ทั้งสองมีคืออะไร หากพรต้าจะทราบจริง ๆ เขาเพียงต้องใช้ขอบเขตอำนาจใส่นิทานและคีตาโดยตรง เขายังไม่มีความคิดจะรังแกผู้เยาว์ผู้หนึ่งเช่นนั้น
"ดูเหมือนไอ้หนุ่มนั่นจะยังไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าคู่หูของตนมีคำแห่งพลัง" พรตยิ้มออกมาอย่างขำขัน