เฟยหรงครุ่นคิดถึงเรื่องนี้อยู่พักใหญ่ ในที่สุดเขาก็ได้บทสรุปให้แก่ตัวเอง "ข้าจะช่วยท่านก็ได้ แต่ข้ายังมีข้อแม้อีกหนึ่งข้อหนึ่ง"
"ข้อแม้??ได้สิหากเจ้าต้องการและมันไม่มากจนเกินไปข้าก็ให้เจ้าได้"เสวียเหม่ยกล่าวตอบสำหรับนางแล้วเพียงข้อแม้แค่ข้อสองข้อไม่นับเป็นอะไรได้ หากเทียบกับบัลลังก์ราชัน
"ข้าอยากให้ท่านสาบานกับการบ่มเพาะของตัวเองว่าจะไม่ใช้บัลลังก์ราชันทำร้ายครอบครัวข้า"เฟยหรงกล่าวขึ้นในทันที การสาบานนี้หากอีกฝ่ายยินยอมจะไม่สามารถระเมิดได้ หากผิดไปจากคำสาบานคนผู้นั้นจะมีมารในใจและจะไม่สามารถก้าวหน้าต่อไปได้บนเส้นทางบ่มเพาะ
"เอาสิ ถ้าหากครอบครัวของเจ้าไม่มีเกะกะระรานข้าก่อน ข้าเสวียเหม่ยสาบานว่าจะไม่ใช้พลังของบัลลังก์ราชันทำร้ายพวกเขาด้วยการบ่มเพาะตลอดชีวิตของข้า"นางกล่าวอย่างมีชั้นเชิง หากยอมสาบานไปตามที่เฟยหรงกล่าวนางจะไม่สามารถตอบโต้ได้เลยหากอีกฝ่ายอยากที่จะระรานนาง
แต่การที่นางยอมสาบานเช่นนี้เฟยหรงก็พอใจกับมันแล้วเพราะเขาเองก็ไม่คิดว่าครอบครัวของตนจะมาระรานเสวียเหม่ยแต่อย่างใดเช่นกัน
"เช่นนั้นข้าจะช่วยท่าน บอกมาว่าต้องทำเช่นไร"เฟยหรงว่ากล่าวเขาหยิบถ้วยชาขึ้นมาดื่มพร้อมรอฟังคำกล่าวของนาง
"เรื่องนั้นช่างงายดาย มหาดินแดนเยือกแข้งทั้งหนาวเย็นและกว้างใหญ่และด้านในของมันเป็นเขาวงกตที่ลึกลับซับซ้อน ดังนั้นหากจะให้หาบัลลังก์ราชันได้ง่ายขึ้น จำเป็นต้องใช้บัลลังก์ราชันแห่งเปลวเพลิงที่อยู่ขั่วตรงข้ามกันเป็นตัวกระตุ้นเพื่อให้เราหามันได้เร็วขึ้น นี่ละคือเหตุผลว่าทำไมข้าถึงอยากให้เจ้าช่วยเหลือ"เสวียเหม่ยกล่าว
"เป็นเช่นนี้นี่เอง วิธีการของท่านช่างง่ายดายแต่ได้ผลดีจริงๆใช้การสั่นพ้องเข้าหากันของขั่วตรงข้ามสินะ น่าเสียดายที่ข้าคิดเรื่องนี้น้อยไปไม่เช่นนั้นบัลลังก์ราชันเหมันต์คงได้ตกอยู่ในมือข้าไปแล้ว"เฟยหรงกล่าว
"เหอะๆเจ้าคิดว่ามหาดินแดนเยือกแข็งนั้นเข้าไปง่ายดายเช่นนั้นเลยหรือ ที่นั่นคือดินแดนลึกลับที่แม้แต่ข้ายังสำรวจมันไม่หมด ทั้งยังมีสัว์อสูรระดับมหาเทวะเร้นกายอยู่นับสิบตัว หากเผลอเข้าไปโดยไม่รู้อะไรก็มีแต่ความตายเท่านั้นที่รออยู่"
"เอาเถอะ ไหนๆก็ตกลงกับท่านไว้แล้วนี่ ออกเดินทางกันเลยหรือไม่? ข้าเองก็มีลางสังหรณ์ว่าจะพบโชคครั้งใหญ่ที่นั่นเช่นกัน"เฟยหรงกล่าว เสวียเหม่ยลุกขึ้นในทันทีก่อนที่นางเดินออกไปแล้วหันกลับมาหาเฟยหรง "อีกสองชั่วยาม เจ้าไปบอกพวกนางให้ชัดเจน"กล่าวจบนางก็จากไปในทันที เฟยหรงที่เห็นอดไม่ได้ที่จะส่ายหัว นี่คือนางมารที่สังหารคนของเมื่อครู่อย่างเลือดเย็นแน่หรือบุคลิกของนางช่างลึกลับซับซ้อนเสียจริง
เฟยหรงเดินเข้าไปหาเหล่าภรรยาที่อยู่ไม่ไกลนักพร้อมทั้งบอกกล่าวเรื่องราวให้พวกนางได้ฟังอย่างไม่ปิดบังใดๆและพวกนางก็เข้าใจดีและตอบรับชายหนุ่มด้วยรอยยิ้ม ส่วนเจ้าตัวน้อยทั้งสองน่ะหรือในเวลานี้พวกนางกำลังติดพวกแม่ๆของนางราวกับไม่อยากพรากจากกันเลยทีเดียว แน่นอนว่าปิงลี่อินนั้นติดปิงเหยาเป็นธรรมดา ส่วนที่เหนือความคาดหมายคือเฟิงหยุนเยว่นี่แหละนางไปติดเซียนปิงเอ๋อซะได้ หากนางติดจ้าวหลานหรือเสี่ยวเซียนเขาจะไม่แปลกใจเลยแม้แต่น้อย เพราะพวกนางมีความอ่อนหวานและอ่อนโยนแต่เซียนปิงเอ๋อนั้นปากไม่ค่อยตรงกับใจแถมนางยังขี้แกล้งมากๆอีกด้วย
"เช่นนั้นข้าไปก่อนนะ อยู่ทางนี้ฝากพวกเจ้าดูแลเจ้าตัวน้อยทั้งสองด้วยก็แล้วกัน"หญิงสาวทั้งสามพยักหน้ารับในทันที เวลานี้นางมารเหมันต์ปฐมกาลได้ยืนมองเขาอยู่บนอากาศเป็นที่เรียบร้อย
เฟยหรงพุ่งทะยานสู่ท้องฟ้าชั่วพริบตานั้นเขาและเสวียเหม่ยก็หายไปจากสายตาของพวกเสี่ยวเซียนและมาโผล่อีกทีนอกเขตพิภพที่ในเวลานี้กำลังเกิดพายุหิมะขนาดใหญ่ซึ่งเป็นผลมาจากที่เสวียเหม่ยสำแดงพลังเมื่อครู่นี้
"มหาดินแดนเยือกแข็งอยู่ไม่ไกลเพียงไม่ถึงครึ่งชั่วยามก็ถึง เจ้าเตรียมตัวให้ดีเพราะท่นั่นหนาวเย็นมาก"เฟยหรงพยักหน้ารับคำของเสวียเหม่ย ทั้งสองพุ่งตรงไปสุดชายขอบของเขตเหนือในที่สุดก็เจอกับดินแดนน้ำแข็งที่เต็มไปด้วยหมอกสีขาว และหนาวเย็นจนเฟยหรงถึงกับสั่นเทาเล็กน้อย
"นี่มันหนาวเย็นมากจริงๆ"เฟยหรงกางม่านพลังปราณห่อหุ้มตัวเองในทันทีผิดกับเสวียเหมยที่ยังไม่มีอาการใดๆเลยแม้แต่น้อย นางค่อยๆเดินไปอย่างช้าทุกๆย่างก้าวที่นางเหยียบย่างไปปรากฏสัญลักษณ์รูปเกล็ดหิมะคอยรองรับเท้าเปล่าๆของนางเอาไว้ทำให้นางไม่ได้สัมผัสพื้นเลยแม้แต่นิดเดียว
'ให้ตายเถอะ มหาเทวะเขาไม่นิยมสวมรองเท้าหรือไง แต่ท่านยายก็สวมนี่คงเป็นรสนิยมของนางกระมัง'เฟยหรงแอบนินทาเสวียเหม่ยในใจ ในที่สุดเขาก็เข้าสู่พวกเขาก็มาอยู่หน้าเขาวงกตใหญ่สุดลูกหูลูกตาเสียที
"ถึงเวลาแล้วปลดปล่อยบัลลังก์ราชันของเจ้าเสีย"เสวียเหม่ยว่ากล่าวเฟยหรงก้ทำตามในทันที แต่บัลลังก์ราชันครานี้ไม่ได้อยู่ในรูปแบบของบัลลังก์แต่เป็นรูปแบบของร่างจำแลงแทน
วิหคเพลิงกู่ก้องไปทั่วทั้งดินแดนเขาวงกตเยือกแข็งทันใดนั้นใจกลางของมหาดินแดนเฟยหรงสัมผัสได้ถึงการตอบรับของบัลลังก์ราชันในทันที "เจอแล้วตามข้ามา!!"
ชายหนุ่มก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างมั่นใจมงกุฏเปลวเพลิงที่อยู่บนศรีษะและวิหคเพลิงไม่ได้หายไปแต่อย่างใดและกำลังบ่งชี้ตำแหน่งเฟยหรงให้เข้าไปในเขาวงกตอย่างง่ายดายและในที่สุดไม่ถึงสามชั่วยาม เฟยหรงและเสวียเหม่ยก็มาถึงยังใจกลางของมหาดินแดนที่ตอนนี้จิ้งจอกเก้าหางตัวใหญ่กำลังนอนอยู่พร้อมกับมีหญิงสาวอาภรณ์ขาวบริสุทธิ์นั่งอิงแอบมันเห็นได้ชัดว่านางคือผู้ถือครองบัลลังก์ราชันรุ่นก่อนทั้งจิ้งจอกเก้าหางที่อยู่ด้านหลังก็คือร่างจำแลงของบัลลังก์ราชันแห่งเหมันต์เป็นแน่แท้
"ยินดีต้อนรับ เจ้าคนไหนจะเป็นผู้สืบทอดแห่งข้า"นางกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงยั่วยวนใจ อาภรณ์ขาวที่สวมมันไว้ช่างหลวมจนเห็นเนินอกอันใหญ่โตของนาง ภาพนี้ทำให้เฟยหรงอดที่จะกลืนน้ำลายไม่ได้
"หืม??ผู้สืบทองของอัสนี เปลวเพลิง และความมืด ช่างเป็นชายหนุ่มที่ทำให้ข้าประหลาดใจจริงๆ เจ้าคือคนที่จะมาสืบทอดบัลลังก์ของข้าใช่หรือไม่"นางเคลื่อนตัวมาใกล้เฟยหรงพร้อมทั้งทำน้ำเสียงยั่วยวนอย่างถึงที่สุดพร้อมกิริยาอาการของนางช่างเหมาะกับฉายานางมารมากกว่าเสวียเหม่ยเสียอีก โชคยังดีที่นางไม่มีกายเนื้อไม่เช่นนั้นนางอาจจะจู่โจมเฟยหรงไปแล้วก็ได้
"อะ เอ่อ.....ผู้อาวุโส ไม่ใช่ข้าขอรับ เป็นนางที่ต้องการจะสืบทอดบัลลังก์ราชันของท่าน"เฟยหรงชี้นิ้วไปทางเสวียเหม่ยแต่นางกลับทำท่าที่กระฟัดกระเฟียดและเบือนหน้าหนีออกไป ร่างวิญญานของเจ้าบัลลังก์เหมันตืค่อยๆลอยมาสำรวจนางช้าๆก่อนที่จะกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เรียบเฉย
"เจ้าไม่มีคุณสมบัติ!!"คำพูดนั้นทำให้เสวียเหม่ยต้องหันนางมานางเจ้าแห่งบัลลังก์ราชันโดยไม่ได้ตั้งใจ "ทำไมข้าถึงไม่มีคุณสมบัติเจ้าคะ"เสวียเหม่ยกล่าวถาม
"คำถามนี้เจ้าควรรู้อยู่แก่ใจ ดวงตาของเจ้าแม้จะมีหลากหลายอารมณ์แต่ข้าก็สัมผัสได้ถึงแรงอาฆาตที่สูงเอามากๆ เจ้าอยากได้บัลลังก์ราชันก็แค่นำไปแก้แค้นเท่านั้นแต่ผู้ถือครองบัลลังก์ราชันไม่ได้เรียบง่ายอย่างที่เจ้าคิด พวกเขาต้องคอยรับมือศัตรูจากต่างมิติที่เข้ามารุกราน กับเจ้าที่มีเพียงแค่ความต้องการส่วนตัวนั้นไม่มีคุณสมบัติที่เหมาะสมอย่างชัดเจน"เจ้าบัลลังก์เหมันต์กล่าวอธิบายอย่างฉะฉานเจ้าเสวียเหม่ยที่ได้ฟังถึงกับพูดไม่ออกและกำหมัดแน่น เห็นได้ชัดเลยว่าที่จ้าวแห่งบัลลังก์พูดนั้นคือความจริงแท้แน่นอน
"หากเจ้าดึงดันที่จะเข้าสู่บททดสอบแห่งราชันเจ้าจะต้องตายอย่างแน่นอน"นางกล่าวเสริม
เฟยหรงมองไปที่เสวียเหม่ยด้วยความสงสัย แท้จริงแล้วนางต้องการพลังแห่งบัลลังก์ราชันไปเพื่อแก้แค้นงั้นหรือ? ในโลกใบนี้ยังมีผู้ใดที่นางสู้ไม่ได้อีก หากจะบอกว่าเป็นท่านยายของเขาก็ไม่น่าใช่เนื่องจากนางให้สาบานไว้แล้วว่าหากได้บัลลังก์แห่งราชันนางจะไม่ทำร้ายคนในครอบครัวของเขา เหตุการณ์นี้ทำให้เฟยหรงงุนงงไปหมด ตัวตนของนางเป็นช่างเป็นปริศนาอย่างแท้จริง
"ท่านผู้อาวุโสขอรับ จริงอยู่ที่นางอาจจะมีเหตุผลหลักคือการแก้แค้นแต่ก็ไม่ใช่ว่านางจะนิ่งดูดายหากพวกอาชูร่ารุนรานนี่ขอรับ ท่านได้โปรดพิจารนาอีกครั้งได้หรือไม่"เฟยหรงไม่รู้จะทำอย่างไรจึงกล่าวออกไปเช่นนั้น ตอนนี้เหมือนเสวียเหม่ยจะรู้สึกมืดแปดด้านไปหมดหากเขาไม่พูดอะไรอีกคนมันก็จะดำเนินต่อไปไม่ได้
"ฮิฮิ พูดจาหว่านล้อมเก่งจริงๆนะเจ้าหนุ่ม จริงอยู่ที่อาจจะเป็นแบบนั้นแต่ในฐานะเจ้าแห่งบัลลังก์ราชันแล้วทุกคนก็มีบททดสอบที่แตกต่างกันไป ข้าไม่รู้ว่าเจ้าผ่านด่านทดสอบอะไรมาแต่สำหรับข้ามีเพียงการทดสอบจิตใจเท่านั้น หากผู้สืบทอดมีจิตมารอยู่ในใจบัลลังก์ราชันอาจถูกใช้ในทางที่ผิดได้และนั่นเป็นสิ่งที่ข้าไม่ต้องการจะเห็น"นางกล่าวอย่างชัดเจน น้ำเสียงไม่ได้ขี้เล่นและยั่วยวนแต่มันกลับจริงจังขึ้นทันตา
"แล้วอีกเหตุผลหนึ่งที่ข้าบอกเจ้าไม่มีคุณสมบัติสืบทอดบัลลังก์ราชันนั่นก็ช่างง่ายดายซึ่งเจ้าก็รู้ตัวดีใช่ไหม เส้นลมปราณเหมันต์ปฐมกาลในร่างกายของเจ้าคือเส้นลมปราณที่เกิดใหม่และยังคงไม่สมบูรณ์แบบเหมือนของเดิมที่ถูกชิงไป ดังนั้นหากรับเอาปราณน้ำแข็งที่เป็นที่สุดของบัลลังก์ราชันไปเส้นลมปราณของเจ้าจะรับไม่ไหวอย่างแน่นอน ดังนั้นยอมแพ้ซะเถอะ!!"
"ถูกชิงไป!!!"เฟยหรงอุทานอย่างไม่เชื่อ ถูกชิงเส้นลมปราณไปเนี้ยนะแล้วทำไมเส้นลมปราณของนางถึงเกิดใหม่ได้ละทั้งยังทำให้นางแข้งแกร่งปานนี้ในตอนที่มันยังไม่สมบูรณ์ นี่มันเรื่องบ้าชัดๆ แต่พอมองไปที่เฟยเสวียเฟยหรงก็ชะงักไปในทันทีเนื่องจากนางในเวลานี้ดวงตาเต็มไปด้วยความคลั่งแค้น เห็นได้ชัดเลยว่าที่เจ้าบัลลังก์พูดล้วนเป็นความจริง
"ข้ารู้ว่าเจ้าสงสัยอะไร เส้นลมปราณเหมันต์ปฐมกาลคือเส้นลมปราณที่เรียกได้ว่าเป็นเส้นลมปราณระดับศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นอับดับหนึ่งของเส้นลมปราณสายน้ำแข็งทั้งมวลตามชื่อของมัน หากไม่มีการคงอยู่ของบัลลังก์ราชันแห่งเหมันต์แล้วนั้นมันคืออันดับหนึ่งเลยทีเดียวแล้วการที่มันเกิดใหม่ได้แสดงว่าพวกมันเอาไปได้แต่เส้นลมปราณเท่านั้นไม่สามารถเอารากปราณไปได้เพราะรากปราณระดับศักดิ์สิทธิ์จะฝังรากลึกจนไม่มีทางที่วิชากระชากรากปราณไหนจะเอามันไปได้นั่นเอง"เจ้าบัลลังก์ราชันกล่าวตอบข้อสงสัยของเฟยหรงประดุจรับรู้ความสงสัยของชายหนุ่ม เฟยหรงที่ได้ยินถึงกับนิ่งเงียบไปในทันที ดูเหมือนอดีตของเสวียเหม่ยนี้จะไม่เรียบง่ายเสียแล้ว