ภาค 2 บทที่ 2
บทที่ 2 การเดินทางไกลหลายลี้หยางหลงได้เดินทางมาถึงเมืองแห่งนึงที่เป็นเป้าหมายของเขา แม้จะไม่ได้เป็นเมืองที่ใหญ่โตเท่ากับเมืองหลวงแต่ชาวเมืองที่นี่ก็มีอยู่มากนัก ประตูเมืองอันใหญ่โตเบื้องหน้าด่านตรวจคนเข้าเมืองที่กำลังทำงานอย่างเคร่งครัด หยางหลงที่เพิ่งเดินทางมาถึงแล้วจ้องมองอยู่ไกลๆ ก่อนที่เขานั้นจะตัดสินใจเดินตรงเข้าไปเพื่อผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง และเมื่อเข้าไปถึงเขานั้นก็สามารถผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองเข้าไปภายในเมืองได้ไม่ยากนัก นั้นเพราะครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขามาที่เมืองแห่งนี้ ก่อนหน้านี้หลังจากที่หยางหลงนั้นออกมาจากเมืองหลวงเขาเคยเดินทางมาที่เมืองแห่งนี้อยู่ครั้งหนึ่ง จนได้พบกับขุนนางที่ปกครองเมืองแห่งนี้อยู่ ในตอนนั้นเขาจ้อง‘กระบี่หยดน้ำค้างแข็ง’ในมือของหยางหลงเต็มเป็นมัน เหตุการณ์ในครั้งนั้นมันเลยทำให้หยางหลงนั้นรู้ได้ทันทีเลยว่า พวกกลุ่มคนที่เข้ามาหวังจะจับตัวเขาต้องเป็นฝีมือของขุนนางชั่วผู้นี้เป็นแน่ เอาที่จริงแล้วหยางหลงก็ไม่ค่อยถูกชะตากับขุนนางพรุ่งนี้สักเท่าไหร่ แต่เขานั้นไม่เคยกระทำผู้ใดก่อนอย่างไร้เหตุผลแต่ในครั้งนี้อีกฝ่ายนั้นรนหาที่ตายเอง เมื่อผ่านประตูเมืองเข้ามาก็พบกับถนนเส้นหลักของเมืองแห่งนี้แต่ผู้คนนั้นจะเดินพลุ่งพล่านอยู่มากมาย แม้ชาวเมืองจะมีมากมายแต่สภาพของพวกเขาก็ไม่สู้ดีนัก หยางหลงรู้ได้ทันทีว่ามันเกิดจากเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ของเมืองนี้ บุรุษชุุดสีขาวที่เดินไปบนถนนเส้นหลักของเมืองเขาได้หยุดลงตรงหน้าร้านอาหารแห่งหนึ่ง หยางหลงได้เข้าไปนั่งพักทานอาหารภายในนั้น เมื่ออาหารมากมายถูกส่งมาตั้งเรียงรายอยู่บนโต๊ะหยางหลงไม่รอช้าเขานั้นรีบจับตะเกียบขึ้นมาแล้วเริ่มทานอาหารที่ตั้งเรียงรายอยู่เบื้องหน้าทันที ในขณะที่กำลังนั่งทานอาหารอยู่นั้นโต๊ะข้างๆของหยางหลงก็ได้เริ่มสนทนากัน หูของหยางหลงสามารถได้ยินไกลกว่าคนปกติเพราะเช่นนั้นเขาจึงสามารถได้ยินบทสนทนาของคนพวกนั้นอย่างชัดเจน “ นี่ๆๆๆเจ้ารู้หรือเปล่าว่าขุนนางอู๋จะทำการเก็บเงินจากชาวเมื่อทุกๆครอบครัว ครอบครัวละห้าเหรียญทองเพื่อจะส่งไปให้เป็นของขวัญวันเกิดให้แก่องค์รัชทายาท ” “ บ้า!!! ตอนนี้พวกเราแทบจะไม่มีเงินกินข้าวอยู่แล้วจะหาเงินจากที่ไหนกัน ” “ นั้นสิ...ขุนนางชั่วนั้นเอาแต่ขูดรีดพวกเรามาตั้งนานแล้ว ” “ เงียบหน่อยเดี๋ยวมีผูัใดมาได้ยินก็เกิดเรื่องหรอก” “ แต่ข้าจะไม่ไหวแล้วนะ!!! ” หยางหลงได้ยินบทสนทนาเหล่านั้นอย่างชัดเจน ความคิดของหยางหลงนั้นเป็นอื่นไปไม่ได้นอกจากขุนนางชั่วผู้นั้นหวังจะนำวันเกิดขององค์รัชทายาทมาบังหน้า เขาขูดรีดเงินจากชาวเมืองเพื่อนำไปเป็นของขวัญวันเกิดให้แก่องค์รัชทายาท เมื่อคิดแล้วหยางหลงก็เกือบจะกลั้นขำเอาไว้ไม่อยู่ มันเช่นเป็นความคิดเด็กน้อยจริงๆในมุมมองของเขาแล้วขุนนางผู้นี้คงจะไม่ได้ส่งเงินที่ขูดรีดมาจากชาวเมืองให้แก่วังหลวงจริงๆอย่างที่เขานั้นเอ่ยหรอก เงินเหล่านั้นคงจะกลายเป็นทรัพย์สินของเขาเองไม่ผิดแน่ หยางหลงรีบทานอาหารที่ตั้งเรียงอยู่บนโต๊ะจนหมดแล้วรีบเดินออกจากร้านไปโดยเร็ว ............................... ณ จวนของขุนนางอู๋ เมื่อหยางหลงนั้นเดินทางมาถึงสถานที่แห่งนี้ สถานที่แห่งนี้ช่างเด่นชัดยิ่งนักมันต้องอยู่ใจกลางเมืองและเมื่อได้มองดูยิ่งรู้ เพราะว่ามันทั้งใหญ่โตและกว้างขวางกว่าสถานที่อื่นๆรอบๆเมือง บ้านเรือนอื่นภายในเมืองนั้นต่างชำรุดทรุดโทรมต่างจากสถานที่แห่งดีที่ดูทั้งสวยงามและยิ่งใหญ่ เมื่อเดินมาถึงหน้าจวนหยางหลงได้หยุดมองอยู่พักก่อนที่เขานั้นจะส่ายหัวออกมาด้วยความไม่พอใจ ทหารยามสองคนที่ยืนเฝ้าประตูจวนอยู่นั้นได้มองบุรุษประหลาดผู้นี้ด้วยความสงสัย เพราะไม่มีชาวเมืองผู้ใดกล้าเข้าใกล้สถานที่แห่งนี้เพราะรู้ว่าเป็นจวนของขุนนางอู๋ “ เจ้าเป็นผู้ใดกัน!!! ” ทหารยามคนหนึ่งเลยขึ้นโดยเสียงดัง หยางหลงนั้นไม่ตอบกลับทหารยามผู้นั้นเขาได้จับจ้องจวนของขุนนางชั่วผู้นั้นอย่างไม่ละสายตา การกระทำของหยางหลงงั้นทำให้ทหารยามผู้นั้นเริ่มรู้สึกไม่พอใจ ทหารยามผู้นั้นได้เดินตรงดิ่งเข้าไปหาหยางหลงที่ยืนอยู่หน้าจวน เขานั้นเข้ามากระชากคอเสื้อของหยางหลงทันทีที่เข้าถึงตัว เขามองหยางหลงด้วยใบหน้าที่โกรธเคือง บุรุษชุดขาวที่โดนกระทำเช่นนั้นเขายังคงความเยือกเย็นของตนเองเอาไว้อยู่เสมอแม้จะถูกกระทำอย่างไม่สมควร “ ข้าว่าเจ้าควรจะหนีไปถ้าไม่อยากตายไปกับขุนนางชั่วผู้นี้... ” หยางหลงกล่าวด้วยท่าทางที่เรียบเฉย “ ไอ้นี่!!! บังอาจนักนะ ” ทหารยามผู้นั้นได้คำรามออกมาด้วยความโกรธ แต่ทันใดนั้นเองเสี้ยววินาทีของการตัดสินใจที่ผิดพลาด ชีวิตของเขาก็ได้สิ้นสุดลงตรงนั้นคมกระบี่อันรวดเร็วได้ปาดเข้าไปที่คอหอยของเขา เสียงชักกระบี่ออกจากฝักและเสียงตวัดกระบี่อันเงียบสนิทบ่งบอกให้รู้ว่าทักษะในการใช้กระบี่ของชายผู้นี้ถูกขัดเกลามาอย่างหนักหน่วงจนใกล้เข้าถึงแก่นแท้ของการใช้กระบี่แล้ว ร่างของทหารยามผู้นั้นได้ค่อยๆล้มลงไปกองกับพื้น การตัดสินใจผิดพลาดเพียงครั้งเดียวทำให้ชีวิตของต้องดับสูญลงภายในพริบตา ร่างของทหารยามที่ไร้วิญญาณได้ล้มลงไปนอนแน่นิ่งอยู่กับพื้นที่เย็นเฉียบ ทหารยามอีกผู้หนึ่งที่เป็นสหายของทหารยามผู้นี้ที่มองดูเหตุการณ์ทุกอย่างอยู่ตั้งแต่ต้น เขาเริ่มแสดงความหวาดกลัวต่อบุรุษผู้ลึกลับผู้นี้ออกมาทางใบหน้าและร่างกาย ร่างของทหารยามอีกผู้หนึ่งที่กำลังสั่นกลัวเขาได้ทิ้งอาวุธของตนเองแล้ววิ่งเตลิดหายออกไป หยางหลงทำได้เพียงมองตามหลังทหารผู้นั้นไปจนหลุดหายออกไปจากระยะสายตาเท่านั้น อย่างไรเสียเขาก็ไม่คิดจะสังหารทหารผู้นั้นอยู่แล้วเพราะถ้าเป็นไปได้เขาก็อยากจะสังหารแค่ขุนนางชั่วผูันั้นเท่านั้น บุรุษชุดขาวได้ใช้เวลาตัวเบาลักลอบเข้าไปภายในจวนของขุนนางอู๋ เมื่อสังเกตุเห็นว่าภายในจวนนั้นมีขุนนางอู๋อยู่พอดีหยางหลงก็ได้ขึ้นไปอยู่บนหลังคาเพื่อที่จะแอบฟังการสนทนา ขุนนางชั่วผู้นั้นกำลังสนทนากับแค่ของตนเองอยู่ภายในห้องของตนเอง หยางหลงได้แอบฟังอย่างตั้งใจ “ ท่านจะส่งเงินให้เป็นของขวัญวันเกิดแก่องค์รัชทายาทจริงๆงั้นหรือ ” แค่ของขุนนางชั่วผู้นั้นได้เอ่ยถาม “ ฮ่าๆๆ ” เสียงหัวเราะอันน่ารังเกียจของขุนนางผู้นั้นได้ดังก้องเข้ามาในหูของหยางหลงที่กำลังแอบฟัง เสียงที่บาดแก้วหูจนเขานั้นอยากจะนำมือมาปิดหูทั้งสองข้างของตนเองเอาไว้ แต่เมื่อเสียงหัวเราะนั้นหยุดลงหยางหลงก็เอี้ยวหูฟังการสนทนาต่อ “ เจ้าจะบ้าหรือไงข้าก็แค่พูดไปอย่างนั้น แหละอย่างไรเสียทางการก็คงไม่ตรวจสอบอยู่ดี ” ขุนนางอู๋ได้เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงปนหัวเราะ เมื่อได้ยินเช่นนั้นหยางหลงที่แอบฟังอยู่ก็ไม่ประหลาดใจนักเขานั้นคิดไว้อยู่แล้วเรื่องความคิดของขุนนางชั่วผู้นี้ต้องเป็นเช่นนี้ หยางหลงได้ตัดสินใจกระโดดลงไปจากหลังคาเพื่อปรากฎกายให้ขุนนางผู้นี้ได้เห็น แล้วเมื่อขุนนางผู้นี้ได้เห็นหยางหลงที่ยังมีชีวิตเขานั้นก็ถึงกับสะดุ้ง “ เจ้า....เจ้าๆๆๆ ” ขุนนางอู๋เอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นๆ “ เจ้าคงจะผิดคาดละสิที่ข้ายังมิตาย ” หยางหลงกล่าวด้วยท่าทางเยือกเย็น “ ทหาร!!!! ” ขุนนางอู๋ตะโกนเรียกทหารที่อยู่ด้านนอก ทันใดนั้นเองเหล่าทหารก็ได้วิ่งกรูเข้ามานับสิบคน พวกทหารเหล่านั้นพยายามจะเข้ามาจับตัวของหยางหลง บุรุษชุดขาวงามสง่าได้ยังคงยืนนิ่งอย่างเยือกเย็นแม้จะมีคมอาวุธนับสิบชี้ตรงมาที่ร่างของตนเอง ดวงตาของทั้งสองของหยางหลงได้หลับลงอย่างช้าๆ พวกทหารที่เห็นเช่นนั้นก็รีบพุ่งเข้าไปหวังจะจับตัวของหยางหลง มือของบุรุษชุดขาวได้ชักกระบี่อันงดงามของตนเองออกมาจากฝักกระบี่ พวกทหารที่วิ่งกรูเข้ามาได้ใช้อาวุธของตนโจมตีใส่ร่างของหยางหลง บุรุษชุดขาวที่กำลังหลับตาอยู่นั้นได้รับการโจมตีของอีกฝ่ายที่ประดังเข้ามาด้วยท่วงท่าที่อ่อนนุ่มราวกับไร้แรงโต้ตอบแต่มันก็สามารถรับการโจมตีเรานั้นเอาไว้ได้อย่างน่าเหลือเชื่อ แม้ท่วงท่าการรับจะอ่อนนุ่มเช่นนั้นแต่เมื่อบุรุษชุดขาวสวนกลับไปท่วงท่ามันกลับดุดันผิดหูผิดตา เหล่าทหารที่วิ่งกรูเข้ามาหาหยางหลงกับถูกสังหารด้วยคมกระบี่ของเขาอย่างง่ายดาย เหล่าทหารพวกนี้ไม่ได้ฝึกฝนวิถีแห่งลมปราณมาตั้งแต่แรกมันเพราะเช่นนั้นพวกเขาจึงทำไม่ได้แม้กระทั่วสัมผัสตัวของหยางหลง ขุนนางอู๋ที่นั่งมองเหล่าทหารของตนเองถูกสังหารไปทีละคนนั้น เขาเริ่มแสดงความหวาดกลัวต่อหยางหลงออกมาอยู่ไม่น้อย หยางหลงที่ยืนอยู่เขาได้ปรายสายตาที่เยือกเย็นของตนเองมองไปที่ร่างของขุนนางชั่วผู้นั้น “เจ้า....เจ้าอย่างพึ่งคิดว่าเจ้าจะรอดออกไปได้นะ ” ขุนนางผู้นั้นเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นๆร่างกายของนั้นกำลังสั่นกลัวอยู่อย่างเห็นได้ชัด “ ออกมาได้แล้ว!!!! ”จบบท