“และแล้ว...เจ้าชายกับเจ้าหญิงก็อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข”
ฉันสัญญาแล้วฉันจะหาดอกไม้ที่ปลูกได้ทุกฤดูกาลมาให้ รอก่อนนะ... รอฉันเถอะนะ
มาซารุวิ่งห้อตะบึงมาได้ไกลมากแล้วขณะที่เสียงระเบิดยังคงดังก้องอยู่รอบปราสาทเด็กหนุ่มเป็นกังวลถึงผู้พิทักษ์คนอื่นๆ ป่านนี้เด็กพวกนั้นจะเป็นอย่างไรบ้างฟังจากที่มาโมรุเล่า เขารู้สึกไม่ดีเอาเสียเลยมิหนำซ้ำยังรู้สึกผิดเอามากๆด้วยที่ดึงเอาเหล่าผู้พิทักษ์ที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องในสงครามครั้งนี้เข้ามาร่วมต่อสู้เขารู้ว่ามันเป็นความผิดพลาดของเขาเองที่ปล่อยให้เรื่องมันบานปลายจนยากเกินกว่าที่จะแก้ไขได้แต่เด็กหนุ่มก็ยังคงเชื่อมั่นว่าหากเขาไม่ทำแบบนี้สงครามในครั้งนี้จะต้องมีคนสังเวยชีวิตไปอีกแบบคราวที่แล้วแน่เขาไม่ต้องการให้มันเป็นแบบนั้น
‘ให้มันสิ้นสุดลงแค่ฉัน’
คำพูดของคนที่เขาเคารพรักมากที่สุดในชีวิตยังคงดังก้องอยู่ในหัวภาพสะท้อนของชายหนุ่มร่างสูงผิวขาวซีดที่มีนัยน์ตาสีน้ำเงินเข้มเป็นประกายราวกับท้องฟ้ายามค่ำผุดขึ้นมาในความทรงจำพร้อมกับรอยยิ้มอ่อนโยนที่เขาเห็นจนชินตา แม้จะรู้ดีว่าภายใต้รอยยิ้มนั้นถูกห่อหุ้มไว้ด้วยความเศร้าและความลึกล้ำของความคิดที่เขาไม่อาจคาดเดาได้แต่เด็กหนุ่มก็เชื่อ... เชื่อมั่นในคำพูดและความคิดของผู้ชายคนนั้นจนสุดหัวใจ
‘หลังจากนี้ไปคิดจะทำอะไรอีกล่ะครับ?’
‘ก็คงจะกลับไปยัง...ที่ที่พวกเราจากมาล่ะมั้ง’
‘คุณให้ผมพาพวกเรามาที่นี่แล้วนี่ก็คิดที่จะกลับไปที่นั่นอีกครั้งงั้นเหรอครับ!?’ มาซารุในวัยเด็กถามด้วยน้ำเสียงข่มขู่‘คิดว่าที่ผ่านมาผมทำทุกอย่างลงไปเพื่ออะไรกันล่ะครับ!’
‘ส่งทุกคนมาอยู่ที่โลกใบนี้ใช่แล้ว’ ชายหนุ่มพึมพำ ‘อย่าเพิ่งโกรธฉันเลยฉันต้องขอบคุณเธอจริงๆที่ช่วยทำภารกิจสุดท้ายแทนฉัน ถึงแม้การเสียสละนั่นมันออกจะทำร้ายจิตใจเธอไปหน่อยก็ตาม’
เจ้าของนัยน์ตาสีน้ำเงินเข้มนั่นหันมายิ้มให้อย่างอารมณ์ดี
‘แต่เห็นไหมว่าผลลัพธ์ที่ได้มันดีกว่า?’ ชายหนุ่มถามเด็กน้อยกลับ ‘เห็นไหมว่าเบริลน่าออกมาจากหอคอยนั่นได้เธอได้รับอิสระภาพ ถึงแม้ว่าเส้นทางต่อจากนี้ไปนั้นมันอาจจะไม่สวยงามนักก็ตามทีนี้ฉันคงฝากฝังให้เธอดูแลเบริลน่าได้แล้วสินะ ใช่ไหม? ไม่สิฉันตั้งชื่อเด็กคนนั้นตามภาษาของโลกนี้ว่า ‘มินาโยะ’ นี่นา เป็นชื่อที่วิเศษไปเลยนะ!’
‘เฟรย์นี่คุณ!?’
‘ตอนนี้ฉันชื่อทาเคมูระมาโคโตะนะ ช่วยเรียกให้ถูกหน่อยสิ!’ ชายหนุ่มปรามด้วยน้ำเสียงขุ่นมัว‘เอาเถอะ ยังไงซะ จากนี้ไปมันก็จะเป็นการต่อสู้ของพวกเธอแล้วนี่นาถ้าหากว่าเธอสามารถจบทุกอย่างลงได้ในการต่อสู้คราวนี้ ฉันก็จะดีใจมากเลยล่ะบอกตามตรงแล้ว... ในฐานะที่มีสายเลือดของเอิร์ธสตาร์ไหลวนอยู่ในตัวอย่างเต็มเปี่ยมฉันหวังพึ่งใครไม่ได้อีกแล้วนอกจากเธอ’
‘พูดกันตามตรงด้วยเกียรติของสายเลือดแห่งเอิร์ธสตาร์และผู้พิทักษ์แห่งดวงดาวแล้วคุณเป็นคนที่ไม่ได้เรื่องที่สุดในบรรดาบรรพบุรุษของตระกูลเราเลยล่ะครับ’
‘เยี่ยมมาก! การกลับมาเกิดใหม่อีกครั้งสอนให้เธอรู้จักเอาชนะฉันบ้างแล้วสิ’ ชายหนุ่มกล่าวอย่างอารมณ์ดี
‘ผมไม่เคยคิดจะเอาชนะคุณเลย’ เด็กน้อยเอ่ย ‘ไม่เคย... เลยสักครั้ง’
ชายหนุ่มทอดสายตามองเขาด้วยแววตาอารีย์
‘เธอต้องก้าวข้ามฉัน’ เขาบอกด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ‘มีแต่เธอเท่านั้นที่จะสามารถทำในสิ่งที่ฉันไม่อาจทำได้’
คนอายุน้อยกว่าทำสีหน้าไม่พอใจในคำตอบนักแต่เพราะว่าเขายังเด็กเกินไปนี่ล่ะที่ทำให้ใบหน้าบึ้งตึงนั้นดูน่ารักน่าชังกว่าที่ควรจะเป็นชายหนุ่มยิ้มขำมันคงเป็นความมหัศจรรย์ของการเกิดใหม่ที่ทำให้เขาได้สนทนากับเด็กหนุ่มตัวน้อยวัยยังไม่เข้าอนุบาลที่มีความคิดความอ่านโตเกินวัยยิ่งนัก
‘ไม่เหงาเหรอครับ?’ เด็กชายตัวน้อยเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแผ่ว ‘ที่จะไปจากที่นี่ก่อนหน้าที่เธอคนนั้นจะเกิดมา’
วูบหนึ่งที่นัยน์ตาสีน้ำเงินเข้มคู่นั้นหม่นแสงไปมีรอยยิ้มเศร้าคลี่บางๆอยู่บนใบหน้าคมคายของชายหนุ่ม เขานั่งคุกเข่าลงกับพื้นเอ่ยกับเด็กน้อยตรงหน้าด้วยน้ำเสียงทุ้มที่แปลกไปจากปกติว่า
‘ก็ต้องเหงาแน่นอนอยู่แล้ว’ ชายหนุ่มบอก ‘ฉันคงเป็นพ่อที่ไม่ได้เรื่องที่สุดอยู่ๆก็คิดจะตายจากไปก่อนหน้าที่ลูกสาวของตัวเองจะเกิดมาแบบนี้ แต่เชื่อเถอะมาซารุคุง แบบนี้มันจะเป็นการดีกับเด็กคนนั้นซะมากกว่า ไม่สิ! กับพวกเธอทั้งคู่ ฉันเองก็มีหน้าที่อีกอย่างที่เหลืออยู่ให้ต้องไปทำมันคงเป็นหน้าที่สุดท้ายของฉันแล้วในฐานะผู้สร้างและผู้พิทักษ์ประตู’
ชายหนุ่มเอ่ยและสบตามองเข้ามาในนัยน์ตาของเด็กน้อย
‘ฉันหวัง...และปรารถนาให้อนาคตถัดจากนี้ไปของพวกเธอมีความสุขนะฉันจะเฝ้ามองพวกเธออยู่ที่อีกฟากของพระจันทร์ แล้วสักวันเราคงจะได้พบกันอีก’
แล้วชายหนุ่มก็ลุกขึ้นยืนเขาปลดเอาเครื่องประดับผมที่รัดเรือนผมสีดำสนิทอยู่ออก นั่นทำให้เรือนผมยาวเหยียดตรงของเขาคลี่กระจายไปทั่วแผ่นหลังกว้างชายหนุ่มถือเครื่องประดับชิ้นเล็กไว้ในมือสิ่งที่เขาถืออยู่เป็นเหมือนกับยางรัดผมที่ทำจากคริสตัลใสสีน้ำเงินเข้มสองชิ้นประกบคู่กันชิ้นหนึ่งให้สีน้ำเงินเข้มราวกับท้องฟ้ายามค่ำข้างในคริสตัลส่องแสงประกายระยิบระยับราวกับดวงดาวอีกชิ้นเป็นสีน้ำเงินเข้มของท้องทะเลลึก มืดสนิทและไร้ประกาย
‘การจะดึงเอาพลังที่ไม่ได้มีอยู่ในโลกนี้มาใช้จำเป็นต้องมีผู้เสียสละฉันคิดว่ามันถึงเวลาแล้วที่ฉันจะได้ใช้ชีวิตของตัวเองให้เป็นประโยชน์’
‘ไม่มีหนทางอื่นแล้วเหรอครับ?’ เด็กน้อยทำท่าเหมือนจะร้องไห้ แม้จะมีความทรงจำในอดีตชาติอยู่กับตัวแต่สภาพร่างกายของเขาในตอนนี้ก็ยังคงเป็นเด็กเกินไปพัฒนาการทางอารมณ์ที่มาพร้อมกับสภาพร่างกายนั้นยังไม่สมดุลกับความคิดความอ่านของเขาเด็กชายจึงควบคุมตัวเองได้อย่างยากลำบาก
‘นี่เป็นวิธีที่ดีที่สุดแล้ว’ ชายหนุ่มบอกด้วยน้ำเสียงที่แสนเศร้า ‘สักวันหนึ่งเธอจะเข้าใจเรื่องราวทุกอย่างและเมื่อถึงเวลานั้นขอให้รู้ไว้เถอะว่า ทุกอย่างที่ฉันทำฉันเป็นคนเลือกมันด้วยตัวเอง และไม่เคยคิดที่จะเสียใจเลย’
เขาบอกกับเด็กน้อยที่อยู่ตรงหน้า
‘เรื่องเดียวที่เสียดายคงมีแค่...ฉันไม่อาจอยู่กับเด็กพวกนั้นได้... ในฐานะพ่อคนนึง... ก็เท่านั้น’
เครื่องประดับในมือของชายหนุ่มส่องแสงสว่างเรืองรองออกมาแล้ววงแหวนเวทขนาดใหญ่ก็ปรากฏขึ้นมาใต้ฝ่าเท้าของชายหนุ่มและเด็กน้อยมันเป็นวงแหวนเวทสีน้ำเงินเข้มที่มีอักขระโบราณจารึกไว้ลวดลายภายในนั้นทั้งซับซ้อนและยากที่จะเข้าใจความหมาย อย่างไรก็ตามน้ำตาหยดหนึ่งของเด็กชายตัวน้อยไหลกระทบวงแหวนเวทแล้วร่างของเขาก็ลอยขึ้นจากพื้นอย่างช้าๆ เด็กน้อยหลับตา น้ำตาเริ่มรินไหลออกมาเป็นสายขณะปล่อยให้พลังที่แผ่พุ่งขึ้นมาไหลไปทั่วร่างเขารู้ดี ในวินาทีถัดมาที่เขาลืมตาขึ้นมาอีกครั้งคนตรงหน้านี่ก็จะหายจากชีวิตเขาไป... ตลอดกาล
‘เอาล่ะ ถึงเวลาลาจากกันจริงๆแล้วนะ’ชายหนุ่มว่า เขาอยู่ในเครื่องแบบแปลกประหลาดที่ไม่เคยปรากฏอยู่บนโลกใบนี้มาก่อนแต่มันเป็นเครื่องแบบที่เด็กน้อยและชายหนุ่มคุ้นเคยเครื่องแบบของรัชทายาทแห่งเอิร์ธสตาร์
‘ฝากที่เหลือด้วยล่ะ เจ้าชายแห่งดวงดาว...’
ฝากเด็กพวกนั้นไว้กับเธอด้วยล่ะ...
“ฉันจะออกไป”
มินาโยะพูดขึ้นในที่สุด
“ฉันรู้ดีว่าจะเกิดอะไรขึ้นถ้าฉันออกไปจากที่นี่แต่ว่า... ฉันอยู่ที่นี่ไม่ได้อีกต่อไปแล้ว ข้างนอกนั่นมีคนที่รอฉันอยู่คนที่ฉันรัก คนที่เป็นห่วงฉัน คนที่ฉันทำให้พวกเขาเจ็บปวด ฉันจะขังตัวเองอยู่ที่นี่ต่อไปไม่ได้เธอเองก็เหมือนกัน”
มินาโยะมองไปรอบห้องและไม่ได้ยินเสียงตอบรับกลับมาเธอจำไม่ได้แล้วว่าเมื่อสมัยตอนที่เธอเป็นเบริลน่าและกำลังรับฟังถ้อยคำจากตัวเธอเองในอนาคตอยู่นี้ตอนนั้นเธอกำลังรู้สึกเช่นไร แต่เด็กสาวคิดว่าถ้าหากเบริลน่าคือตัวเธอในชาติอดีตและยังมีความคิดและจิตวิญญาณแบบมินาโยะในอนาคตเธอจะต้องเข้าใจความหมายที่ตัวเธอในตอนนี้สื่อออกไปได้แน่
“ฉันรู้ว่าเธอรอเขา”มินาโยะบอกกับเสียงในหัวของเธอเอง “แต่ถ้าเธอไม่ก้าวออกไปจากห้องนี้เธอก็ไม่มีโอกาสได้เจอกับเขาอีกครั้งหรอก เรื่องนี้ฉันให้สัญญากับเธอได้เพราะฉันก็คือตัวเธอเองนั่นแหละ เบริลน่า ต่อให้รู้ว่าตัวฉันเองต้องตายหลังจากนี้ฉันก็จะออกไป”
“เขาสัญญา...ว่าจะเอาดอกไม้ที่เติบโตได้ทุกฤดูกาลมาให้ใช่ไหม?”
มินาโยะเปรยและยิ้มให้กับความว่างเปล่าที่อยู่โดยรอบ เสียงระเบิดที่เคยดังอื้ออึงเงียบลงไปเสียงเดียวที่ได้ยินในตอนนี้คือเสียงของเธอที่เอ่ยพูดกับตัวของเธอเอง
‘เธอยังเชื่อเขาเหรอ?เธอเชื่อในคำโกหกของเขาอยู่เหรอ?’
น้ำเสียงของเบริลน่านั้นเจ็บปวดมากและมินาโยะเองก็เข้าใจดีว่าเธอรู้สึกเช่นไร
‘เพราะเขาไม่ใช่เหรอที่ทำให้พ่อของเธอจากไปถ้าไม่มีเขา... เธอก็จะมีครอบครัวที่อบอุ่นและมีความสุขกว่านี้นะ อย่าลืมสิว่าเพราะเขาเธอถึงได้กลายเป็นผู้หญิงที่โหยหาความอบอุ่นมากถึงขนาดนี้’
เสียงสะท้อนของเบริลน่าดังขึ้นมาในหัว
‘เขาไม่เคยรักษาสัญญา...’
ราวกับได้ยินเสียงสะอื้นไห้เจือปนอยู่ในน้ำเสียงใสที่ก้องกังวานนั้น
‘ไม่เคย...ไม่เคยเลยสักครั้ง ทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาทำล้วนแต่เพื่อตัวเขาเองทั้งนั้นเขาไม่ได้แตกต่างไปจากพวกเอิร์ธสตาร์คนไหนเลย เขากลับมาเพื่อทำร้ายเราทั้งคู่’
“ฉันรู้...”
มินาโยะตอบ
‘ถึงอย่างนั้นเธอก็ยังเลือกที่จะออกไปข้างนอกอย่างนั้นเหรอ...’
“ใช่แล้ว ฉันจะไป” มินาโยะเอ่ย
เด็กสาวสูดลมหายใจเข้าปอดเธอไม่รู้วิธีออกไปจากที่นี่เช่นเดียวกับที่ไม่รู้วิธีการใช้พลังของตัวเองเด็กสาวทำได้แค่เชื่อมั่นในความรู้สึกของตัวเอง และศรัทธาต่อมันให้มากพอว่าพลังที่เขามอบให้จะช่วยพาเธอออกไปจากที่นี่ได้
แล้วสิ่งหนึ่งก็เกิดขึ้นเป็นความอบอุ่นที่สว่างไสวพวยพุ่งออกมาจากในตัวของมินาโยะลำแสงสีฟ้าใสกำลังโอบล้อมร่างของเธอไว้และส่องประกายออกไปรอบทิศอักขระเวทลงลวดลายเขียนซ้อนทับกันมากมายปรากฏขึ้นบนกำแพงหอคอย และแล้วในที่สุด...พวกมันก็รวมตัวกันอยู่ที่อีกมุมหนึ่งของกำแพง ก่อร่างเป็นรูปสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่คล้ายบานประตูไม้เรืองแสงสว่างอยู่ตรงหน้า
นั่นคือทางออกที่เด็กสาวเฝ้ามองหา
‘เบริลน่าความรักทำให้เธออ่อนแอ...’
เบริลน่าบอก
“ความรักอาจจะทำให้เธออ่อนแอเบริลน่า...” มินาโยะตอบกลับไป“แต่เชื่อเถอะว่ามันจะทำให้เธอเข้มแข็งขึ้นมาได้ด้วยเช่นกันเพราะฉะนั้นออกไปจากที่นี่เถอะ ดอกไม้ที่เติบโตได้ทุกฤดูกาลน่ะ มันมีอยู่จริงๆนะ!”
เด็กสาวเดินตรงไปยังช่องประตูรู้สึกว่าร่างทั้งร่างหนักอึ้ง บางส่วนในจิตใจยังคงต่อต้านสิ่งที่ตัวเธอเองกำลังทำอยู่ในตอนนี้และเธอก็เข้าใจจิตใจอีกเสี้ยวหนึ่งของเธอดีความหวาดกลัวต่อโลกภายนอกและผู้คนรอบข้างทำให้เบริลน่าเลือกที่จะขังตัวเองไว้อยู่แต่ในโลกที่เธอสร้างขึ้นแต่ว่า... ตัวเธอนี้ในตอนนี้นั้นไม่ใช่เบริลน่าผู้แสนอ่อนแอที่รู้จักแต่วิธีปกป้องจิตใจของตัวเองอีกต่อไปเธอรู้จักความผิดหวังและความเศร้ามามากพอที่จะเรียนรู้วิธีการก้าวข้ามผ่านสิ่งเหล่านั้นและเด็กสาวรู้ดีว่าตอนนี้เธอพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับมันแล้ว
ฝ่ามือบางวาบทาบลงบนประตูสัมผัสได้ถึงไออุ่นที่พวยพุ่งออกมาจากช่องประตูนั้น เด็กสาวสูดลมหายใจเข้าปอดหันหลังกลับไปมองเตียงนอนว่างเปล่าและห้องนอนโล่งๆของเธอเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะตัดสินใจตะโกนสุดเสียง
“ฉันรักเธอนะ เบริลน่า รักเธอมากจริงๆ!”
ลาก่อน...
ไอร้อนแผ่ซ่านออกมาจากช่องประตูไหลเข้าสู่ร่างของเด็กสาวผ่านทางฝ่ามือที่วาบแนบอยู่นัยน์ตาของมินาโยะเบิกกว้างเมื่อวงแหวนเวทสีม่วงเข้มปรากฏขึ้นใต้ฝ่าเท้าของเธอเด็กสาวสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นที่ไหลวนผ่านเข้าร่างฝ่ามือที่วาบแนบบานประตูนั้นสั่นระริกประตูไม้บานใหญ่กำลังถูกพลังอะไรบางอย่างจากวงแหวนเวทใต้ฝ่าเท้านั่นเผาผลาญ ไฟสีม่วงเจิดจ้าพวงพุ่งขึ้นรอบประตูไม้บานใหญ่และกำลังเผาไหม้มันกลายเป็นฝุ่นละอองสีเงินปลิวว่อนไปในอากาศอีกฟากของบานประตูที่ถูกทำลาย ร่างของมาซารุยืนอยู่ตรงหน้าเธอ
“พี่...”
เด็กสาวเบิกตากว้าง คาดไม่ถึงว่าคนที่อยู่อีกฟากของบานประตูนั่นจะเป็นเขาแต่ก่อนที่เธอจะทันได้พูดอะไรออกไปฝ่ามือของเด็กหนุ่มก็ฉุดร่างให้เธอก้าวข้ามมาอีกฟากของบานประตู
ประตูไม้ลุกไหม้ มันถูกทำลายและเหลือทิ้งไว้เพียงฝุ่นละอองที่ปลิวว่อนไปในอากาศกับร่างสองร่างที่กำลังยืนประจันหน้ากัน
มินาโยะกำลังสับสนเพราะทันทีที่เธอก้าวข้ามผ่านบานประตูออกมาจากยอดหอคอยนั้นอีกฟากที่ประตูเชื่อมต่อไปไม่ใช่บันไดเวียนที่มุ่งหน้าลงมายังสวนด้านล่างแต่ตอนนี้เธอกำลังยืนอยู่ที่สวนด้านล่างและทิ้งยอดหอคอยปราสาทสูงเสียดฟ้าไว้ด้านบนความอบอุ่นที่แผ่ซ่านออกมาจากบานประตูนั้นสร้างความคุ้นเคยให้กับเด็กสาวยิ่งนักแล้วเธอก็รู้แล้วว่าทำไมตัวเธอถึงได้มาโผล่ยังพื้นดินด้านล่างได้แทนที่จะเป็นหน้าบันไดเวียน
“เธอเปิดประตูแห่งดวงดาวได้แล้วสินะ”
มาซารุเอ่ยขึ้นอยู่ตรงหน้าเธอและกำลังยิ้มให้เธอด้วยรอยยิ้มที่เด็กสาวไม่เคยเห็น
“ฉัน...”
มินาโยะไม่รู้จะพูดอะไรออกมาดีในสถานการณ์แบบนี้เธอไม่คาดคิดมาก่อนว่าเขาจะมายืนอยู่ตรงหน้า ครั้งสุดท้ายที่ได้พบกับเขานั้น เด็กหนุ่มแทบจะไม่ยอมมองหน้าเธอเลยด้วยซ้ำ
มินาโยะเงยหน้าขึ้นมองยอดหอคอยแก้ขัด
“ฉันออกมาได้แล้วนะคะจากบนยอดหอคอยนั่น”
“ฉันรู้”
เด็กหนุ่มตอบรับแต่ยังไม่หยุดจ้องหน้าเธอ และมันทำให้เด็กสาวคิดอะไรไม่ออกไปพักใหญ่
“ฉัน... ไล่ตามคนอื่นๆมาได้...อีกหน่อยนึงแล้ว” เด็กสาวพูดติดๆขัดๆโดยไม่ยอมสบตามองเด็กหนุ่ม “ฉ... ฉันคิดว่า...เราควรจะต้องรีบไปตามหาพี่”
เธอทำท่าจะปลีกตัวหนีแต่มาซารุดึงแขนของเธอไว้ และใช้สายตาของเขาจ้องลึกเข้ามาในดวงตาเธอ
“อืม” เป็นอีกครั้งที่เขาตอบรับเพียงสั้นๆโดยไม่พูดอะไรมากไปกว่านั้นขณะที่มินาโยะนั้นต้องใช้ความพยายามเป็นอย่างมากในการเรียบเรียงคำพูดของตัวเอง
“ค... คือว่าฉัน...ไม่รู้ว่าจะต้องจบเรื่องนี้ยังไงดีน่ะค่ะ”
“แต่ฉันรู้”
มาซารุบอกสั้นๆหัวเราะชอบใจกับท่าทีงุ่นง่านของเธอทั้งๆที่เขาเองก็รู้ดีอยู่แก่ใจแท้ๆว่าเธอทำตัวไม่ถูกในสถานการณ์แบบนี้แต่เขาก็ยังคงเอาแต่พูดประโยคสั้นๆแบบนั้นอยู่ได้
มินาโยะเงยหน้าขึ้นมองเขาอย่างนึกรำคาญใจ
“ถ้ารู้แล้วก็ช่วยบอกกันหน่อยสิคะ!” เด็กสาวต่อว่าเขา
“ไปช่วยมินามิกัน”มาซารุบอกพร้อมกับวางฝ่ามือลงทาบบนศีรษะของเธอและยิ้มให้อย่างเอ็นดู “เรื่องนี้เราควรจะจบมันลงด้วยกันนะจริงไหม?”
“ก็ใช่น่ะสิคะ!”เด็กสาวบอกด้วยใบหน้างอง้ำ “แต่ช่วยอะไรฉันสักอย่างก่อนไปได้ไหมคะ?”
“อะไรเหรอ?”
“ช่วยฉันทำลายที่นี่ทีค่ะ!”เด็กสาวบอกด้วยน้ำเสียงเข้มแข็งขณะที่หันหลังกลับมาเงยหน้ามองห้องนอนของเธออีกครั้ง
มาซารุจ้องมองเธออย่างประหลาดใจ
“ทั้งตัวฉันและหอคอยนี่ช่วยทำลายมันลงไปที ฉันไม่อยากให้มันอยู่ในสถานที่สำคัญของฉันอีก”
“แต่ที่นี่เป็นที่ที่เธออยู่มาตลอด?”
“ไม่ใช่อีกต่อไปแล้วล่ะค่ะ”
เด็กสาวหันมาสบตาเขาพยักหน้าให้อย่างเชื่อมั่น มาซารุนิ่งเงียบไปอยู่ชั่วอึดใจก่อนจะพยักหน้ารับ
“พ่อเธอเอาฉันตายแน่” เด็กหนุ่มว่า
“คุณพ่อไม่อยู่กับฉันแล้วล่ะที่เหลืออยู่กับฉันในตอนนี้มีแต่... อนาคตของฉันเท่านั้น”
เด็กสาวยื่นมือออกไปข้างหน้าราวกับพยายามจะไขว่คว้าอะไรบางอย่าง
“ฉันทำเองดีกว่า” มาซารุบอกอย่างคิดได้ในที่สุด
“แต่ฉัน--”
“ฉันเสี่ยงให้เธอใช้พลังของเอิร์ธสตาร์ไม่ได้หรอกกลัวว่าที่จะพังคงไม่ได้มีแค่หอคอยน่ะสิ คงจะรู้นะ”
เขาหันมาหลิ่วตาให้อย่างน่าหมั่นไส้ที่สุด!
“ไปเถอะ”
มาซารุว่า
“ล.. แล้ว หอคอยล่ะคะ!?”
“ปล่อยไว้อย่างนั้นอีกไม่นานมันก็พังแล้วล่ะเชื่อฉันสิ”
มาซารุหันมายิ้มให้ ยังไม่ทันไรเสียงหินกะเทาะดังก็ไปทั่วทั้งหอคอย ไม่นานต่อจากนั้นตัวหอคอยที่ตั้งสูงตระหง่านก็เริ่มพังทลายลงมาฝุ่นควันลอยตลบไปทั่วพื้นที่ ขณะที่มาซารุพาเธอวิ่งตัดสวนไปยังอีกฟากของปราสาทเด็กสาวเหลียวหลังกลับไปมอง ยอดหอคอยสูงที่เธอเคยอยู่พังทลายลงไปแล้วเธอไม่รู้ว่าทำไมมาซารุถึงได้รู้ได้ว่าหอคอยนั่นจะถล่มลงมาเด็กสาวรู้เพียงแค่ว่าตัวเธอในตอนนี้โล่งใจเป็นที่สุด เธอกำลังวิ่งอยู่ และมีเขาวิ่งนำเธออยู่ข้างหน้าทิ้งอดีตของเธอและเขาไว้เบื้องหลัง
มีสิ...มีอยู่จริงแน่ๆ ดอกไม้ที่เติบโตได้ทุกฤดูกาลน่ะ
มันเบ่งบานอยู่ในใจของฉันยังไงล่ะดอกไม้แห่งความรักที่ฉันมีให้กับเธอ
มันงอกเงยขึ้นในใจนับจากวันที่ได้พบกับเธอคราวนั้น
จนถึงตอนนี้... และตลอดไป
-เอิร์ธมูน, สองวันก่อนสงครามใหญ่-
‘ฉันมาหาเธอ’
‘มาหาฉันเพื่ออะไรงั้นหรือคะ?’
‘ฉันเอานี่มาให้’ เด็กหนุ่มยื่นห่อผ้าสีหวานที่ผูกริบบิ้นสีเข้ากันมาให้ ‘ถ้าเผื่อว่าเธอยังอยากจะได้มันอยู่’
เบริลน่าไม่อยากจะรับมันไว้แต่นัยน์ตาสีเทาเข้มที่หันมาสบตาเธอกำลังฉายแววเจ็บปวดอย่างไม่ปิดบังเด็กหนุ่มหมุนตัวกลับหลังเมื่อเห็นว่าเธอไม่ยอมขยับ เขาเดินออกจากหอคอยไปยังด้านนอกตรงที่ที่ครั้งหนึ่งพวกเขาเคยทำแปลงดอกไม้เอาไว้ตอนนี้มันกลายเป็นเพียงสนามหญ้าที่รกร้างเพราะถูกวัชพืชเกาะกิน
แล้วเขาก็ทำในสิ่งที่เธอไม่คาดคิดอีกครั้งเด็กหนุ่มหยิบพลั่วสนิมเกาะจากพุ่มไม้ใกล้ๆขึ้นมาก่อนจะลงมือเกลี่ยพื้นสนามหญ้ารอบๆออกทำเป็นแปลงเล็กๆเขาทำหลุมใส่เมล็ดดอกไม้ด้วยมือใหญ่คู่นั้นก่อนจะค่อยๆหย่อนเมล็ดพันธุ์ลงไปทีละหลุมทีละเมล็ด เบริลน่ามองดูเขา เธออยากจะเข้าไปห้ามขอร้องให้เขาอย่าเข้ามายุ่มย่ามกับสถานที่แห่งความหลังของเธออีกเลยมันผ่านไปนานแล้วเธอทิ้งแปลงดอกไม้นั่นไปนานแล้วนับตั้งแต่วันที่เขากลับมาปรากฏตัวต่อหน้าเธออีกครั้งในฐานะคู่หมั้นของพี่ไม่มีแอลโด้ ครอสที่เธอรู้จักอีกต่อไปเพราะนับจากนี้ไปเขาคือคนที่จะอยู่เคียงข้างพี่สาวเธอไปตลอดกาล
แต่เด็กสาวห้ามเขาให้เลิกทำในสิ่งที่เขากำลังทำอยู่ไม่ได้เพราะส่วนลึกในจิตใจของเธอยังร้องบอกว่าตัวเธอเองยังเฝ้ารอว่าสักวันหนึ่งเขาจะหวนกลับคืนมาที่นี่อีกครั้งไม่ว่าจะนานแค่ไหนก็ตามสักวันแปลงดอกไม้ที่ถูกทิ้งไว้จะถูกขุดขึ้นมาใหม่อีกครั้งเหมือนอย่างในวันที่เธอได้พบกับเขาครั้งแรกเพราะอย่างนั้นแล้วเธอจึงได้ตัดสินใจที่จะลงมาจากหอคอย
เด็กหนุ่มเกลี่ยดินปิดปากหลุมเขาจัดการเก็บอุปกรณ์ทั้งหมดวางพิงไว้ที่กำแพงด้านหนึ่งของหอคอยก่อนจะขยับตัวถอยห่างออกมาจากแปลงดอกไม้เด็กหนุ่มยกหลังมือขึ้นน้ำตาหยดหนึ่งไหลออกมาจากนัยน์ตาของเขาก่อนที่มันจะตกกระทบลงบนหลังมือเบริลน่าดวงตาเบิกกว้าง แอลโด้กำลังร่ายเวทให้น้ำตานั่นเพิ่มปริมาณเป็นน้ำหยดใหญ่เกาะพรมอยู่บนหลังมือเขาเขาสะบัดมือข้างนั้นไปยังแปลงดอกไม้พื้นดินในแปลงชุ่มชื้นขึ้นมาทันตาก่อนที่เขาจะหันมาหาเธอ
‘มันเป็นดอกไม้ที่หาได้ยากหน่อยฉันเองก็ขอเมล็ดมันมาจากเอิร์ธฟลาวเวอร์ได้แค่สี่เมล็ดเอง’
แต่ ณ วินาทีนั้นเด็กสาวไม่สนใจแล้วว่าเขาจะใช้เวลาในการหามันมานานเท่าไหร่หรือมันจะมีจำนวนเพียงน้อยนิดแค่ไหนเธอเดินเข้าไปใกล้เขา เอ่ยคำพูดที่เธออยากพูดกับเขามาตลอดสิบสองปีที่ผ่านมา
‘คนใจร้าย!’
แต่เด็กหนุ่มกลับยิ้มรับคำประชดนั้นก่อนจะฉุดร่างของเด็กสาวเข้ามาในอ้อมแขนโอบกอดเธอไว้ด้วยความคิดคำนึงที่อัดแน่น
‘ขอโทษที่ทำให้รอนะเบริลน่า’
ของที่ฝากไว้...สักวันฉันจะมาเอาคืนกลับไป...