ผู้พิทักษ์จากแสงสว่าง : ราชินีแห่งดวงจันทร์

    บทที่ 75 รอยยิ้มของเจ้าชาย

    บทที่ 75รอยยิ้มของเจ้าชาย

    “และแล้ว...เจ้าชายกับเจ้าหญิงก็อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข”

     

            

            ฉันสัญญาแล้วฉันจะหาดอกไม้ที่ปลูกได้ทุกฤดูกาลมาให้ รอก่อนนะ... รอฉันเถอะนะ



            มาซารุวิ่งห้อตะบึงมาได้ไกลมากแล้วขณะที่เสียงระเบิดยังคงดังก้องอยู่รอบปราสาทเด็กหนุ่มเป็นกังวลถึงผู้พิทักษ์คนอื่นๆ ป่านนี้เด็กพวกนั้นจะเป็นอย่างไรบ้างฟังจากที่มาโมรุเล่า เขารู้สึกไม่ดีเอาเสียเลยมิหนำซ้ำยังรู้สึกผิดเอามากๆด้วยที่ดึงเอาเหล่าผู้พิทักษ์ที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องในสงครามครั้งนี้เข้ามาร่วมต่อสู้เขารู้ว่ามันเป็นความผิดพลาดของเขาเองที่ปล่อยให้เรื่องมันบานปลายจนยากเกินกว่าที่จะแก้ไขได้แต่เด็กหนุ่มก็ยังคงเชื่อมั่นว่าหากเขาไม่ทำแบบนี้สงครามในครั้งนี้จะต้องมีคนสังเวยชีวิตไปอีกแบบคราวที่แล้วแน่เขาไม่ต้องการให้มันเป็นแบบนั้น


            ‘ให้มันสิ้นสุดลงแค่ฉัน’


            คำพูดของคนที่เขาเคารพรักมากที่สุดในชีวิตยังคงดังก้องอยู่ในหัวภาพสะท้อนของชายหนุ่มร่างสูงผิวขาวซีดที่มีนัยน์ตาสีน้ำเงินเข้มเป็นประกายราวกับท้องฟ้ายามค่ำผุดขึ้นมาในความทรงจำพร้อมกับรอยยิ้มอ่อนโยนที่เขาเห็นจนชินตา แม้จะรู้ดีว่าภายใต้รอยยิ้มนั้นถูกห่อหุ้มไว้ด้วยความเศร้าและความลึกล้ำของความคิดที่เขาไม่อาจคาดเดาได้แต่เด็กหนุ่มก็เชื่อ... เชื่อมั่นในคำพูดและความคิดของผู้ชายคนนั้นจนสุดหัวใจ


            ‘หลังจากนี้ไปคิดจะทำอะไรอีกล่ะครับ?’

                 

            ‘ก็คงจะกลับไปยัง...ที่ที่พวกเราจากมาล่ะมั้ง’

                 

            ‘คุณให้ผมพาพวกเรามาที่นี่แล้วนี่ก็คิดที่จะกลับไปที่นั่นอีกครั้งงั้นเหรอครับ!?’ มาซารุในวัยเด็กถามด้วยน้ำเสียงข่มขู่‘คิดว่าที่ผ่านมาผมทำทุกอย่างลงไปเพื่ออะไรกันล่ะครับ!’


            ‘ส่งทุกคนมาอยู่ที่โลกใบนี้ใช่แล้ว’ ชายหนุ่มพึมพำ ‘อย่าเพิ่งโกรธฉันเลยฉันต้องขอบคุณเธอจริงๆที่ช่วยทำภารกิจสุดท้ายแทนฉัน ถึงแม้การเสียสละนั่นมันออกจะทำร้ายจิตใจเธอไปหน่อยก็ตาม’

                 

            เจ้าของนัยน์ตาสีน้ำเงินเข้มนั่นหันมายิ้มให้อย่างอารมณ์ดี


            ‘แต่เห็นไหมว่าผลลัพธ์ที่ได้มันดีกว่า?’ ชายหนุ่มถามเด็กน้อยกลับ ‘เห็นไหมว่าเบริลน่าออกมาจากหอคอยนั่นได้เธอได้รับอิสระภาพ ถึงแม้ว่าเส้นทางต่อจากนี้ไปนั้นมันอาจจะไม่สวยงามนักก็ตามทีนี้ฉันคงฝากฝังให้เธอดูแลเบริลน่าได้แล้วสินะ ใช่ไหม? ไม่สิฉันตั้งชื่อเด็กคนนั้นตามภาษาของโลกนี้ว่า ‘มินาโยะ’ นี่นา เป็นชื่อที่วิเศษไปเลยนะ!’


            ‘เฟรย์นี่คุณ!?’

                 

            ‘ตอนนี้ฉันชื่อทาเคมูระมาโคโตะนะ ช่วยเรียกให้ถูกหน่อยสิ!’ ชายหนุ่มปรามด้วยน้ำเสียงขุ่นมัว‘เอาเถอะ ยังไงซะ จากนี้ไปมันก็จะเป็นการต่อสู้ของพวกเธอแล้วนี่นาถ้าหากว่าเธอสามารถจบทุกอย่างลงได้ในการต่อสู้คราวนี้ ฉันก็จะดีใจมากเลยล่ะบอกตามตรงแล้ว... ในฐานะที่มีสายเลือดของเอิร์ธสตาร์ไหลวนอยู่ในตัวอย่างเต็มเปี่ยมฉันหวังพึ่งใครไม่ได้อีกแล้วนอกจากเธอ’


            ‘พูดกันตามตรงด้วยเกียรติของสายเลือดแห่งเอิร์ธสตาร์และผู้พิทักษ์แห่งดวงดาวแล้วคุณเป็นคนที่ไม่ได้เรื่องที่สุดในบรรดาบรรพบุรุษของตระกูลเราเลยล่ะครับ’


            ‘เยี่ยมมาก! การกลับมาเกิดใหม่อีกครั้งสอนให้เธอรู้จักเอาชนะฉันบ้างแล้วสิ’ ชายหนุ่มกล่าวอย่างอารมณ์ดี

                 

            ‘ผมไม่เคยคิดจะเอาชนะคุณเลย’ เด็กน้อยเอ่ย ‘ไม่เคย... เลยสักครั้ง’

                 

            ชายหนุ่มทอดสายตามองเขาด้วยแววตาอารีย์


            ‘เธอต้องก้าวข้ามฉัน’ เขาบอกด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ‘มีแต่เธอเท่านั้นที่จะสามารถทำในสิ่งที่ฉันไม่อาจทำได้’

                 

            คนอายุน้อยกว่าทำสีหน้าไม่พอใจในคำตอบนักแต่เพราะว่าเขายังเด็กเกินไปนี่ล่ะที่ทำให้ใบหน้าบึ้งตึงนั้นดูน่ารักน่าชังกว่าที่ควรจะเป็นชายหนุ่มยิ้มขำมันคงเป็นความมหัศจรรย์ของการเกิดใหม่ที่ทำให้เขาได้สนทนากับเด็กหนุ่มตัวน้อยวัยยังไม่เข้าอนุบาลที่มีความคิดความอ่านโตเกินวัยยิ่งนัก


            ‘ไม่เหงาเหรอครับ?’ เด็กชายตัวน้อยเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแผ่ว ‘ที่จะไปจากที่นี่ก่อนหน้าที่เธอคนนั้นจะเกิดมา’

                 

            วูบหนึ่งที่นัยน์ตาสีน้ำเงินเข้มคู่นั้นหม่นแสงไปมีรอยยิ้มเศร้าคลี่บางๆอยู่บนใบหน้าคมคายของชายหนุ่ม เขานั่งคุกเข่าลงกับพื้นเอ่ยกับเด็กน้อยตรงหน้าด้วยน้ำเสียงทุ้มที่แปลกไปจากปกติว่า


            ‘ก็ต้องเหงาแน่นอนอยู่แล้ว’ ชายหนุ่มบอก ‘ฉันคงเป็นพ่อที่ไม่ได้เรื่องที่สุดอยู่ๆก็คิดจะตายจากไปก่อนหน้าที่ลูกสาวของตัวเองจะเกิดมาแบบนี้ แต่เชื่อเถอะมาซารุคุง แบบนี้มันจะเป็นการดีกับเด็กคนนั้นซะมากกว่า ไม่สิ! กับพวกเธอทั้งคู่ ฉันเองก็มีหน้าที่อีกอย่างที่เหลืออยู่ให้ต้องไปทำมันคงเป็นหน้าที่สุดท้ายของฉันแล้วในฐานะผู้สร้างและผู้พิทักษ์ประตู’

                 

            ชายหนุ่มเอ่ยและสบตามองเข้ามาในนัยน์ตาของเด็กน้อย


            ‘ฉันหวัง...และปรารถนาให้อนาคตถัดจากนี้ไปของพวกเธอมีความสุขนะฉันจะเฝ้ามองพวกเธออยู่ที่อีกฟากของพระจันทร์ แล้วสักวันเราคงจะได้พบกันอีก’

                 

            แล้วชายหนุ่มก็ลุกขึ้นยืนเขาปลดเอาเครื่องประดับผมที่รัดเรือนผมสีดำสนิทอยู่ออก นั่นทำให้เรือนผมยาวเหยียดตรงของเขาคลี่กระจายไปทั่วแผ่นหลังกว้างชายหนุ่มถือเครื่องประดับชิ้นเล็กไว้ในมือสิ่งที่เขาถืออยู่เป็นเหมือนกับยางรัดผมที่ทำจากคริสตัลใสสีน้ำเงินเข้มสองชิ้นประกบคู่กันชิ้นหนึ่งให้สีน้ำเงินเข้มราวกับท้องฟ้ายามค่ำข้างในคริสตัลส่องแสงประกายระยิบระยับราวกับดวงดาวอีกชิ้นเป็นสีน้ำเงินเข้มของท้องทะเลลึก มืดสนิทและไร้ประกาย


            ‘การจะดึงเอาพลังที่ไม่ได้มีอยู่ในโลกนี้มาใช้จำเป็นต้องมีผู้เสียสละฉันคิดว่ามันถึงเวลาแล้วที่ฉันจะได้ใช้ชีวิตของตัวเองให้เป็นประโยชน์’


            ‘ไม่มีหนทางอื่นแล้วเหรอครับ?’ เด็กน้อยทำท่าเหมือนจะร้องไห้ แม้จะมีความทรงจำในอดีตชาติอยู่กับตัวแต่สภาพร่างกายของเขาในตอนนี้ก็ยังคงเป็นเด็กเกินไปพัฒนาการทางอารมณ์ที่มาพร้อมกับสภาพร่างกายนั้นยังไม่สมดุลกับความคิดความอ่านของเขาเด็กชายจึงควบคุมตัวเองได้อย่างยากลำบาก


            ‘นี่เป็นวิธีที่ดีที่สุดแล้ว’ ชายหนุ่มบอกด้วยน้ำเสียงที่แสนเศร้า ‘สักวันหนึ่งเธอจะเข้าใจเรื่องราวทุกอย่างและเมื่อถึงเวลานั้นขอให้รู้ไว้เถอะว่า ทุกอย่างที่ฉันทำฉันเป็นคนเลือกมันด้วยตัวเอง และไม่เคยคิดที่จะเสียใจเลย’

                 

            เขาบอกกับเด็กน้อยที่อยู่ตรงหน้า


            ‘เรื่องเดียวที่เสียดายคงมีแค่...ฉันไม่อาจอยู่กับเด็กพวกนั้นได้... ในฐานะพ่อคนนึง... ก็เท่านั้น’

                 

            เครื่องประดับในมือของชายหนุ่มส่องแสงสว่างเรืองรองออกมาแล้ววงแหวนเวทขนาดใหญ่ก็ปรากฏขึ้นมาใต้ฝ่าเท้าของชายหนุ่มและเด็กน้อยมันเป็นวงแหวนเวทสีน้ำเงินเข้มที่มีอักขระโบราณจารึกไว้ลวดลายภายในนั้นทั้งซับซ้อนและยากที่จะเข้าใจความหมาย อย่างไรก็ตามน้ำตาหยดหนึ่งของเด็กชายตัวน้อยไหลกระทบวงแหวนเวทแล้วร่างของเขาก็ลอยขึ้นจากพื้นอย่างช้าๆ เด็กน้อยหลับตา น้ำตาเริ่มรินไหลออกมาเป็นสายขณะปล่อยให้พลังที่แผ่พุ่งขึ้นมาไหลไปทั่วร่างเขารู้ดี ในวินาทีถัดมาที่เขาลืมตาขึ้นมาอีกครั้งคนตรงหน้านี่ก็จะหายจากชีวิตเขาไป... ตลอดกาล

                 

            ‘เอาล่ะ ถึงเวลาลาจากกันจริงๆแล้วนะ’ชายหนุ่มว่า เขาอยู่ในเครื่องแบบแปลกประหลาดที่ไม่เคยปรากฏอยู่บนโลกใบนี้มาก่อนแต่มันเป็นเครื่องแบบที่เด็กน้อยและชายหนุ่มคุ้นเคยเครื่องแบบของรัชทายาทแห่งเอิร์ธสตาร์

            

            ‘ฝากที่เหลือด้วยล่ะ เจ้าชายแห่งดวงดาว...’

     

                 

            ฝากเด็กพวกนั้นไว้กับเธอด้วยล่ะ...

     

     

                 



            “ฉันจะออกไป”

            

            มินาโยะพูดขึ้นในที่สุด

                 

            “ฉันรู้ดีว่าจะเกิดอะไรขึ้นถ้าฉันออกไปจากที่นี่แต่ว่า... ฉันอยู่ที่นี่ไม่ได้อีกต่อไปแล้ว ข้างนอกนั่นมีคนที่รอฉันอยู่คนที่ฉันรัก คนที่เป็นห่วงฉัน คนที่ฉันทำให้พวกเขาเจ็บปวด ฉันจะขังตัวเองอยู่ที่นี่ต่อไปไม่ได้เธอเองก็เหมือนกัน”

                 

            มินาโยะมองไปรอบห้องและไม่ได้ยินเสียงตอบรับกลับมาเธอจำไม่ได้แล้วว่าเมื่อสมัยตอนที่เธอเป็นเบริลน่าและกำลังรับฟังถ้อยคำจากตัวเธอเองในอนาคตอยู่นี้ตอนนั้นเธอกำลังรู้สึกเช่นไร แต่เด็กสาวคิดว่าถ้าหากเบริลน่าคือตัวเธอในชาติอดีตและยังมีความคิดและจิตวิญญาณแบบมินาโยะในอนาคตเธอจะต้องเข้าใจความหมายที่ตัวเธอในตอนนี้สื่อออกไปได้แน่

                 

            “ฉันรู้ว่าเธอรอเขา”มินาโยะบอกกับเสียงในหัวของเธอเอง “แต่ถ้าเธอไม่ก้าวออกไปจากห้องนี้เธอก็ไม่มีโอกาสได้เจอกับเขาอีกครั้งหรอก เรื่องนี้ฉันให้สัญญากับเธอได้เพราะฉันก็คือตัวเธอเองนั่นแหละ เบริลน่า ต่อให้รู้ว่าตัวฉันเองต้องตายหลังจากนี้ฉันก็จะออกไป”

                 

            “เขาสัญญา...ว่าจะเอาดอกไม้ที่เติบโตได้ทุกฤดูกาลมาให้ใช่ไหม?”

                 

            มินาโยะเปรยและยิ้มให้กับความว่างเปล่าที่อยู่โดยรอบ เสียงระเบิดที่เคยดังอื้ออึงเงียบลงไปเสียงเดียวที่ได้ยินในตอนนี้คือเสียงของเธอที่เอ่ยพูดกับตัวของเธอเอง


            ‘เธอยังเชื่อเขาเหรอ?เธอเชื่อในคำโกหกของเขาอยู่เหรอ?’

                 

            น้ำเสียงของเบริลน่านั้นเจ็บปวดมากและมินาโยะเองก็เข้าใจดีว่าเธอรู้สึกเช่นไร


            ‘เพราะเขาไม่ใช่เหรอที่ทำให้พ่อของเธอจากไปถ้าไม่มีเขา... เธอก็จะมีครอบครัวที่อบอุ่นและมีความสุขกว่านี้นะ  อย่าลืมสิว่าเพราะเขาเธอถึงได้กลายเป็นผู้หญิงที่โหยหาความอบอุ่นมากถึงขนาดนี้’

                 

            เสียงสะท้อนของเบริลน่าดังขึ้นมาในหัว


            ‘เขาไม่เคยรักษาสัญญา...’

                 

            ราวกับได้ยินเสียงสะอื้นไห้เจือปนอยู่ในน้ำเสียงใสที่ก้องกังวานนั้น


            ‘ไม่เคย...ไม่เคยเลยสักครั้ง ทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาทำล้วนแต่เพื่อตัวเขาเองทั้งนั้นเขาไม่ได้แตกต่างไปจากพวกเอิร์ธสตาร์คนไหนเลย เขากลับมาเพื่อทำร้ายเราทั้งคู่’

                 

            “ฉันรู้...”

                 

            มินาโยะตอบ


            ‘ถึงอย่างนั้นเธอก็ยังเลือกที่จะออกไปข้างนอกอย่างนั้นเหรอ...’

                 

            “ใช่แล้ว ฉันจะไป” มินาโยะเอ่ย

                 

            เด็กสาวสูดลมหายใจเข้าปอดเธอไม่รู้วิธีออกไปจากที่นี่เช่นเดียวกับที่ไม่รู้วิธีการใช้พลังของตัวเองเด็กสาวทำได้แค่เชื่อมั่นในความรู้สึกของตัวเอง และศรัทธาต่อมันให้มากพอว่าพลังที่เขามอบให้จะช่วยพาเธอออกไปจากที่นี่ได้

                 

            แล้วสิ่งหนึ่งก็เกิดขึ้นเป็นความอบอุ่นที่สว่างไสวพวยพุ่งออกมาจากในตัวของมินาโยะลำแสงสีฟ้าใสกำลังโอบล้อมร่างของเธอไว้และส่องประกายออกไปรอบทิศอักขระเวทลงลวดลายเขียนซ้อนทับกันมากมายปรากฏขึ้นบนกำแพงหอคอย และแล้วในที่สุด...พวกมันก็รวมตัวกันอยู่ที่อีกมุมหนึ่งของกำแพง ก่อร่างเป็นรูปสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่คล้ายบานประตูไม้เรืองแสงสว่างอยู่ตรงหน้า

                 

            นั่นคือทางออกที่เด็กสาวเฝ้ามองหา


            ‘เบริลน่าความรักทำให้เธออ่อนแอ...’

                 

            เบริลน่าบอก

                 

            “ความรักอาจจะทำให้เธออ่อนแอเบริลน่า...” มินาโยะตอบกลับไป“แต่เชื่อเถอะว่ามันจะทำให้เธอเข้มแข็งขึ้นมาได้ด้วยเช่นกันเพราะฉะนั้นออกไปจากที่นี่เถอะ ดอกไม้ที่เติบโตได้ทุกฤดูกาลน่ะ มันมีอยู่จริงๆนะ!”

                 

            เด็กสาวเดินตรงไปยังช่องประตูรู้สึกว่าร่างทั้งร่างหนักอึ้ง บางส่วนในจิตใจยังคงต่อต้านสิ่งที่ตัวเธอเองกำลังทำอยู่ในตอนนี้และเธอก็เข้าใจจิตใจอีกเสี้ยวหนึ่งของเธอดีความหวาดกลัวต่อโลกภายนอกและผู้คนรอบข้างทำให้เบริลน่าเลือกที่จะขังตัวเองไว้อยู่แต่ในโลกที่เธอสร้างขึ้นแต่ว่า... ตัวเธอนี้ในตอนนี้นั้นไม่ใช่เบริลน่าผู้แสนอ่อนแอที่รู้จักแต่วิธีปกป้องจิตใจของตัวเองอีกต่อไปเธอรู้จักความผิดหวังและความเศร้ามามากพอที่จะเรียนรู้วิธีการก้าวข้ามผ่านสิ่งเหล่านั้นและเด็กสาวรู้ดีว่าตอนนี้เธอพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับมันแล้ว

                 

            ฝ่ามือบางวาบทาบลงบนประตูสัมผัสได้ถึงไออุ่นที่พวยพุ่งออกมาจากช่องประตูนั้น เด็กสาวสูดลมหายใจเข้าปอดหันหลังกลับไปมองเตียงนอนว่างเปล่าและห้องนอนโล่งๆของเธอเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะตัดสินใจตะโกนสุดเสียง

                 

            “ฉันรักเธอนะ เบริลน่า รักเธอมากจริงๆ!”

                 

            ลาก่อน...

                 

            ไอร้อนแผ่ซ่านออกมาจากช่องประตูไหลเข้าสู่ร่างของเด็กสาวผ่านทางฝ่ามือที่วาบแนบอยู่นัยน์ตาของมินาโยะเบิกกว้างเมื่อวงแหวนเวทสีม่วงเข้มปรากฏขึ้นใต้ฝ่าเท้าของเธอเด็กสาวสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นที่ไหลวนผ่านเข้าร่างฝ่ามือที่วาบแนบบานประตูนั้นสั่นระริกประตูไม้บานใหญ่กำลังถูกพลังอะไรบางอย่างจากวงแหวนเวทใต้ฝ่าเท้านั่นเผาผลาญ ไฟสีม่วงเจิดจ้าพวงพุ่งขึ้นรอบประตูไม้บานใหญ่และกำลังเผาไหม้มันกลายเป็นฝุ่นละอองสีเงินปลิวว่อนไปในอากาศอีกฟากของบานประตูที่ถูกทำลาย ร่างของมาซารุยืนอยู่ตรงหน้าเธอ

                 

            “พี่...”

                 

            เด็กสาวเบิกตากว้าง คาดไม่ถึงว่าคนที่อยู่อีกฟากของบานประตูนั่นจะเป็นเขาแต่ก่อนที่เธอจะทันได้พูดอะไรออกไปฝ่ามือของเด็กหนุ่มก็ฉุดร่างให้เธอก้าวข้ามมาอีกฟากของบานประตู

                 

            ประตูไม้ลุกไหม้ มันถูกทำลายและเหลือทิ้งไว้เพียงฝุ่นละอองที่ปลิวว่อนไปในอากาศกับร่างสองร่างที่กำลังยืนประจันหน้ากัน

                 

            มินาโยะกำลังสับสนเพราะทันทีที่เธอก้าวข้ามผ่านบานประตูออกมาจากยอดหอคอยนั้นอีกฟากที่ประตูเชื่อมต่อไปไม่ใช่บันไดเวียนที่มุ่งหน้าลงมายังสวนด้านล่างแต่ตอนนี้เธอกำลังยืนอยู่ที่สวนด้านล่างและทิ้งยอดหอคอยปราสาทสูงเสียดฟ้าไว้ด้านบนความอบอุ่นที่แผ่ซ่านออกมาจากบานประตูนั้นสร้างความคุ้นเคยให้กับเด็กสาวยิ่งนักแล้วเธอก็รู้แล้วว่าทำไมตัวเธอถึงได้มาโผล่ยังพื้นดินด้านล่างได้แทนที่จะเป็นหน้าบันไดเวียน

                 

            “เธอเปิดประตูแห่งดวงดาวได้แล้วสินะ”

                 

            มาซารุเอ่ยขึ้นอยู่ตรงหน้าเธอและกำลังยิ้มให้เธอด้วยรอยยิ้มที่เด็กสาวไม่เคยเห็น

                 

            “ฉัน...”

                 

            มินาโยะไม่รู้จะพูดอะไรออกมาดีในสถานการณ์แบบนี้เธอไม่คาดคิดมาก่อนว่าเขาจะมายืนอยู่ตรงหน้า ครั้งสุดท้ายที่ได้พบกับเขานั้น เด็กหนุ่มแทบจะไม่ยอมมองหน้าเธอเลยด้วยซ้ำ

                 

            มินาโยะเงยหน้าขึ้นมองยอดหอคอยแก้ขัด

                 

            “ฉันออกมาได้แล้วนะคะจากบนยอดหอคอยนั่น”

                 

            “ฉันรู้”

                 

            เด็กหนุ่มตอบรับแต่ยังไม่หยุดจ้องหน้าเธอ และมันทำให้เด็กสาวคิดอะไรไม่ออกไปพักใหญ่

                 

            “ฉัน... ไล่ตามคนอื่นๆมาได้...อีกหน่อยนึงแล้ว” เด็กสาวพูดติดๆขัดๆโดยไม่ยอมสบตามองเด็กหนุ่ม “ฉ... ฉันคิดว่า...เราควรจะต้องรีบไปตามหาพี่”

                 

            เธอทำท่าจะปลีกตัวหนีแต่มาซารุดึงแขนของเธอไว้ และใช้สายตาของเขาจ้องลึกเข้ามาในดวงตาเธอ

                 

            “อืม” เป็นอีกครั้งที่เขาตอบรับเพียงสั้นๆโดยไม่พูดอะไรมากไปกว่านั้นขณะที่มินาโยะนั้นต้องใช้ความพยายามเป็นอย่างมากในการเรียบเรียงคำพูดของตัวเอง

                 

            “ค... คือว่าฉัน...ไม่รู้ว่าจะต้องจบเรื่องนี้ยังไงดีน่ะค่ะ”

                 

            “แต่ฉันรู้”

                 

            มาซารุบอกสั้นๆหัวเราะชอบใจกับท่าทีงุ่นง่านของเธอทั้งๆที่เขาเองก็รู้ดีอยู่แก่ใจแท้ๆว่าเธอทำตัวไม่ถูกในสถานการณ์แบบนี้แต่เขาก็ยังคงเอาแต่พูดประโยคสั้นๆแบบนั้นอยู่ได้

                 

            มินาโยะเงยหน้าขึ้นมองเขาอย่างนึกรำคาญใจ

                 

            “ถ้ารู้แล้วก็ช่วยบอกกันหน่อยสิคะ!” เด็กสาวต่อว่าเขา

                 

            “ไปช่วยมินามิกัน”มาซารุบอกพร้อมกับวางฝ่ามือลงทาบบนศีรษะของเธอและยิ้มให้อย่างเอ็นดู “เรื่องนี้เราควรจะจบมันลงด้วยกันนะจริงไหม?”

                 

            “ก็ใช่น่ะสิคะ!”เด็กสาวบอกด้วยใบหน้างอง้ำ “แต่ช่วยอะไรฉันสักอย่างก่อนไปได้ไหมคะ?”

                 

            “อะไรเหรอ?”

                 

            “ช่วยฉันทำลายที่นี่ทีค่ะ!”เด็กสาวบอกด้วยน้ำเสียงเข้มแข็งขณะที่หันหลังกลับมาเงยหน้ามองห้องนอนของเธออีกครั้ง

                 

            มาซารุจ้องมองเธออย่างประหลาดใจ

                 

             “ทั้งตัวฉันและหอคอยนี่ช่วยทำลายมันลงไปที ฉันไม่อยากให้มันอยู่ในสถานที่สำคัญของฉันอีก”

                 

            “แต่ที่นี่เป็นที่ที่เธออยู่มาตลอด?”

                 

            “ไม่ใช่อีกต่อไปแล้วล่ะค่ะ”

                 

            เด็กสาวหันมาสบตาเขาพยักหน้าให้อย่างเชื่อมั่น มาซารุนิ่งเงียบไปอยู่ชั่วอึดใจก่อนจะพยักหน้ารับ

                 

            “พ่อเธอเอาฉันตายแน่” เด็กหนุ่มว่า

                 

            “คุณพ่อไม่อยู่กับฉันแล้วล่ะที่เหลืออยู่กับฉันในตอนนี้มีแต่... อนาคตของฉันเท่านั้น”

                 

            เด็กสาวยื่นมือออกไปข้างหน้าราวกับพยายามจะไขว่คว้าอะไรบางอย่าง

                 

            “ฉันทำเองดีกว่า” มาซารุบอกอย่างคิดได้ในที่สุด

                 

            “แต่ฉัน--”

                 

            “ฉันเสี่ยงให้เธอใช้พลังของเอิร์ธสตาร์ไม่ได้หรอกกลัวว่าที่จะพังคงไม่ได้มีแค่หอคอยน่ะสิ คงจะรู้นะ”

                 

            เขาหันมาหลิ่วตาให้อย่างน่าหมั่นไส้ที่สุด!

                 

            “ไปเถอะ”

                 

            มาซารุว่า

                 

            “ล.. แล้ว หอคอยล่ะคะ!?”

                 

            “ปล่อยไว้อย่างนั้นอีกไม่นานมันก็พังแล้วล่ะเชื่อฉันสิ”

                 

            มาซารุหันมายิ้มให้ ยังไม่ทันไรเสียงหินกะเทาะดังก็ไปทั่วทั้งหอคอย ไม่นานต่อจากนั้นตัวหอคอยที่ตั้งสูงตระหง่านก็เริ่มพังทลายลงมาฝุ่นควันลอยตลบไปทั่วพื้นที่ ขณะที่มาซารุพาเธอวิ่งตัดสวนไปยังอีกฟากของปราสาทเด็กสาวเหลียวหลังกลับไปมอง ยอดหอคอยสูงที่เธอเคยอยู่พังทลายลงไปแล้วเธอไม่รู้ว่าทำไมมาซารุถึงได้รู้ได้ว่าหอคอยนั่นจะถล่มลงมาเด็กสาวรู้เพียงแค่ว่าตัวเธอในตอนนี้โล่งใจเป็นที่สุด เธอกำลังวิ่งอยู่ และมีเขาวิ่งนำเธออยู่ข้างหน้าทิ้งอดีตของเธอและเขาไว้เบื้องหลัง

     

     

            

            มีสิ...มีอยู่จริงแน่ๆ ดอกไม้ที่เติบโตได้ทุกฤดูกาลน่ะ

                 

            มันเบ่งบานอยู่ในใจของฉันยังไงล่ะดอกไม้แห่งความรักที่ฉันมีให้กับเธอ

                 

            มันงอกเงยขึ้นในใจนับจากวันที่ได้พบกับเธอคราวนั้น

                 

            จนถึงตอนนี้... และตลอดไป

     




            -เอิร์ธมูน, สองวันก่อนสงครามใหญ่-

            

            ‘ฉันมาหาเธอ’


            ‘มาหาฉันเพื่ออะไรงั้นหรือคะ?’


            ‘ฉันเอานี่มาให้’ เด็กหนุ่มยื่นห่อผ้าสีหวานที่ผูกริบบิ้นสีเข้ากันมาให้ ‘ถ้าเผื่อว่าเธอยังอยากจะได้มันอยู่’

                 

            เบริลน่าไม่อยากจะรับมันไว้แต่นัยน์ตาสีเทาเข้มที่หันมาสบตาเธอกำลังฉายแววเจ็บปวดอย่างไม่ปิดบังเด็กหนุ่มหมุนตัวกลับหลังเมื่อเห็นว่าเธอไม่ยอมขยับ เขาเดินออกจากหอคอยไปยังด้านนอกตรงที่ที่ครั้งหนึ่งพวกเขาเคยทำแปลงดอกไม้เอาไว้ตอนนี้มันกลายเป็นเพียงสนามหญ้าที่รกร้างเพราะถูกวัชพืชเกาะกิน

                 

            แล้วเขาก็ทำในสิ่งที่เธอไม่คาดคิดอีกครั้งเด็กหนุ่มหยิบพลั่วสนิมเกาะจากพุ่มไม้ใกล้ๆขึ้นมาก่อนจะลงมือเกลี่ยพื้นสนามหญ้ารอบๆออกทำเป็นแปลงเล็กๆเขาทำหลุมใส่เมล็ดดอกไม้ด้วยมือใหญ่คู่นั้นก่อนจะค่อยๆหย่อนเมล็ดพันธุ์ลงไปทีละหลุมทีละเมล็ด เบริลน่ามองดูเขา เธออยากจะเข้าไปห้ามขอร้องให้เขาอย่าเข้ามายุ่มย่ามกับสถานที่แห่งความหลังของเธออีกเลยมันผ่านไปนานแล้วเธอทิ้งแปลงดอกไม้นั่นไปนานแล้วนับตั้งแต่วันที่เขากลับมาปรากฏตัวต่อหน้าเธออีกครั้งในฐานะคู่หมั้นของพี่ไม่มีแอลโด้ ครอสที่เธอรู้จักอีกต่อไปเพราะนับจากนี้ไปเขาคือคนที่จะอยู่เคียงข้างพี่สาวเธอไปตลอดกาล

                 

            แต่เด็กสาวห้ามเขาให้เลิกทำในสิ่งที่เขากำลังทำอยู่ไม่ได้เพราะส่วนลึกในจิตใจของเธอยังร้องบอกว่าตัวเธอเองยังเฝ้ารอว่าสักวันหนึ่งเขาจะหวนกลับคืนมาที่นี่อีกครั้งไม่ว่าจะนานแค่ไหนก็ตามสักวันแปลงดอกไม้ที่ถูกทิ้งไว้จะถูกขุดขึ้นมาใหม่อีกครั้งเหมือนอย่างในวันที่เธอได้พบกับเขาครั้งแรกเพราะอย่างนั้นแล้วเธอจึงได้ตัดสินใจที่จะลงมาจากหอคอย

                 

            เด็กหนุ่มเกลี่ยดินปิดปากหลุมเขาจัดการเก็บอุปกรณ์ทั้งหมดวางพิงไว้ที่กำแพงด้านหนึ่งของหอคอยก่อนจะขยับตัวถอยห่างออกมาจากแปลงดอกไม้เด็กหนุ่มยกหลังมือขึ้นน้ำตาหยดหนึ่งไหลออกมาจากนัยน์ตาของเขาก่อนที่มันจะตกกระทบลงบนหลังมือเบริลน่าดวงตาเบิกกว้าง แอลโด้กำลังร่ายเวทให้น้ำตานั่นเพิ่มปริมาณเป็นน้ำหยดใหญ่เกาะพรมอยู่บนหลังมือเขาเขาสะบัดมือข้างนั้นไปยังแปลงดอกไม้พื้นดินในแปลงชุ่มชื้นขึ้นมาทันตาก่อนที่เขาจะหันมาหาเธอ


            ‘มันเป็นดอกไม้ที่หาได้ยากหน่อยฉันเองก็ขอเมล็ดมันมาจากเอิร์ธฟลาวเวอร์ได้แค่สี่เมล็ดเอง’

                 

            แต่ ณ วินาทีนั้นเด็กสาวไม่สนใจแล้วว่าเขาจะใช้เวลาในการหามันมานานเท่าไหร่หรือมันจะมีจำนวนเพียงน้อยนิดแค่ไหนเธอเดินเข้าไปใกล้เขา เอ่ยคำพูดที่เธออยากพูดกับเขามาตลอดสิบสองปีที่ผ่านมา


            ‘คนใจร้าย!’

                 

            แต่เด็กหนุ่มกลับยิ้มรับคำประชดนั้นก่อนจะฉุดร่างของเด็กสาวเข้ามาในอ้อมแขนโอบกอดเธอไว้ด้วยความคิดคำนึงที่อัดแน่น


            ‘ขอโทษที่ทำให้รอนะเบริลน่า’

     

                 



            ของที่ฝากไว้...สักวันฉันจะมาเอาคืนกลับไป...

    คล้ายกับเรื่องผู้พิทักษ์จากแสงสว่าง : ราชินีแห่งดวงจันทร์ ที่คุณอ่าน