ยามเย็นของพระนคร
ขบวนคาราวานพ่อค้าของกองเสือหมอบแมวเซาค่อยๆ เคลื่อนเข้าสู่เรือนหลังเก่าของพระยาบวร
เรือนแห่งนี้ตั้งอยู่ไม่ไกลจากตลาดใหญ่และท่าน้ำ
ภายนอกดูเป็นเพียงเรือนพ่อค้าธรรมดา
แต่ภายในกลับเป็นจุดพักและสถานที่ติดต่อสำคัญของกองเสือหมอบแมวเซาในพระนคร
ทุกคนต่างช่วยกันขนสินค้าและจัดที่พักอย่างเป็นระเบียบ
ตกดึก
เสียงม้าสองตัวดังขึ้นหน้าประตูเรือน
ทองขาวรีบออกไปดู
ก่อนจะยิ้มออกมา
"พี่ใหญ่!"
ผู้มาใหม่คือ ภูผา และทองอิน
ทั้งสองเดินทางตามมาสมทบได้สำเร็จ
แม้จะควบม้ามาหลายวัน แต่สีหน้าของภูผายังคงสงบนิ่งเช่นเดิม
หลังจากรับประทานอาหารอย่างง่ายแล้ว
ภูผาจึงเรียกประชุมทันที
ภายในห้องโถง
หัวหน้าทุกคนมานั่งพร้อมหน้า
แสงตะเกียงน้ำมันส่องสว่างสลัวๆ
บรรยากาศเงียบสงบ แต่แฝงด้วยความเคร่งเครียด
ภูผามองทุกคน ก่อนกล่าวขึ้น
"เริ่มจากรายงานข่าว"
"ผลัดกันพูด"
คนแรกเริ่มลุกขึ้น
รายงานเรื่องราคาข้าวและเสบียงในพระนครที่เริ่มสูงขึ้น
คนที่สองรายงานการเคลื่อนไหวของขุนนางและแม่ทัพหลายฝ่าย
คนที่สามรายงานข่าวการเกณฑ์คนและการตรวจสอบบัญชีไพร่พล
ส่วนทองขาวรายงานข่าวจากนครสวรรค์และคำคาดการณ์ของท่านพระยาตาก
ทุกคนผลัดกันกล่าวอย่างละเอียด
ภูผานั่งฟังเงียบๆ
แทบไม่พูดแทรกแม้แต่คำเดียว
เมื่อทุกคนรายงานเสร็จ
ห้องทั้งห้องก็เงียบลง
ภูผาจึงลุกขึ้นยืน
สายตากวาดมองทุกคนทีละคน
ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
"สงครามใหญ่ใกล้มาถึงแล้ว"
"พวกเรามีเวลาเตรียมตัวไม่มาก"
ทุกคนมีสีหน้าเคร่งเครียดขึ้นทันที
ภูผากล่าวต่อ
"คำสั่งแรก"
"ส่งข่าวกลับไปยังค่ายลับที่สวรรคโลก"
"ให้เตรียมคนและเครื่องมือทุกชนิด"
"ช่างไม้ ช่างเหล็ก ช่างก่อสร้าง เสบียง เมล็ดพันธุ์ และสัตว์ใช้งาน"
"อีกสิบวัน"
"ให้เดินทางไปพบข้าที่เมืองศรีเทพ"
หลายคนมองหน้ากัน
เริ่มเข้าใจแล้วว่า ภูผากำลังเตรียมสร้างฐานลับแห่งใหม่
ภูผาพูดต่อ
"คำสั่งที่สอง"
เขาหันไปมองทองขาวและทองอิน
"พรุ่งนี้ พวกท่านสองคนจัดทีมออกสืบข่าว"
"ข้าอยากรู้ทุกอย่างในพระนคร"
"กำลังพล"
"เสบียง"
"อาวุธ"
"การเคลื่อนไหวของขุนนาง"
"รวมถึงข่าวลือทุกชนิด"
ทองขาวและทองอินลุกขึ้นรับคำพร้อมกัน
"ขอรับ!"
จากนั้นภูผาจึงกล่าวคำสั่งสุดท้าย
"ส่วนข้าและพัน"
"พรุ่งนี้จะล่องเรือไปตลาดน้ำเมืองธนบุรี"
หมื่นพันเงยหน้าขึ้นทันที
ภูผายิ้มเล็กน้อย
"ไปซื้อของจำเป็นบางอย่าง"
แม้จะกล่าวเพียงสั้นๆ
แต่ทุกคนรู้ดี
ของที่ภูผาเรียกว่า "ของจำเป็น"
มักกลายเป็นสิ่งสำคัญที่เปลี่ยนสถานการณ์ได้เสมอ
ไม่มีใครถามต่อ
เพราะต่างเชื่อมั่นในตัวเขาอย่างเต็มที่
ภูผามองทุกคนอีกครั้ง
ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบง่าย
"ช่วงเวลาต่อจากนี้"
"ทุกการกระทำของพวกเรา อาจมีผลต่อผู้คนทั้งแผ่นดิน"
"ดังนั้น จงทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุด"
ทุกคนลุกขึ้นพร้อมกัน
ประสานมือคารวะ
"ขอรับ!"
การประชุมสิ้นสุดลง
แต่ไม่มีใครรู้สึกง่วงนอน
ทุกคนต่างเข้าใจดีว่า
ลมแห่งสงครามได้เริ่มพัดมาแล้ว
และกองเสือหมอบแมวเซา...
กำลังก้าวเข้าสู่เกมครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ก่อตั้งขึ้นมา
คืนนั้น
แสงตะเกียงในเรือนหลังเก่าของพระยาบวร
ยังคงส่องสว่างไปจนดึกดื่น
ราวกับเป็นประกายไฟเล็กๆ
ที่กำลังเตรียมลุกโชนขึ้น
ท่ามกลางพายุสงครามที่กำลังจะมาถึง...
……
หลังการประชุมสิ้นสุดลง
ทุกคนต่างแยกย้ายกันไปพักผ่อน
ภายในเรือนหลังเก่าค่อยๆ เงียบลง
แต่ภูผากลับยังไม่เข้านอน
เขาเปลี่ยนเป็นชุดสีดำรัดกุม
ก่อนลอบออกจากเรือนเพียงลำพัง
ไม่นานนัก
ร่างของเขาก็ปรากฏขึ้นบนกิ่งก้านของต้นไทรใหญ่ต้นเดิม
ต้นไทรเก่าแก่ที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากห้องประชุมลับของพระยารักษา
สายลมยามค่ำคืนพัดผ่านเบาๆ
แสงจันทร์ส่องลอดผ่านใบไม้ลงมาเป็นลำ
ภูผานั่งขัดสมาธิอยู่บนกิ่งไม้หนา
ลมหายใจค่อยๆ แผ่วลง
ก่อนแผ่คลื่นแห่งจิตออกไปโดยรอบ
ทันใดนั้น
ภาพการรับรู้มากมายก็ปรากฏขึ้นในจิตของเขา
ทหารยามบนกำแพง
ผู้ฝึกยุทธ์ที่ซ่อนตัวอยู่ในมุมมืด
สายลับของแต่ละฝ่าย
รวมไปถึงผู้มีฝีมือจำนวนไม่น้อย
จนแม้แต่ภูผายังอดแปลกใจไม่ได้
พระนครแห่งนี้...ซ่อนมังกรและพยัคฆ์เอาไว้มากกว่าที่คิด
ขณะกำลังสำรวจอย่างเงียบๆ
เสียงสนทนาก็ลอยเข้ามา
"คณะของพระครูเรือนออกเดินทางหรือยัง?"
อีกเสียงหนึ่งตอบทันที
"ไปแล้วขอรับ"
"ออกเดินทางตั้งแต่สามวันก่อน"
บรรยากาศเงียบไปครู่หนึ่ง
ก่อนเสียงเดิมจะดังขึ้นอีก
"ให้คนสนิทของเราคอยตรวจสอบอย่างใกล้ชิด"
"ครั้งนี้ข้าให้มันไปเป็นหัวหน้าคณะสงฆ์ที่สวางคบุรี"
"เพื่อรวบรวมเหล็กไหลน้ำพี้มาให้มากที่สุด"
ภูผาขมวดคิ้วทันที
เหล็กไหลน้ำพี้!
แม้ในโลกเดิมของเขา จะมีทั้งเรื่องจริง เรื่องเล่า และตำนานเกี่ยวกับโลหะชนิดนี้
แต่ในโลกปัจจุบัน
เขาไม่อาจรู้ได้ว่าแท้จริงแล้ว สิ่งนี้มีความลับซ่อนอยู่เพียงใด
เสียงสนทนายังคงดำเนินต่อไป
"ขอรับนายท่าน"
"ผู้น้อยได้ส่งคนสนิทติดตามไปด้วยห้าคน"
"จะไม่ให้เกิดความผิดพลาดเป็นอันขาด"
สิ้นคำพูด
ภูผาก็ค่อยๆ ถอนหายใจออกมา
เดิมที
การออกมาในคืนนี้
เขามีจุดประสงค์เพียงอย่างเดียว
นั่นคือ...
ลอบสังหารพระครูนอกรีตผู้นี้
ตัดไฟแต่ต้นลม
ไม่เปิดโอกาสให้อีกฝ่ายสร้างหายนะต่อแผ่นดิน
เพราะจากความทรงจำในประวัติศาสตร์
พระนอกรีตผู้นี้
เคยสร้างความวุ่นวายและความเสียหายอย่างใหญ่หลวงแก่บ้านเมือง
แต่หลังจากมาอยู่ในโลกแห่งนี้
ภูผากลับพบความจริงข้อหนึ่ง
ประวัติศาสตร์...
อาจไม่ได้บันทึกทุกอย่าง
และบางครั้ง
สิ่งที่ถูกบันทึกไว้
ก็อาจไม่ใช่ความจริงทั้งหมด
เขารู้เพียงผลลัพธ์
แต่ไม่รู้เหตุการณ์ระหว่างทาง
ไม่รู้วันเวลา
ไม่รู้ตัวแปรที่แท้จริง
และยิ่งเขาเข้ามาเกี่ยวข้องกับผู้คนเหล่านี้มากขึ้น
เส้นทางของประวัติศาสตร์ก็ยิ่งเปลี่ยนแปลงไปทีละน้อย
หากลงมือในคืนนี้
อาจป้องกันหายนะได้
หรือ...
อาจสร้างหายนะที่เลวร้ายยิ่งกว่าเดิมก็เป็นได้
ภูผาหลับตาลงครู่หนึ่ง
ก่อนลืมขึ้นอีกครั้ง
แววตากลับมาสงบนิ่งดังเดิม
"รอดูอีกสักระยะ..."
"หากเจ้าเป็นภัยต่อแผ่นดินจริง..."
"ข้าจะจัดการเจ้าเอง"
เมื่อได้ข้อสรุปในใจ
ภูผาจึงลุกขึ้นยืน
สายลมพัดชายเสื้อสีดำปลิวเบาๆ
ร่างของเขาหายวับจากกิ่งไทร
ราวกับไม่เคยมีผู้ใดอยู่ตรงนั้นมาก่อน
ไม่นานนัก
เขาก็กลับมาถึงเรือนพัก
มองเห็นแสงตะเกียงริบหรี่จากห้องของพี่น้องกองเสือหมอบแมวเซา
ทุกคนกำลังพักผ่อนอย่างสงบ
ภูผายิ้มบางๆ
ก่อนเดินกลับเข้าห้องของตน
เพราะพรุ่งนี้...
ยังมีงานใหญ่อีกมากรออยู่.