อีกด้านหนึ่ง ในบททดสอบของเจ้าแห่งโอสถ
ในบททดสอบนี้อาจเรียกว่าเป็นหนึ่งในบททดสอบที่ง่ายระดับต้นๆ จากบททดสอบสิบฉายา หลังจากที่มีผู้ที่สามารถผ่านบททดสอบแห่งนี้ไปได้ ประตูที่เปิดออกสมบัติภายในต่างถูกเรียงรายเอาไว้ หนึ่งในนั้นมีกระบี่ที่เซี่ยชิงเอ๋อร์ตามหา กระบี่สีเขียวราวกับหยก ที่ยังไม่มีผู้ใดสามารถยกมันขึ้นมาได้ นามกระบี่หยกนภากระบี่ระดับสิบของเทพกระบี่เซี่ยอู๋หยา ของวิเศษทั้งหลายต่างถูกเก็บไปเกือบจนหมดเหลือเพียงกระบี่เล่มนี้ที่ยังไม่มีผู้ใดสามารถนำไปได้
เมื่อผ่านไปเนิ่นนาน คนทั้งหมดที่อยู่บริเวณนี้ต่างไม่อาจนำกระบี่หยกนภาไปได้ หลายคนจึงถอดใจแล้วเดินทางต่อเพื่อไปหาสมบัติอื่นต่อไป แต่ว่ากลับมีชนชั้นจอมยุทธ์และราชันที่มายืนหยุดอยู่ตรงหน้ากระบี่หยกนภา พร้อมกับนำลูกแก้วบางอย่างออกมา ติดเข้าไปยังกระบี่หยกนภาลูกแก้วนั้นได้ซึมเข้าไปในกระบี่หยกนภาภายในกระบี่หยกนภาเกิดการสั่นไหวที่รุนแรงจากนั้นก็สงบลง
“สำเร็จได้ด้วยดี หากเซี่ยชิงเอ๋อร์ เข้ามาจากกระบี่เล่มนี้นางจะถูกวิญญาณอาฆาตเข้าเล่นงานทันที” เสียงของราชันชุดสีขาวได้ดังขึ้น ทั้งๆ ที่อูหลินเฟิงไม่อาจใช้พลังจากดอกปทุมมรณะได้ แต่ว่าคนทั้งสองกลับสามารถใช้พลังจากวิญญาณอาฆาตได้
“แต่วิญญาณแค้นนี้จะโจมตีผู้อื่นหรือไม่” จอมยุทธ์ชุดเขียวได้ถามออกมา หากว่าสิ่งที่ราชันชุดขาวตรงหน้าใส่เข้าไป โจมตีใส่คนอื่นก่อนที่เซี่ยชิงเอ๋อร์จะมาจับที่กระบี่แผนของพวกเขาทั้งสองก็จะล้มเหลวทันที
“สิ่งนี้นายท่านให้มา นายท่านบอกว่ามันจะทำงานต่อเมื่อได้สัมผัสกับเซี่ยชิงเอ๋อร์เท่านั้น” ราชันชุดขาวได้บอก เขาเองก็ไม่รู้วิธีการทำงานโดยละเอียดของสิ่งตรงหน้าเพียงแต่ได้รับคำสั่งมาจากนายท่านก็จำเป็นต้องทำให้สำเร็จ
..
..
ด้านของอูหลินเฟิงและเซี่ยชิงเอ๋อร์
หลังจากที่อูหลินเฟิงปรับสมดุลพลังเสร็จเรียบร้อยแล้วทั้งสองจึงออกเดินอีกครั้งหนึ่ง ผ่านโถงของบททดสอบผู้สังหารมังกร เมื่ออูหลินเฟิงเข้ามาในจึงพบว่าภายในไม่เหลืออะไรเลยแม้แต่อย่างเดียว ดูเหมือนว่าคนทั้งหมดนั้นจะนำสมบัติภายในออกไปจนหมด สิ่งนี้ทำให้เขาหัวเสียไม่ใช่น้อย เพราะว่าผู้ที่ลงมือจริงๆ แล้วมีเพียงแค่เขากับเซี่ยชิงเอ๋อร์เท่านั้น
“จะว่าไปภายในผู้ที่เข้ามายังสุสานแห่งนี้ได้ มีอสุรกายโลหิตหรือไม่” เซี่ยชิงเอ๋อร์ที่นึกเรื่องของแดนจันทราโลหิตขึ้นมาได้กล่าวถาม
“ในบริเวณก่อนเข้าสุสาน ข้าพบเพียงสี่คนเท่านั้น หนึ่งในนั้นยังมีผู้อาวุโสของพรรคสิบกระบี่ของท่าน” อูหลินเฟิงกล่าวคำพูดของอูหลินเฟิงกลับไม่ทำให้เซี่ยชิงเอ๋อร์ตกใจมากนัก เพราะว่ามีความเป็นไปได้ที่พรรคอันดับหนึ่งของสิบยอดสำนักอย่างพรรคสิบกระบี่ จะเป็นเป้าหมายในการโดนแทรกซึม ไม่ใช่เพียงเท่านั้นแม้แต่พรรคอื่น ที่อยู่ในระดับสิบยอดสำนักเองก็สมควรโดนแทรกซึมเช่นเดียวกัน
“ผู้อาวุโสคนไหนนั้นหรือ” เซี่ยชิงเอ๋อร์ถามถึงแม้ว่าในนางจะได้ยันต์ที่ใช้มองดวงวิญญาณจากอูหลินเฟิงแต่นางก็ยังไม่เคยใช้มันแม้แต่ครั้งเดียว และนางยังไม่ได้พบเจอกับคนจากพรรคของตัวเองตั้งแต่ที่ได้เจอกับอูหลินเฟิงด้านนอกของสุสานเทพกระบี่
“ผู้อาวุโสหนวดเคราสีขาว มีแผลเป็นที่แก้มซ้าย” อูหลินเฟิงบอก
“ผู้อาวุโสสุ่ย ผู้อาวุโสตำหนักภารกิจนอกสำนักสินะ” เซี่ยชิงเอ๋อร์กล่าว อีกฝ่ายถึงกับสามารถกลืนกินร่างของผู้อาวุโสที่มีหน้าที่ในการดูแลภารกิจของศิษย์ในสำนัก เป็นหนึ่งในคนที่สามารถโยกย้ายกองกำลังของพรรคได้อย่างอิสระ
“ข้าขอแนะนำว่า อย่าเพิ่งทำให้เขารู้ตัวว่าเราจับได้แล้ว” อูหลินเฟิงกล่าว
“คิดจะให้อสุรกายส่งข่าวลวงงั้นสินะ” เซี่ยชิงเอ๋อร์กล่าวแม้นางจะรู้จักอีกฝ่ายได้เพียงไม่นาน แต่กลับรู้วิธีคิดของชายตรงหน้า
“ถูกต้อง งั้นข้าคงไม่ต้องแนะนำท่านต่อแล้ว” อูหลินเฟิงกล่าว หากเรารู้ตัวสายลับตั้งแต่แรกคนๆ นั้นก็จะไม่ใช่สายลับอีกต่อไป แต่ก็จะกลายเป็นเครื่องมือของฝ่ายเราแทน
“เจ้าบอกว่ามีสี่คน คนที่เหลือล่ะ” เซี่ยชิงเอ๋อร์ถาม
“มีหนึ่งในอาจารย์ของสถาบันร้อยศาสตราที่มากับน้องชายข้า อีกสองคนเป็นจอมยุทธ์ชุดเขียวข้างเอวเหน็บพัดและราชันชุดขาวที่มีผ้าโพกหัวสีดำ แต่ว่าพวกนั้นใส่เครื่องแบบจอมยุทธ์ทั่วไป ไม่ได้สวมเครื่องแบบของสำนักระดับสูงที่ข้ารู้จัก ตอนนี้ข้าจึงไม่รู้ว่าทั้งสองเป็นใครและสังกัดใด” อูหลินเฟิงกล่าว เรื่องนี้คาใจเขายิ่งนักเพราะว่าอสุรกายโลหิตไม่ใช่สิ่งที่จะสร้างได้ง่ายๆ จะต้องใช้ทั้งเวลาและทรัพยากรอย่างมหาศาล แดนจันทราโลหิตไม่มีทางนำอสุรกายโลหิตไปกลืนกินร่างใครมั่วซั่วอย่างแน่นอน ทั้งสองคนที่เขาเห็นจะต้องมาจากพรรคระดับสูงที่มีอำนาจอย่างแน่นอน แต่เขายังไม่สามารถระบุได้ว่าทั้งสองเป็นคนจากพรรคหรือตระกูลไหน
“งั้นคงต้องระวังตัวไว้ หากพบเจอพวกมันก็ส่งสัญญาณบอกข้าด้วยแล้วกัน” เซี่ยชิงเอ๋อร์กล่าว ทั้งสองได้เดินออกจากห้องตามทางไปเรื่อยๆ จนกระทั่งได้พบโถงขนาดใหญ่อีกครั้ง แต่ว่าครั้งนี้ได้มีคนหลายกลุ่มมาอยู่ด้วยกัน เมื่อเขาสังเกตดูดีๆ จะพบว่าที่โถงแห่งนี้มีทางเดินที่มาบรรจบกันจากห้าทาง โดยที่ปลายทางได้มีอีกประตูหนึ่งที่ยังไม่ได้เปิดออกมา
“ศิษย์พี่เซี่ย” ในตอนนั้นเองได้มีชายคนหนึ่งจากพรรคสิบกระบี่ ได้เดินเข้ามาหาเซี่ยชิงเอ๋อร์
“มีอะไรงั้นหรือศิษย์น้อง”
“คือว่าเส้นทางที่ข้าได้ผ่านมาข้าพบกับกระบี่หยกนภา แต่ว่าตัวข้าไม่อาจดึงมันขึ้นมาได้ จึงไม่อาจเก็บมันมาได้ แต่ท่านไม่ต้องเป็นห่วงแม้ข้าจะไม่สามารถยกขึ้นมาได้แต่ว่าก็ไม่มีใครสามารถยกขึ้นมันได้เช่นกัน ตอนนี้กระบี่หยกนภายังคงปักอยู่ที่เดิม” ศินย์น้องจากพรรคสิบกระบี่ได้กล่าวขึ้นมา
“ทางไหนงั้นหรือ” เซี่ยชิงเอ๋อร์ ถามศิษย์น้องของตัวเองอย่างรวดเร็ว
“ข้าได้มาจากเส้นทางนั้น เส้นทางบททดสอบจ้าวแห่งโอสถ”ศิษย์น้องชี้ไปอย่างรวดเร็ว
ทันทีที่เซี่ยชิงเอ๋อร์ รู้ทิศทางของกระบี่หยกนภานางได้พุ่งตัวไปอย่างทิศทางนั้นอย่างรวดเร็ว โดยที่ทิ้งอูหลินเฟิงไว้อยู่อย่างนั้น
“เดี๋ยวก่อน!..คุณหนูเซี่ยรอข้าด้วย” อูหลินเฟิงรีบร้องเรียก เขาจะไม่ยอมทิ้งคนแข็งแกร่งอย่างนางแล้วเดินทางไปคนเดียวเด็ดขาด ยิ่งในสุสานเทพกระบี่ที่มีอันตรายเต็มไปหมดเช่นนี้ จึงรีบพุ่งตัวตามเซี่ยชิงเอ๋อร์ไปอย่างเร็วที่สุดที่เขาจะสามารถทำได้
....
เซี่ยชิงเอ๋อร์ ที่เคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงสุดของตนเอง นางสามารถมาถึงตำแหน่งที่กระบี่หยกนภาถูกปักไว้อย่างรวดเร็ว
“กระบี่หยกนภา ในที่สุดก็จะครบทั้งสิบกระบี่” เซี่ยชิงเอ๋อร์นางได้กล่าว หลังจากเห็นกระบี่ที่อันสุดท้ายที่พรรคสิบกระบี่ต้องการ นางรีบพุ่งตัวไปยังกระบี่หยกนภาคิดจะใช้มือคว้าจับไปที่กระบี่ แต่ตอนนั้นเองราวกับกระบี่หยกยาวที่นางมี ได้พูดคุยกันผ่านวิญญาณของกระบี่ กระบี่หยกขาวได้สั่นสะท้านพร้อมกับร้องเตือนนางอย่างรวดเร็ว แต่น่าเสียดายที่การเตือนนั้นช้าไป ปลายนิ้วของนางได้ไปสัมผัสเข้ายังกระบี่หยกนภา เพียงแค่การสัมผัสเบาๆ จากปลายนิ้ว ดวงวิญญาณอาฆาตสีครามพุ่งตัวเข้ามาหาเซี่ยชิงเอ๋อร์ เกิดความรู้สึกอันตรายพุ่งเข้าสู่ดวงวิญญาณของนาง นางที่เคยได้สัมผัสและเห็นถึงพลังของวิญญาณอาฆาตที่อูหลินเฟิงเคยใช้ ย่อมต้องรู้จักความร้ายกาจของวิญญาณอาฆาตตรงหน้าเป็นอย่างดี
“อะไรกัน!! เหตุใดวิญญาณอาฆาตถึงได้อยู่ที่กระบี่หยกนภาได้” เซี่ยชิงเอ๋อร์กล่าวนางพยายามหลบและโจมตีไปยังวิญญาณอาฆาตที่พุ่งเข้ามา แต่ว่านางไม่ได้มีความสามารถด้านพลังวิญญาณจึงไม่อาจโจมตีไปยังวิญญาณอาฆาตได้โดยตรง แต่วิญญาณอาฆาตกลับสามารถโจมตีตัวนางได้ วิญญาณอาฆาตพุ่งทะลุกระบี่ที่ฟันออกมาพุ่งตัวไปยังร่างของเซี่ยชิงเอ๋อร์อย่างรวดเร็ว
แต่ว่าก่อนที่วิญญาณอาฆาตจะสามารถเข้าสู่ดวงวิญญาณของเซี่ยชิงเอ๋อร์ มันกลับพุ่งไปปะทะเข้ากับยันต์อาคมสำหรับการมองดวงวิญญาณที่อูหลินเฟิงเคยมอบให้กับเซี่ยชิงเอ๋อร์ ตัวมันที่พุ่งโดนเข้ากับยันสีขาวบริสุทธิ์ โดนพลังวิญญาณบริสุทธิ์ภายในยันต์นั้นดีดกลับออกมา
“ยันต์ที่อูหลินเฟิงเคยให้ งั้นหรือ” เซี่ยชิงเอ๋อร์กล่าว นางนึกขอบคุณอูหลินเฟิงยิ่งนักที่ได้ สร้างยันต์ไว้ให้กับนาง หากไม่มียันต์นี้เมื่อครู่นางคงถูกวิญญาณอาฆาตข้างหน้าสังหารไปแล้ว เซี่ยชิงเอ๋อร์ นำยันต์ออกมาถือไว้ทันทีหากว่าวิญญาณอาฆาตตรงหน้าพุ่งเข้ามาหานางอีกครั้ง ครั้งนี้นางรู้แล้วว่ายันต์ใบนี้สามารถป้องกันนางได้
วิญญาณอาฆาตที่เป็นเพียงเศษเสี้ยวแห่งความแค้นที่รวมตัวกัน ไม่ได้มีสติปัญญาในการวิเคราะห์มากมาย เมื่อโดนยันต์ผลักดันออกมาก็พุ่งตัวเข้าไปอีกครั้ง เซี่ยชิงเอ๋อร์ที่เห็นวิญญาณอาฆาตได้พุ่งเข้ามาก็นำยันสีขาวออกมาป้องกัน จนวิญญาณอาฆาตกระเด็นออกไปอีกครั้ง แต่ว่า ยันต์ใบนั้นได้เกิดรอยฉีกขาดขึ้น
“อะไรกัน ป้องกันได้เพียงไม่กี่ครั้งงั้นหรือ” เซี่ยชิงเอ๋อร์ กล่าวอย่างตื่นตระหนกเมื่อเห็นยันต์ที่นางมี เกิดรอยฉีกขาดดูจากการฉีกขาดแล้วนางคงสามารถป้องกันการโจมตีได้อีกเพียงหนึ่งครั้ง เพราะว่ายันต์ที่อูหลินเฟิงให้เป็นเพียงยันที่ใช้สำหรับมองดวงวิญญาณเท่านั้น ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อป้องกันหรือต่อสู้ มันจึงมีความอึดทนทานที่ต่ำ ไม่อาจป้องกันการโจมตีของวิญญาณอาฆาตได้หลายครั้ง
วิญญาณอาฆาตที่สามารถตั้งตัวได้หลังจากถูกผลักออกมาก็พุ่งตัวเข้าไปอีกครั้งหนึ่ง ในครั้งนี้ยันต์ที่เซี่ยชิงเอ๋อร์ถืออยู่ได้ฉีกขาดลงอย่างสมบูรณ์ แม้วิญญาณอาฆาตจะไม่ได้มีสติปัญญามากนักแต่ว่า สิ่งที่คอยป้องกันเหยื่อของตนได้หายไป มันจึงพุ่งเข้าหาเซี่ยชิงเอ๋อร์ที่ไร้ความสามารถในการป้องกันดวงวิญญาณ ด้วยความเร็วที่สูงสุดของมัน
แม้เซี่ยชิงเอ๋อร์จะพยายามใช้กระบี่ผนึกพลังจิตโจมตีไปยังดวงวิญญาณแต่ว่าก็ไม่เป็นผล พลังจิตที่ฝึกฝนควบคู่กับลมปราณมาไม่อาจโจมตีดวงวิญญาณอาฆาตตรงหน้าได้
..
..
จบตอน