การยกกองทัพเพื่อมากำราบ ยิ่งทำให้เห็นว่าชาวบ้านไม่ได้อ่อนแอ
แพ้ต่อกำลังทหาร หากแต่ความสามัคคีรวมพลังขับไล่
ส่งผลเจ้าพระยารณชัยพ่ายยับเยิน ก่อฉงนสงสัยเพราะอะไรทำให้บังอาจขนาดนั้น
สิ่งที่เก็บมาคิดเป็นบทเรียน หรือแท้จริงศักดินาไม่สามารถพอจะกุมอำนาจ
แล้วตลอดที่มาผ่านมาล่ะ สถาบันกษัตรามีสิ่งใดในมือ
ถึงสร้างอาณาจักรนับสืบรุ่นกันมา จนถึงองค์เลอสรวงลำดับสุดท้าย
จวบอำนาจผลัดใบ ตนกับจามรเทวีนั่งแท่นบัลลังก์ต่อช่วง
นึกจากความผ่อนปรน ยืดหยุ่นของผู้นำ อันเป็นตัวอย่างกรณีองค์เลอสรวง
ซึ่งทัศนคติข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ สมัยตนคอยค้ำเสาบริหาร
มองเป็นเพียงความอ่อนแอ และขาดวิจารณญาณ
เชื่อแม้กระทั่งคำลวงชนิดหัวปักหัวปำ ปุโรหิตมังคลาโหรหลวงทำนาย
ทรงยินยอมสละ เลือกทิ้งความรู้สึกและสายเลือด
เพื่อส่วนรวมไว้วางใจในพระองค์ แสดงถึงความเป็นผู้นำอย่างที่สุดหาเทียบไม่ได้
ทบทวนตรงนี้ ท้าวรณชัยเข้าใจแล้วว่า การกระทำยิ่งใหญ่
อันจุดประสงค์ของเลอสรวง คือคงบ้านเมืองให้สงบ ไม่เปลี่ยนแปลงระบบเก่าก่อน
ระหว่างตนนั้น ช่างตรงข้ามออกจะเห็นแก่ตัว
ได้นางคนรักคืนมาเคียงข้าง ทั้งมีส่วนในการปกครอง
จำต้องแลกกับเงื่อนไข ในฐานะเขยท้าวแสนขร
บิดาจามรเทวีคอยกำกับควบคุมอีกทอด คล้ายกลายเป็นเครื่องประดับบารมี
สำหรับพระนางจามรเทวี ให้ได้ยืนในจุดสูงสุด
สมกับทำทุกอย่างเพื่อความรักจริง ๆ ขั้นละเลยต่อมวลชั้นรากหญ้า
เพื่อมาเอาใจบรรดาคหบดี พรรคพวกซึ่งถือว่าสำคัญ ในการบริหารแผ่นดิน
เมื่อถอยทัพกลับสู่เมืองหลัก ท้าวรณชัยมีเวลานั่งเปรียบเทียบ
ค้นหาข้อด้อยของตน ใยประชาชนเกลียดชังรัฐ ประสงค์อยากเป็นไท
ในยุคธนาธิปไตยประสานกับเทวาธิราช หรือว่าบกพร่องอะไร
ขบคิดนิ่งนาน จนจามรเทวีก้าวผ่านบานประตูเข้ามา ท้าวรณชัยยังไม่รู้ตัว
“คึดหยังอยู่น้อ อ้ายรณ”
ถ้อยคำทักกับกิริยาจมในความคิด ผิดหวังประการยกทัพไปปราบกบฏถึงนครตักสิลา
คงอับอายไม่เหมือนกับที่พูดไว้ ทั้งหอบหิ้วความหนักใจ
พักหลังหลบหน้าหลบตา จามรเทวีจึงมาหาเองถึงที่
“คราวนี่ อ้ายพลาด”
ยอมรับความประมาท เพราะนึกแค่เชื้อพระวงศ์หนีตาย
แต่ที่ไหนได้ มีผู้คนสนับสนุนท้าวเทศตั้งมากมาย
หรือว่าของล้ำค่าอยู่ในมือ คือขัตติยยะองค์เลอศรวง
นึกสารพัดจะกำจัดด้วยวิธีใด ขืนใช้กำลังเข้าสู้รบเพื่อจับตัวมาประหารทั้งคณะ
แนวกำแพงปกป้อง ห้อมล้อมด้วยชาวประชาแน่นหนา ยากเย็นเข้าถึง
พอได้ตำแหน่งกลายเป็นพ่อเมือง เลยตระหนักบทบาท
อยากสร้างความศรัทธา ล้วนยุทธศาสตร์ราชาควรกระทำ
“น้องสิเอิ้นทางพ่อมาซอยกัน เอาให้มันดับแนวสาเป็นหยัง”
พระนางแฝงอารมณ์โกรธ พร้อมที่จะดึงกองทัพจากเพชบุระมาเพิ่มจำนวน
“อย่าเพิ่ง ๆ เฮืองสิมุ้นอุ้ยปุ้ยไปหลายก่อนี่”
ขยับมาจับแขนนางซึ่งมัดใจ ท้าวรณชัยห้ามไว้ก่อน
“เฮาต้องให้ไทบ้าน ยกยอ”
องค์ประกอบของสถาบัน ไม่ใช่เพียงพระราชาเท่านั้นบริหาร
ฝ่ายข้าราชบริพาร ก็เสริมให้การปกครองเห็นผล
เอาความมีประสบการณ์ ท้าวรณชัยพบหนทางดึงความเชื่อมั่นจากชาวบ้าน
“เจ่าสิเฮ็ดจังได๋ พวกมันมีผู้ใหม่ให้หุมหอม”
ถ้อยคำจามรเทวีหมายถึง กลุ่มคณะที่ตั้งขึ้นมาเพื่อท้าทายพระนาง
“สิยากหยัง ทางพุ่นอ้างว่ามีเชื้อไขเจ้าฟ้า”
คงต้องหาบุคคลมาค้านความนิยม ท้าวรณชัยพลันนึกได้
“พวกเฮากะมีคึกัน”
พูดได้เท่านั้น จามรเทวีส่ายหน้าปฏิเสธทันที
“อย่าเด้อ ว่าสินำหาบักอสูรน้อย”
เมื่อสู้ด้วยกำลังไม่ได้ ทางเดียวคือแย่งศรัทธามาเข้าฝ่ายตนแทน
“อ้ายขอเป็นเทือสุดท้าย คั่นบ่ได่ญ้อน กะสิบ่ปากบ่เว้าหยัง”
คำเอ่ยของท้าวรณชัย ขอต่อจามรเทวีในเรื่องนี้
ปลายร้ายอาจต้นดีได้ ทั้งสองมองหน้ากันด้วยความหวัง
เพราะอำนาจคลอนแคลนเหลือเกิน ถ้าไม่ทำอะไรสักอย่าง
...“ฮ่า ๆ ๆ กูว่าแล้ว สิเป็นจังซี่”
นายมากหัวเราะอย่างสาแก่ใจ บักสากให้คนมาแจ้งข่าว
โดยจามรเทวีมีประสงค์พบปะ อาศัยที่มีตัวเชื่อม
จดหมายจึงถูกส่งติดต่อมาเพื่อเจรจา คราตนได้เปรียบ
“พ่อลุงสากฝากเว้า ท่านอย่าคึดโดนเด้อ”
บักด้วงหลานชาย ถูกบักสากใช้สอยงาน ทั้งกำชับให้รีบ
“กูถ่าจนมื้อนี่มาฮอด ให้บักสากปัดเฮือนซานไว้โลด”
มังคลาพูดกับบักด้วง ก่อนจะผละเดินออกมา
สิ่งแรกต้องบอกกล่าวโยคีสาระ พรตป่าซึ่งเมตตาให้แหล่งพึ่งพิงยามลำบาก
...อีปุนพอเห็นทารกที่มันเลี้ยงดูมาตั้งแต่แบเบาะ โตขึ้นเป็นเด็กชายวัยขวบรู้เรื่อง
“โอ้น้อ เป็นจังได๋มาจังได๋หนิเพคะ ก้อนแก้ว”
ถลาเข้าหาวิ่งมากอด ขณะมังคลาจะพาถวายตัวคืนสถานภาพ
ขืนผลักออก อริยะจำไม่ได้ใครเป็นใคร เพราะตอนนั้นยังแค่ทารก
“อีพ่อ”
อริยะร้องหามังคลา เนื่องบักโผนพาเรียกพ่อตั้งแต่เริ่มพูด
“กูฟ้าว มึงอย่ามาขวง อีขี้ข้า”
วาจาเอ็ดดุกับท่าทางดีอกดีใจของอีปุน ซึ่งวิสาสะเข้ามาทักถาม
จังหวะหันขวับอีปุนฉุนในคำพูด มันก็คนหนึ่งเหมือนกัน
“พอก่ำก่าซัมมึง กะบ่ต่างกับกูดอก”
นางตอกกลับด้วยประโยคเจ็บแสบ แม้เคยรู้อดีตหนหลังของมังคลาที่เป็นถึงปุโรหิต
ถ้าวัดกันตอนนี้ อีปุนมันก็ไม่ธรรมดาในฐานะนางรับใช้สนององค์เทวีจามร
“ปล่อยลูกกู อย่ามาตันทาง”
ถือเป็นสิทธิ์ของตน มังคลากระชากตัวอริยะจูงแขนให้เดิน
ทางอีปุนมองตามด้วยความโมโห กรรโชกด่าตามหลัง
“ห่าคั่ว! มึงเอ้ย”
ทำเป็นหูทวนลม มังคลาร่มกางป้องแดด พาอริยะมายืนต่อหน้าทุกคนในท้องพระโรง
“มาแล้วเบาะ ลูกหล่าของแม่”
แต่ก่อนเกลียดนักเหมือนกับอะไรดี มาคราวนี้เป็นดั่งดวงใจ จามรเทวีตีบทแตก
“อย่าลืมเด้อ คำเว้ากันไว้”
มังคลาเน้นข้อเงื่อนไขทั้งหลาย คดีความอาญายุติไปในพริบตา
เมื่อตกลงว่าจะพาบุตรมาคืน และตนต้องอยู่ด้วยกับอริยะ
ด้านจามรเทวีไม่มีปัญหาใด สำหรับพระนางพร้อมตามนั้น
ลำพังมีทายาทมายืนยัน อันต้องการเสียงสนับสนุนจากประชาชน
หมากซึ่งจะใช้แก้ลำ เพื่อไม่ให้กบฏผู้มีบุญเผยแผ่อิทธิพลไปมากกว่านี้
ส่วนท้าวรณชัยรู้อยู่เต็มอก กรณีซับซ้อนในตัวเด็กมีเชื้อกึ่งอสูร
อย่างน้อยไม่น่ากลัวเท่าอชาตะ ตัวพ่อมันนัก โดยลอบสังเกตประเมินฤทธิ์เดช
ท่ามกลางสภา เหล่าข้าราชการมีมติรองรับ
ด้วยพยายามลุล่วงผ่านพ้นตามพระทัยผู้นำ อันไม่อยากขัดราชโองการ
...ยังสับสนไม่พอ เด็กอริยะตกในสภาพหุ่นเชิด
ใช้ชีวิตภายในตำหนัก ถูกเลี้ยงดูอย่างเข้มงวด
อาหารการกินปรุงสุก บังคับพฤติกรรมให้เป็นเฉกเช่นความมีหน้ามีตา
กิจวัตรย่อมส่งให้อึดอัดใจ ทั้งคับแค้นโดนกักสถานที่
ยังดีมีบักโผนคอยเป็นเพื่อนเล่น หลายครั้งที่พวกข้ารับใช้ในตำหนัก มักเห็นอริยะพูดอยู่คนเดียว
นอกจากมังคลาแล้ว อริยะก็สามารถเห็นผีกุมารทองเช่นกัน
มันจึงถูกมองแปลก ๆ ความพิสดารนั้นติดตัวมาแต่แรกเกิด
อีกเขี้ยวแหลม งอกออกมาจากปากทั้งสองข้าง ยาวกว่าแถบฟัน
นับวันเสียงเล่าลือรอบราชวัง เกี่ยวกับตัวรัชทายาทออกจะประหลาดในสายตา
คลับคล้ายองค์บิดาอยู่เหมือนกัน ตอนที่เลอสรวงถูกอสูรอชาตะสิงร่าง
จะกลัวแสงแดดที่สุด อริยะไม่ต่างเด็กชายต้องมีร่มกางบังให้ตลอด
ถ้าไปไหนมาไหน มังคลาประกบข้าง วางตัวเป็นผู้พิทักษ์และคุรุช่วยสอนศิษย์
จากเคยเรียกพ่อ ต้องต่อพ่วงคำด้วยพ่อครู เพื่อง่ายต่อการดำเนินชีวิตในวัง
ระยะอริยะช่วงปรับตัว ให้เข้ากับสถานที่และชั้นวรรณะซึ่งถูกจับตามอง
...ทางตักสิลาชนะกองทัพจากเมืองหลวง ทำให้ท้าวกันทรมีพันธมิตรมากขึ้น
มวลนครตั้งห่างไกลอาณาจักรตัวเมืองหลัก เช่น นครขามแก่นแดนคูน ฟ้าแดดสงยาง
หรือกระทั่งเมืองต่างแถบชั้นใน ก็ยังมีผู้คนสนใจหลั่งไหลจากสารทิศ
ประสงค์มาเพื่อเป็นสมาชิกในสังกัด พร้อมตอกสัญลักษณ์สมัครใจ
“ได่ท้าวฟ้าฟื้นมาเป็นมิ่งขวัญ เฮากะบ่ญ่านไผทั้งนั้น”
วลีท้าวเทศพูดยกให้บักลายสือ คือต้นแถวเยาวชนผู้จะนำพาอนาคต
ผสานกับรุ่นเก่า ซึ่งรองรับผลการปกครองที่เหลื่อมล้ำ
หาปลามาหมักใส่ไห ทำปลาร้าไว้ยามขาดแคลน
ยังต้องเจียดให้พวกตัวใหญ่ นิสัยกินบ้านกินเมือง
หมดสมัยทนต่อความอยุติธรรม อันชนชั้นสูงกดขี่ เห็นเป็นบ่าวไพร่ไร้สิทธิคนตัวน้อย
“เป็นบุญคุณหลาย คั่นบ่ได่ผู้ซอย กะคึสิอยู่ยาก”
ลายสือยืนขึ้นพูด มันหัดจะกล่าวในที่สาธารณะ
“อย่าเว้าจังซั่นแมะท้าว ได่ลงส้างนำกันแล้วต้องหาน้ำให้พ้อ”
ประโยคเทียบของท้าวจันได บิดานางมาลาเอ่ยลักษณะถึงไหนถึงกัน
พลางแลชื่นชมกับท่าทางไม่ประหม่า ต่อหน้าคนทั้งหลาย
“นับจากนี้ไปเป็นศกใหม่ พวกเฮาสิปลดแอก”
บักสกลลูกชายท้าวเถลิง เจ้านครขามแก่นแดนคูน ตัวตั้งตัวตีอีกคน
กำมือชูขึ้นพาตะโกนก่อน มวลชนยืนรวมตัวกันอยู่ต่างทำตาม
เสียงโห่ร้องกึกก้อง แสดงเจตนาฝักใฝ่ประชาธิปไตย.