ฮูหยินของแม่ทัพจี

    บทที่ 31 ขโมยตัวจริง

                “ถ้าอย่างนั้น ให้ข้าเดินดูก่อนเถอะ” กัวเอินถงลองเดินวนเวียนอยู่ในห้องและยืดเส้นยืดสาย

            “ฮูหยินน้อย กระบี่เจ้าค่ะ” หยวนจู้ค้นลงไปใต้หีบ หยิบเอากระบี่ปลอกสีดำและด้ามดำที่ตกแต่งด้วยโลหะเงินแวววาวออกมายื่นส่งให้

            กัวเอินถงรับมาแล้วก็ถอดปลอกออกแล้วตวัดไปมาจนเกิดเสียงดังรอบกาย เมื่อรู้สึกแขนขาบังคับได้อย่างใจแล้ว นางพลิกกระบี่ไปแนบไว้ด้านหลัง จากนั้นก็ค่อยยิ้มออกมา “อืม...ดีขึ้นแล้ว พวกเจ้าไม่ต้องกังวล”

                “ฮูหยินน้อย แม้ว่าท่านชายจะไม่อยู่ก็จริง แต่เวรยามในวังจีก็ยังมากอยู่ ท่านต้องระวังนะเจ้าคะ”

                “เหย้าหลี ขอเพียงเจ้าหลอกล่อต้วนชางเอาไว้ให้ข้าสักครึ่งชั่วโมง ข้าก็น่าจะหากลไกเข้าห้องลับได้สำเร็จ”

                กัวเอินถงฟังเรื่องในเรือนหยาดน้ำค้างที่เหย้าหลีแอบเข้าไปครั้งก่อนแล้วก็สรุปว่าสิ่งของมีค่าในวังจีน่าจะถูกเก็บเอาไว้ในห้องลับอย่างแน่นอน

                “ไม่ต้องห่วงเจ้าค่ะ คืนนี้ข้าจะล่อหลอกเขาเอาไว้ให้ได้มากกว่าครึ่ง        ชั่วยาม ฮูหยินน้อย ขอสวรรค์บันดาลให้ท่านทำให้สำเร็จนะเจ้าคะ”

                “เช่นนั้นก็ออกไปจากห้องข้า ดับไฟแล้วปิดประตูให้เรียบร้อยด้วย”

                สาวใช้ทั้งสองถอยออกไปจากเรือนของฮูหยินน้อย เหย้าหลีรู้สึกถึงความเคลื่อนไหวที่ซ่อนอยู่ในพุ่มไม้ด้านหลัง พอเข้าไปในห้องพักเรียบร้อย ทั้งสองก็จุดเทียนให้สว่างไสวไปทั่วห้อง

                “แบบนี้จะได้ผลจริงๆ หรือ?”

                “แน่นอน ตอนนี้ต้วนชางจับตามองข้า เพราะฉะนั้นเราจะต้องจุดเทียนเอาไว้ให้เขาคิดว่าข้ายังไม่ออกไปข้าง ต่อไปเราสองคนต้องผลัดกันทำตัวเหมือนกำลังผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้า”

                ต้วนชางที่ซุ่มรออยู่ข้างนอก มองเห็นห้องของพวกนางยังไม่ดับเทียนก็รู้สึกตื่นเต้น เขาคาดว่าพวกนางอาจจะกำลังเตรียมตัวเพื่อออกไปข้างนอก

                “พ่อบ้านขอรับ ท่านคิดว่าคนร้ายเป็นหนึ่งในพวกนางหรือ?”

                “ต้องเป็นนางแน่ ข้าไปตรวจรอยเท้าที่หนีออกไปจากจวนในคืนนั้นแล้ว พบว่ามีรอยเท้าหันกลับมาด้วย ต้องเป็นคนในอย่างแน่นอน”

                เสี่ยวไป๋มองเสี้ยวหน้าต้วนชางด้วยความนับถือ “ท่านเก่งจริงๆ เลยขอรับ สมแล้วที่เป็นพ่อบ้านวังจี”

                “เฝ้าให้ดีเถอะ หากว่านางออกมาทั้งสองคน เจ้ากับข้าต้องแยกย้ายกันติดตามเข้าใจหรือไม่?”

                “ขอรับ”

                เหย้าหลีจงใจตั้งเทียนอยู่ด้านหลังตนเอง นางถอดเสื้อผ้าออกแล้วหยิบเอาชุดใหม่ขึ้นมาสวม คล้ายกับคนที่กำลังจะแต่งตัวออกไปข้างนอก

                “นั่นๆ นางกำลังเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วขอรับ” ไป๋ฉางชิงกลืนน้ำลายเอื๊อก เมื่อเห็นเงาของหญิงสาวที่รูปร่างมีส่วนเว้าส่วนโค้งบนกระดาษกรุประตู

                หยวนจู้หัวเราะคิกๆ เมื่อเหย้าหลียกกำปั้นเหลือนิ้วโป้งแล้วชี้ให้เป็นทีของนางแสร้งไปทำท่าเปลี่ยนเสื้อผ้า หญิงสาวทั้งสองค่อยๆ เปลี่ยนเสื้อผ้าจนเวลาผ่านไปร่วมสองเค่อ ยังไม่มีท่าทีว่าจะเดินออกจากห้อง

                “ข้ารู้สึกว่าพวกนางน่าจะรู้ตัวเสียแล้วล่ะ”

                “ทำไมหรือขอรับ?”

                “หากข้าเป็นโจรก็คงจะไม่แต่งตัวช้าขนาดนี้”

                “พ่อบ้านขอรับ หรือว่านางจะถ่วงเวลาพวกเรา?”

                ต้วนชางขมวดคิ้ว “เจ้าพูดมีเหตุผล”

                ขณะที่ต้วนชางกำลังคิดจะชวนเสี่ยวไป๋ออกไปจากที่ซ่อนตัว เหย้าหลีกับหยวนจู้ก็เปิดประตูออกมา หญิงสาวสองคนยืนซุบซิบกันอยู่หน้าห้อง ในมือถือโคมไฟคนละอัน

                “นางออกมาแล้วขอรับ” ไป๋ฉางชิงเอ่ยด้วยความตื่นเต้น

                สตรีทั้งสองแยกย้ายกันไปคนละทาง ต้วนชางเห็นแล้วก็รีบสั่ง

                “เจ้าตามหยวนจู้ ข้าจะตามเหย้าหลีเอง”

                “ขอรับ”

     

                ร่างในชุดดำกระโจนออกหน้าต่างด้านหลังเรือนของฮูหยินน้อย ย่องไปตามสุมทุมพุ่มไม้ หลบเวรยามจำนวนมากไปจนถึงเรือนหยาดน้ำค้าง ด้วยฝีเท้าที่เงียบกริบและความว่องไว นางย่องไปถึงหน้าต่างที่ให้เหย้าหลีแอบมาดูไว้

                “ตรวจตราให้ทั่ว แล้วก็เปลี่ยนกะ” เสียงเวรยามด้านหน้าเรือนดังขึ้น

                กัวเอินถงอาศัยช่วงการเปลี่ยนกะที่จะมีการขานชื่อและส่งเสียงของเวรยามสองกลุ่ม ใช้ปลายมีดงัดหน้าอย่างแรง จากนั้นก็กระโจนเข้าไปข้างในพร้อมกับงับหน้าต่างมิให้ผิดปกติ

                นางย่องเข้าไปถึงห้องด้านในที่คราวก่อนเหย้าหลีมาถึง เรือนหยาดน้ำค้างดูเผินๆ เหมือนห้องสำหรับอ่านเขียนเรียนตำราทั่วๆ ไป ตู้ตำราวางเรียงรายละลานตา

             ‘หากมิใช่เรือนสำคัญ เวรยามจะมากมายอย่างนี้หรือ?’

                กัวเอินถงจุดพู่ไฟขึ้นแล้วมองไปรอบๆ นางนึกถึงสิ่งที่อาจารย์ของนางเคยบอกเอาไว้ มนุษย์ส่วนใหญ่ล้วนคิดไม่ต่างกัน การวางกลไกย่อมคล้ายคลึง

             ‘ให้เจ้าลองคิดดูว่าหากเป็นตัวเองคิดจะซ่อนเอาไว้อย่างไร?’

                หญิงสาวใคร่ครวญอยู่หลายวันว่าเรือนนี้มีขนาดเล็กเกินกว่าจะทำห้องซ่อนเอาไว้ข้างหลังผนังพวกนี้ แต่หากเป็นห้องใต้ดินก็ไม่แน่ นางจึงมองหาวัตถุที่มีขนาดใหญ่พอจะกลายเป็นสิ่งที่ใช้เปิดห้องใต้ดินได้

                สายตาของนางสะดุดที่โต๊ะตัวเตี้ยบนพื้นยกระดับด้านข้าง เก้าอี้มีพนักตัวเตี้ยวางกับพื้นคล้ายกับไม่เคยมีคนมานั่งเลยสักครา นางมองสิ่งของที่วางบนโต๊ะมีแท่นสำหรับฝนหมึกวางอยู่ พู่กันสามอันอยู่บนแท่นวาง ดูแล้วมันไม่เคยมีคนใช้มาก่อน ขนพู่กันสะอาดยิ่ง

             ...นี่ต้องเป็นการจัดวางเพื่อลวงตาเป็นแน่

                มือเรียวขาวของฮูหยินน้อยค่อยๆ จับทีละสิ่ง ทุกอย่างบนโต๊ะไม่มีสิ่งใดผิดปกติ นางจึงก้มลงมองขาโต๊ะ พลันก็เห็นว่าขาโต๊ะทั้งสองแผงซ้ายขวานั่นจมอยู่ในพื้น หญิงสาวยิ้มร่า

                ครืด.....!

                พอนางดึงโต๊ะขึ้นจากพื้น ตู้ที่ผนังก็เลื่อนออกจากกัน หญิงสาวยิ้มกว้างอยู่ใต้ผ้าปิดบังใบหน้า รีบวิ่งไปดูก็เห็นทางลงไปยังชั้นใต้ดินอย่างที่คิดเอาไว้ พอเดินลงไปจนถึงด้านล่างก็เห็นตู้เรียงรายอยู่เต็มผนังห้องใต้ดินทั้งสี่ด้าน

                กล่องจำนวนมากวางอยู่บนตู้โปร่งพวกนั้น นางถึงกับตกตะลึง เมื่อเปิดกล่องที่อยู่ใกล้ตนเองก็เห็นว่าเป็นตำราซ้อนกันอยู่ในกล่องหลายเล่ม และเมื่อเปิดไปอีกกล่องก็มีชามกระเบื้องเนื้อดีหายาก

                “บ้าไปแล้ว คนวังจีทำห้องใต้ดินมาเก็บของพวกนี้อย่างนั้นหรือ?”

                พู่ไฟอันแรกใกล้จะมอด กัวเอินถงจึงหยิบเอาพู่ไฟอันใหม่ออกมาเปิดและเก็บอันเก่าเข้าไปในสาบเสื้อ นางมีเวลาเพียงชั่วสองพู่ไฟ ดังนั้นจึงรีบเปิดดูทีละกล่องอย่างว่องไว

                ยิ่งหาก็ยิ่งเหงื่อตกเพราะไม่มีวี่แววว่าจะพบสิ่งที่ต้องการตามหา กัวเอินถงขยับไปเปิดกล่องที่อยู่ตู้รอบๆ ตู้ละกล่อง นางพบว่าในกล่องพวกนั้นล้วนเป็นสิ่งที่นางไม่ต้องการ

                หญิงสาวหน้าเผือดสี ห้องใต้ดินแห่งนี้อาจไม่มีของวิเศษที่นางตามหา พู่ไฟถูกใช้ไปกว่าครึ่ง หญิงสาวจึงถอดใจ กลับออกจากห้องใต้ดินนั้นไป

                กัวเอินถงกลับไปถึงห้องนอนก็รีบเปลี่ยนเสื้อผ้า นางซุกมีดและชุดที่ใช้ใส่ในหีบที่อยู่ด้านในแล้วใส่กุญแจเอาไว้

                ต้วนชางเดินตามเหย้าหลีที่ทำตัวมีพิรุธมาจนถึงทางเดินด้านข้างเรือนของฮูหยินน้อย พลันนางก็ก้มหน้าลง ดับโคมไฟไว้แล้วผลุบหายไปในพุ่มไม้

            ชายหนุ่มเห็นเช่นนั้นก็รีบเร่งฝีเท้าแต่พอเขาวิ่งมาถึง ก็ไม่เห็นนางเสียแล้ว

                “พ่อบ้านต้วน เป็นท่านเองหรือ? ข้าตกใจหมดเลย นึกว่าพวกย่องเบาตามข้ามาเสียอีก” เหย้าหลีโผล่ออกมาจากพุ่มไม้ด้านหลัง ทำหน้าตื่นตกใจ

                “เจ้า...เจ้าไปทำอันใดตรงนั้น?”

                “ข้าได้ยินเสียงฝีเท้าตามมาก็รีบดับโคมแล้วซ่อนตัวน่ะสิ ว่าแต่ท่านเถอะ ดึกๆ ดื่นๆ มาแอบตามข้าทำไม?”

                ต้วนชางรู้สึกเสียหน้าที่ถูกนางจับได้ เขาไม่กล้าเอ่ยปากว่าสงสัยนาง

                “ข้ากำลังตามหาเจ้าหัวขโมยที่แอบเข้ามาในวังเมื่อวันก่อนน่ะสิ เห็นเจ้าเดินมาเพียงลำพังก็เลยเป็นห่วง กะว่าจะเตือนสักหน่อย แต่จู่ๆ เจ้าก็หายไป”

                เหย้าหลีแย้มยิ้มมุมปาก “อย่างนี้นี่เอง ค่อยยังชั่ว ท่านคงไม่ได้สงสัยว่าข้าเป็นขโมยหรอกนะ”

                พ่อบ้านถึงกับหน้าม้าน “ไม่ ข้าไม่ได้สงสัยเจ้าสักหน่อย”

                “มีท่านอยู่ด้วยก็ดี ข้าจะได้สบายใจ หยวนจู้นางจะออกไปส้วม แต่ข้านึกเป็นห่วงฮูหยินน้อยเพราะคืนนี้ท่านชายไม่อยู่ก็เลยออกมาดู”

     

    ****************