เสียงตกตะลึงมากมาย บ้างก็เสียใจที่ไปตะโกนก่นด่าเมื่อก่อนหน้า เสียงของผู้คนดังระงมไปทั่วลานพิพากษา แต่คนพวกนี้คงคิดไม่ถึงว่าหลังจากอาวุโสสูงสุดเอ่ยจบ จะมีสิ่งที่ทำให้แปลกใจยิ่งกว่าเดิมปรากฏขึ้น
"ถ้าเจ้ายอมมาเป็นศิษย์สืบทอดของข้ามังกรสมุทร ลาคัส… ข้าจะให้ทุกอย่างตามที่เจ้าปรารถนา"
"พี่รองท่านพูดผิดแล้ว เจ้าเด็กนี่เป็นของข้ามังกรอัคคี มาเกียต่างหากเล่า มาเป็นศิษย์ข้าสิเจ้าหนู"
"เจ้าหนู… ข้ามังกรปฐพี เบลอาร์ดก็ต้องการรับเจ้าเป็นศิษย์"
เป็นเรื่องแปลกมังกรวายุมันกำลังอ้ำอึ้งพูดไม่ออก ยังไม่อยากตัดสินใจลงแข่งในสนามนี้ มันค่อนข้างกังวลกับผลลัพธ์ที่จะออกมา แต่ก็เป็นอาวุโสที่นั่งถัดจากมันไปที่เอ่ยขึ้นไม่รอมังกรวายุซึ่งมีลำดับสูงกว่าได้เอ่ยปาก
"พยัคฆ์อุดร ชีโตสเอง ก็ต้องการรับศิษย์ ถิ่นเหนือของข้ามีอาหารและขนมทานเล่นมากมาย เจ้าเลือกกินไม่หมดเชียวล่ะรับรองว่าชาตินี้เจ้าจะไม่อดตาย สนใจมากับข้าหรือไม่?"
"ฮ่าๆ ๆ พี่หกต้องเป็นอาณาจักรสุราของข้าพยัคฆ์ประจิม เลโอพาร์ดสิที่เหมาะสมกับเขา เด็กหนุ่มวัยเติบโตเช่นนี้ มากับข้าสิเจ้าหนูไม่ว่าจะสุราเลิศรสหายากใด พวกข้าล้วนมีแทบทุกชนิด"
"ผิดแล้วพี่เจ็ด… เด็กหนุ่มวัยนี้ย่อมชมชอบสาวงาม เจ้าชื่อมิเนอร์วาสินะมากับข้าสิ สตรีทุกวัยในถิ่นของข้าพยัคฆ์ทักษิณ ชูเวียส ย่อมมีมากมายให้เจ้าได้เลือกสรร พวกนางแต่ละคนล้วนมีฝีมือเป็นเลิศในด้านการให้ความสุขสม ถ้าจะมีที่ใดเรียกว่าสวรรค์บนโลกใบนี้ ก็เห็นจะมีที่ทิศทักษิณของข้าเพียงที่เดียวแล้ว"
"เห็นทีจะไม่ได้แล้วพี่แปด เด็กวัยนี้ย่อมต้องชมชอบการศึกสงครามใช้กำลัง มากับข้าพยัคฆ์บูรพา พลายัตสิเจ้าหนู จะกองทัพ เงินทอง อาวุธมากมาย หรืออำนาจปกครอง ในถิ่นพยัคฆ์บูรพาของข้าย่อมมีให้เจ้าได้ใช้อย่างเต็มที่ ไม่ต้องกังวลว่าจะถูกด่าเรื่องผลาญเงิน ที่นั่นเจ้าจะไร้ความผิดแม้ได้กระทำความผิดจริงก็ตาม ขาวหรือดำล้วนอยู่ที่ข้าเป็นผู้ตัดสิน"
อาวุโสที่เหลือล้วนไม่กล้าเอ่ยปาก ไม่กล้าแย่งศิษย์กับทั้งแปดคนอย่างแน่นอน เพราะรู้ดีถึงเรื่องอำนาจบารมีที่ด้อยกว่าทั้งแปดคนอย่างเทียบไม่ติด หากจะมีใครสักคนที่เหมาะจะเอ่ยปากรับศิษย์ต่อจากนี้ก็เห็นทีจะมีเพียงแค่อาวุโสระดับสูงลำดับที่ 5 มังกรวายุเท่านั้นที่มีคุณสมบัติมากพอ เสียงพูดคุยของผู้คนดังระงมอย่างแตกตื่น อาจจะเรียกได้ว่าเหตุการณ์นี้จะเป็นตำนานที่จะเล่าต่อสืบไปอีกนานเท่านาน การแย่งรับศิษย์สืบทอดพร้อมกันของผู้อาวุโสทั้งแปดคน แน่นอนว่ามิเนอร์วาต้องเคยคิดภาพเหตุการณ์ผลลัพธ์แบบนี้ไว้อยู่บ้าง แต่ก็ไม่เคยคิดว่าจะได้ผลดีถึงขนาดนี้ จิตใจกำลังคิดถึงผลได้ผลเสียของการเป็นศิษย์สืบทอดของแต่ละคน
'4 พยัคฆ์นั้นตัดออกจากตัวเลือกไปได้เลย… ข้าไม่ใช่คนที่หลงมัวเมาในอำนาจ สตรี หรือของมึนเมาทั้งหลาย ถึงแม้ข้าจะชอบทานอาหารและขนมอร่อยแต่นั้นย่อมไม่ได้ส่งผลดีมากนักกับการพัฒนาตัวเอง หากจะมีก็คงมีเพียง 5 มังกรเท่านั้นที่นับได้ว่าสามารถช่วยข้าได้อย่างแท้จริง เจ้ามังกรวายุนั่นไม่เลือกก็แล้วไปเถอะ ยังไงสักวันข้าจะต้องทำให้มันเสียใจที่แกล้งข้าในวันนั้น… อัสนี สมุทร อัคคี ปฐพีข้าจะเลือกใครดี?'
เด็กหนุ่มกำลังครุ่นคิดอย่างรอบคอบ แต่ก็คาดไม่ถึงว่าจะมีคนกล้าส่งเสียงพูดต่อจากพยัคฆ์บูรพา ภายในลานพิพากษาที่เต็มไปด้วยผู้คนและเสียงร้องตื่นตกใจครั้งแล้วครั้งเล่า บุรุษผู้หนึ่งที่ครุ่นคิดอยู่นานกว่าจะตัดสินใจได้ ก็พูดขึ้นเสียงดังกังวานก้องไปทั่วทุกพื้นที่
"เจ้าหนูเรื่องในวันวานก็ให้แล้วกันไปดีหรือไม่ มาเป็นศิษย์สืบทอดของข้ามังกรวายุสิ ตัวข้าอัลตันจะสอนเจ้าเพื่อเป็นคำขอโทษดีหรือไม่?... ข้าถูกใจเจ้าตั้งแต่วันแรกแล้วที่เจอกันแล้ว ในวันนั้นข้าเชิญเจ้ามานั่งด้วยกันแต่เจ้ากลับเลือกเดินจากไป มาๆ มาหาอาจารย์สิ"
เป็นมังกรวายุที่กว่าจะตัดสินใจได้ เพราะลังเลกับส่วนได้ส่วนเสียตรงหน้า แต่ที่มันตัดสินใจได้อย่างรวดเร็วรีบเอ่ยขึ้นนั้นเป็นเพราะมันสังเกตได้ถึงความผิดปกติบางอย่าง เป็นสิ่งที่อาจจะส่งผลร้ายต่อมันทันทีหากอีกฝ่ายเอ่ยปากพูดออกมา มันจึงจำเป็นต้องรีบฉกชิงเอาความได้เปรียบที่เหลือเพียงน้อยนิดเอาไว้ รีบเอ่ยขอประนีประนอมอย่างจริงใจออกมาแทน มันไม่ได้หวังให้เด็กหนุ่มกราบเป็นอาจารย์ เพียงแค่อยากจะฉวยโอกาสขอโทษก็เท่านั้น
"ผู้อาวุโสมังกรอัสนี… ข้าขอถามท่านหากข้ายอมเป็นศิษย์สืบทอดของท่าน ข้าจะขอขึ้นประลองเป็นตายกับผู้อาวุโสโทมัสแห่งกลุ่มเลือดนักสู้หลังจากนี้อีก 6 เดือนก่อนงานเทศกาลประจำปีครั้งต่อไปได้หรือไม่?"
"ย่อมได้! ข้าจะไม่ถามว่าเหตุใดเจ้าถึงเลือกเดินทางนี้ หน้าที่ของข้ามีเพียงสั่งสอนเจ้า หากในอีก 6 เดือนข้างหน้าเจ้าตายข้าก็จะไม่ตามเอาผิดกับโทมัสเช่นกัน หากมันเป็นผู้ชนะ"
มังกรอัสนีย่อมเข้าใจความหยิ่งผยองนี้ของเด็กหนุ่มดี มันรู้ว่าลึกๆ แล้วเป็นโทมัสที่แอบลักลอบติดต่อกับคนนอก หวังแย่งชิงสิ่งของจากเด็กหนุ่มและไม่ผิดจากที่มังกรวายุคาดคิดเอาไว้ หลังจากที่อาวุโสสูงสุดเอ่ยปากยอมรับเงื่อนไข มิเนอร์วาที่กำลังจะก้าวขาเดินไปทางผู้อาวุโสสูงสุดก็ต้องชะงักงัน ขาที่กำลังจะยกขึ้นได้ถูกหยุดไว้เพราะมีเสียงหนึ่งเอ่ยถามอย่างนุ่มนวล ทุกผู้คนที่ได้ยินต่างต้องพากันกลั้นหายใจ ทุกชีวิตต่างหันหน้าขึ้นไปมองตามต้นเสียง แสงแห่งการเฝ้ารอในดวงตาที่เจิดจ้ายิ่งกว่าใคร ความปรารถนาที่เคยถูกฝืนสะกดกลั้นเอาไว้ ก็ได้ปะทุปลดปล่อยความต้องการนั้นออกมา
"ได้ยินมาว่าเจ้ากำพร้าบิดาตั้งแต่อายุยังน้อยใช่หรือไม่?"
เป็นผู้นำของวังมรณะสาบสูญที่เอ่ยปากถาม มิเนอร์วาเองก็ผงกหัวตอบรับเป็นเชิงว่าใช่
"ไม่จริงน่า… บอกข้าสิว่านี่ไม่ใช่เรื่องจริง!"
เป็นโทมัสที่เริ่มแข้งขาอ่อน ในตอนแรกมันก็หวาดกลัวมากพอแล้วกับตัวตนของมังกรอัสนี แต่ก็ยังคอยปลอบใจตัวเองว่าเวลาแค่ 6 เดือนอีกฝ่ายย่อมไม่สามารถพัฒนาได้ว่องไวขนาดตามหาแก่นพบ แต่ถ้าอีกฝ่ายเป็นตัวตนระดับผู้นำสูงสุดแล้วมันก็คนละเรื่อง มีเพียงการกำราบแต่มิอาจสังหาร แต่ทว่าประโยคถัดมาของอีกฝ่ายก็ทำให้มันใจชื้นขึ้นมา ราวกับได้รับความอบอุ่นในคืนที่เหน็บหนาว
"ในงานเทศกาลแลกเปลี่ยนครั้งนี้พิสูจน์ให้ข้าเห็นสิ ให้ข้าได้รับรู้ว่าเจ้ามีคุณสมบัติพอที่จะมาเป็นบุตรบุญธรรมของข้าเฟรเกีย ผู้ปกครองวังมรณะสาบสูญและเขตปกครองพิเศษแห่งนี้ ผู้อาวุโสทุกท่านมีความเห็นว่าอย่างไร"
"ยินดีกับท่านผู้นำล่วงหน้าแล้ว…"
ผู้อาวุโสทุกคนต่างลุกขึ้นเอ่ยยินดีพร้อมกันให้แก่เฟรเกียผู้ที่ยังคงนั่งอยู่ที่เดิม
"ไม่ต้องกดดันตัวเองไป ถึงเจ้าจะทำภารกิจของท่านผู้นำไม่สำเร็จ… ข้ามังกรอัสนีก็ขอรับปากว่าจะรับเจ้าเป็นศิษย์สืบทอด"
มังกรอัสนียังไม่ละความพยายามเอ่ยย้ำกับอีกฝ่ายอย่างดื้อดึง
"เอาล่ะๆ จบการพิพากษา! แยกย้ายได้ มิเนอร์วาตามข้ากลับวังมรณะสาบสูญ"
ตั้งแต่ต้นจนจบอีกฝ่ายพูดเองเออเองตัดสินใจไปเองโดยที่เด็กหนุ่มยังไม่ทันได้ตอบรับหรือปฏิเสธราวกับถูกบังคับให้เลือกแค่สองทาง ไม่เป็นบุตรบุญธรรมของอีกฝ่ายก็เป็นศิษย์ของอาวุโสสูงสุด แต่มิเนอร์วาก็ไม่ได้คิดคัดค้านสิ่งใด เดินผ่านโทมัสพร้อมกับทิ้งคำพูดข่มขู่เยาะเย้ยไว้ให้กับอีกฝ่ายเสียงเบา แน่นอนว่าเหล่าตัวตนระดับสูงเองก็สามารถได้ยิน
"เจ้าน่ะ ได้ตายไปแล้ว อีก 6 เดือนพวกเรามาประลองเป็นตายตัดสินกันให้มันจบๆ ไปเสียเถอะ ข้าทำตามคำพูดตัวเองเสมอนี่คือหลักการในชีวิตข้า หวังว่าอาวุโสโทมัสจะยังมีชีวิตรอดไปจนถึงอีก 6 เดือนข้างหน้า ข้าขอตัวก่อนท่านผู้นำเรียกหาข้าพอดี"
เอ่ยทิ้งทวนเสร็จมิเนอร์วาก็เลิกสนใจโทมัสที่กำลังยืนหน้าซีด คิดไปต่างๆ นานา ราวกับเด็กหนุ่มพึ่งนึกขึ้นได้ว่าลืมบางสิ่งไปสองขาที่ก้าวเดินพลันหยุดชะงัก ในสายตาของทุกผู้คนที่กำลังจ้องมองมาในยามนี้ ล้วนไม่ได้มองว่าเด็กหนุ่มคนนี้ เป็นเพียงแค่ศิษย์สายนอกของสถาบันอีกต่อไป หากแต่ได้ถือครองตำแหน่งว่าที่นายน้อยแห่งวังมรณะสาบสูญไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หากภารกิจที่มอบให้ลุล่วงไปได้ด้วยดี การที่อีกฝ่ายจะถูกรับเป็นศิษย์สืบทอดโดยตรงของท่านผู้นำก็ย่อมไม่ใช่เรื่องแปลกนัก มิเนอร์วาไม่ได้หันหลังกลับ แต่จ้องไปที่ผู้คนรอบๆ แล้วตะโกนขึ้นเสียงดัง
"ซัลวาโตเรทั้งหมดตามข้ากลับวังมรณะสาบสูญ!"
"ติดตามลูกพี่กลับวัง!"
เป็นมาร์ตี้ที่ตะโกนตอบรับ สั่งให้ผู้คนทั้งหมดเดินติดตามมา หากจะบอกว่าเบื้องหน้าเป็นทะเลเพลิง ภูเขาดาบ พวกมันก็ยินดีที่จะติดตามบุคคลที่ยืนหันหลังให้ในยามนี้ การศึกสงครามระหว่างกลุ่มตั๊กแตนมรณะชนะก็แล้วไป อย่างมากก็ได้แค่ความเคารพยำเกรงไม่มีอะไรมากกว่านั้น แต่หมากที่เด็กหนุ่มเดินบนเวทีแห่งการพิพากษานี้นั้นต่างกัน ภาพเหตุการณ์ที่พึ่งผ่านมาสักครู่ไม่ว่าจะเป็นการออกปากรับโทษแทนทั้งหมด การถามหาเหตุผลที่ศัตรูเองก็ยากจะให้คำตอบ การท้าทายโทมัสแม้อีกฝ่ายจะเป็นถึงเหนือมนุษย์ขั้นต้น ทุกสิ่งได้ทำให้พวกมันเข้าใจในตัวหัวหน้าของตัวเองมากขึ้น
'เจ้าเล่ห์ อันตราย เจ้าคิดเจ้าแค้น มากแผนการ' ทั้งหมดทั้งมวลล้วนเป็นคำนิยามที่ทุกผู้คนในกลุ่มซัลวาโตเรรู้สึกได้ จะเห็นได้ว่าเรื่องทั้งหมดถูกวางแผนไว้แล้วตั้งแต่ต้นยันจบ ถึงแม้จะผิดคาดจากการที่เหล่าอาวุโสพากันรุมแย่งตัว แต่นั่นก็ไม่ใช่ประเด็นกลับยิ่งส่งเสริมให้เห็นว่าศักยภาพซ่อนเร้นในตัวลูกพี่ตนยังมีเหลืออยู่อีกมาก จนผู้คนมากมายต่างก็อยากได้มาเป็นศิษย์ส่วนตัว การซื้อใจทุกผู้คนในเวลานี้ย่อมทำให้กลุ่มซัลวาโตเรนอกจากจะมีความเคารพยำเกรงแล้วก็มีความจริงใจ ซื่อสัตย์ภักดีเพิ่มเข้ามาอย่างบริสุทธิ์ใจ ข่าวการพิพากษาคดีในครั้งนี้แพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว ชื่อมิเนอร์วาถูกนำไปสืบค้นตามหาประวัติความเป็นมาจากทุกกลุ่ม คดีที่มีโทษตายรออยู่แล้วอย่างแน่นอน กลับพลิกด้านได้อย่างคาดไม่ถึง กลุ่มซัลวาโตเรทั้งหมดเดินทางติดตามหัวหน้าของพวกมัน มุ่งหน้าเข้าไปในส่วนที่เรียกว่าเป็นใจกลางของวังมรณะสาบสูญ สถานที่ซึ่งแม้แต่ตัวพวกมันเองก็ยังคาดไม่ถึงว่าจะมีโอกาสได้มาเยือน
วังมรณะสาบสูญอันเป็นที่พำนักของประมุขมรณะสาบสูญผู้ปกครองเขตตัวเมืองชั้นนอก และผู้นำของวังมรณะสาบสูญ พื้นที่ภายในวังนั้นกว้างใหญ่ ประตูทางเข้าตั้งอยู่บนพื้นราบ มีผู้คนจำนวนมากอาศัยอยู่ส่วนใหญ่แล้วก็เป็นครอบครัวหรือไม่ก็เครือญาติของเหล่าอาวุโสทั้งหลาย สูงขึ้นไปบนฟ้าตรงใจกลางเขตที่ถูกล้อมรอบด้วยอาคารบ้านเรือนมากมาย มีภูเขาสูงลูกหนึ่งตั้งตระหง่านพื้นที่บนยอดสุดมีราชวังขนาดใหญ่ส่องแสงสะท้อนระยิบระยับ ถูกล้อมรอบไปด้วยหน้าผาที่ถูกตัดเจาะสร้างเป็นที่อยู่อาศัยวิจิตรงดงามราวกับกำแพงธรรมชาติที่คอยปกป้องราชวังที่อยู่ตรงกลางยอดเขา หากผู้คนที่ไม่เคยมาเยือนมองมาจากภายนอกวังมรณะสาบสูญ ย่อมไม่อาจมองเห็นภูเขาสูงลูกนี้ได้ เหมือนกับคราวก่อนที่เด็กหนุ่มจ้องมองมาทางพื้นที่ใจกลางแต่กลับเห็นเพียงแค่หลังคาสูงของอาคารที่ใช้เป็นที่ประชุมสภาอาวุโสเท่านั้น
กลุ่มซัลวาโตเรทั้งหมด ได้ถูกจัดแจงให้รอคอยอยู่ในกำแพงธรณีแห่งหนึ่งทางทิศใต้ของวัง มีเพียงมิเนอร์วาเท่านั้น ที่ตอนนี้กำลังเดินดุ่มๆ ตามหลังทหารยามเข้าไปภายในวังมรณะสาบสูญ เมื่อเดินมาถึงลานกว้างที่มีต้นไม้ใหญ่และบ่อปลากว้าง ก็ได้เห็นบุรุษวัยกลางคนผู้หนึ่งยืนหันหลังจ้องมองบ่อปลาอยู่ใต้ต้นไม้ ในสภาพชุดคลุมยาวสีดำยืนหันหลังให้ ผมยาวสีดำนิลปลิวสะบัดไปตามสายลมแผ่ว ให้ความรู้สึกสง่างาม น่าเกรงขาม ทหารยามไม่ได้ส่งเสียงใดเพียงโค้งคำนับให้ก็หมุนตัวเดินจากไป เมื่อทั้งลานกว้างเหลือเพียงแค่สองคน มิเนอร์วารีบสาวเท้าเดินเข้าหาโค้งตัวคำนับ
"ศิษย์สายนอกระดับหนึ่งมิเนอร์วา ทำความเคารพท่านผู้นำ"
เฟรเกียไม่ได้หันหลังกลับมามอง ทำเพียงจ้องมองเหล่ามัจฉาที่แหวกว่ายไปมาภายในบ่อกว้าง จู่ๆ มันก็เอ่ยขึ้นเข้าประเด็น
"เจ้ารู้หรือไม่?... เพราะเหตุใดพวกเราวังมรณะสาบสูญจึงพ่ายแพ้อยู่บ่อยครั้งในงานเทศกาลแลกเปลี่ยนประจำปี ไม่ว่าจะครึ่งปีแรกหรือท้ายปีหลังก็พ่ายแพ้เสมอมา"
เด็กหนุ่มไม่ได้ตอบทำเพียงรับฟังอย่างสงบ จะเคยแพ้หรือชนะล้วนไม่เกี่ยวอันใดกับชีวิตเด็กหนุ่ม ไม่แปลกที่จะไม่มีความสนใจในเหตุผล ยืนรับฟังไปตามเรื่องตามราว
"สาเหตุนั้นไม่ใช่เพราะพวกเราไร้ความสามารถ แต่เป็นเพราะมักถูกเล่นสกปรกกดดันด้วยวิธีน่ารังเกียจมาโดยตลอด พวกมันทั้งหลายเรียกที่นี่ว่าซ่องโจร แต่เจ้าเชื่อข้าเถอะ ซ่องโจรที่นี่ยังดีกว่าความโสมมที่พวกมันซุกซ่อนเอาไว้ใต้พรมไม่รู้กี่เท่าต่อกี่เท่า ศิษย์มากมายของสถาบันแห่งนี้ บางคนแข็งแกร่งยิ่งกว่าเจ้า เจ้าเล่ห์มากกว่าเจ้า โหดร้ายรุนแรงจนเจ้าเทียบไม่ติด แต่ไม่มีผู้ใดเลยที่เหมือนเจ้า… ข้ารู้… ข้าเห็นเรื่องทุกอย่างที่เกิดขึ้น แต่นั่นก็ไม่ใช่เหตุผลที่ข้าเลือกเจ้า เจ้ารู้หรือไม่เหตุใดข้าจึงอยากได้เจ้ามาเป็นบุตรบุญธรรม"
เฟรเกียไม่รอคำตอบมันพูดขึ้นอย่างต่อเนื่อง สายตายังคงจดจ้องมัจฉาที่กำลังแหวกว่ายอยู่รอบๆ บ่อ ซึ่งแท้จริงแล้วมีมัจฉาตัวหนึ่งกำลังจดจ้องลูกกบน้อยที่กำลังกระโดดไปมาบนใบบัว ผู้ล่าและผู้ถูกล่ากำลังประชันฝีมือในการเอาตัวรอดโดยมีสังเวียนคือบ่อน้ำแห่งนี้ และมีเฟรเกียเป็นผู้รับชม
"เหตุผลนั้นง่ายดายมาก เพื่อคนที่ไม่ใช่ญาติพี่น้องเพียงแค่ 7 คน แต่เจ้ากับเลือกล้างแค้นพาตัวเองไปหาความตาย สายตาคนนอกออกจะมองว่าเจ้าโง่เง่า แต่ในสายตาพวกข้า สิ่งนั้นเรียกว่าความยุติธรรม การยอมรับการพิพากษาทั้งๆ ที่รู้ว่ามีโทษตายรออยู่ สิ่งนั้นก็ไม่ได้เรียกว่าความโง่เขลาเช่นกัน พวกข้าเรียกมันว่าการไม่ยอมจำนนต่อความอยุติธรรม โจรอย่างพวกข้าพูดถึงเรื่องความยุติธรรมคงจะดูแปลกในสายตาของเจ้า แต่เจ้ารับรู้ไว้เถิดกลุ่มมรณะสาบสูญของข้าถึงจะเป็นโจร แต่ก็ไม่เคยทำเรื่องเลวทรามบัดซบเท่าที่พวกมันทั้งหลายข้างในกระทำ เบื้องหน้าชาวประชาล้วนทำตัวดีใสสะอาดมากโครงการ แต่ที่เจ้าเห็นนั้นมันเป็นแค่เพียงยอดของภูเขาน้ำแข็ง การสังหารสำหรับข้ามีอยู่แค่แบบเดียวเท่านั้น สังหารตัวระยำที่สมควรถูกสังหาร!"
กบน้อยที่กำลังจะกระโดดลอยขึ้นไปอยู่กลางอากาศเพื่อข้ามไปยังบัวอีกใบ โดยที่ไม่รู้เลยว่ามีนักล่าซ่อนตัวอยู่ใต้ใบบัว มันชะงักขาหันหน้ากลับหลังจ้องมองไปยังต้นเสียงที่กำลังเอ่ยพูดในตอนนี้อย่างสงสัย
"บิดาของข้าที่จากไปแล้วเคยดิ้นรนอยู่ในบ่องูพิษมากมาย ต้องฝืนกินงูพิษตัวเป็นๆ ในขณะที่พวกมันเหล่านั้นกำลังรุมฉกกัด เพียงเพราะต้องการปกป้องครอบครัวจึงยินยอมใช้ร่างกายตัวเองดิ้นรนพิทักษ์ไว้ ดังนั้นแล้วสำหรับข้าการสังหารล้วนไม่นับเป็นสิ่งที่ข้าชื่นชมชอบ แต่เมื่อไหร่ที่ศัตรูกล้าคุกคามข้าและคนรอบตัว ข้าก็ไม่ลังเลหรือหวาดกลัวเลยที่จะสังหาร!"
นี่คือคำตอบแรกที่เด็กหนุ่มมอบให้แก่เฟรเกีย จังหวะนั้นเองกบน้อยก็โดดถีบขาเต็มแรงลอยขึ้นไปในอากาศ มัจฉาตัวโตที่จ้องเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายอยู่นานแล้วก็รีบสะบัดครีบส่ายหางแหวกว่ายเตรียมจะกระโดดงับเหยื่อที่ลอยอยู่กลางอากาศอย่างไม่รู้ตัว เคราะห์กรรมได้มาถึงแล้ว
"และมารดาของข้าเองก็เคยสอนเอาไว้ว่า ให้ช่วยเหลือบุคคลที่สมควรได้รับความช่วยเหลือ การเหยียบย่ำซ้ำเติมไม่ยอมช่วยเหลือผู้ที่เดือดร้อนตรงหน้า มีเพียงเดรัจฉานไม่รู้ความเท่านั้นที่เป็นเช่นนี้ เกิดเป็นมนุษย์สมควรมีจิตคิดเมตตา"
มิเนอร์วาเอ่ยอีกประโยคขึ้นมาช้าๆ จนแม้แต่เฟรเกียที่กำลังจ้องมองมัจฉาล่าเหยื่อยังต้องเผลอหลุดควบคุมตัวเอง เหยื่อที่ลอยอยู่กลางอากาศกลับหายตัวไปเสียดื้อๆ มัจฉาผู้หิวโหยที่กำลังแหวกว่ายเกือบพ้นน้ำตกใจจำต้องรีบพลิกตัวกลับเพราะเป้าหมายได้หายไปแล้ว มันว่ายกลับตัวหายลงไปในบ่อน้ำจนมองไม่เห็น กบน้อยตัวเดิมที่หายไปจู่ๆ ก็ปรากฏตัวขึ้นบนใบบัวอีกใบราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
"ฮ่าๆ ๆ… ดี!… ดี!... ภายในงานเทศกาลที่กำลังจะมาถึงกำราบพวกมันทั้งหมดลงเสีย พิสูจน์ตัวเองซะไม่ใช่เพื่อข้า แต่เพื่อให้ทุกคนยอมรับเจ้าอย่างไร้ข้อกังขา แล้วข้าจะให้สิ่งนี้กับเจ้า"
เฟรเกียที่เผลอใช้พลังช่วยเหลือกบน้อยจนรอดพ้นเคราะห์ตาย หัวเราะออกมาอย่างถูกใจในความคิดของอีกฝ่ายมันยกป้ายสีดำทอง ที่มีตัวหนังสือสีทองขนาดเล็กเขียนเอาไว้ขึ้นมา
"มรณะ?"
"ใช่แล้วมรณะ ข้าสัมผัสได้ถึงพื้นฐานมืดของเจ้ามานานแล้ว เป็นมรณะรูปแบบหนึ่งใช่หรือไม่ เหมาะแก่การเป็นผู้สืบทอดของข้ามรณะสาบสูญยิ่งนัก"
เฟรเกียถามขึ้นยิ้มๆ อย่างอารมณ์ดี รับสัมผัสกับกลิ่นอายมรณะรอบตัวเด็กหนุ่มเงียบๆ
"เรียนท่านผู้นำ เป็นมรณะที่มาจากพื้นฐานมืดดังที่ท่านคิดจริงๆ"
มิเนอร์วาไม่ได้ปฏิเสธตอบไปตามความเป็นจริง เพราะพอจะเดาสิ่งที่อีกฝ่ายคิดได้บ้างแล้ว
"เด็กดีเจ้าไปพักผ่อนรอเวลาเถอะ… เมื่อถึงเวลาออกเดินทางข้าจะพาเจ้าไปเอง ส่วนพวกลูกน้องเจ้าข้าจะให้คนนำพวกเขาไปส่งล่วงหน้า ไปเถอะ"
เฟรเกียยิ่งชมชอบเด็กหนุ่มมากขึ้นไปอีก การคุยกับคนฉลาดย่อมไม่ต้องเปลืองน้ำลายพูดมากก็สามารถเข้าใจกันได้อย่างง่ายดาย
"ศิษย์ขอตัวลา"
มิเนอร์วาไม่ได้ซักไซ้ถามอะไรต่อ ด้วยรู้สถานะของตัวเองดีว่าในขณะนี้ตนเองยังเป็นเพียงแค่ศิษย์สายนอกระดับหนึ่งก็เท่านั้น อาจจะมีศิษย์หลายคนที่ไม่ชอบขี้หน้าเด็กหนุ่ม แต่พวกมันก็ต้องข่มใจเอาไว้เพราะสถานะที่ยังไม่ชัดเจนนี้ คงจะมีเพียงผลลัพธ์หลังจบงานเทศกาลครั้งนี้เท่านั้นที่จะเป็นตัวกำหนดท่าทีของพวกมันที่จะมีให้ต่อเด็กหนุ่ม มิเนอร์วาเดินตามทหารยามไปยังที่พักรับรองที่ถูกจัดไว้ให้ การพักผ่อนย่อมเป็นเรื่องที่สำคัญ หลังจากอดนอนมาเป็นเวลานานหลายชั่วโมงทันทีที่หัวถึงหมอน ภาพตรงหน้าก็ตัดแล้วดับไป ปล่อยกายและจิตให้จมไปกับห้วงนิทราลาลับสู่ห้วงฝัน