นิทานคีตา กาลครั้งนั้น

    ตอนที่ 57 สัตว์อสูรเป้าหมาย

             

            ตอนที่ 57 สัตว์อสูรเป้าหมาย

             

             

            ทั้งสี่ที่เดินเข้ามานั้นต่างวัยต่างอายุกันโดยสิ้นเชิง ประกอบด้วยหญิงชรา ชายวัยกลางคน เด็กชายตัวเล็ก และศิลาซึ่งพวกเขาเคยพบก่อนหน้านี้แล้ว

             

            “องค์หญิง ทั้งสี่คนคือผู้พบเห็นสัตว์อสูรตัวนั้นครับ” ผู้ใหญ่บ้านอธิบาย สีหน้าลำบากใจยังคงฉายชัดเต็มใบหน้า

             

            พวกเขาคำนับลงคุกเข่าเบื้องหน้าองค์หญิงไพลิน นอกจากศิลาแล้ว อีกสามคนมีท่าทีวิตกกังวล จะอย่างไรเบื้องหน้าของพวกเขาก็คือราชวงศ์สายเลือดหลัก

             

            “ขอบคุณทั้งสี่คนมากค่ะ เราต้องขอความร่วมมือเรื่องสัตว์อสูรตัวนี้ โปรดจงเข้าใจว่าความร่วมมือของทุกท่านหมายถึงความปลอดภัยของชาวบ้านทั้งมวล ยิ่งเราได้ข้อมูลมากเท่าไหร่ สัตว์อสูรตัวนั้นก็จะถูกกำจัดเร็วขึ้นเท่านั้น” องค์หญิงพูดกับเหล่าคนทั้งสี่ เธอช่วยประคองคนทั้งสี่ให้ลุกขึ้นยืน

             

            “ข้าพร้อมอธิบายทุกสิ่งที่รู้ครับองค์หญิง” ศิลาพูดขึ้นเป็นคนแรกด้วยเสียงดัง สายตาฉายแววมุ่งมั่น

             

            เมื่อศิลานำ เหล่าคนทั้งสามที่ท่าทางอึดอัดก็เอ่ยปากพูดตาม

             

            “ผม..ผมจะช่วยเต็มที่ครับ” เด็กชายอายุน้อยรวบรวมความกล้าพูดขึ้น

             

            “หากข้าช่วยองค์หญิงได้แม้เพียงเล็กน้อย ข้าย่อมยินดี” หญิงชราพูด

             

            ชายวัยกลางคนพยักหน้าเล็กน้อย

             

            “งั้นรบกวนทุกท่านช่วยเล่าเหตุการณ์ในวันนั้นที่ทุกท่านพบสัตว์อสูรตัวนี้หน่อยค่ะ” องค์หญิงไพลินพูด เธอหยิบสมุดเล่มเล็กขึ้นมาพร้อมกับแว่นที่เรืองแสงบางเบา ปากกาในมือของเธอลอยขึ้นจากพื้น ปากกานั้นเปิดสมุดและเริ่มจดบันทึกด้วยตัวเอง

             

            “ข้าเป็นคนที่ไปพบศพที่2 ตอนนั้นเป็นเวลาเช้าตรู่ ข้าได้ยินเสียงกรีดร้องจากกำแพงเมือง บริเวณนั้นใกล้กับบ้านของข้าพอดี ข้ามักจะไปให้อาหารปศุสัตว์ของข้าเป็นประจำอยู่แล้ว ข้าจึงอยู่แถวนั้น” ชายวัยกลางคนเริ่มพูดขึ้นคนแรก

             

            องค์หญิงไพลินและหน่วยสามตั้งใจฟังอย่างขะมักเขม้น ปากกาบรรจงจดทุกอย่างลงในสมุด

             

            “หลังจากได้ยินเสียงนั้น ข้าจึงรีบกลับไปบอกภรรยาข้าว่าห้ามออกมาจากบ้านเด็ดขาด หยิบหน้าไม้คู่ใจพร้อมกับวิ่งไปทางต้นเสียง” ชายวัยกลางคนทำไม้ทำมือประกอบ

             

            “สัตว์อสูรตัวนี้สังหารมา 1ชีวิตแล้วนะครับ ทำไมคุณถึงวิ่งเข้าไปมันโดยไม่เกรงกลัวแบบนั้นล่ะ ตามปกติสมควรเรียกทหารยามรึเปล่า” กีออนตั้งข้อสงสัย

             

            “ในตอนนั้นข้าได้ยินเสียงกรีดร้อง ในใจข้าจึงมีแต่ความคิดอยากช่วยคน ไม่ได้นึกหรอกว่าจะเป็นสัตว์อสูรที่แข็งแกร่งอะไร ชาวบ้านส่วนใหญ่ก็เป็นผู้เรียนรู้ 1คำ ข้าจึงคิดจะไปช่วย” ชายวัยกลางคนอธิบาย

             

            “งั้นหมายความว่าคุณแข็งแกร่งกว่าชาวบ้านส่วนใหญ่เหรอครับ” กีออนถามต่อ องค์หญิงไพลินไม่ขัดอะไร เพียงนั่งฟังเงียบ ๆ

             

            “ข้าเป็นผู้เรียนรู้ 2คำน่ะ เคยเป็นนายพรานมาก่อนจึงพอต่อสู้กับสัตว์อสูรเป็นอยู่บ้าง”

             

            “ขอบคุณมากครับ”

             

            “เมื่อข้าไปถึง ข้าก็พบศพของเจนนี่ลูกสาวร้านเครื่องไม้อยู่ที่ข้างกำแพงแล้ว ที่ปลายป่าข้าเห็นสัตว์อสูรตัวหนึ่งวิ่งเข้าดงต้นไม้ไป เพียงกะพริบตามันก็หายไปแล้วล่ะ ทั้งหมดก็เท่านี้” ชายวัยกลางคนถอนหายใจ

             

            “ความเร็วของมันอยู่ในระดับไหนคะ” องค์หญิงไพลินถามขึ้น

             

            “เร็วกว่าข้าที่เป็นผู้เรียนรู้ 2คำแถมมีประสบการณ์การต่อสู้อยู่พอสมควรมากทีเดียว คิดว่าคงเป็นระดับนักสลักนั่นแหละ”

             

            “พอจำรายละเอียดของสัตว์อสูรได้มั้ยคะ สายพันธุ์หรือรูปร่าง”

             

            “ข้าไม่เชี่ยวชาญเรื่องสัตว์อสูรมากนักจึงไม่อาจระบุสายพันธุ์ได้ แต่เงาร่างนั้นพอจำได้คลับคล้ายคลับคลา เดียวข้าจะพยายามวาดออกมาให้” ชายวัยกลางคนรับกระดาษแผ่นหนึ่งจากองค์หญิงไพลินแล้วจึงเริ่มวาด

             

            “รบกวนคุณยายหน่อยนะคะ” องค์หญิงไพลินไม่เสียเวลา ระหว่างที่รอชายวัยกลางคนผู้นั้นวาด เธอก็ได้เริ่มสอบถามหญิงชรา

             

            สตรีวัยชราผงกหัวเล็กน้อย เธอสูดหายใจเข้าลึกแล้วจึงเริ่มเล่า

             

            “ของข้าเป็นศพรายที่ 4 คุณเขื่อนที่อยู่บ้านถัดจากข้าไปไม่ไกล” สตรีวัยชราถอนหายใจ

             

            “คืนนั้นข้าออกมาลุกไปเข้าห้องน้ำ หากก็ได้ยินเสียงกรีดร้องของคุณเขื่อนเข้า ตัวข้านั้นเป็นเพียงผู้เรียนรู้ 1คำ ร่างกายก็แก่เฒ่าไร้เรี่ยวแรงแล้ว ข้าจึงตัดสินใจตะโกนเรียกทหารยามที่ป้อมสังเกตการณ์ แต่เพราะอยู่ไกล ข้าจึงต้องวิ่งไป ระหว่างที่วิ่งไปนั่นแหละข้าถึงได้เห็น” สตรีวัยชราน้ำเสียงสั่นเครือ

             

            “ข้าเห็นเงาขนาดใหญ่ยืนอยู่บนกำแพงเมือง ในปากของมันคาบไว้ด้วยร่างชายคนหนึ่ง แม้จะมองจากไกล ๆ ข้าก็มั่นใจว่าเป็นคุณเขื่อน ร่างนั้นห้อยต่องแต่งไร้ลมหายใจ จังหวะที่ข้ากำลังตะลึงไปกับภาพที่เห็นนั้นเอง ร่างเงานั้นก็หันมามองข้า” สตรีวัยชราร่างกายสั่นสะท้าน หยาดน้ำตาปรากฏที่สองตา

             

            “ข้าคิดว่าข้าตายแน่แล้ว ความห่างของมันและข้าไม่มากขนาดนั้น หากมันเข้ามาไล่ล่าข้าในเมืองข้าย่อมไม่มีทางรอด”

             

            "ระหว่างคุณยายกับกำแพงนั้นห่างกันระดับไหนคะ ใช่ระดับที่มันสามารถกระโจนเข้ามาได้เลยมั้ย" คาซาถามขึ้น

             

            "ห่างออกไปเพียงบ้านสามถึงสี่หลังเท่านั้น สัตว์อสูรที่สามารถสังหารคนได้ง่ายเพียงนั้น หากมันพุ่งเข้ามาข้าย่อมไม่มีทางรอดเลย" คุณยายเล่าเสียงสั่น ภาพเหตุการณ์คืนนั้นฉายซ้ำเข้ามาในหัวของเธออีกครั้ง

             

            องค์หญิงไพลินกุมมือของสตรีวัยชราอย่างอ่อนโยน เธอสูดน้ำมูกเล็กน้อยแล้วจึงเริ่มเล่าต่อ

             

            “แต่มันกลับไม่เข้ามาไล่ล่าข้า เพียงปล่อยศพของคุณเขื่อนหล่นลงสู่พื้น และกระโจนหายไปอย่างไร้ร่องรอย”

             

            "มันได้แสดงท่าทีอะไรมั้ยคะ เช่นกลัวจะเข้ากำแพง หรือตกใจที่มีคนพบเห็น" คาซาถามเพิ่ม

             

            "ข้าสายตาไม่ค่อยดีจึงไม่มั่นใจนัก แต่ข้าคิดว่ามันไม่ได้แสดงท่าทีอะไรเป็นพิเศษ"

             

            “ขอบคุณคุณยายมากนะคะ เราขอรบกวนอีกครั้งเดียว คุณยายอธิบายรายละเอียดของสัตว์อสูรตัวนั้นให้หน่อยได้มั้ยคะ” องค์หญิงไพลินลูบมือของสตรีวัยชราแผ่วเบา

             

            “มันมืดมาก ข้าจึงจำได้ไม่ชัด แต่ข้าจะพยายามวาดออกมาให้” เธอรับกระดาษจากองค์หญิงไพลินพร้อมลงมือวาด

             

            องค์หญิงไพลินหันมองเด็กชายคนสุดท้าย สีหน้าของเขายังคงกังวลแฝงด้วยความหวาดกลัว แม้องค์หญิงไพลินจะพยายามยิ้มให้แต่เขายังคงก้มหน้างุด

             

            องค์หญิงไพลินลอบส่งสายตามองนิทาน เขาเห็นดังนั้นจึงพยักหน้าเล็กน้อย ตบหัวคีตาแปะ ๆ สองทีเป็นสัญญาณ

             

            คีตาเอื้อมเข้าไปในกระเป๋าบรรจุวังขนาดเล็กที่ข้างตัวของตน คาบดาบไม้เล่มหนึ่งออกมา เด็กชายเห็นดังนั้นก็ตาลุกวาว แม้จะยังมีท่าทีกลัวอยู่บ้าง แต่ก็แอบมองตามดาบไม้อย่างหลงใหล

             

            คีตาเดินไปยืนเคียงข้างเด็กน้อยคนนั้น พลางบรรจงเหวี่ยงดาบไปมาด้วยฟันอันแข็งแกร่ง ร่างสีดำโฉบไปมาสร้างความตื่นตาตื่นใจให้แก่เด็กชายเป็นอย่างยิ่ง แม้แต่หญิงชราและชายวัยกลางคนยังเงยหน้าขึ้นมามอง

             

            คีตาส่ายหางไปมาพลางนำดาบไม้ไปวางบนตักของเด็กชาย เด็กชายก้มหน้ามองดาบอย่างตกใจเล็กน้อย หากประกายตายังคงสดใส

             

            “โฮ่ง!”

            ให้ ให้!

             

            “คีตาบอกว่าให้แน่ะครับ” นิทานชี้ดาบบนตักของเด็กชายคนนั้นพลางหัวเราะ

             

            “ได้จริง ๆ เหรอครับ เท่มากเลย!” เด็กชายยิ้มแย้มพลางหยิบดาบไม้ขึ้นมามองอย่างมีความสุข

             

            “ค่อย ๆ ฝึกฝนตัวเองไปเรื่อย ๆ ครับ วันหนึ่งเราจะได้แข็งแกร่งและเท่เหมือนคีตาไง” นิทานหัวเราะ คีตาเหยียดหางตรง สองตาจ้องมองฟ้า หูตั้งตรง พยายามทำท่าทางที่เท่ที่สุดให้เด็กคนนั้นยิ้มออก

             

            เด็กชายเห็นดังนั้นก็หัวเราะออกมา เขานั่งเงียบไปพักหนึ่ง นัยน์ตาที่มีความหวาดกลัวเริ่มมีเชื้อไฟแห่งความมั่นใจจุดขึ้นเล็กน้อย เขากำดาบไม้ในมือแน่นแล้วจึงเริ่มเล่าออกมา

             

            “ผมเป็นคนพบลิลลี่ครับ” แม้เด็กชายจะกล้าเปิดปากพูด แต่น้ำเสียงเขายังสั่นเครืออยู่เล็กน้อย คีตาจึงเดินไปซุกเด็กชาย ปลอบโยนเขาด้วยร่างอันอบอุ่นและขนนุ่ม ๆ ของมัน

             

            เด็กชายลูบคีตาอย่างเบามือ จังหวะหัวใจของเขาสงบลงบ้าง เสียงพูดชัดเจนยิ่งขึ้น

             

            องค์หญิงไพลินเงยหน้ามองผู้ใหญ่บ้านทิต เขาแบมือออกโชว์นิ้วทั้งห้า

             

            ศพที่ห้า

             

            “ตอนเช้าวันนั้น ผมกับลิลลี่ไปเก็บสมุนไพรด้วยกันที่ชายแดนป่าครับ”

             

            “เด็กสองคนออกไปเก็บสมุนไพรกันเองที่ชายแดนป่าเนี่ยนะ” นภาเอียงคอ

             

            “จุดเก็บสมุนไพรนั้นอยู่ห่างจากประตูหน้าของเราไปเพียงไม่ถึง 200เมตรเท่านั้นครับ แม้แต่ทหารยามก็สังเกตเห็นชาวบ้านที่เก็บสมุนไพรได้ ค่อนข้างปลอดภัยมาก เด็ก ๆ จึงนิยมช่วยพ่อแม่โดยการไปเก็บสมุนไพรกัน” ศิลาอธิบาย

             

            นภาขมวดคิ้ว ตัวเขานั้นก็มีหลานสาว แม้จะดูปลอดภัยแต่เขาย่อมไม่ปล่อยให้หลานสาวไปชายแดนป่าเองแน่นอน

             

            “ตอนนั้นลิลลี่บอกผมว่าหากเดินออกไปอีกหน่อย ตรงนั้นจะมีสมุนไพรมากกว่าครับ ผมก็เลยตามเธอไป พอเข้าไปได้สักพัก อยู่ ๆ มันก็พุ่งเข้ามา คาบลิลลี่วิ. คาบ…” เด็กชายสะอื้นไห้ เขาไม่อาจเล่าให้จบประโยคได้อีกต่อไป

             

            องค์หญิงไพลินลุกไปกอดเด็กชายไว้ แม้แต่คีตาก็เลียหน้าเด็กชายอย่างอ่อนโยน

             

            “พอแล้วล่ะ ขอบคุณมากนะคะ ไม่ต้องห่วงนะ เราจะจัดการสัตว์อสูรตัวนี้ให้ได้เลย” องค์หญิงไพลินเช็ดน้ำตาของเด็กชายที่พยายามกลั้นน้ำตาตนไม่ให้ไหลออกมา

             

            เด็กชายคนนั้นเช็ดน้ำตาบนใบหน้าตน เขากัดฟันแน่นพลางพยายามอธิบายต่อ ดาบไม้ในมือถูกกำจนแน่นจนมือของเด็กชายบวมแดง

             

            “ผมพอเห็นมันครับ มันมีสองขา มีปีก ตัวเป็นสีแดง ไม่มีแขน” เด็กชายพูดอย่างกล้าหาญ

             

            องค์หญิงไพลินยิ้มให้เด็กชายพลางลูบหัวขอบคุณ เธอเปิดสารานุกรมสัตว์อสูรของเธอ

             

            “ไม่ใช่เสียหน่อย สัตว์อสูรตัวนั้นมีสี่ขา มีหางยาวที่เลื้อยไปมาได้ และมีเขายาวน่ากลัวต่างหาก” ชายวัยกลางคนขมวดคิ้ว เขาเงยหน้าขึ้นมาพร้อมกับชูรูปในมือของตน

             

            สัตว์อสูรในรูปเดินสี่ขา ลำตัวยาวรูปร่างคล้ายแมว มีหางยาวที่ตรงปลายเหมือนจะมีใบมีด เขายาวหนึ่งเขาตั้งตรงจากหน้าผาก สีหน้าดุร้ายน่ากลัว 

             

            “ไม่ใช่แล้ว สัตว์อสูรตัวนั้นรูปร่างเหมือนมนุษย์ เดินสองขา แขนยาวถึงพื้น นัยน์ตาสีแดงน่ากลัวต่างหาก แถมยังมีสองหัวอีกด้วย” หญิงชราพูดขึ้น เธอยื่นกระดาษที่วาดสัตว์อสูรให้แก่องค์หญิง

             

            สัตว์อสูรในภาพนั้นรูปร่างเหมือนมนุษย์ตัวใหญ่ที่สูงเก้งก้าง แขนทั้งสองยาวถึงพื้น หัวทั้งสองงอกขึ้นมาจากลำคอ นัยน์ตาสีแดงสด จ้องมองมาทางพวกเขาด้วยสีหน้าเฉยชา

             

            นิทานมองใบหน้าของคนทั้งสาม ชายวัยกลางคน หญิงชรา เด็กชายที่กำลังร้องไห้ 

             

            เขาขมวดคิ้วแน่น


    คล้ายกับเรื่องนิทานคีตา กาลครั้งนั้น ที่คุณอ่าน