ตอนที่ 149 ประกาศผลสอบ
ทุกคนรอไม่นานก็มาถึงวันจันทร์ หลังจากที่เพื่อนนักเรียนในห้องสองที่ได้เรียนตามสถาบันกวดวิชา กำลังตั้งข้อสงสัยและคำครหาต่อโปรแกรมติวหนังสือ LevelUP ของพีทว่าเป็นโปรแกรมที่ดีจริงๆ หรือไม่
จากการที่พวกเขาส่วนใหญ่หรือเกือบทั้งหมด ที่ผ่านโรงเรียนกวดวิชามา ล้วนแล้วแต่สอบไม่ผ่านผลการประเมินด้วยกันแทบทั้งนั้น ดังนั้นจึงไม่แปลกเลยที่พวกเขาจะไม่เชื่อว่าโปรแกรมติวหนังสือนี้ใช้ได้จริง
วันเสาร์ วันอาทิตย์ที่ผ่านมา เด็กกลุ่มนี้ต่างหยุดพักอยู่บ้าน ออกไปเที่ยว โดยไม่สนใจอะไรเกี่ยวกับโปรแกรมอีก เพราะคิดว่ามันเป็นโปรแกรมติวที่เชื่อถือไม่ได้
แต่ขณะเดียวกัน กลุ่มของพลอยและเบลล์ รวมถึงเด็กอีกครึ่งชั้นที่เชื่อในโปรแกรมของพีทก็เริ่มติวหลักสูตรสอบเข้ามหาลัยกันแล้ว แม้แต่กลุ่มเด็กเกเร ที่มีคะแนนตามหลังเด็กคนอื่นๆ ก็เริ่มปรับตัวและเริ่มตามคนอื่นทันได้แล้ว จากการที่มีพีทและแชมป์แวะมาช่วยแนะนำเป็นการส่วนตัว
“พวกนายชอบเตะฟุตบอลแล้วยังไง? ในมหาลัยมีวิชาและคณะที่เกี่ยวกับกีฬาถมเถไปและวิชาพวกนี้ก็สามารถประกอบอาชีพได้ในอนาคต ที่ผู้ใหญ่เขาเตือนมา ไม่ใช่ว่าพวกเขาไม่หวังดี พวกเขาหวังดีกันทุกคน เพียงแต่ความรู้ของพวกเขานั้นมีจำกัด เพราะในยุคสมัยของพวกเขานั้นวิชาชีพที่สร้างรายได้และหาเลี้ยงของเขานั้นมีจำกัด ทำให้พวกเขากลัวว่าพวกนายจะล้มเหลวในชีวิต” พีทเห็นกลุ่มเด็กเกเรที่ผ่านหลักสูตรการเรียนระดับ ม.ปลายมาได้แล้ว กำลังจับกลุ่มสูบบุหรี่อยู่ที่ข้างหลังร้าน
ก็เข้ามาหา เขาไม่ได้เข้ามาตักเตือนเรื่องที่เด็กพวกนี้สูบบุหรี่…แน่นอนว่าเด็กพวกนี้ยังไม่ถึงวัยที่จะสูบบุหรี่ แต่หากย้อนถามกลับไป มีใครบ้างที่คิดจะเข้าไปตักเตือนเด็กนักเรียนที่กำลังสูบบุหรี่อยู่ตรงหน้า?
‘คำตอบคือไม่มี! ร้อยละ 95% ก็แค่มองด้วยสายตาที่ไม่ชอบใจเท่านั้น แต่ไม่มีใครอยากเข้าไปแส่หาเรื่องกับเด็กนักเรียนที่ฮอร์โมนกำลังพลุ่งพล่านกันหรอก’
พีทเองก็ไม่ใช่คนดี เขาเองก็เคยสูบบุหรี่ กินเหล้า เพียงแต่หาจุดกลับตัวเจอ…เลยทำให้เลิกสิ่งอบายมุขพวกนี้ไปได้ ส่วนที่เขาเข้ามาหาและพูดกับเด็กพวกนี้ ก็เพื่ออนาคตของเด็กพวกนี้เท่านั้น
พีทและแชมป์ได้เดินเข้าไปหากลุ่มเด็กเกเร แน่นอนแชมป์ได้ควักบุหรี่ของเขาออกมาสูบไปพร้อมกับเด็กพวกนี้ไปด้วยเลย เพราะแชมป์ยังสูบบุหรี่อยู่
“ที่พ่อแม่ของพวกนายเตือนก็เพราะเขาไม่รู้ว่า หลักสูตรการกีฬา ไม่จำเป็นต้องไปเป็นนักกีฬาเสมอไป…พวกนายมีหน้าที่รับฟังและคิดหาคำตอบด้วยตัวเองว่าถ้าเลือกทางนี้ พวกนายจะไปประกอบอาชีพอะไรในตอนที่เรียนจบไปแล้ว?” แชมป์พ่นควันบุหรี่ออกมา เขาเองก็เป็นเด็กหัวขบถ ต่อต้านพ่อแม่และครอบครัวเช่นกัน เลยรู้ถึงความหนักใจของเด็กพวกนี้ดี
ดังนั้นเลยเข้าไปพูดกับพวกเขาอย่างเปิดอก ในฐานะรุ่นพี่ที่มีชะตากรรมเดียวกัน “ถ้าฉันเป็นพวกนายและชอบเกี่ยวกับกีฬา ฉันจะมุ่งมั่นสอบเข้าคณะวิชาวิทยาศาสตร์การกีฬาให้ได้” แชมป์อธิบายถึงหลักสูตรของวิชานี้ให้กับกลุ่มเด็กเกเรได้ฟัง เพียงไม่กี่ประโยค บุหรี่กว่าหลายม้วน ก็ถูกดับลงจนหมดสิ้น พร้อมกับซองบุหรี่ที่ยังคงเหลืออยู่หลายม้วน สุดท้ายก็ถูกทิ้งลงถังขยะ
และนี้จะเป็นการสูบบุหรี่ครั้งสุดท้ายในชีวิตของเด็กเกเรกลุ่มนี้ เพราะพวกเขาได้มองเห็นเป้าหมายแล้วว่าพวกเขาจะเดินไปในเส้นทางไหน
‘วิทยาศาสตร์การกีฬา!’
คณะนี้ฟังดูเหมือนต้องเล่นกีฬาใช่ไหม? แต่เปล่าเลยวิชานี้เรียนเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ ที่เกี่ยวข้องกับสรีระร่างกายของมนุษย์ มัดกล้ามเนื้อจุดต่างๆ ไม่ต่างจากแพทย์
เพียงแต่วิชานี้จะมุ่งเน้นไปในการเรียนรู้ที่จะเสริมสร้างร่างกายและมวลกล้ามเนื้อของมนุษย์ ซึ่งสามารถนำไปประกอบอาชีพได้มากมาย ไม่ว่าจะเป็นโค้ชฟิตเนสที่แม้ตอนนี้ในปี 2556 หรือปี 2013 จะยังไม่ค่อยมีเทรนด์การออกกำลังกายกันมากนัก
แต่พีทเชื่อว่า ต่อจากนี้ในอนาคต ผู้คนจะเริ่มหันมาสนใจการออกกำลังกายและดูแลตัวเองกันมากขึ้นอย่างแน่นอน
อีกทั้งนอกจากเป็นเทรนเนอร์ฟิตเนสแล้วนักศึกษาพวกนี้ยังสามารถเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่จะช่วยเสริมสร้างศักยภาพการเติบโตให้กับผู้คนได้อีกด้วย
เป็นเทรนเนอร์ เป็นนักวิทยาศาสตร์ หรืออาจจะต่อยอดเรียนเพิ่มเติมไปเป็นนักกายภาพบำบัด มันมีหนทางให้เด็กทุกคนอีกมากมาย ขอเพียงแค่ทุกคนตั้งใจ…ดังนั้นเด็กเกเรกลุ่มนี้ เมื่อได้ฟังคำพูดของพีทและแชมป์
ทุกคนก็เหมือนได้ปลดล็อกอะไรบางอย่างได้ มันเหมือนกับพวกเขาสามารถเปิดประตูที่ก่อนหน้านี้เป็นประตูที่ปิดตาย เป็นกำแพงที่สูงชัน ทำให้พวกเขามองไม่เห็นทางข้างหน้า แต่ทว่าพอได้ยินว่าอนาคตของพวกเขา ยังคงอีกยาวไกล ขอแค่มีจุดหมาย
เมื่อนั้นพวกเขาก็รู้แล้วว่า เป้าหมายของพวกเขานั้นอยู่ตรงไหน…พวกเขาค้นพบเส้นทางเดินของตัวเองกันแล้วและนี้เอง จึงเป็นเหตุผลที่พวกเขาเลิกและตัดขาดจากการสูบบุหรี่
ต่อจากนี้พวกเขาต้องรักและดูแลสุขภาพของตัวเองให้ดี มันคงไม่ดีแน่ถ้าหากพวกเขาเป็นโค้ชฟิตเนสแต่ยังคงสูบบุหรี่ที่เป็นสิ่งที่ทำร้ายร่างกายอยู่แบบนี้ นักเรียนและคนที่มาออกกำลังกายกับพวกเขาจะเชื่อฟังสิ่งที่เขาสอนเหรอ?!
“มีใครยังอยากให้ครูแนะแนวคนนี้ ช่วยกำหนดเส้นทางในอนาคตกันอีกไหม?” แชมป์พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง ประหนึ่งตัวเองได้กลายเป็นครูแนะแนวไปแล้วจริงๆ
ซึ่งถึงแม้ว่าแชมป์จะพูดไปเล่น แต่เขาเคารพอาชีพครูแนะแนวมากจริงๆ ครูที่ดูเหมือนไม่สำคัญที่สุดในโรงเรียน แต่ลึกๆ แล้วครูเหล่านี้บางครั้งมีความสำคัญมากกว่าผู้อำนวยการโรงเรียนเสียอีก
ครูเหล่านี้ต้องทำงานหนักมากๆ อนึ่งเด็กในชั้นเรียนมีหลายร้อยคน ครูคนหนึ่งจะกำหนดเส้นทางอาชีพให้กับเด็กนับร้อย มันต้องอาศัยความรู้ความเข้าใจที่มีต่อเด็กคนหนึ่งมากแค่ไหน ถึงจะสามารถรู้ได้ว่าเด็กคนนี้ควรเรียนต่อทางด้านไหนหรือทำงานในอาชีพอะไรและต้องใช้คำพูดเช่นไรในการแนะแนว
แน่นอนครูแนะแนวคนหนึ่ง ไม่สามารถพาเด็กทุกคนไปถึงฝันได้ทั้งหมด มันย่อมมีเด็กนักเรียนที่ตกหล่นไป จำพวกเด็กเกเรกลุ่มนี้เป็นต้น
เด็กเกเรกลุ่มนี้ ในมุมมองภายนอกของอาจารย์คือเด็กที่เรียนเก่งเป็นทุนอยู่แล้ว ครูแนะแนวมักจะคิดว่าเด็กวิทย์เถื่อน มักจะหาทางออกเองได้ เพราะเพื่อนในห้องส่วนใหญ่ล้วนมีเป้าหมายที่แน่ชัดกันอยู่แล้ว เลยเผลอมองข้ามพวกเขาไปโดยไม่ตั้งใจและหันไปทุ่มความสำคัญให้กับเด็กที่อยู่ห้องท้ายๆ แทน เพราะกลุ่มเด็กห้องท้ายๆ มักจะไม่ค่อยมีครูหรือผู้ใหญ่คอยชี้นำ เพราะมองว่าเรียนไม่เก่งและเป็นเด็กหัวช้า
จึงมักปล่อยปละละเลย จนครูแนะแนวต้องเข้าไปจัดการด้วยตัวเองอยู่บ่อยๆ ทั้งหมดนี้ล้วนโทษใครไม่ได้เลย ไม่ใช่ว่าทุกโรงเรียนจะมีศักยภาพสูงพอที่จะมีบุคลากรมากมาย ที่สามารถดูแลเด็กนักเรียนได้ครบทุกคน
และจะโทษเด็กก็ไม่ได้ เด็กทุกคนมีความสามารถไม่เท่ากัน บางคนถนัดเรียน บางคนถนัดกีฬา บางคนถนัดดนตรี แต่โรงเรียนในไทยส่วนใหญ่ ถ้าไม่ใช่โรงเรียนชื่อดังหรือโรงเรียนที่คัดเลือกเด็กที่เข้าเรียนแบบจริงจัง
ส่วนใหญ่แล้ว ล้วนประสบปัญหานี้กันทั้งนั้น ‘มันจะดีไหมนะ…ถ้าฉันสร้างโรงเรียนของฉันขึ้นมาเอง?’ มีคำถามนี้เกิดขึ้นในหัวของพีท มันโผล่ขึ้นมาสักพักหนึ่งแล้ว นับตั้งแต่เขาเริ่มสร้างโปรแกรมติวหนังสือ LevelUP
หากคิดอยากจะเปลี่ยนแปลงประเทศไทยจริงๆ ระบบการศึกษาคือสิ่งสำคัญที่สุด ประเทศมหาอำนาจทั่วโลกล้วนให้ความสำคัญกับเยาวชนในประเทศของพวกเขา
แต่ประเทศไทยล่ะ? ให้ความสำคัญกับเด็กนักเรียนมากแค่ไหน…คำตอบเห็นกันอยู่ตรงหน้า งบกระทรวงการศึกษาธิการที่เปลือกนอกดูเหมือนจะเพิ่ม แต่ความจริงถ้าให้เทียบกับค่าเงินที่สูงขึ้นทุกปี
งบกระทรวงการศึกษาที่ได้นั้นกลับลดน้อยลงอย่างมีนัยยะ แค่นี้ก็ได้คำตอบที่ชัดเจนแล้วว่าประเทศไทย แทบไม่ได้ให้ความสำคัญกับการศึกษาของเด็กนักเรียนเลย โดยเฉพาะโรงเรียนตามต่างจังหวัด
ที่หนักถึงขั้นทุจริตค่าอาหารของเด็กนักเรียน ไล่มาตั้งแต่ผู้อำนวยการยันผู้ที่เกี่ยวข้อง!
พีทมองดูเด็กกลุ่มเกเรที่กลับขึ้นไปติวหนังสือ ในหัวของเขาเริ่มปรากฏชัดถึงบางสิ่งบางอย่างที่เขาคิดอยากจะทำในอนาคต
แต่ก่อนหน้าที่เขาจะทำสิ่งนั้นในอนาคต ก่อนอื่นเขาต้องพิสูจน์ให้เด็กนักเรียนห้องสอง ในโรงเรียนธาราบุรีที่กังขาในโปรแกรมติวของเขา ได้ประจักษ์กันเสียก่อนว่าโปรแกรมติวหนังสือของเขาคือของจริง!
เช้าวันจันทร์ภายในโรงเรียนธาราบุรี ตรงชั้นเรียนของเด็กม.6 ได้มีบอร์ดที่ปิดใบประกาศคะแนนติดอยู่ที่หน้าชั้นเรียนของพวกเขา
เด็กหลายร้อยคนมายืนมุ่งกันอยู่ที่บอร์ดต่างๆ ที่จัดเรียงไว้ แน่นอนเด็กที่เชื่อมั่นในการสอบของตัวเองย่อมคาดคะเนได้ว่า ชื่อของตัวเองจะอยู่ลำดับที่เท่าไร เพราะฉะนั้นกระดานคะแนนที่อยู่ในช่วงลำดับที่ 51-100 และ 101-150 นั้น จะมีเด็กนักเรียนมามุ่งดูกันมากที่สุด
ส่วนกระดานคะแนน 1-50 ส่วนใหญ่แล้วจะมีเฉพาะแค่ห้อง 1และ2 ที่ประจำอยู่กระดานคะแนนนี้ และกระดานคะแนนลำดับที่ 151-200 จะเป็นในส่วนของเด็กนักเรียนห้องท้ายๆ ที่ไม่ค่อยสนใจในการสอบกันสักเท่าไร อนึ่งไปวัดคะแนนสอบเข้ามหาลัยที่จะถึงแทน หรือกับอีกกลุ่มหนึ่งไม่สนใจเพราะไม่คิดจะเรียนต่อระดับปริญญาตรีนั่นเอง
‘สอบครั้งนี้ฉันทำได้ไม่เลวเลย ติดอันดับ 149 ของชั้นเลย! ฮ่าฮ่า…สุดยอดจริงๆ เพื่อน แกคือความภาคภูมิใจของเด็กห้องท้ายอย่างเรา’
‘ฉันได้ที่ 199 ฮ่าฮ่า ไอ้จืดแกได้ที่ 200 แกแพ้ให้กับฉัน วันนี้เลี้ยงข้าวฉันด้วย’ กลุ่มเด็กห้องท้ายๆ พวกเขาอาจจะถอดใจกับการเรียนไปแล้ว แต่พวกเขาก็ยังหาความสุขในแบบของพวกเขากันได้
กลุ่มท้ายเฮฮา กลุ่มกลางสนุกเริงร่า…จะมีก็แต่กลุ่มเด็กห้อง 1 และ 2 เท่านั้นที่เคร่งเครียดกับการสอบในครั้งนี้ เพราะการสอบนี้ได้มีการท้าทายกันเอาไว้ว่า ถ้าหากห้องใดแพ้ให้กับอีกห้องหนึ่ง
ห้องที่แพ้จะต้องทำความสะอาดห้องให้กับอีกห้องหนึ่งไปจนจบการศึกษา ซึ่งเรื่องนี้เด็กห้องอื่นๆ เองก็ให้ความสนใจกันไม่น้อย เด็กห้อง 3 4 และ 5 ยืนอยู่มองอยู่รอบนอก รอดูความสนุกที่จะเกิดขึ้น พลางวางเดิมพันว่าห้องไหนจะชนะในการสอบครั้งนี้
และเรื่องที่ไม่คาดฝันสำหรับทุกคนก็บังเกิดขึ้น “เฮ้ย! ฉันได้ที่ 43 พวกแกดู ฉันอยู่ที่ 43 โว้ย!!” เป็นเสียงของหัวหน้ากลุ่มเด็กเกเรของห้องสองที่ตะโกนออกมาด้วยความดีใจ
ซึ่งมันก็ทำให้เด็กห้องหนึ่งที่กำลังหาชื่อของตัวเองกันอยู่หันมามองถึงเสียงตะโกนของอีกฝ่าย ด้วยความทึ่งป่นระคนตกใจ ประหลาดใจและไม่มีใครอยากจะเชื่อ!
หัวหน้ากลุ่มเด็กเกเรที่ครั้งก่อนสอบได้ที่ 70 กว่า บัดนี้ได้กระโดดมาที่อันดับ 43 ติดท็อป 50 ของลำดับชั้นได้อย่างน่าเหลือเชื่อ
‘กระโดดมาเกือบ 30 อันดับ…โคตรบ้าเลย เป็นไปได้ยังไง?!’ เด็กม.6 ส่วนใหญ่ล้วนรู้จักกันยิ่งหัวหน้ากลุ่มเด็กวิทย์เถื่อนด้วยแล้ว ยิ่งไม่มีใครที่ไม่รู้จัก
แต่ทว่ายังไม่ทันที่ทุกคนจะหายตกใจ กลุ่มเด็กเกเรคนหนึ่งก็ตะโกนขึ้นบ้าง “ลูกพี่ดูเสียก่อน ผมอยู่ที่ 45 เลยนะ เป็นรองลูกพี่แค่ลำดับเดียวเท่านั้น” คำพูดนี้ ทำให้ทุกคนพากันเงียบไปอีกครั้ง มันเป็นเช่นนั้นจริงๆ อันดับ 45 เป็นชื่อของเด็กคนนี้ ส่วนอันดับ 44 ได้ถูกคั่นกลางด้วยเด็กจากห้อง 1 ที่ถือว่าเป็นเด็กระดับกลางๆ ของห้อง
“ฉันได้ที่ 46… ฉัน 49…ฉัน 50!” กลุ่มเด็กเกเรเกินครึ่งยึดท้ายตารางของนักเรียนท็อป 50 ไปแล้ว 5 คน
นี้ทำให้ทุกสายตาของเด็กทุกห้องหันมามองอย่างไม่น่าเชื่อ ‘แก๊งวิทย์เถื่อนพวกนี้ บ้าเรียนกันตั้งแต่เมื่อไร?’ นี้คือคำถามที่ทุกคนต่างพากันสงสัย
แต่กระนั้น อันดับท้ายๆ ของท็อป 50 ในการสอบครั้งนี้ แม้จะสร้างความตื่นเต้นให้กับทุกคนๆ ได้ แต่มันก็ยังไม่น่าสนใจเท่ากับท็อป 10 อยู่ดี
นักเรียนกว่าสองร้อยคนมองไปที่เด็กจากห้อง 1 ที่เป็นนักเรียนที่เคยได้ที่ 1 มาโดยตลอดในทุกการสอบๆ เรียกได้ว่าเป็นนักเรียนดีเด่นของโรงเรียนมาตลอดมัธยมปลาย กวาดรางวัลการแข่งขันจากโรงเรียนในจังหวัดมาจนเกลี้ยง
หากแต่ว่าวันนี้ ใบหน้าที่ดูเหมือนไม่สนใจกับอันดับของเด็กหนุ่มที่เป็นท็อปของโรงเรียนมาโดยตลอด วันนี้มันกลับเปลี่ยนไป ‘ดวงตาทั้งสองข้างของเด็กคนนี้เบิกโพลง ราวกับเจอผี…ตัวของเขาสั่นอย่างควบคุมไม่ได้ นิ้วมือสั่นเทาได้ชี้ไปที่ อันดับ 1 ที่เคยเป็นของตัวเองมาโดยตลอด…แต่วันนี้มันไม่ใช่ชื่อของเขาอีกต่อไปแล้ว’
[อันดับที่ 1.นางสาว พลอยมน พิชญกุล ม.6/2 คะแนน 496]
นี้คือชื่อที่ขึ้นมาแทนชื่อของเด็กคนนี้ ‘คำถามที่เกิดขึ้นในหัวเลยก็คือ พลอยมน คือใคร?’ เด็กชายอันดับ 1 ของห้องหนึ่ง ไม่เคยเห็นชื่อนี้มาก่อนเลยจากการสอบที่ผ่านๆ มา…ทำไมชื่อนี้ถึงได้มาปรากฏอยู่ในอันดับ 1 ที่มันเป็นของเขา
แน่นอนเด็กอัจฉริยะที่ครองอันดับหนึ่งของโรงเรียน ไม่เคยสนใจเด็กจากห้องอื่น…ถึงห้องสองจะได้ชื่อว่าเป็นห้องควีน แต่แล้วยังไง?!
เด็กห้องหนึ่งคือห้องคิงและตัวของเด็กผู้นี้คือ คิงของคิงอีกที่หนึ่ง แต่ทว่า…วันนี้มันกลับกลายเป็น คิงของคิงได้ถูกโค่นบัลลังก์และแปรเปลี่ยนกลายเป็นควีนเหนือคิงเสียแล้ว!
‘พลอย เธอได้ที่ 1 พลอยๆๆๆๆๆ’
‘พลอยได้ที่ 1 จริงด้วย…บ้าไปแล้ว ห้องของพวกเราได้ที่ 1 จริงด้วย’
‘เดี๋ยวก่อนไม่ใช่แค่พลอยที่ได้ที่ 1 นะ…ทุกคนดูอันดับซะก่อนสองสิ?!’
...โปรดติดตามตอนต่อไป...
นิยายลงทุกวันเวลา 18.00 นะครับ
สามารถติดตามผู้แต่งเพื่อติดต่อสอบถามได้ที่แฟนเพจเลยนะครับ
www.facebook.com/WritelazyV2
นามปากกา.Writelazy