ทะลุมิติพร้อมแอปเถาเปา โอ้ตาเฒ่า องค์หญิงอย่างเราขอเป็นเศรษฐี

    เล่มที่ 4 ตอนที่ 117 ยิ้มสู้ท่ามกลางความยากลำบาก

            ฟางซื่อและอวิ๋นโส่วจงมิได้มองข้ามความคิดเห็นของอวิ๋นเจียวเพียงเพราะนางยังเด็ก

            คนนอกอาจไม่รู้ แต่คนเฉลียวฉลาดอย่างฉู่อี้กลับสัมผัสได้ว่าการกระทำของครอบครัวนี้ล้วนให้ความสำคัญกับความคิดเห็นของอวิ๋นเจียวเป็นอันดับแรก

            แม้ฉู่อี้จะพยายามเกลี้ยกล่อมเพียงใดแต่คนตระกูลอวิ๋นก็ยืนกรานที่จะไม่จากไป ฉู่อี้จึงมิได้เกลี้ยกล่อมต่อ เพียงแต่สั่งให้จางหลิงนำกำลังพลไปตั้งค่ายอยู่ห่างออกไปร้อยก้าว

            หลังจากจัดหาที่พักให้คนตระกูลอวิ๋นเรียบร้อยแล้ว ฉู่อี้จึงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชาแฝงไปด้วยอำนาจ “พวกเจ้าลุกขึ้นเถิด เรื่องที่นี่ข้าจะกราบทูลฝ่าบาทตามความเป็นจริง”

            เช่นนี้แล้วพวกเขาจะกล้าลุกขึ้นได้อย่างไร พวกเขามีตำแหน่งเป็นเพียงขุนนางขั้นเจ็ด ขณะที่ท่านโหวผู้นี้กลับเอ่ยปากว่าจะกราบทูลฝ่าบาท

            ทั้งสองคนตกใจจนแทบสิ้นสติ ฉู่อี้มิได้ปรายตามองพวกเขาด้วยซ้ำ เพียงโบกมืออย่างเบื่อหน่าย เป็นสัญญาณให้ทหารด้านล่างพาตัวทั้งสองคนออกไป

            ไม่นานนัก หลังจากทั้งสองคนตั้งสติได้ก็รีบจากไปทันที ตกดึกทั้งสองคนก็กลับมาอีกครั้ง ครั้งนี้พวกเขาตรงไปที่กระโจมของฉู่อี้

            หลังจากพวกเขาจากไปแล้ว ฉู่อี้มองหีบสมบัติสองหีบที่เต็มไปด้วยทองคำและอัญมณีล้ำค่า ตลอดจนตั๋วเงินอีกสองกล่อง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ไม่คิดจะส่งหมอมา ไม่คิดหาวิธีควบคุมโรคระบาด ทั้งยังไม่คิดจัดหาเสบียงอาหารและยารักษาโรค แต่เงินทองที่นำมามอบเป็นสินบนกลับไม่น้อย!”

            เซี่ยโหวถอนหายใจ “เฮ้อ… ยุคสมัยเปลี่ยนไป ผู้คนก็เปลี่ยนแปลง ชีวิตของชาวบ้านยากลำบากขึ้นทุกวัน”

            จางหลิงเอ่ยด้วยความโกรธแค้น “ข้าว่าพวกมันคงอยากให้ชาวบ้านในหมู่บ้านนี้ตายด้วยโรคระบาดจนหมดสิ้น จากนั้นก็เผาหมู่บ้านทิ้ง แล้วฮุบเงินช่วยเหลือจากราชสำนัก”

            ฉู่อี้ชี้ไปที่หีบสมบัติและตั๋วเงินสองกล่องพลางกล่าวกับเซี่ยโหวว่า “ท่านนำของพวกนี้ไปแลกเป็นตั๋วเงินทั้งหมด รอจนควบคุมโรคระบาดได้แล้วค่อยแอบนำเงินส่วนหนึ่งไปสร้างหมู่บ้านขึ้นมาใหม่”

            เซี่ยโหวขมวดคิ้วด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “ขอรับ ท่านโหว”

            “ท่านโหว แล้วจะจัดการกับคนสองคนนั้นอย่างไรขอรับ?”

            ท่านโหวฉู่อี้ถอนหายใจ “เรื่องนี้ข้าออกหน้าไปมากแล้ว ฝ่าบาทคงไม่พอใจที่ข้าเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการปกครองของท้องถิ่นเป็นแน่”

            จางหลิงไม่ยินยอมแต่เขาก็รู้ดีว่าท่านโหวของเขากำลังตกอยู่ในสถานการณ์เช่นไร

            เด็กหนุ่มวัยเพียงสิบกว่าปีไม่เพียงแต่ต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอดจากแผนร้ายในตระกูลเท่านั้น แต่ยังต้องแบกรับเกียรติของตระกูลเอาไว้... ในใจพลันรู้สึกสงสารท่านโหวน้อยของตนจับใจ

            “ท่านโหว คุณหนูอวิ๋นมาขอรับ”

            ได้ยินเสียงรายงานจากทหารด้านนอกกระโจมใบหน้าเย็นชาของฉู่อี้ก็พลันอ่อนโยนลงเล็กน้อย เมื่อเห็นเช่นนั้นจางหลิงและเซี่ยโหวจึงรีบขอตัวออกไปทันที

            “เชิญเข้ามา” กล่าวจบ ฉู่อี้ก็รีบเดินออกไปต้อนรับด้วยตัวเอง

            “น้องเจียวเอ๋อร์ เชิญเข้ามานั่งข้างในก่อน”

            ภายในกระโจมมีกลิ่นของยาฆ่าเชื้อคละคลุ้ง อวิ๋นเจียวรู้สึกพอใจเป็นอย่างยิ่ง ดูท่าฉู่อี้จะเป็นคนรอบคอบไม่น้อย

            “วันนี้ต้องขอบคุณท่านมาก หากไม่ใช่เพราะท่าน ข้ากับท่านพ่อท่านแม่คงแย่แน่เจ้าค่ะ”

            ไม่ใช่เรื่องแย่หรือ พบเจอกับโรคระบาด แต่ทางการกลับแค่ล้อมพื้นที่ไว้โดยไม่ช่วยเหลือ แม้อวิ๋นโส่วจงและฟางซื่อไม่เอ่ยปาก แต่อวิ๋นเจียวก็รู้ดีว่าแผนการของพวกเขาคืออะไร

            นางมิใช่เด็กน้อยอายุหกขวบจริงๆ หลังจากใช้ชีวิตอยู่ในสังคมแห่งการทำงานมาหลายปี นางย่อมรู้ดีว่าเบื้องหลังเรื่องนี้ซ่อนความลับอันดำมืดเอาไว้มากมาย

            ภายใต้ท่าทางสงบนิ่งนั้นแท้จริงแล้วนางหวาดกลัวจนหัวใจแทบหยุดเต้น อวิ๋นเจียวรู้สึกขอบคุณฉู่อี้จากใจจริง

            ส่วนเรื่องยาพวกนั้น หากฉู่อี้ไม่มา นางจะยอมนำออกมาหรือไม่? แต่หากนางนำออกมาความลับของนางก็จะถูกเปิดเผย หากผู้ไม่หวังดีล่วงรู้เข้า นางคงต้องพบเจอกับหายนะอย่างแน่นอน

            “น้องเจียวเอ๋อร์ ต่อไปนี้อย่านำยาของเจ้าออกมาง่ายๆ... แม้คุณธรรมของนักพรตเขาหลงหู่จะเป็นที่เลื่องลือ แต่พวกเขาก็มิสนใจเรื่องทางโลก ไม่อยากถูกรบกวนจากผู้คนภายนอก” ฉู่อี้กำลังเตือนนางอย่างอ้อมๆ

            อวิ๋นเจียวตกใจจนหัวใจเต้นรัว ฉู่อี้... เขาสงสัยนางหรือ? ไม่ว่าอย่างไร นางก็แค่ไม่ยอมรับ ในเมื่อเขาเอ่ยปากเช่นนี้ คิดว่าก็คงช่วยนางปกปิดความลับเป็นแน่

            นางไม่อยากให้บิดามารดามาเกี่ยวข้องกับความลับนี้ ยิ่งไปกว่านั้น ฉู่อี้ก็ไม่รู้ว่านางได้ยาจากนักพรตบนภูเขาหลงหู่มามากน้อยเพียงใด การมาของเขาในครั้งนี้ช่วยให้นางหลุดพ้นจากปัญหาใหญ่หลวงไปได้

            นางครุ่นคิดเรื่องนี้อย่างหนักจนกระทั่งฉู่อี้จูงมือนางไปนั่งลงโดยไม่รู้ตัว “ส่วนเรื่องขอบคุณ… หากไม่มีครอบครัวพวกเจ้า คงไม่มีข้าในวันนี้” กล่าวจบสีหน้าของเขาก็พลันเศร้าหมอง

            เมื่อนึกถึงวิธีการอันชั่วช้าของสองคนนั้นในครอบครัว แม้เขาตายไปแล้วก็ยังไม่สาแก่ใจ ยังคิดจะทำลายดวงวิญญาณของเขาอีก...

            อวิ๋นเจียวสัมผัสได้ถึงความเย็นชาที่แผ่ออกมาจากร่างของฉู่อี้ นางจึงได้สติกลับมา นางมองใบหน้าอันหล่อเหลาของเขา ภาพในวันนั้นที่นางเห็นเขาบนภูเขา ร่างกายเปรอะเปื้อนไปด้วยเลือดและหมดสติไปปรากฏขึ้นในห้วงความคิด

            เด็กหนุ่มวัยเพียงสิบสองปีผู้นี้ เขาต้องแบกรับอะไรเอาไว้มากมายเพียงใดกันแน่? มองดูแล้วช่างน่าสงสารนัก

            เมื่อสัมผัสได้ถึงสายตาของอวิ๋นเจียว ฉู่อี้ก็พลันรู้สึกตัวว่าตนเองเผลอแสดงความอ่อนแอออกมาต่อหน้าคนนอก นี่นับว่าเป็นครั้งแรก

            “ขออภัย ข้า...”

            อวิ๋นเจียวเผยรอยยิ้มหวานละมุนพลางเอ่ยว่า “ข้ารู้ว่าท่านกำลังนึกถึงเรื่องไม่ดีในอดีต แต่อดีตก็คืออดีต อย่าเก็บเอามาใส่ใจเลย เวลาช่างยุติธรรม ไม่ว่าจะเป็นเชื้อพระวงศ์ ขุนนาง หรือชาวบ้าน ล้วนต้องใช้ชีวิตผ่านไปวันๆ”

            “ฉะนั้นมีความสุขก็หนึ่งวัน ไม่มีความสุขก็หนึ่งวัน เหตุใดพวกเราถึงไม่หาความสุขใส่ตัวเล่า? หากท่านเอาแต่เศร้าเสียใจก็เท่ากับทำให้คนที่รอซ้ำเติมท่านมีความสุข ไปกันเถิด ข้าตั้งใจมาชวนท่านไปกินหม้อไฟเจ้าค่ะ”

            นี่คงเรียกว่า ยิ้มสู้ท่ามกลางความยากลำบากกระมัง

            “หม้อไฟหรือ?”

            ดวงตาของฉู่อี้เป็นประกาย แน่นอนว่าเขารู้ดีว่าครอบครัวอวิ๋นคิดค้นวิธีการกินแบบใหม่ขึ้นมา 

            วันนั้นองครักษ์ที่กลับมารายงานเขากลืนน้ำลายลงคอขณะรายงาน องครักษ์ที่สุขุมมาหลายปี เพียงเพราะเห็นคนอื่นกินหม้อไฟก็ถึงกับเสียกิริยาเช่นนี้ต่อหน้าเขา ฉู่อี้รู้สึกตื่นเต้นกับหม้อไฟเป็นอย่างมาก

            อวิ๋นเจียวพยักหน้ายิ้มๆ “ใช่แล้วเจ้าค่ะ หม้อไฟ เป็นอาหารที่ทำให้คนเรามีความสุข”

            ฉู่อี้รู้สึกตื่นเต้นมากยิ่งขึ้น “เช่นนั้นข้าขอรับคำเชิญ”

            กระโจมของทั้งสองอยู่ไม่ไกลกันนัก พวกเขาพึ่งจะเดินออกมาฉู่อี้ก็ได้กลิ่นหอมโชยมาแต่ไกล

            “ท่านโหว!” เมื่อเห็นฉู่อี้และอวิ๋นเจียวเดินออกมา ฟางซื่อและอวิ๋นโส่วจงจึงรีบคำนับฉู่อี้

            นี่เป็นสาเหตุที่ฉู่อี้ไม่ต้องการเปิดเผยฐานะที่แท้จริงของตนต่อหน้าคนตระกูลอวิ๋น เพราะธรรมเนียมปฏิบัติเหล่านี้จะทำให้ระยะห่างระหว่างคนเรานั้นห่างเหินกันมากยิ่งขึ้น

            “ท่านลุง ท่านป้า ไม่ต้องมากพิธีเช่นนี้” ฉู่อี้รีบเข้าไปประคองอวิ๋นโส่วจงและฟางซื่อให้ลุกขึ้น

            เดิมทีสองสามีภรรยายังคงระแวดระวังฉู่อี้อยู่บ้าง แต่หลังจากเผชิญกับโรคระบาดครั้งนี้ หากไม่ใช่เพราะฉู่อี้ออกหน้าช่วย... พวกเขาก็ไม่อาจคาดเดาได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ตอนนี้พวกเขารู้สึกสับสนกับฉู่อี้เป็นอย่างมาก

            “เชิญท่านโหวนั่งก่อนขอรับ”

            ฉู่อี้เอ่ยด้วยน้ำเสียงเจือความขมขื่น “ท่านลุงเรียกข้าว่าเซ่าชิง [1] ก็ได้ ท่านกับท่านป้าก็ถือว่าข้าเป็นหลานชายคนหนึ่งเถิด อย่างไรเสียข้าก็ไม่มีญาติพี่น้องที่ไหน”

            เจิ้นหย่วนโหว ฉู่อี้ อายุสิบสองปี สูญเสียมารดาไปตั้งแต่อายุสองขวบ บิดาแต่งงานใหม่ ตอนเขาอายุได้หกขวบบิดานำทัพออกไปรบขับไล่ชนเผ่าต๋าจื่อ [2] จนได้รับชัยชนะกลับมาแต่กลับเกิดอาการประสาทหลอนจนกลายเป็นบ้า

            ฉู่อี้ต้องเผชิญหน้ากับการไล่ล่าตั้งแต่อายุยังน้อย เขาต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอดจากแผนการร้ายในจวนโหวมาอย่างยากลำบาก และพลิกสถานการณ์จนกลายเป็นท่านโหวที่อายุน้อยที่สุดในราชวงศ์นี้ ช่างเป็นชีวิตที่น่าเห็นใจ... แต่ก็ลึกลับเกินคาดเดา

            ด้านนอกกระโจมของตระกูลอวิ๋นมีโต๊ะและเก้าอี้ตั้งอยู่ ของพวกนี้ล้วนเป็นของที่คนของฉู่อี้ไปจัดหามาให้ ท่านโหวสั่งให้เขาดูแลคนตระกูลอวิ๋นเป็นอย่างดี จางหลิงเองรู้ดีว่าท่านโหวให้ความสำคัญกับตระกูลอวิ๋นมากเพียงใด แน่นอนว่าเขาต้องจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อย ไม่มีขาดตกบกพร่อง

            บนโต๊ะมีหม้อรูปร่างแปลกตาอยู่ใบหนึ่ง ตรงกลางหม้อมีปล่องไฟกั้นแบ่งน้ำแกงออกเป็นสองฝั่ง ฝั่งหนึ่งสีแดง ส่วนอีกฝั่งสีขาว น้ำแกงทั้งสองสีเดือดปุดๆ อยู่ในหม้อ ดูราวกับสัญลักษณ์หยินหยาง

            เชิงอรรถ

            [1] เซ่าชิง (少卿) ในสมัยโบราณใช้เรียกขุนนางตำแหน่งรองราชเลขาธิการฝ่ายซ้ายหรือขวา หรือใช้เรียกบุตรชายของขุนนางชั้นสูง

            [2] ชนเผ่าต๋าจื่อ (鞑子) ชนกลุ่มหนึ่งที่มักอาศัยอยู่ทางตอนเหนือของจีน โดยเฉพาะกลุ่มชนเผ่าเร่ร่อนอย่างชาวมองโกล

    คล้ายกับเรื่องทะลุมิติพร้อมแอปเถาเปา โอ้ตาเฒ่า องค์หญิงอย่างเราขอเป็นเศรษฐี ที่คุณอ่าน

    ย้อนเวลามาเป็นคุณหนูไร้ค่ากับระบบยาพิศวง [จบ]

    ย้อนเวลามาเป็นคุณหนูไร้ค่ากับระบบยาพิศวง [จบ]

    นิยาย รัก
    635K 1371
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    คู่มือเศรษฐีนีชาวนาฉบับสาวน้อยทะลุมิติ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    คู่มือเศรษฐีนีชาวนาฉบับสาวน้อยทะลุมิติ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    775K 1120
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    ราชาสิบสองนักษัตร ศึกรวมสุโขทัย

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    207K 185
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    เกิดใหม่ชาตินี้ ขอเป็นเศรษฐีนีในยุค 80 [แปลจบแล้ว]

    เกิดใหม่ชาตินี้ ขอเป็นเศรษฐีนีในยุค 80 [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    2.27M 2359
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    489K 1390
    ความโปรดปรานที่ไม่มีใครเทียบ นางสนมแพทย์คนสวยของขุนนางหลวง [แปลจบแล้ว]

    ความโปรดปรานที่ไม่มีใครเทียบ นางสนมแพทย์คนสวยของขุนนางหลวง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    169K 382