The Age of Apocalypse (ศักราชสิ้นสูญ)

บทที่ ๑๖๙ พลศาสตร์ธาตุมนตราประยุกต์

        วิฬาร์เชื่อมั่นมาตลอดว่าความสามารถด้านธาตุเวทของเขาอยู่ในอันดับต้นๆของเกม หรือแม้กระทั่งหลังจากเจอกับคทานน พิสิทธา หรือโคบุตรเขาจะรู้ตัวว่าเหนือฟ้ายังมีฟ้า แต่เจ้าตัวก็ไม่เคยทราบว่าฟ้าที่ว่านั้นจะอยู่สูงถึงเพียงนี้

        โคบุตรที่ใบหน้าแดงก่ำดุจแตงโมสุกสู้กับวิฬาร์ด้วยเวทมนตร์ระดับกลางลงไป ซ้ำยังเป็นธาตุเวทเช่นเดียวกับวิฬาร์ ทว่ากลับแสดงความเหนือชั้นด้วยการประสานมนตราได้อย่างไหลลื่น

        ว่ากันว่าหัวใจของธาตุเวท คือร้อยพันเปลี่ยนแปลงเหมือนแม่สีทั้งสามสามที่ผสมกันออกมาเป็นสีอื่นๆ นับล้านสี แต่นี่มีถึงแปดธาตุปริมาณเวทมนตร์ที่สามารถประสานออกมาได้ เกรงว่าจะมากยิ่งกว่าดวงดาราบนท้องฟ้า

        ธาตุเวททั้งหลายที่ท่านใช้โจมตีเขา เหมือนว่าทั้งหมดล้วนมีนัยน์ตางอกเงยแต่ละมนตร์ แต่ละอาคม ล้วนใช้ได้อย่างเหมาะเจาะพอดี ไม่มีคำว่ามากหรือน้อยเกิน การจับจังหวะเวลาก็แม่นยำสุดขีดดั่งมีนาฬิกาจับเอาไว้หมดหนึ่งเวทตามด้วยสอง หมดสองตามด้วยสี่ ครบเครื่องทั้งรุกรับฟื้นฟูทำเอาเขารู้สึกเหมือนกำลังต่อสู้กับคนเต็มปาร์ตี้สิบคนอยู่ ไม่เข้าใจว่าท่านทำได้อย่างไรทั้งๆ ที่ใช้เวทมนตร์ระดับเดียวกันกับเขา

        และด้วยเหตุนั้นเขาจึงแพ้ซ้ำแล้วซ้ำเล่ามาตั้งแต่เริ่มการประลองในช่วงสายรู้สึกเหมือนย้อนกลับไปสมัยยังนู้บ

        ทั่วร่างและไอเทมที่ใส่อยู่ ขะมุกขะมอมไปด้วยเขม่าฝุ่นและเศษหญ้ามีบาดแผลฟกช้ำและรอยเลือดทั่วตัว ความจริงหากให้ท่านลงมือแบบเต็มสูบเกรงว่าแม้แต่ชีวิตน้อยๆ ของเขาก็คงจะรักษาเอาไว้ไม่ได้ หากให้พวกอาเมียร์มาเห็นลูกพี่ในสภาพนี้คงจะต้องตกใจกันจนช็อก เพราะตั้งแต่สู้ร่วมกันมา วิฬาร์ไม่เคยสะบักสะบอมถึงขนาดนี้

        และตอนนี้ เขาก็ยืนหอบอยู่ห่างจากโคบุตรไม่ไกลสองขาสั่นระริก เวทมนตร์ทั่วร่างแห้งเหือดไปจากการประลองรอบที่ห้าทำให้บัดนี้อาการอ่อนเพลียเกาะกินไปทั่วร่าง ที่เขายังยืนอยู่ได้ในตอนนี้เป็นเพราะความดื้อด้านล้วนๆ

        “เอิ๊ก! ต่อมั้ย?” โคบุตรสะอึก มองวิฬาร์ที่กำลังพัก

        เจ้าของฉายาอนันตกาลเงียบอยู่นาน ก่อนจะตอบออกมา

        “ขออีกรอบครับ”

        “มาๆ”

        ทว่าคราวนี้ วิฬาร์เลือกใช้เกมช้ากว่าครั้งไหนๆ

        เจ้าตัวดำดิ่งลงสู่โลกแห่งสมาธิสองตาปรือลงคล้ายจะหลับทว่าพลังเวทมนตร์ที่แผ่ซ่านออกมากลับดุดันยิ่งกว่าห้ายกที่ผ่านมา ซ้ำยังทวีความแข็งกร้าวขึ้นทุกขณะทำให้โคบุตรที่ตาเยิ้มอยู่ไม่ไกลเริ่มให้ความสนใจขึ้น

        ท่านได้ยินเรื่องนี้มาจากพิสิทธาแล้วว่าเจ้าเด็กนี่ซ่อนประกายเอาไว้ลึกล้ำมากกว่าที่เห็นเจ้าหนูนี่มีมนตราประสานบางอย่างที่สามารถโจมตีจนแม้แต่ฤๅษีเลเวลสามร้อยยังต้องสะเทือน

        และเหมือนว่าเขาจะได้เห็นมันในวันนี้

        ขอดูสักหน่อยเถิด ว่าผู้ครองร่างอวตารคนนี้จะมีดีถึงเพียงไหน

        ไอระอุของเวทมนตร์แผ่ซ่านออกมาจากตัววิฬาร์จนหนาแน่นและหลังจากมันหมุนวนอยู่ชั่วครู่ ก็คล้ายถูกพลังบางอย่างชักนำ มันจึงค่อยๆไหลย้อนกลับเข้าไปหาวิฬาร์ผู้ที่ยืนอยู่ศูนย์กลางของมนตราก่อนจะซึมเข้าไปอย่างรวดเร็ว

        ปัจเจกวิชาของวิฬาร์ บททิวาสุริเยศย้อมหล้า

        ทั่วร่างของวิฬาร์คล้ายเรืองแสงขึ้นมาอย่างน่าพิศวงสองเท้าเหมือนลอยขึ้นจากพื้นหนึ่งนิ้วทั่วร่างแผ่ความรู้สึกอบอุ่นเหมือนแสงอาทิตย์ยามเช้าออกมาจางๆ

        ทว่านั่นเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น

        ปัจเจกวิชาของวิฬาร์ บทเพลิงอสูรโลกันตร์

        สุริเยศย้อมหล้าคือการบัฟตัวเองขึ้นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการใช้เวทมนตร์ขึ้นคล้ายการฉีดยากระตุ้นก่อนลงแข่งจริงทำให้เขาสามารถเร่งใช้เวทมนตร์ได้เร็วขึ้นอีกหลายเท่าตัวเขาจึงใช้มันซ้อนทับกับปัจเจกวิชาบทเพลิง เพื่อรีดพลังของมันออกมาจนถึงขีดสุด

        และบัดนี้ทั่วร่างของเขาจึงโหมไหม้ด้วยอัคคีสีทองดุจตะวันยามเที่ยง ไอร้อนพวยพุ่งออกมาจนพื้นหญ้าไหม้ไฟเป็นวงกว้างอากาศรอบด้านแห้งจนระคายปอด

        จากนั้น การโจมตีก็เริ่มขึ้น

        เจ้าตัวพุ่งเข้าไปหาโคบุตรในระยะประชิดคล้ายลืมเลือนว่าตนเองเป็นนักเวทแนวหลัง สองมือขยุ้มเป็นกรงเล็บอำมหิตตวัดปาดใส่โคบุตรอย่างไม่กลัวเกรง เปลวอัคคีทั่วร่างก็ก่อตัวขึ้นเป็นอสรพิษสามเศียรฉกกัดจากสามทิศทาง

        อีกฝ่ายเองก็ตั้งรับอย่างมั่นคงสองแขนปัดป่ายด้วยเวทสายน้ำแข็ง รับมือกับความร้อนอันสุดขีดนี้อย่างใจเย็น ส่วนด้านหลังปรากฏโล่เวทสีน้ำตาลผุดขึ้นอย่างทันท่วงที

        แม้จะดูเหมือนว่าการประมือนี้คู่คี่สูสีแต่วิฬาร์รู้ดีว่าท่านออมมือเพื่อประเมินทักษะของเขาอยู่เจ้าตัวเองก็อยากวัดความสามารถของตนเช่นกันว่าจะทำให้ท่านยอมรับในตัวเขาได้หรือไม่ วิฬาร์จึงใส่แบบไม่มียั้ง โจมตีแบบไม่ผ่อนแรง

        เปลวอัคคีทั่วร่างเขาจึงทวีความร้ายกาจขึ้น มันค่อยๆถักทอออกมาเป็นเส้นสาย บ้างเปลี่ยนเป็นแส้ บ้างเปลี่ยนเป็นหอก เดี๋ยวก็มีสะเก็ดเพลิงที่ก่อตัวเป็นลูกไฟดวงน้อยวิ่งสลับขึ้นหน้าหลัง ก่อนจะแยกย้ายกันโจมตีโคบุตรด้วยลวดลายพิสดาร

        มนตร์บทเล็กบทน้อยนี้ ความจริงมีขึ้นเพื่อลวงศัตรูและทำให้เสียหลักจากนั้นมนตร์บทกลางจะเริ่มเข้ามาซ้ำเติม ฉีกกระชากความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นขยายชัยชนะของเขาทีละน้อย

        และท่ามกลางทะเลอัคคีที่ล้อมรอบอยู่ แม้แต่โคบุตรเองก็ต้องยอมรับว่าเจ้าหนูนี่มีฝีมือจริงๆ

        การโจมตีของวิฬาร์เริ่มจากเล็กไปใหญ่ทุกท่วงท่าล้วนใช้อย่างพอดี ซ้ำแล้วยังเหนือจินตนาการ มีเน้นมีปล่อย มีลวงมีจริงนอกจากนี้ ยังไม่ได้ประสานเพียงธาตุไฟเพียงอย่างเดียว เจ้าหนูนี่ยังเสริมธาตุลมดิน และแสงเข้ามาด้วย

        น่าสนใจเหลือเกิน

        ดวงตาคมปลาบของบุตรทอแสงประกายวิบวับ เขาเองร้างราจากการเจียระไนศิษย์มานานนักการได้เจอคนมีฝีมือเช่นนี้ จึงปลุกความกระหายในตัวเขาออกมาอย่างรุนแรง

        ถ้าเกิดเขาได้เรียนรู้มากกว่านี้แล้วละก็...

        แค่คิด โคบุตรก็รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาแล้ว

        ปรมาจารย์แห่งเผ่ายักษ์ระงับความรู้สึกนั้นลงไปจากนั้นก็เร่งมือขึ้น ตอบโต้วิฬาร์กลับคืนไปทีละน้อย เพื่อให้เจ้าหนุ่มนี่ได้รู้ถึงความร้ายกาจที่แท้จริงของธาตุเวท

        วิฬาร์ที่กำลังโหมโจมตี จู่ๆก็รู้สึกถึงแรงกดดันที่เริ่มบีบกลับมาทีละน้อย จึงพยายามฝืนต้านอย่างกินแรง

        ฤๅษีโคบุตรลดความสามารถตัวเองด้วยการใช้ธาตุเวทระดับกลางสู้กับเขามาตั้งแต่ยกแรกแล้วซ้ำแล้วเขายังสังเกตด้วยว่าท่านไม่ได้ใช้ค่าสถานะหรือทักษะอื่นเพิ่มเติมเพื่อให้ได้เปรียบหรือพูดง่ายๆ ก็คือเหมือนท่านลดเลเวลลงมาอยู่ในระดับเดียวกันกับเขา

        ทว่าน่าแปลกที่การโจมตีของท่านกลับยังเหนือกว่าเขาอยู่

        มันเป็นความต่างที่ตรงไหนกัน

        เจ้าตัวตั้งรับอย่างร้อนรนมือไม้เริ่มปั่นป่วนขึ้นทีละนิด ทีละนิด จากนั้นรอยร้าวที่เกิดขึ้นก็เริ่มปริแตกทีละน้อย

        จนในที่สุด มันก็ระเบิดออกดั่งเขื่อนที่ไม่อาจกั้นสายน้ำเอาไว้ได้

        หกต่อศูนย์ แพ้ยับ

        “เอาล่ะ พอหอมปากหอมคอแล้ว เจ้าก็รีบๆเลือกซะว่าอยากเรียนอะไร” พอประลองเสร็จ ท่านก็ปัดไม้ปัดมือทำทีเหมือนตบฝุ่นออกจากตัว ทว่าเสียงกลับระรื่น ดูยียวนแปลกๆ

        แม้ครั้งนี้วิฬาร์จะแพ้แต่ก็ไม่ถึงกับน่าเกลียดเหมือนคราวแรก ทว่ามันก็ทำให้วิฬาร์เข้าใจได้ดีว่าเขายังมีช่องว่างอีกไม่น้อย

        แต่เขาควรจะเรียนอะไรกับท่านดี

        กลยุทธ์เวทสำหรับการรบ เพื่อทำภารกิจหรือการต่อสู้เชิงกองทัพหรือวิธีการใช้ธาตุเวทแบบที่เขาไม่เคยรู้มาก่อน เพื่อเติมเต็มช่องว่างในหัวใจตนเอง

        แต่ละทางล้วนมีข้อดีด้อยต่างกัน

        “ผมเรียนทั้งด้านธาตุเวทและกลยุทธ์เวทที่เคยประลองกับท่านคราวก่อนได้มั้ยครับ?”

        “อ๋า... เรื่องนั้น” ท่านพูดออกมาครึ่งหนึ่งก็เงียบไปจากนั้นก็เกาแก้มแก้เก้อ

        “คือข้าลืมไปว่า เจ้าทำภารกิจกับข้าผ่านสองขั้นก็แปลว่าได้คะแนนไปสองหมื่นแต้มอะนะ มันเลยเรียนได้จำกัดนิดหน่อย เอานี่ไปดูแล้วลองคิดดีๆแล้วกันว่าจะเรียนอะไร”

        พูดจบ ท่านก็ดีดนิ้วดังเป๊าะจากนั้นหน้าต่างระบบของวิฬาร์ก็เด้งขึ้นมา พร้อมกับรายชื่อ ‘คอร์ส’ เรียนจำนวนมากที่ยาวเป็นหางว่าวทุกคอร์สห้อยท้ายไว้ด้วย ‘ราคา’ ที่แตกต่างกัน แน่นอนว่าก็ไม่ได้ครอบคลุมวิชาทั่วจักรวาลเพราะเขาเห็นว่าบางบทเรียน มีรายละเอียดเพียงเล็กน้อยเท่านั้นซึ่งเขาเดาว่ามันอาจไม่ใช่ความถนัดของท่าน

        “เดี๋ยวนะครับ เรื่องธาตุเวทไม่ได้รวมกันหรอ?”วิฬาร์ที่ไล่ดูไปถึงหมวดธาตุเวทเอ่ยถามขึ้นอย่างงุนงงเหตุเพราะพอกดเข้าไปในหัวข้อนี้ มันก็แยกออกเป็นหัวข้อย่อยอีกหลายสิบข้อ

        “ใช่สิ เจ้าจะเหมาธาตุเวทเป็น ‘หนึ่ง’ คอร์สก็จะกำไรเกินไปแล้ว”

        หรือแม้แต่เรื่องกลยุทธ์เวทสำหรับการรบก็มีหัวข้อย่อยอีกไม่น้อย แม้ไม่ถึงกับมากมายเท่าธาตุเวทแต่ก็ยังนับว่าเยอะเอาเรื่อง

        พอเขาอ่านรายละเอียดดู ก็พบว่าหลายคอร์สที่มีราคาต่ำนั้นเขาเองมีความเชี่ยวชาญอยู่บ้างแล้ว จึงตัดออกไปได้ และหลังจากถามถึงเนื้อหาที่เกี่ยวกับการพัฒนาเทคนิคการใช้ธาตุเวทแบบที่ท่านสู้กับเขาเมื่อครู่ก็พบว่ามันอยู่ในหัวข้อ

        ‘พลศาสตร์ธาตุมนตราประยุกต์ระดับแปด- 16,000 แต้ม’

        ในขณะที่กลยุทธ์การรบ อยู่ในหัวข้อ

        ‘ค่ายกลพันดารา - 12,000 แต้ม’

        เกินสองหมื่น นั่นแปลว่าเขาเรียนสองคอร์สนี้รวมกันไม่ได้

        ทั้งสองอย่างนับว่าอยู่ในกลุ่มบทเรียนระดับสูงแต่ที่น่าเหลือเชื่อก็คือ พลศาสตร์ธาตุเวทระดับแปดนั้น นับเป็นขั้นกลางของบทเรียนต่างๆในกลุ่มระดับสูงเท่านั้น เพราะคอร์สที่แพงกว่านี้ยังขึ้นไปถึงระดับเก้า ที่ราคา 40,000แต้ม

        การที่เขาต้องเรียนขั้นแปด แสดงว่าความรู้ที่เขามีในตอนนี้คือระดับเจ็ดแล้ว

        ความรู้ในด้านธาตุเวทที่เขาเชื่อมั่นมาตลอดว่าอยู่ในแนวหน้าสุดของเกมยังแค่แช่อยู่ที่ระดับเจ็ด?

        วินาทีนั้น หัวใจเขาพลันปวดร้าวขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูกเหตุการณ์นี้ทำเอาเขาหวนนึกไปถึงตอนที่มะปรางค้นพบว่าตัวเองเพิ่งจะเรียนรู้การสร้างไอเทมระดับAได้เพียงผิวเผินเท่านั้น

        มันทำให้เขาตระหนักได้ว่า ตนล้าหลังมากกว่าที่เคยประเมินเอาไว้

        และทำให้เกิดอีกหนึ่งคำถามในใจเขา

        “ทำยังไงผมถึงจะเพิ่มคะแนนกับท่านได้มากกว่านี้ครับ?”วิฬาร์หันขวับไปหาโคบุตรแล้วถามด้วยน้ำเสียงแปลกแปร่งการรู้สึกว่าตัวเองยังพัฒนาได้ กับรู้ว่าตัวเองช่างรู้น้อยนั้นทำให้เขาจำแนกความรู้สึกไม่ถูกขึ้นมา

        “ฮี่ๆ” ท่านลูบปาก

        “มันก็มีหลายวิธีเจ้าอาจจะหาไอเทมมาให้ข้าตามรายชื่อที่ข้าต้องการทำภารกิจโน่นนี่นั่นตามที่ข้าต้องการ หรือจะหา ‘เครื่องดื่ม’ ดีๆ มาก็ได้”

        พอได้ยินดังนั้นหัวคิ้ววิฬาร์ที่ขมวดอยู่ก็คลายตัวลงเขาที่ดำรงตำแหน่งหนึ่งในผู้บริหารของอนันตนาคราชเรื่องที่ไม่ขาดแคลนที่สุดคือเงินทองของมีค่า ลำพังแค่พวกเครื่องดื่มอะไรนี่เขาสามารถหามาได้อยู่แล้ว

        “งั้นถ้ามีคะแนนพอผมจะเรียนถึงขั้นสุดที่ระดับเก้าได้เลยสินะครับ”

        วิฬาร์ถามอย่างย่ามใจ ในหัวเริ่มจินตนาการถึงวันนั้นล่วงหน้า

        “หืม? ใครบอกว่ามันสุดที่ระดับเก้า” ทว่าคำตอบของโคบุตรกลับกระชากเขาลงมาจากวิมานในอากาศ และคำพูดนั่นก็ทำให้วิฬาร์หัวใจชาวาบ

        ยังมีขั้นที่เหนือกว่าขั้นเก้าอยู่อีก?

        “ตะ...แต่ผมไม่เห็นมันในสารบัญเลยนะครับ” เจ้าตัวเบิกตากว้างแล้วรีบเลื่อนไล่ดูรายชื่อบทเรียนในลิสต์ทว่าไถขึ้นลงไปกี่รอบ ก็ไม่เจอขั้นที่สิบแม้แต่คำเดียว

        “แน่นอนอยู่แล้ว เพราะว่าข้าสอนมันไม่ได้มันจึงไม่มีในสารบัญน่ะสิ” โคบุตรพูดอย่างเสียดาย

        “หา?”

        “ท่านสอนไม่ได้? แล้วใครสอนได้?”วิฬาร์เผลอถามอย่างลืมตัว

        โคบุตร ผู้ได้ชื่อว่าเป็นปรมาจารย์แห่งเผ่ายักษ์อิงจากสารบัญที่เขาเห็น เชื่อได้ว่าปัญญาของท่านครอบคลุมความรู้มหาศาลแม้ไม่กว้างเท่าคลังปัญญาของรู้กิลด์ใหญ่อย่างพวกเขา แต่ด้านความลึกเชื่อว่ากินขาด

        ทว่าท่านกลับบอกว่าความรู้ของท่านยังลึกไม่พอที่จะสอนบทเรียนขั้นสุดท้ายด้านธาตุเวท

        ถ้าอย่างนั้น ใครกันที่จะสอนได้

        โคบุตรที่ได้ยินคำถามนั้นไม่ได้มีทีท่าไม่พอใจหรือคิดว่าโดนดูถูกกลับกัน เขากลับหันหน้าไปทางทิศหนึ่ง แล้วชี้ไปยังภูเขาแหลมสูงที่แทงทะลุยอดฟ้ายังเส้นทางไกลโพ้น

        “คำตอบของคำถามนี้ อยู่ที่นั่น”

        “ที่เขาพระสุเมรุ”