เมื่อกลับถึงบ้านพัก เบียทริซจัดการชำระล้างร่างกายให้สดชื่นแล้วเดินตรงไปยังห้องนอน เธอทิ้งตัวลงนอนคว่ำหน้าลงกับเตียงนุ่ม ซุกใบหน้าที่เริ่มเห่อร้อนขึ้นมาอีกครั้งลงกับหมอนใบโต พอหวนคิดถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นในวันนี้ หัวใจเจ้ากรรมก็เต้นผิดจังหวะจนต้องส่ายหน้าไปมาเพื่อสลัดความเขินอาย
“มันช่าง… แปลกมากเกินไปแล้วจริงๆ” เธอรำพึงกับตัวเอง
ภาพลักษณ์ของชายคนนี้ในข่าวลือที่เธอเคยได้ยินมาตลอด กับตัวตนที่เธอเพิ่งได้พบเจอและสัมผัส ช่างแตกต่างกันราวกับคนละคน มนุษย์เราสามารถกลับเนื้อกลับตัวได้พลิกฝ่ามือขนาดนี้ได้เชียวหรือ? แต่แล้วความสับสนก็พ่ายแพ้ให้กับความรู้สึกดี ๆ ที่ผุดขึ้นในใจ
“ช่างเถอะ... เป็นแบบนี้ก็ดีแล้วนี่นา”
“อิอิอิ...” เสียงหัวเราะใสกระจ่างดังลัดเลาะออกมาจากริมฝีปากบาง หญิงสาวพลิกตัวกลับมานอนหงายเหม่อมองเพดาน มุมปากหยักยิ้มค้างไว้อย่างนั้น ก่อนจะค่อยๆ ปิดเปลือกตาลงเพื่อเข้าสู่ห้วงนิทรา ปล่อยให้ความเหนื่อยล้าจากการเดินทางและภาพความทรงจำอันแสนหวานของเมืองนี้ โอบกอดเธอให้หลับฝันดีในที่สุด
หนึ่งเดือนผ่านพ้นไปนับตั้งแต่เบียทริซก้าวเท้าเข้าเมืองแห่งนี้ กิจวัตรประจำวันของเธอกลายเป็นภาพชินตาที่แสนอบอุ่น เธอเริ่มวันใหม่ด้วยการร่วมโต๊ะอาหารมื้อเที่ยงและมื้อเย็นกับทริสตันไม่เคยขาด หากช่วงบ่ายไม่ได้ออกไปเดินทอดน่องซึมซับบรรยากาศในเมือง เธอก็มักจะขลุกตัวอยู่ในห้องทำงานกับเขา โดยยึดมุมหนึ่งนั่งอ่านหนังสือเงียบๆ ท่ามกลางกลิ่นอายของกระดาษและหมึก
ในความเงียบสงบนั้นมักจะมีเสียงใส ๆ เอ่ยถามขึ้นมาเมื่อเธอติดขัดสงสัย ซึ่งทริสตันก็พร้อมจะละสายตาจากงานเพื่อไขข้อข้องใจให้เธออย่างใจเย็นเสมอ ยิ่งไปกว่านั้น ความไว้เนื้อเชื่อใจที่เขามีต่อเธอยังชัดเจนจนน่าตกใจ เพราะยามที่มีลูกน้องมารายงานความคืบหน้า หากไม่ใช่ความลับระดับคอขาดบาดตาย ชายหนุ่มก็มักจะอนุญาตให้เธอนั่งฟังอยู่ข้างกาย ราวกับต้องการให้เธอเป็นส่วนหนึ่งในโลกของเขาโดยไม่มีปิดบัง
ตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา เบียทริซเริ่มซึมซับและเข้าใจโลกของเขามากขึ้น ทว่ายิ่งได้รับรู้ เธอกลับยิ่งรู้สึกทึ่งในสิ่งที่ชายหนุ่มลงมือทำ รวมถึงโปรเจกต์ต่าง ๆ ที่เขาวางแผนไว้ในอนาคต มันช่างเป็นวิสัยทัศน์ที่เหนือความคาดหมายจนบางครั้งเธอก็อดสงสัยไม่ได้ว่าเขาจะทำสิ่งเหล่านี้ไปเพื่ออะไร
แต่ทริสตันก็มักจะมีคำตอบเตรียมพร้อมไว้เสมอ เขาค่อย ๆ อธิบายถึงเหตุผลและผลลัพธ์ที่ซ่อนอยู่หลังการกระทำเหล่านั้น แม้บางอย่างดูจะสูญเปล่าและไม่เห็นผลกำไรในระยะสั้น แต่เมื่อเธอลองมองตามภาพที่เขาวาดไว้ในระยะยาว กลับพบว่ามันคือรากฐานที่มั่นคงและมีประโยชน์มหาศาลอย่างที่เธอคิดไม่ถึง
ยกตัวอย่างเช่นโครงการเสาะหาทำเลเพื่อขุดเจาะน้ำบาดาล และการสร้างโรงกักเก็บน้ำสำรองขนาดมหึมา ซึ่งสร้างความฉงนให้เบียทริซเป็นอย่างมาก ในสายตาของเธอ การขุดร่องน้ำเชื่อมต่อจากแม่น้ำสายหลักเข้ามาก็นับว่าเพียงพอแล้ว เหตุใดต้องยอมเสียทั้งเวลาและกำลังคนมากมายเพื่อหาแหล่งน้ำใต้ดินเพิ่มเติมอีก
แต่ทริสตันกลับชี้ให้เห็นถึงกลยุทธ์ที่ลึกซึ้งกว่านั้น เขาอธิบายด้วยน้ำเสียงราบเรียบทว่าหนักแน่นถึงความจำเป็นในการถือครองทรัพยากรน้ำไว้ในมือ
“หากวันใดวันหนึ่งเกิดสงคราม แล้วข้าศึกเลือกใช้วิธีปิดล้อมเมืองด้วยการตัดทางน้ำจากแม่น้ำไม่ให้ไหลเข้าสู่บ้านเรือน เมื่อนั้นเราจะตกอยู่ในที่นั่งลำบากทันที” เขาเน้นย้ำว่านี่คือการเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด เพราะการมีน้ำสำรองในปริมาณมหาศาลภายใต้การควบคุมของตนเอง ย่อมเป็นหลักประกันความปลอดภัยที่คุ้มค่ากว่าการรอพึ่งพาเพียงโชคชะตาหรือสายน้ำจากภายนอกเพียงอย่างเดียว สำหรับเขาแล้ว... การมีทรัพยากรล้นเหลือภายใต้การจัดการที่เบ็ดเสร็จ ไม่เคยเป็นเรื่องเสียหายเลยสักนิด
บ่อยครั้งที่เบียทริซมักจะเคียงข้างทริสตันออกตรวจตราความเรียบร้อยทั่วทั้งเมือง เธอเฝ้ามองชายหนุ่มที่พิจารณาทุกรายละเอียดของสิ่งก่อสร้างอย่างพิถีพิถันและใส่ใจ ท่ามกลางสายตาของเหล่าชาวเมืองที่มองตรงมายังชายคนนี้ด้วยความเคารพรักและศรัทธาอย่างเปี่ยมล้น ภาพความเชื่อมั่นที่ผู้คนมีต่อเขาทำให้หัวใจของเธอพองโตด้วยความรู้สึกภาคภูมิใจอย่างบอกไม่ถูก
ทว่า สถานที่ที่ทริสตันมักจะหยุดฝีเท้าลงและใช้เวลาพินิจพิจารณานานที่สุด กลับเป็นการก่อสร้างกำแพงเมืองขนาดมหึมา ซึ่งบัดนี้เริ่มก่อตัวเป็นรูปเป็นร่างดูมั่นคงแข็งแกร่งขึ้นมาก เมื่อเทียบกับภาพจำในวันแรกที่เธอเพิ่งก้าวเท้าเข้ามายังซิลเวอร์เรสแห่งนี้
ครั้งหนึ่งเธอเคยกระซิบถามเขาเป็นการส่วนตัวด้วยความสงสัยว่า กำแพงเมืองแห่งนี้มีความสำคัญมากมายถึงเพียงนั้นเลยหรือ?
ในวินาทีนั้น ทริสตันพลันปรับเปลี่ยนสีหน้าเป็นจริงจัง ดวงตาคมกริบฉายแววหนักแน่นขณะตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงทุ้มเข้มว่า
“ตราบใดที่กำแพงแห่งนี้ยังสร้างไม่เสร็จ เราจะไม่มีวันอยู่อย่างสบายใจ และไม่มีทางหลับตานอนได้อย่างสนิทใจเลยสักคืน”
จนถึงตอนนี้ ภาพใบหน้าที่เคร่งขรึมและเสียงอันหนักแน่นดุจหินผาของเขาในยามที่เอ่ยประโยคนั้น ยังคงสลักลึกอยู่ในความทรงจำของเธอไม่เสื่อมคลาย มันเป็นน้ำเสียงที่เปี่ยมไปด้วยภาระอันยิ่งใหญ่และความมุ่งมั่นจนเธอรู้สึกสั่นสะท้านไปถึงหัวใจ
ท่ามกลางความเงียบสงบภายในห้องทำงานที่มีเพียงเสียงพลิกหน้ากระดาษจากเบียทริซซึ่งกำลังจมดิ่งอยู่ในโลกของหนังสือ ทริสตันที่นั่งสะสางงานอยู่ที่โต๊ะก็พลันนึกบางอย่างขึ้นมาได้ เขาวางปากกาลงแล้วเงยหน้าขึ้นทำลายความเงียบ
“เบียทริซ... อีกราว ๆ เดือนกว่าก็จะย่างเข้าสู่หน้าหนาวแล้วนะ” เขาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลทว่าเจือความอาทร “ตอนเดินทางมา เธอได้เตรียมพวกเสื้อกันหนาวติดตัวมาด้วยหรือเปล่า?”
เบียทริซละสายตาจากหนังสือแล้วส่งยิ้มบางให้เขาอย่างมีเลศนัย “ฉันเตรียมมาพร้อมสรรพแล้วละ เรื่องนั้นนายไม่ต้องเป็นห่วงเลย”
เธอกล่าวกลั้วหัวเราะพลางนึกไปถึงบ้านเกิด “รู้ไหมในเมืองปกครองของฉันในดินแดนเวสตัน พอถึงฤดูหนาวทีไร อากาศจะเย็นจัดจนแทบจะกลายเป็นน้ำแข็งเลยละ ฉันละอยากจะรู้เหมือนกันว่าหน้าหนาวของซิลเวอร์เรสจะหนาวสู้ที่นั่นได้หรือเปล่า”
ทริสตันระบายยิ้มละมุนแทนคำตอบพลางนึกในใจว่าเขาเองก็ให้คำตอบไม่ได้เช่นกัน เพราะนี่คือฤดูหนาวแรกของเขาที่ซิลเวอร์เรส ทว่าในจังหวะที่เขากำลังจะเอ่ยปากหยอกเย้ากลับไป ทหารนายหนึ่งก็ก้าวพรวดเข้ามาพร้อมรายงานข่าวสำคัญ
“เรียนท่านผู้ปกครองครับ! ท่านแรกนาร์กลับมาจากเอเธลการ์ดแล้วครับ ครั้งนี้เขานำกลุ่มผู้อพยพชุดใหญ่ตามมาด้วย แม้แต่ขบวนพ่อค้าเองก็คึกคักผิดหูผิดตาเลยครับ!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ชายหนุ่มก็ตบมือเข้าหากันดังฉาดใหญ่ด้วยความดีใจ ดวงตาคมวาววับขึ้นด้วยความยินดี ก่อนจะหันไปสั่งการด้วยเสียงอันดัง
“ดีมาก! บอกคนของเรา ถ้าแรกนาร์ก้าวเท้าเข้าเมืองเมื่อไหร่ ให้เขารีบมาพบเราที่ห้องทำงานทันที!”
เมื่อเห็นชายหนุ่มตรงหน้ายิ้มกว้างจนหน้าบานด้วยความปิติอย่างปิดไม่มิด เบียทริซก็อดไม่ได้ที่จะเลิกคิ้วสงสัยพลางเอ่ยถามออกไป
“ดีใจขนาดนี้เชียวเหรอ? แล้วคนที่ชื่อแรกนาร์นี่เขาเป็นใครกัน ถึงทำให้นายตื่นเต้นได้ขนาดนี้”
ทริสตันละสายตาจากทหาร หันมามองเธอด้วยแววตาที่เป็นประกายกว่าทุกครั้ง ก่อนจะเริ่มเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้น
“เบียทริซ แรกนาร์น่ะคือทูตฝีมือฉกาจที่เราส่งไปเจรจาการค้ากับผู้ปกครองดาเรียน เฟลเวล แห่งเอเธลการ์ด” ทริสตันอธิบายด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้น
“ทุกครั้งที่เขากลับมา เขาไม่ได้นำมาแค่เม็ดเงินมหาศาลจากการขายแร่ของเราเท่านั้น แต่เขายังจูงใจให้เหล่าพ่อค้าหน้าใหม่หลั่งไหลเข้ามาหาโอกาสที่นี่ และที่สำคัญที่สุดคือการพาผู้อพยพมาเพิ่มจำนวนประชากรให้เมืองเราเข้มแข็งขึ้น จะเรียกชายคนนี้ว่าเป็น ผู้นำพาความมั่งคั่ง มาสู่เราและซิลเวอร์เรสก็คงไม่ผิดนักหรอก”
หญิงสาวนิ่งงันไปครู่หนึ่ง ใบหน้าสวยครุ่นคิดอย่างหนักพลางพึมพัมกับตัวเอง “แบบนี้นี่เอง... แต่ว่า ดาเรียน เฟลเวล งั้นเหรอ? ชื่อนี้มันคุ้นหูพิกล เหมือนฉันเคยได้ยินจากที่ไหนมาก่อน...”
เธอเงียบเสียงลงเพื่อขุดคุ้ยความทรงจำอยู่พักใหญ่ ก่อนที่ดวงตาคู่สวยจะเบิกกว้างขึ้นด้วยความตกใจ “นึกออกแล้ว!”
เบียทริซโพล่งออกมาพลางจ้องหน้าทริสตันเขม็ง “ชายคนนี้คือหนึ่งใน สี่สหายเสเพล ที่ฉันเคยได้รับรายงานมานี่นา! เขาคือหนึ่งในเพื่อนสนิทของนาย ที่คอยลากนายไปสำมะเลเทเมาจนเสียผู้เสียคนมาก่อนไม่ใช่หรือไง!”
ทริสตันถึงกับทำหน้าปั้นยาก กลืนไม่เข้าคายไม่ออกขึ้นมาทันที ในใจนั้นอยากจะตะโกนแก้ต่างเหลือเกินว่า ต่อให้ไม่มีเพื่อนพวกนี้ ทริสตันคนเก่า ก็เหลวแหลกจนกู่ไม่กลับอยู่ก่อนแล้ว เขาทำได้เพียงส่งยิ้มแห้ง ๆ กลับไป แล้วตอบด้วยน้ำเสียงที่อ้อมแอ้มเบาหวิว
“นั่นมัน... เป็นเรื่องในอดีตไปแล้วละ ตอนนี้พวกเราเปลี่ยนไปมากจริง ๆ แถมทางนั้นยังหยิบยื่นความช่วยเหลือมาให้เราตั้งหลายอย่าง จะเรียกว่าเป็นเพื่อนสนิทผู้มีพระคุณในยามยากก็คงไม่เกินไปนักหรอก”
เบียทริซหรี่ตาลงมองเขาอย่างจับผิด ใบหน้าเรียบเฉยนั้นเดาอารมณ์ไม่ออกจนทริสตันเริ่มรู้สึกสันหลังหวาบ เธอไม่ได้เอ่ยปากตอบโต้สิ่งใด ความเงียบกริบพลันเข้าปกคลุมห้องทำงานจนชวนให้อึดอัด และในจังหวะที่บรรยากาศกำลังมาคุได้ที่ ทหารก็นำตัวแรกนาร์เข้ามารายงายตัวพอดี ราวกับเสียงระฆังช่วยชีวิตชายหนุ่มไว้ได้ทันเวลาพอเหมาะพอเจาะ
แรกนาร์ก้าวเท้าเข้ามาในห้องพลันสัมผัสได้ถึงบรรยากาศแปลกประหลาดที่อบอวลอยู่รอบตัวคนทั้งสอง แม้จะรู้สึกตะขิดตะขวงใจทว่าเขาก็ยังคงรักษาท่วงท่าสุขุมเอาไว้ได้ ก่อนจะขยับกายทำความเคารพอย่างนบนอบ
“ผู้น้อยแรกนาร์ ขอแสดงความเคารพต่อท่านผู้ปกครองทริสตัน และท่านหญิงเบียทริซครับ... บัดนี้ผู้น้อยเสร็จสิ้นภารกิจทางการทูตและกลับมารายงานตัวแล้วครับ”
เขาโน้มตัวลงโค้งคำนับอย่างสง่างาม ทริสตันที่ดูจะกระตือรือร้นเป็นพิเศษจึงรีบโบกมือเป็นเชิงอนุญาต เพื่อให้อีกฝ่ายเริ่มรายงานข่าวดีให้ฟังโดยเร็วที่สุด
“เรียนท่านผู้ปกครอง แร่ทั้งหมดถูกระบายออกสู่ตลาดตามจำนวนที่กำหนด และเราได้รับผลตอบแทนเป็นตัวเลขตรงตามราคากลางที่ตั้งไว้ทุกประการครับ” แรกนาร์รายงานด้วยน้ำเสียงฉะฉาน
“นอกจากนี้ ความสำเร็จในการเจรจายังดึงดูดกลุ่มการค้าจากเอเธลการ์ดและหัวเมืองรอบนอกให้สนใจเดินทางมายังซิลเวอร์เรสถึงแปดสิบสี่ขบวน ส่วนยอดผู้อพยพในเที่ยวนี้มีจำนวนทั้งสิ้น 15,260 คน รายละเอียดตัวเลขและข้อมูลเชิงลึกทั้งหมด ผู้น้อยได้รวบรวมลงในบันทึกรายงานฉบับนี้เรียบร้อยแล้วครับ ส่วนรายการสินค้าที่ท่านสั่งซื้อ... สามารถจัดหามาได้ครบถ้วนทุกรายการ ไม่มีสิ่งใดตกหล่นแม้แต่ชิ้นเดียวครับ”
เมื่อได้สดับฟังรายงานนั้น เบียทริซถึงกับลืมตัวอุทานออกมาด้วยความตกใจ ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างพลางครุ่นคิดอย่างไม่อยากจะเชื่อ ลำพังกลุ่มการค้าที่หลั่งไหลเข้ามาในซิลเวอร์เรสก่อนหน้านี้ก็นับว่าหนาตาจนน่าอัศจรรย์ใจแล้ว แต่นี่ยังจะมีเพิ่มเข้ามาอีกถึงแปดสิบสี่ขบวนเชียวหรือ?
หนำซ้ำ ตัวเลขผู้อพยพที่สูงถึงหนึ่งหมื่นห้าพันสองร้อยหกสิบคนนั่นอีก! จำนวนประชากรที่พุ่งสูงขึ้นราวกับกระแสน้ำหลากในคราวเดียวเช่นนี้ เป็นสิ่งที่เธอไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่าเมืองที่เคยถูกลืมแห่งนี้จะรองรับและดึงดูดผู้คนได้มากมายถึงเพียงนั้น
“ทำงานได้ยอดเยี่ยมมากแรกนาร์ ฝากคำชมเชยของเราไปถึงทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องด้วยล่ะ” ทริสตันเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความพึงพอใจ
“ส่วนเรื่องงบประมาณและการคลัง ให้ดำเนินการตามขั้นตอนเดิมได้เลย ครั้งนี้เราได้เงินเข้าคลังหลวงมาไม่น้อย ถือเป็นกำไรมหาศาลจริง ๆ”
ชายหนุ่มเว้นจังหวะเล็กน้อยก่อนจะกล่าวสมทบเรื่องทรัพยากรบุคคล “สำหรับผู้อพยพชุดใหม่นี้ เราคงไม่ต้องสั่งการอะไรเพิ่มเติมแล้ว เพราะเจ้าหน้าที่ทุกคนรู้ซึ้งถึงหน้าที่ของตนเองดีอยู่แล้วล่ะ เจ้าเองก็ไปจัดการธุระที่เหลือให้เรียบร้อยก่อนเถอะเสร็จแล้วก็กลับไปพักผ่อนได้ พวกเจ้าเหนื่อยมามากพอแล้วละ”
แรกนาร์โน้มตัวลงทำความเคารพคนทั้งสองอีกครั้งด้วยความนอบน้อม ก่อนจะรับคำสั่งและค่อยๆ ถอยห่างเพื่อขอตัวออกจากห้องไป ทิ้งไว้เพียงกองเอกสารรายงานฉบับใหม่ที่วางเด่นอยู่บนโต๊ะ
เบียทริซลอบมองปึกกระดาษเหล่านั้นด้วยสายตาที่เป็นประกาย ความอยากรู้อยากเห็นเริ่มทำงานจนเธออยากจะขอดูตัวเลขมหาศาลในนั้นใจจะขาด ทว่าทิฐิและความเกรงใจกลับทำให้เธอไม่กล้าเอ่ยปากออกไป ทริสตันที่ลอบสังเกตท่าทีของหญิงสาวอยู่ครู่หนึ่งก็พอจะอ่านใจเธอออก มุมปากของเขาหยักยิ้มอย่างรู้ทันก่อนจะเอ่ยทำลายความเงียบขึ้น
“เบียทริซ... เธออยากลองดูรายงานรายได้ที่เราเพิ่งได้รับมาในครั้งนี้ด้วยกันไหม?”
หญิงสาวชะงักไปครู่หนึ่งด้วยความลังเล ทว่าสุดท้ายความอยากรู้ก็ชนะขาดลอย เธอพยักหน้ารัวจนผมกระจายก่อนจะรีบคว้าใบรายงานฉบับนั้นมาอ่านอย่างรวดเร็ว เพียงแค่กวาดสายตาผ่านตัวเลขในกระดาษ ดวงตาคู่สวยก็เบิกกว้าง ริมฝีปากบางอ้าค้างเป็นวงกลมจนลืมกิริยา ทริสตันที่เฝ้ามองอยู่ก็อดไม่ได้ที่จะหลุดหัวเราะออกมาเบา ๆ ให้กับท่าทางตกตะลึงจนเกินงามของอีกฝ่าย
ทว่าช่วงเวลาแห่งความรื่นรมย์กลับสั้นนัก เมื่อทหารจากหน่วยลาดตระเวนรุดหน้าเข้ามาส่งจดหมายข่าวด่วน ทันทีที่ทริสตันกวาดสายตาอ่านจนจบ รอยยิ้มเมื่อครู่ก็เลือนหายไป แทนที่ด้วยร่องรอยแห่งความเคร่งเครียดที่ฉายชัดบนใบหน้า เขาตบโต๊ะเสียงดังลั่น ก่อนจะสั่งการเสียงเฉียบให้ไปเรียกตัว อาร์วิน มาพบด่วนที่สุด
เบียทริซที่เฝ้ามองเหตุการณ์อยู่ข้าง ๆ ถึงกับหัวใจกระตุกวูบ เธอไม่เคยเห็นเขามีสีหน้าที่ตึงเครียดและกดดันขนาดนี้มาก่อนในรอบเดือน ความสงสัยระคนกังวลเริ่มก่อตัวขึ้นในใจ... นี่มันเกิดเรื่องคอขาดบาดตายอะไรขึ้นกันแน่? เธอรู้สึกได้ถึงเค้าลางของพายุที่กำลังจะพัดมาที่ซิลเวอร์เรสเข้าให้แล้ว