Starcraft : The Last Commander

    ตอนที่ 47 : สถานีที่ยังฟังอยู่

    “ทดลอง…”


    เสียงนั้นไม่ได้ดังพอจะเรียกว่าคำพูดเต็มประโยคด้วยซ้ำ


    มันแทรกออกมาจากวิทยุรถท่ามกลางเสียงซ่าขาด ๆ หาย ๆ เหมือนเศษเสียงที่ถูกใครบางคนฝังไว้ใต้หิมะมานานหลายปีแล้วเพิ่งถูกพายุขุดขึ้นมาให้หายใจอีกครั้ง เสียงโลหะเสียดกัน เสียงคลื่นรบกวน เสียงลมขาวกระแทกตัวถังรถ ทั้งหมดพันกันเป็นม่านหนา แต่คำเดียวที่หลุดออกมานั้นกลับชัดเจนเกินไป


    ทดลอง


    เสียงวิทยุก็ดับลง


    ไม่ใช่ดับแบบเครื่องเสีย ไม่ใช่เสียงหายไปเพราะคลื่นหลุด แต่มันเหมือนมีใครบางคนกดปิดจากอีกฝั่งหนึ่งอย่างนุ่มนวล หลังจากมั่นใจแล้วว่าคำที่ควรได้ยินถูกส่งมาถึงคนที่ควรได้ยินแล้ว


    ภายในรถเงียบลงทันที


    ความเงียบในรถคันนี้ไม่เคยเป็นความเงียบจริง ๆ ตั้งแต่พายุเริ่มกลืนถนน เสียงเครื่องยนต์ยังครางต่ำอยู่ใต้พื้น เสียงลมยังทุบกระจกหน้าต่างเป็นระยะ เสียงโลหะของโครงรถยังสั่นตามแรงกระแทกจากเกล็ดน้ำแข็ง แต่ผู้คนด้านในกลับนิ่งจนคาเอลได้ยินลมหายใจของตัวเองดังชัดกว่าสิ่งอื่นทั้งหมด


    เขายังนั่งอยู่ตรงเบาะข้างประตู มือข้างหนึ่งจับขอบปืนที่วางพาดตักไว้หลวม ๆ นิ้วไม่ได้อยู่บนไก แต่ใกล้พอจะกดได้ภายในครึ่งจังหวะ ความเย็นจากกระจกข้างรถซึมผ่านแขนเสื้อเข้ามาจนผิวชาตื้อ ตรงปลายจมูกมีกลิ่นน้ำมันเครื่อง กลิ่นผ้าชื้น กลิ่นเหงื่อเย็นของคนที่วิ่งหนีความตายมาทั้งคืน และกลิ่นคาวจาง ๆ จากเลือดเก่าที่ติดอยู่ในร่องพื้นรถ


    คาเอลไม่แน่ใจว่าตัวเองได้ยินจริงหรือไม่


    บางทีคำคำนั้นอาจเป็นเพียงสมองของเขาที่พยายามปะติดปะต่อเสียงซ่าจนกลายเป็นภาษา บางทีความเหนื่อย ความหนาว และการไม่ได้หลับอย่างต่อเนื่องอาจกำลังทำให้การรับรู้ของเขาบิดเบี้ยว บางทีคำว่า “ทดลอง” อาจไม่ได้มีอยู่จริงเลย


    แต่ลูน่ากอดผ้าห่มแน่นขึ้นในวินาทีเดียวกัน


    เด็กหญิงตัวเล็กนั่งอยู่ข้างโวร่าด้านหลัง ใบหน้าซีดใต้แสงไฟฉุกเฉินจากแผงหน้าปัด ดวงตากลมโตจ้องวิทยุเหมือนมันเป็นสิ่งมีชีวิตที่เพิ่งหันมามองเธอกลับ มือเล็ก ๆ ที่ซุกอยู่ใต้ผ้าห่มเกร็งจนผ้าห่มย่นเป็นก้อน เธอไม่ได้ร้อง ไม่ได้ถาม แต่การนิ่งของเด็กคนหนึ่งในสถานการณ์แบบนี้กลับดังกว่าการร้องไห้เสียอีก


    นิกซ์เองก็เงยหน้าขึ้นทันที


    เขานั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม ร่างกายห่อตัวเข้าหากันเหมือนพยายามทำให้ตัวเองเล็กลง แขนข้างที่ผิดปกติถูกพันผ้าหนาไว้หลายชั้น แต่ใต้ผ้านั้นยังมีบางอย่างเคลื่อนไหวช้า ๆ เป็นบางครั้ง คล้ายกล้ามเนื้อที่ไม่ยอมรับคำสั่งของเจ้าของเดิม สีหน้าของเขาแย่ลงตั้งแต่พายุเริ่มหนักขึ้น แต่เมื่อเสียงวิทยุพูดคำนั้นออกมา ความกลัวในดวงตาของนิกซ์กลับเปลี่ยนรูป


    ไม่ใช่กลัวสิ่งที่อยู่ข้างนอก


    แต่กลัวว่าอะไรบางอย่างข้างในตัวเองเพิ่งตอบสนอง


    คาเอลมองทั้งสองคนแล้วความสงสัยก็หมดพื้นที่ให้หลบซ่อน


    ไม่ใช่แค่เขา


    “ได้ยินเหมือนกันใช่ไหม” แจ็กซ์ถามเสียงเบาเกินปกติ


    มือของแจ็กซ์ยังจับพวงมาลัยแน่น ข้อนิ้วซีดจากแรงบีบ เขาไม่ได้หันกลับมามองใคร เพราะกระจกหน้ารถแทบมองไม่เห็นอะไรนอกจากพายุหิมะสีขาวที่หมุนวนเป็นผนังทึบ ไฟหน้ารถส่องออกไปได้ไม่ถึงสิบเมตรก่อนถูกกลืนหายไปในม่านน้ำแข็ง ทุกครั้งที่ลมกระแทก รถทั้งคันจะส่ายเหมือนสัตว์บาดเจ็บที่กำลังฝืนเดินต่อ


    “ได้ยิน” โวร่าตอบ


    คำตอบของเธอสั้น เรียบ และเย็นเหมือนปลายมีด


    เธอนั่งอยู่ข้างลูน่า มือข้างหนึ่งวางใกล้ด้ามมีด อีกข้างไม่ได้แตะเด็กหญิง แต่ตำแหน่งแขนของเธอกันลูน่าไว้ครึ่งหนึ่งโดยไม่จำเป็นต้องพูด ดวงตาสีอ่อนของโวร่ามองออกไปนอกรถผ่านช่องกระจกด้านข้างที่ถูกน้ำแข็งเกาะ เงาขาวของพายุสะท้อนบนใบหน้าเธอเป็นริ้ว ๆ จนดูเหมือนเธอกำลังนั่งอยู่ใต้แสงผ่าตัด


    “มันไม่ได้มาจากคลื่นปกติ” แจ็กซ์พึมพำ 


    “ไม่มีสถานีไหนส่งอะไรในพายุแบบนี้ได้ ถ้ามีก็ต้องเป็นสัญญาณฉุกเฉิน ไม่ใช่…ไม่ใช่คำเดียวแบบนั้น”


    “ข้างนอก” โวร่าพูด


    ทุกคนหยุดหายใจเกือบพร้อมกัน


    คาเอลหันมองตามสายตาเธอทันที


    นอกลานกว้างที่ถูกหิมะทับจนแยกไม่ออกว่าถนนอยู่ตรงไหน รอยนูนหลายเส้นเคลื่อนผ่านใต้พื้นขาวอย่างช้า ๆ ไม่ใช่รอยลม ไม่ใช่เงากิ่งไม้ แต่เป็นสิ่งมีชีวิตใต้หิมะที่ว่ายอยู่ใต้ผืนโลกเหมือนฉลามในน้ำลึก เส้นหนึ่งเลื้อยผ่านหน้ารถไปห่างออกไปราวยี่สิบเมตร อีกเส้นตัดเฉียงไปทางซ้าย ก่อนหยุดนิ่งเพียงชั่วอึดใจแล้วหายลงไปใต้หิมะหนากว่าเดิม


    ลอร์เกอร์


    พวกมันยังวนอยู่


    ไม่รีบร้อน ไม่พุ่งเข้าโจมตีทันที แต่เคลื่อนเป็นวงกว้างล้อมพื้นที่รอบสถานีเหมือนรู้ว่าคนในรถไม่มีที่ไป เสียงเสียดสีต่ำ ๆ ดังผ่านพื้นดินขึ้นมาถึงยางรถเป็นระยะ มันไม่เหมือนเสียงขุดดิน แต่มันเหมือนเสียงกระดูกขนาดใหญ่ลากผ่านชั้นหิมะและหินแข็งใต้ผิวโลก


    คาเอลรู้สึกถึงแรงกดบางอย่างในอก


    ถ้าอยู่ในรถต่อ พวกเขาจะกลายเป็นอาหารในกระป๋องโลหะ


    ถ้าออกไป พวกเขาต้องเดินผ่านลานที่มีนักล่าใต้หิมะล้อมอยู่


    และถ้าเข้าไปในตึกตรงหน้า…


    เขามองผ่านกระจกหน้าไปยังเงาดำขนาดใหญ่ที่โผล่อยู่ในพายุ


    อาคารนั้นแทบไม่ต่างจากซากหินฝังน้ำแข็ง รูปร่างเหลี่ยมแข็งแบบฐานทหารเก่า ผนังคอนกรีตหนา หน้าต่างแคบยาวเรียงกันเป็นช่องมืดเหมือนเบ้าตาของสิ่งมีชีวิตที่หลับอยู่มานาน เสารั้วเหล็กรอบพื้นที่เอียงหักหลายจุด แต่ประตูรั้วหลักยังตั้งอยู่ แม้ครึ่งหนึ่งถูกหิมะกลบจนเหลือเพียงโครงเหล็กดำที่ขูดครืดกับลม


    เหนือประตูทางเข้า แสงสีแดงดวงหนึ่งกะพริบช้า ๆ


    ติด


    ดับ


    ติด


    ดับ


    ราวกับหัวใจที่ยังไม่ยอมตาย


    “เราคงต้องเข้าไป” คาเอลพูด


    ไม่มีใครแย้งทันที


    นั่นแย่กว่าการมีคนแย้งเสียอีก เพราะมันหมายความว่าทุกคนคิดเหมือนกัน


    แจ็กซ์กลืนน้ำลาย 


    “ฉันขอเสนอทางเลือกอื่นที่ดีกว่านี้ไหม เช่น ขับฝ่าพายุออกไป แล้วหวังว่าพวกหนามใต้หิมะพวกนั้นจะมองว่าเราเป็นอาหารที่แคลอรีสูงเกินไป”


    “ถ้านายขับออกจากถนนตอนนี้ เราจะติดหิมะภายในห้านาที” คาเอลตอบโดยไม่ละสายตาจากลานข้างหน้า 


    “ลอร์เกอร์จะไม่ต้องไล่ด้วยซ้ำ แค่รอ”


    แจ็กซ์เงียบ


    มิเลียนั่งอยู่ข้างคาเอลมาตลอด เธอไม่พูดอะไรตั้งแต่วิทยุดับลง แต่เขารู้ว่าเธอมองเขาอยู่ สายตาของเธอไม่ได้ถามว่าเขากลัวไหม เธอรู้คำตอบดีอยู่แล้ว เธอถามอย่างอื่นผ่านความเงียบ


    นายกำลังคำนวณอยู่ใช่ไหม


    คาเอลไม่หันไปสบตาเธอทันที เพราะกลัวว่าเธอจะเห็นคำตอบในหน้าของเขาก่อนที่เขาจะหาวิธีทำให้มันดูเหมือนมนุษย์มากกว่านี้ได้


    เขาเห็นเส้นทางในหัว


    ระยะจากรถถึงประตูรั้ว ประมาณสี่สิบเมตร จากรั้วถึงประตูอาคารอีกยี่สิบกว่าเมตร ลมแรงด้านซ้าย พื้นหิมะลึกไม่เท่ากัน ลอร์เกอร์วนอยู่สามเส้นที่มองเห็น อาจมีมากกว่านั้นใต้พื้น เสียงเครื่องยนต์ดึงความสนใจ พื้นใกล้รั้วมีคอนกรีตแข็งกว่าด้านนอก ถ้าพวกมันไม่เข้าเขตรั้วทันที แสดงว่าพื้นหรือบางสิ่งในสถานีมีผลต่อพวกมัน หรือมันไม่อยากเข้าใกล้


    ถ้าลอร์เกอร์ยังไม่อยากเข้ามา…


    คาเอลมองไฟแดงเหนือประตูอาคารอีกครั้ง


    ข้างในมีอะไรกันแน่


    “ลงทีละคน” โวร่าพูด ก่อนเปิดประตูรถโดยไม่รอคำสั่ง


    ลมพายุพุ่งเข้ามาในรถทันทีเหมือนสัตว์ที่รออยู่หน้าประตู ความเย็นเฉือนผิวหน้าเจ็บแปลบ หิมะละเอียดหมุนเข้าใส่จนทุกคนต้องหรี่ตา เสียงลมดังขึ้นหลายเท่าตัว กลืนคำพูดและความคิดจนแทบเหลือเพียงสัญชาตญาณ


    โวร่าก้าวลงไปก่อน


    เท้าของเธอแตะพื้นหิมะอย่างเบาที่สุดเท่าที่มนุษย์คนหนึ่งจะทำได้ ร่างเธอต่ำลงทันที มือแตะด้ามมีดหนึ่งข้าง ดวงตากวาดซ้ายขวาเร็วมากแต่เงียบมาก พายุทำให้ผมสีเงินที่หลุดจากที่รวบปลิวปะทะแก้ม เธอไม่สน ความสนใจทั้งหมดของเธออยู่ที่พื้น


    คาเอลลงตามหลัง เสียงหิมะยุบใต้รองเท้าดังเบากว่าที่เขาคิด แต่ก็ยังดังเกินไปในความรู้สึกเขา ความเย็นทะลุพื้นรองเท้าขึ้นมาจนฝ่าเท้าเจ็บเหมือนเดินบนแผ่นโลหะเยือกแข็ง เขาหันกลับไปช่วยมิเลียลงจากรถ มือของเธอเย็นมากเมื่อแตะกับมือเขา แต่แรงจับของเธอยังมั่นคง เธอไม่ได้พูดอะไร แค่ลงมายืนข้างเขาในระยะที่ใกล้พอจะเอื้อมถึงแต่ไม่ใกล้จนขัดการเคลื่อนไหว


    แจ็กซ์ดับเครื่องยนต์


    ทันทีที่เสียงเครื่องเงียบ โลกทั้งใบเหมือนถูกดูดเข้าไปในพายุ


    เหลือเพียงเสียงลม เสียงหิมะกระแทกผิวโลหะ และเสียงต่ำใต้พื้นไกล ๆ ที่ทำให้กระดูกในขาของคาเอลรู้สึกเหมือนกำลังฟังอะไรบางอย่างคลานอยู่ใต้ผิวหนังตัวเอง


    ลูน่าลงจากรถเป็นคนเกือบสุดท้าย เธอจับชายเสื้อโวร่าไว้โดยไม่รู้ตัว เด็กหญิงไม่ได้ร้องไห้ แต่ริมฝีปากสั่นจนเห็นชัด โวร่ามองมือลูน่าเพียงแวบเดียว ไม่ดึงออก ไม่ปลอบ แค่ขยับร่างให้บังลมให้เด็กมากขึ้น


    นิกซ์ก้าวลงมาช้า ๆ


    ทันทีที่เท้าเขาแตะหิมะ รอยนูนใต้พื้นด้านไกลก็หยุดนิ่งพร้อมกันชั่วครู่


    คาเอลเห็น


    โวร่าเห็น


    และนิกซ์เองก็รู้


    สีหน้าของเด็กหนุ่มซีดลงกว่าเดิม เขาก้มมองพื้นเหมือนกลัวว่าหิมะใต้เท้าจะเปิดออกแล้วมีอะไรยื่นมือขึ้นมาจับข้อเท้า


    “พวกมันได้ยินผมไหม” นิกซ์ถามเสียงแผ่ว


    ไม่มีใครตอบทันที


    เพราะคำตอบใด ๆ ก็ไม่ช่วยให้เดินต่อได้ง่ายขึ้น


    “เดินตามรอยฉัน” โวร่าพูด 


    “อย่าวิ่ง อย่ากระแทกเท้า อย่าพูดถ้าไม่จำเป็น”


    แจ็กซ์ยกมือขึ้นนิดหนึ่ง 


    “ฉันขอถามแบบจำเป็นมาก ๆ ว่า ถ้าพวกมันโผล่ขึ้นมาเราควรทำไง”


    โวร่าหันมองเขา


    “อย่าอยู่ตรงที่มันโผล่”


    แจ็กซ์นิ่งไปครึ่งวินาที 


    “คำแนะนำเธอช่างทรงคุณค่าจนน้ำตาจะไหล”


    “เดิน”


    พวกเขาเคลื่อนออกจากรถทีละก้าว


    พายุขาวกลืนระยะทางจนลานกว้างดูเหมือนไม่มีขอบเขต คาเอลมองเห็นหลังโวร่าเป็นเงาสีเข้มอยู่ข้างหน้า เห็นลูน่าก้าวตามเธอด้วยขาสั้น ๆ ที่พยายามไม่ย่ำแรง เห็นมิเลียอยู่ด้านข้าง เห็นแจ็กซ์หอบกระเป๋าเครื่องมือที่หนักเกินควรด้วยใบหน้าที่กำลังด่าโลกทั้งใบในใจ เห็นนิกซ์เดินก้มหน้าเหมือนทุกก้าวของตัวเองเป็นความผิด


    ใต้หิมะด้านขวา รอยนูนเส้นหนึ่งเคลื่อนขนานไปกับพวกเขา


    ช้า


    มั่นคง


    เหมือนมันเดินไปด้วยกันจากอีกชั้นหนึ่งของโลก


    คาเอลยกมือขึ้นเป็นสัญญาณให้ทุกคนหยุด


    รอยนูนหยุดตาม


    ไม่มีใครหายใจเต็มปอด


    ความเงียบในพายุหนาจนแทบจับต้องได้ คาเอลรู้สึกถึงชีพจรตัวเองที่ข้อมือ รู้สึกถึงเหงื่อเย็นใต้คอเสื้อ ทั้งที่อากาศหนาวจนลมหายใจกลายเป็นไอขาวต่อหน้าตา


    จากนั้นรอยนูนใต้หิมะก็เบี่ยงออกไปทางรั้ว


    มันไม่ข้ามเส้นเงาของรั้วเข้ามา


    คาเอลมองตาม


    รั้วเหล็กเก่าที่ควรไม่มีค่าอะไรในโลกพังนี้ตั้งอยู่เป็นแนวขาด ๆ เกิน ๆ หิมะเกาะตามลวดหนามที่ขาดหลุดจนดูเหมือนกระดูกซี่โครงของสัตว์ใหญ่ แต่ตรงแนวรั้วนั้น พื้นใต้หิมะดูแข็งขึ้นเล็กน้อย มีแผ่นคอนกรีตแตกเก่าโผล่ให้เห็นบางจุด และบางสิ่งที่มองไม่เห็นทำให้ลอร์เกอร์ไม่เลือกทะลุเข้ามา


    หรือไม่กล้า


    ความคิดนั้นไม่ได้ช่วยให้ปลอดภัยขึ้นเลย


    มันแค่ย้ายความกลัวจากข้างนอกไปไว้ข้างใน


    พวกเขาผ่านประตูรั้วที่เปิดค้างอยู่ครึ่งหนึ่ง เหล็กบานหนึ่งหักงอออกไปด้านนอก อีกบานเอียงเข้าด้านในเหมือนถูกชนด้วยแรงมหาศาลเมื่อนานมาแล้ว เสียงลมลอดผ่านช่องเหล็กเกิดเป็นเสียงหวีดแหลมคล้ายคนผิวปากจากที่ไกลมาก ๆ


    ทันทีที่เข้ามาในเขตรั้ว เสียงใต้หิมะเบาลง


    ไม่ใช่หายไป


    แต่เหมือนมีผนังหนามากคั่นระหว่างพวกเขากับสิ่งที่อยู่ใต้พื้นด้านนอก


    แจ็กซ์หันกลับไปมองรอยนูนที่วนอยู่หลังรั้ว แล้วพูดเสียงต่ำ 


    “ฉันไม่แน่ใจว่าควรดีใจไหมที่พวกมันไม่เข้ามา”


    “ไม่ควร” โวร่าตอบ


    เธอไม่ได้หันมามองตอนพูด


    สายตาของเธอจับอยู่ที่อาคารตรงหน้า


    สถานีวิจัยภาคสนามหมายเลข 17 ตั้งอยู่กลางลานเหมือนศพของโรงพยาบาลที่ถูกทหารยึดไปดัดแปลง กำแพงคอนกรีตด้านนอกมีรอยกระสุนเก่า รอยไหม้ดำ และคราบสนิมจากท่อระบายอากาศที่แตกหัก หน้าต่างหลายบานถูกปิดด้วยแผ่นเหล็กจากด้านใน บางบานมีรอยนิ้วมือเกาะอยู่บนกระจกฝุ่นหนาเหมือนคนเคยยืนทุบขอออกมาแล้วหยุดไปกลางคัน


    ใกล้ทางเข้ามีป้ายโลหะเอียงติดอยู่กับเสา


    หิมะและสนิมกินตัวอักษรไปเกินครึ่ง แต่ยังพออ่านได้จากไฟแดงที่กะพริบอยู่เหนือประตู


    สถานีวิจัยภาคสนามหมายเลข 17


    ผู้ได้รับอนุญาตเท่านั้น


    เขตชีวภาพควบคุม


    การเฝ้าฟัง…


    คำสุดท้ายหายไปครึ่งหนึ่งเพราะรอยขูดลึกตัดผ่านแผ่นป้าย


    คาเอลยืนมองมันนานกว่าที่ควร


    การเฝ้าฟัง


    คำนี้ไม่ควรอยู่บนป้ายของสถานีวิจัยภาคสนาม ไม่ใช่ในรูปแบบที่วางคู่กับเขตชีวภาพ ไม่ใช่ในสถานที่ที่ลอร์เกอร์วนอยู่ข้างนอกแต่ไม่เข้ามา ไม่ใช่ในคืนที่วิทยุเก่าบนรถพูดคำว่า “ทดลอง” ออกมาเหมือนมันกำลังเรียกความทรงจำของใครบางคนกลับบ้าน


    กลิ่นยาฆ่าเชื้อจาง ๆ ลอยมาพร้อมลมตอนพวกเขาเข้าใกล้ประตู


    คาเอลหยุดเดินทันที


    กลิ่นนั้นบางมาก แทบถูกกลิ่นหิมะ กลิ่นสนิม และกลิ่นคอนกรีตเปียกกลบจนหมด แต่เมื่อรู้ว่ามันอยู่ตรงนั้น เขาก็ไม่อาจเลิกได้กลิ่น มันเป็นกลิ่นแหลมเย็นแบบโรงพยาบาลร้าง กลิ่นน้ำยาที่เคยถูกใช้ถูพื้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า กลิ่นสะอาดที่ผ่านเวลานานเกินไปจนกลายเป็นสิ่งสกปรกในตัวเอง


    “ได้กลิ่นกันไหม” มิเลียถามเบา ๆ


    คาเอลพยักหน้า


    แจ็กซ์ย่นจมูก 


    “อย่าบอกนะว่าที่นี่มีคนทำความสะอาดอยู่”


    ไม่มีใครหัวเราะ


    ประตูหน้าเป็นเหล็กสองชั้น ชั้นนอกเป็นบานหนาที่เปิดค้างอยู่เพียงรอยแง้มพอให้คนเบียดเข้าไปได้ ชั้นในเป็น

    กระจกเสริมลวดที่แตกร้าวเป็นรูปใยแมงมุม มือจับเย็นจนมีน้ำแข็งเกาะเป็นแผ่นบาง ๆ รอบขอบ แต่นอกเหนือจากนั้น มีรอยนิ้วมือจำนวนมากติดอยู่บนประตู


    รอยเก่า


    บางรอยอยู่สูงระดับอกผู้ใหญ่ บางรอยลากเป็นแนวยาวลงมาเหมือนคนเสียหลักหรือถูกดึงออกไปจากประตู 

    บางรอยเล็กมาก ต่ำมาก อยู่ใกล้ระดับเอวของคาเอล


    เหมือนเด็ก


    ลูน่ามองรอยเหล่านั้นแล้วขยับเข้าใกล้โวร่าโดยไม่รู้ตัว


    โวร่าหยุดนิ่ง


    ไม่ใช่แค่นิ่งแบบระวังภัย


    แต่เหมือนร่างกายของเธอจำบางอย่างได้ก่อนความคิด


    มือของเธอค้างอยู่บนด้ามมีดนานเกินไป ดวงตาไม่ได้มองรอยนิ้วมือบนประตู แต่เมื่อมองไปยังมุมซ้ายบนของผนังทันที จุดนั้นมีกล้องวงจรปิดเก่าติดอยู่ ตัวกล้องห้อยเอียง สายไฟขาดออกมาครึ่งหนึ่ง เลนส์แตกเป็นรอยร้าว ทว่าทิศทางที่มันเคยจับภาพยังชี้ตรงมายังพื้นที่หน้าประตูพอดี


    โวร่ารู้ว่ากล้องอยู่ตรงนั้นก่อนมองขึ้นไป


    คาเอลเห็น


    แจ็กซ์ก็เห็น


    แต่ไม่มีใครถาม


    โวร่าละสายตาจากกล้องช้า ๆ แล้วผลักประตู


    เสียงบานเหล็กครางต่ำเหมือนสัตว์ที่ถูกปลุกจากการนอนยาว ฝุ่นและเกล็ดน้ำแข็งร่วงลงจากขอบบานเป็นผงขาว ๆ กลิ่นอับเย็นจากด้านในไหลออกมาทันที หนักกว่าอากาศด้านนอก มันปะทะหน้าอกคาเอลเหมือนลมหายใจของห้องที่ปิดมานาน


    ข้างในมืด


    แต่ไม่สนิท


    ไฟสำรองสีแดงกะพริบตามแนวเพดานห่าง ๆ ทีละดวง บางดวงติดค้าง บางดวงดับสนิท บางดวงสว่างวาบเป็นช่วงสั้น ๆ แล้วหายไป ทำให้โถงทางเข้าดูเหมือนอยู่ใต้น้ำสีเลือด พื้นกระเบื้องสีเทาแตกหลายจุด มีคราบดำเก่าแห้งติดอยู่ตามร่องยาแนวและใกล้ผนัง เคาน์เตอร์ต้อนรับด้านซ้ายถูกคว่ำลง เอกสารเก่ากระจายอยู่ใต้ฝุ่น หน้าจอคอมพิวเตอร์บนเคาน์เตอร์ดับไปแล้ว แต่สายไฟบางเส้นยังส่งเสียงซ่าเบา ๆ อย่างไม่ควรเป็นไปได้


    พวกเขาเดินเข้าไปทีละคน


    ประตูด้านหลังปิดลงเองช้า ๆ


    ไม่มีเสียงดัง


    แค่ครืดเบา ๆ


    แล้วคลิก


    เสียงล็อกนั้นทำให้คาเอลหันกลับทันที


    ภาพประตู B7 วาบขึ้นมาในหัวอย่างรุนแรงจนลมหายใจเขาสะดุด


    ประตูเหล็กปิด


    มือคนอีกฝั่ง


    เสียงตะโกน


    คำสั่งของเขา


    ปัง


    เขากำมือแน่นโดยไม่รู้ตัว จนรู้สึกถึงขอบเล็บจิกฝ่ามือผ่านถุงมือบาง ๆ


    “คาเอล” มิเลียเรียกเบามาก


    เขาหันไปมองเธอ


    เธอไม่ได้แตะเขาทันที แต่สายตาของเธออยู่ตรงนั้น อยู่กับเขา ไม่ดึง ไม่บังคับ เพียงย้ำว่าเขาไม่ได้ยืนอยู่หน้า B7 อีกแล้ว เขาอยู่ในสถานีร้างกับทีมของเขา อยู่ในความหนาว อยู่ในกลิ่นยาฆ่าเชื้อ อยู่ในคืนที่ยังต้องรอดต่อไป


    คาเอลสูดหายใจเข้าช้า ๆ


    “ฉันไม่เป็นไร”


    มิเลียไม่ตอบว่าเชื่อ


    เธอแค่พยักหน้าเล็กน้อย


    และนั่นแย่กว่าคำพูดใด ๆ


    แจ็กซ์เปิดไฟฉายติดกับไหล่ แสงขาวสั่นเล็กน้อยขณะเขากวาดไปทั่วโถง 


    “โอเค…สถานที่นี้ให้ความรู้สึกเหมาะมากสำหรับคนที่อยากตายแบบมีเอกสารรับรอง”


    “เบาเสียง” โวร่าพูด


    แจ็กซ์ลดเสียงทันที แต่ยังพึมพำ 


    “ใช่ แน่นอน เพราะตึกนี้อาจมีมารยาทเรื่องเสียงมากกว่าคนบางคน”


    โวร่าไม่ตอบ


    เธอเดินนำไปยังทางเดินด้านขวาโดยไม่ลังเล


    คาเอลมองป้ายบนผนัง


    ทางเดินด้านขวามีตัวอักษรเก่าจาง ๆ เขียนว่า เวชภัณฑ์, ห้องสังเกตการณ์, ห้องบันทึกข้อมูล


    แต่ป้ายห้องบันทึกข้อมูลถูกขีดทับด้วยสีดำเก่าเหมือนใครบางคนพยายามลบคำนี้ออกโดยไร้ประโยชน์


    “เดี๋ยว” แจ็กซ์เรียกเบา ๆ 


    “โวร่า เธอรู้ได้ไงว่าต้องไปทางนั้น”


    โวร่าหยุดเดิน


    ครู่หนึ่งที่ยาวเกินไป เธอไม่หันกลับมา ไหล่ของเธอแทบไม่ขยับ แต่คาเอลเห็นกล้ามเนื้อตรงหลังมือเธอเกร็งขึ้นเล็กน้อย


    “ป้ายบอก” เธอตอบ


    แจ็กซ์หันมองป้าย แล้วมองโวร่า


    “ป้ายมันอยู่มุมนี้นะ เธอเดินไปก่อนเห็นป้ายอีก”


    โวร่าเดินต่อ


    “งั้นฉันเดา”


    ไม่มีใครเชื่อ


    ทางเดินด้านในแคบกว่าที่เห็นจากภายนอก ผนังคอนกรีตสีขาวหม่นลอกเป็นแผ่น ๆ มีเส้นท่อเหล็กวิ่งตามเพดาน บางท่อมีหยดน้ำแข็งเกาะอยู่แม้อยู่ในอาคาร ไฟแดงกะพริบเป็นระยะทำให้เงาของพวกเขายืดยาวแล้วหดกลับตามจังหวะสว่างดับ ทุกครั้งที่ไฟดับชั่วครู่ ทางเดินตรงหน้าจะกลายเป็นโพรงดำ และทุกครั้งที่ไฟติด คาเอลจะรู้สึกเหมือนมีบางอย่างไกลออกไปเพิ่งขยับกลับเข้าที่ก่อนเขามองทัน


    เสียงวิทยุจากรถด้านนอกยังซ่าเบา ๆ ผ่านเครื่องรับพกพาที่แจ็กซ์หนีบติดกระเป๋าไว้


    ซ่า…


    ซ่า…


    ไม่มีคำพูดอีก


    แต่เสียงซ่านั้นทำให้ตึกดูเงียบกว่าเดิม เหมือนโลกภายนอกยังพยายามเรียกพวกเขาอยู่จากที่ไกลมาก แต่ผนังของสถานีนี้กลืนทุกอย่างไว้จนเหลือเพียงสัญญาณตาย


    พวกเขาผ่านห้องเวชภัณฑ์แรก


    ประตูเปิดค้างอยู่ ภายในถูกรื้อค้นไปมาก ชั้นเหล็กล้มระเนระนาด กล่องยาบางส่วนถูกเปิดทิ้งไว้จนผงยาขาวกระจายบนพื้นเหมือนฝุ่นหิมะอีกชนิดหนึ่ง แจ็กซ์เข้าไปตรวจอย่างรวดเร็วด้วยความหวังเล็ก ๆ ที่ซ่อนอยู่หลังสีหน้าระวังภัย เขาหยิบขวดเปล่าขึ้นมา เขย่า ฟังเสียง แล้วถอนหายใจ


    “โดนกวาดไปเกือบหมด” เขาพูด 


    “แต่ยังอาจมีอุปกรณ์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ หรือสารเคมีที่ใช้ได้ ถ้าเราไม่ตายก่อน ฉันอยากกลับมาดู”


    “จำตำแหน่งไว้” คาเอลบอก


    แจ็กซ์พยักหน้า แต่สายตาเขาไปหยุดที่ตู้แช่ยาด้านในสุด ตู้หนึ่งยังมีไฟสีเขียวเล็ก ๆ กะพริบอยู่ แม้หน้าจอแตกครึ่งหนึ่ง


    “ตู้เย็นยังมีไฟ…” เขากระซิบ


    “บ้าเอ๊ย ที่นี่มีระบบสำรองทำงานอยู่จริง”


    คาเอลไม่ได้มองตู้เย็นนาน


    เสียงระบบบางอย่างดังจากผนังด้านลึก


    ติ๊ด


    เงียบ


    ติ๊ด


    เหมือนเครื่องเก่าที่กำลังเรียกข้อมูลเองโดยไม่มีมือมนุษย์สั่ง


    เสียงนั้นมาจากทางห้องบันทึกข้อมูล


    หรือห้องสังเกตการณ์


    คาเอลเดินต่อโดยไม่รู้ตัวว่าก้าวเร็วขึ้น


    มิเลียตามขึ้นมาใกล้เขา 


    “นายได้ยินอะไร”


    “เครื่อง” เขาตอบ 


    “เหมือนระบบยังทำงาน”


    “หรือเหมือนมันกำลังรอให้เราเข้าใกล้”


    คำของเธอทำให้เขาหยุดคิดไปครึ่งจังหวะ


    เพราะเขาก็รู้สึกแบบนั้น


    ยิ่งเดินลึกเข้าไป สถานียิ่งดูไม่เหมือนร้าง มันไม่ได้มีชีวิตแบบฐานที่ยังใช้งาน แต่เหมือนร่างกายที่ตายไปแล้วบางส่วน ส่วนที่เหลือยังขยับโดยสัญชาตญาณเก่า ประตูบางบานเปิดค้าง ประตูบางบานล็อกสนิททั้งที่ไม่มีไฟ แต่เมื่อคาเอลเดินผ่านประตูหนึ่ง ไฟเหนือบานกลับสว่างวาบขึ้นเอง


    สีแดงเปลี่ยนเป็นเหลือง


    แล้วดับ


    แจ็กซ์หยุดทันที 


    “ทุกคนเห็นใช่ไหม”


    คาเอลมองประตู


    บนบานมีตัวอักษรจาง ๆ


    ห้องสังเกตการณ์หนึ่ง


    “ฉันไม่ได้แตะต้องอะไรเลยนะ” แจ็กซ์รีบพูด 


    “ครั้งนี้ฉันคือบริสุทธิ์”


    โวร่ามองแผงสแกนข้างประตู แผงนั้นแตกร้าวและฝุ่นเกาะหนา แต่ตรงใต้ฝุ่นมีไฟเส้นเล็ก ๆ แล่นผ่านแวบหนึ่งเหมือนเส้นเลือด


    คาเอลเข้าใกล้


    แผงสแกนส่งเสียงติ๊ดเบา ๆ


    ประตูปลดล็อก


    คลิก


    ทุกคนหยุดนิ่ง


    คาเอลไม่ได้ขยับมือ ไม่ได้พูด ไม่ได้สั่ง ไม่มีเหตุผลใดที่ประตูควรเปิดให้เขา


    แต่ประตูกำลังเปิด


    กลิ่นอับด้านในไหลออกมาพร้อมกลิ่นยางเก่าและกลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อที่เข้มกว่าทางเดิน ห้องด้านในมีผนังกระจกหนาแบ่งครึ่ง พื้นที่ฝั่งหนึ่งเป็นห้องควบคุมเล็ก ๆ มีโต๊ะเครื่องมือ หน้าจอเก่า และไมโครโฟนติดกับแผง อีกฝั่งหลังกระจกเป็นห้องเล็กสีซีด ผนังบุวัสดุกันเสียงที่หลุดลอกเป็นแผ่น ๆ ตรงกลางมีเก้าอี้ตัวหนึ่ง


    เก้าอี้เด็ก


    ไม่มีใครพูดอะไรอยู่หลายวินาที


    ลูน่าขยับถอยหลังทันที มือเล็ก ๆ จับชายเสื้อโวร่าแน่นขึ้น


    โวร่าไม่ได้มองเก้าอี้นาน เธอมองมุมห้อง มองช่องระบายอากาศ มองกระจกสองชั้น และสุดท้ายมองสายรัดที่ห้อยอยู่ข้างเก้าอี้อย่างรวดเร็วเกินไป ราวกับเธอไม่อยากให้สายตาตัวเองสัมผัสมันนาน


    มิเลียยกมือปิดปากเล็กน้อย ไม่ถึงกับร้อง แต่ลมหายใจเธอเปลี่ยน


    นิกซ์ยืนแข็งอยู่หน้าประตู


    ใบหน้าของเขาซีดลงจนแทบไม่มีสีเลือด


    “ผมไม่ชอบห้องนี้” เขาพูด


    เสียงเขาแห้งมาก


    คาเอลก้าวเข้าไปช้า ๆ พื้นในห้องควบคุมมีฝุ่นหนา แต่ไม่สม่ำเสมอ มีรอยลากเก่า รอยเท้าจาง ๆ และคราบดำเป็นวงใกล้โต๊ะ เขาเดินไปที่แผงควบคุม ไฟบนหน้าจอดับ แต่กระดาษบันทึกบางแผ่นยังค้างอยู่ในแฟ้มพลาสติกที่กรอบจนเหลือง


    เขาหยิบขึ้นมาอย่างระวัง


    ตัวอักษรบางส่วนเลอะน้ำและเชื้อราจนอ่านไม่ได้ แต่หัวข้อยังหลงเหลืออยู่


    'การตอบสนองต่อสิ่งเร้าไร้แหล่งกำเนิด'


    ‘ปรากฏการณ์การได้ยินก่อนเกิดเหตุ’


    'รูปแบบคลื่นประสาทสะท้อนกลับ'


    คาเอลอ่านช้า ๆ รู้สึกเหมือนทุกคำไม่ได้ถูกเขียนด้วยหมึก แต่ถูกกดลงบนบางส่วนของความจริงที่เขาไม่อยากแตะ


    “นี่มัน…” แจ็กซ์เดินเข้ามาข้างหลัง เสียงเขาหายไปกลางประโยค


    มิเลียมองแฟ้มในมือคาเอล 


    “พวกเขาศึกษาคนที่ได้ยินมาก่อน”


    ไม่มีใครพูดคำว่า ปรากฏการณ์การได้ยิน ออกมาบ่อยนักในช่วงหลัง เพราะทุกครั้งที่มันถูกเรียกชื่อ มันเหมือนจะมีน้ำหนักมากขึ้น เหมือนสิ่งที่ไม่มีรูปร่างเริ่มมีตัวตนเพราะมนุษย์ตั้งชื่อให้มัน


    คาเอลพลิกหน้าถัดไป


    บางบรรทัดอ่านออกเพียงเศษ


    ‘ผู้ทดลองตอบสนองก่อนเสียงจริง 3.7 วินาที’


    'ไม่มีแหล่งกำเนิดเสียงภายนอก'


    ‘เด็กระบุว่า “เสียงมาจากผนัง” ’


    'เจ้าหน้าที่ไม่ได้ยิน'


    'หลังการทดสอบครั้งที่ 12 เด็กเริ่มตอบสนองต่อห้องว่าง'


    คาเอลหยุดอ่าน


    ห้องว่าง


    เขาเงยหน้ามองห้องเล็กหลังกระจก


    เก้าอี้เด็กยังอยู่ตรงนั้น


    สายรัดยังห้อยอยู่


    ฝุ่นเกาะทุกอย่างจนเหมือนห้องนี้หลับมานานมาก แต่ในความรู้สึกของคาเอล มันไม่เคยหยุดทำงานจริง ๆ มันเพียงรอให้ใครบางคนกลับมาอ่านผลการทดลองที่ยังไม่จบ


    “ที่นี่เคยมีเด็กใช่ไหมคะ”


    เสียงลูน่าดังขึ้นเบามาก


    เด็กหญิงถามโวร่า ไม่ใช่คาเอล ไม่ใช่มิเลีย


    โวร่าเงียบอยู่ครู่หนึ่ง


    เธอก้มลงมองลูน่า ดวงตาของเธอไม่มีความอ่อนโยนแบบที่ผู้ใหญ่ส่วนใหญ่พยายามทำเมื่อพูดกับเด็ก แต่ก็ไม่มีความเย็นชา เธอมองตรง เหมือนรู้ดีว่าการโกหกเด็กที่อยู่ในโลกแบบนี้เป็นความโหดร้ายอีกแบบหนึ่ง


    “เคย” โวร่าตอบ


    ลูน่ากลืนน้ำลาย 


    “กี่คนหรอ”


    โวร่าหันมองเก้าอี้เด็กในห้องกระจกอีกครั้ง


    “มากกว่าหนึ่ง”


    คำตอบนั้นทำให้ความหนาวในห้องลึกลงไปอีก


    นิกซ์ยกมือขึ้นกดขมับตัวเอง เขาหายใจเร็วขึ้นเล็กน้อย ผ้าพันแขนของเขาขยับตามแรงเกร็งของกล้ามเนื้อข้างใน


    “นิกซ์” คาเอลเรียก


    เด็กหนุ่มไม่ตอบทันที


    เขามองไปทางห้องหลังกระจก ดวงตาไม่ได้จับอยู่ที่เก้าอี้ แต่เหมือนมองผ่านมันลงไปลึกกว่านั้น ลึกเข้าไปในผนัง ใต้พื้น หรือในความทรงจำที่ไม่ใช่ของเขา


    “มีเสียง” นิกซ์กระซิบ


    คาเอลเดินเข้าไปใกล้ 


    “เสียงอะไร”


    นิกซ์ส่ายหน้าเบา ๆ สีหน้าเหมือนอยากปฏิเสธคำถามก่อนต้องตอบ 


    “ไม่ใช่เสียงพูด มันเหมือน…หัวใจหลายดวงเต้นซ้อนกัน อยู่ข้างใต้ห้องนี้ หรือในผนัง ผมไม่รู้”


    แจ็กซ์ถอยออกจากกระจกครึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว


    นิกซ์กดนิ้วลงบนขมับแรงขึ้น 


    “มันไม่เหมือนฝูงข้างนอก มันเก่ากว่านั้น เบากว่านั้น แต่…” เขากลืนคำลงคอ 


    “เหมือนมีคนเคยได้ยินมันที่นี่”


    นิกซ์กำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ


    เขาไม่รู้ว่าตัวเองกลัวอะไรระหว่างเสียงที่ดังอยู่ในผนัง


    หรือความรู้สึกคุ้นเคยที่เกิดขึ้นเวลาฟังมัน


    ไม่มีใครขยับ


    ประโยคนั้นไม่ใช่การอธิบายที่ชัดเจนพอให้เข้าใจ แต่กลับทำให้ทุกคนเงียบลงพร้อมกันอย่างไร้เหตุผล เหมือนร่างกายเข้าใจก่อนสมองว่านิกซ์ไม่ได้พยายามพูดให้ลึกลับ เขาพูดเท่าที่คนคนหนึ่งจะพูดได้ เมื่อสิ่งที่เขารับรู้ไม่มีรูปร่าง ไม่มีภาษา และอาจไม่ควรมีที่อยู่ในหัวมนุษย์เลย


    คาเอลวางแฟ้มลง


    เขาหันไปที่คอมพิวเตอร์เก่าบนโต๊ะ ไฟใต้เครื่องกะพริบอ่อนมากจนเกือบมองไม่เห็น แจ็กซ์ตามสายตาเขาทันที สีหน้าของเขาเปลี่ยนจากกลัวเป็นตั้งสมาธิแบบคนที่เจอเครื่องจักรแล้วอย่างน้อยก็มีบางอย่างให้เข้าใจ


    “ขอฉันดูหน่อย”


    แจ็กซ์นั่งลงหน้าเครื่อง ปัดฝุ่นออกจากแป้นพิมพ์ ฝุ่นลอยขึ้นเป็นกลุ่มเล็ก ๆ ทำให้เขาจามเกือบไม่ออกเพราะรีบกลั้นไว้ เขาดึงสายจากกระเป๋าเครื่องมือ ต่อเข้ากับพอร์ตด้านข้างที่สนิมขึ้นครึ่งหนึ่ง แล้วเปิดอุปกรณ์พกพาของตัวเอง หน้าจอเล็ก ๆ สว่างขึ้นในความมืดสีแดง


    “ระบบเก่ามาก” เขาพึมพำ 


    “แต่ยังมีไฟเลี้ยงบางส่วน เหมือนมันไม่เคยปิดจริง ๆ แค่ถูกทิ้งไว้”


    คำว่า ถูกทิ้งไว้ ทำให้คาเอลมองไปรอบห้องอีกครั้ง


    ใช่


    สถานีนี้ไม่ได้ว่าง


    มันแค่ถูกทิ้งไว้อยู่


    และตอนนี้พวกเขากำลังเดินอยู่ภายในความทรงจำที่ยังไม่ยอมตาย


    แจ็กซ์เคาะแป้นสองสามครั้ง หน้าจอหลักกระพริบขึ้นด้วยแสงเขียวซีด ตัวอักษรแตกพร่าเป็นแถบ ๆ ก่อนเรียงตัวใหม่อย่างเจ็บปวด


    ‘ระบบบันทึกข้อมูลภายใน’


    'สถานะ: เสียหาย'


    ‘สิทธิ์เข้าถึง: จำกัด’


    ‘โปรโตคอลเฝ้าฟัง: ไม่สมบูรณ์’


    “คำนี้อีกแล้ว” มิเลียพูดเบา ๆ


    คาเอลยืนข้างแจ็กซ์ เห็นเงาหน้าตัวเองสะท้อนบนจอเก่าทับกับตัวอักษร เห็นดวงตาของตัวเองในแสงเขียวซีดดูเย็นกว่าที่ควร เขาไม่ชอบภาพนั้น


    แจ็กซ์ลองเปิดรายการไฟล์


    ชื่อโฟลเดอร์จำนวนมากเสียหายจนเป็นสัญลักษณ์อ่านไม่ออก แต่บางบรรทัดยังหลงเหลือ


    การสังเกตการณ์การได้ยินความจริง


    รูปแบบสะท้อนประสาท


    โปรเจกต์เทรชโฮลด์


    แฟ้มรหัส EID-███


    ไฟล์ที่สามกระพริบแล้วหายไปทันที


    ไฟล์ที่สี่ขึ้นเพียงครึ่งวินาทีก่อนกลายเป็นข้อความเสียหาย


    คาเอลรู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างในอกขยับ


    แฟ้มรหัส EID-███


    เขาเคยเห็นคำนี้เป็นร่องรอยมาก่อน แต่ที่นี่มันไม่ได้อยู่ในรายงานทหาร ไม่ได้อยู่ในปากของนักวิจัยที่ยังมีชีวิต แต่มันอยู่บนเครื่องเก่าในห้องที่มีเก้าอี้เด็ก สายรัดชีพจร และผนังกันเสียง


    แจ็กซ์หันมามองเขาแวบหนึ่ง 


    “นายแน่ใจนะว่าจะเปิดมัน”


    คาเอลรู้ว่าคำตอบควรเป็นไม่


    อย่างน้อยในตอนนี้


    พายุข้างนอกยังไม่จบ ลอร์เกอร์ยังอยู่ นิกซ์เริ่มได้ยินอะไรจากผนัง ลูน่ายังยืนตัวสั่นอยู่หลังโวร่า และทุกนาทีที่อยู่ในสถานีนี้ ความรู้สึกว่าพวกเขากำลังถูกมองกลับยิ่งชัดขึ้น


    แต่ถ้าไม่เปิดตอนนี้ พวกเขาอาจไม่มีโอกาสอีก


    “เปิดรายการล่าสุดก่อน” คาเอลพูด 


    “ไม่ต้องดึงลึก แค่ดูว่ามีอะไร”


    แจ็กซ์พยักหน้าอย่างไม่เต็มใจ


    เขาเคาะคำสั่ง


    หน้าจอกระพริบแรงขึ้น


    เสียงเครื่องเก่าดังครืดต่ำเหมือนฟันเฟืองที่ถูกบังคับให้หมุนหลังหยุดไปนาน ตัวอักษรแตกเป็นเส้นแนวตั้ง ก่อนรวมตัวเป็นรายการไฟล์บางส่วน


    ‘บันทึกการทดสอบ 17-A’


    ‘บันทึกเสียงภายในห้อง’


    ‘ผู้ทดลองตอบสนองก่อนสัญญาณ’


    ‘เด็กได้ยินก่อนเจ้าหน้าที่’


    ‘รายชื่อผู้สังเกตการณ์’


    คาเอลจ้องบรรทัดสุดท้ายอยู่ครู่หนึ่ง


    “เปิดรายชื่อ” เขาพูด


    มิเลียหันมองเขาทันที


    แจ็กซ์ลังเล “คาเอล—”


    “เปิด”


    เสียงของเขาเย็นเกินไป


    เขารู้


    มิเลียก็รู้


    แจ็กซ์ก็รู้


    แต่แจ็กซ์เปิดไฟล์


    หน้าจอขึ้นข้อความเสียหายหลายบรรทัด


    ข้อมูลบางส่วนสูญหาย


    ‘กู้คืนได้ 12%’


    'รายชื่อผู้เข้าถึงโครงการ'


    ตัวอักษรชุดแรกแตกจนอ่านไม่ได้


    ชุดที่สองเหลือเพียงตำแหน่ง


    นักประสาทวิทยาอาวุโส


    ผู้สังเกตการณ์ภาคสนาม


    ที่ปรึกษาเทคนิคสัญญาณ


    แล้วบรรทัดหนึ่งก็ปรากฏขึ้น


    ไม่สมบูรณ์


    เหมือนภาพถ่ายที่ถูกไฟไหม้เหลือเพียงขอบหน้า


    'ดร. ——— เวย์——'


    คาเอลหยุดหายใจ


    โลกทั้งใบแคบลงจนเหลือเพียงหน้าจอเก่ากับตัวอักษรไม่กี่ตัว


    เวย์—


    อาจเป็นชื่ออื่น


    อาจเป็นนามสกุลที่คล้ายกัน


    อาจเป็นข้อมูลเสียหายที่เขาอ่านเข้าข้างความกลัวตัวเอง


    แต่มันพอ


    พอให้พื้นใต้ใจเขายุบลงเงียบ ๆ


    เลือดในมือเขาเย็นลงจนปลายนิ้วชา เขาไม่ได้ถอย ไม่ได้พูด ไม่ได้ยื่นมือไปแตะจอ แต่ภายในอกเหมือนมีบางสิ่งพังลงอย่างช้า ๆ โดยไม่มีเสียง


    เวย์——


    มันไม่ขึ้นครบ


    มันไม่ควรพอให้สรุปอะไร


    แต่มนุษย์ไม่จำเป็นต้องมีหลักฐานสมบูรณ์เพื่อเจ็บ


    มิเลียเดินเข้ามาใกล้เขาครึ่งก้าว 


    “คาเอล…”


    เขาไม่ตอบ


    หน้าจอกระพริบอีกครั้ง


    บรรทัดใต้ชื่อเสียหายโผล่ขึ้นมาแวบหนึ่ง


    'ลายเซ็นอนุมัติร่วม: E—— V——'


    ไฟล์เสียหาย


    เข้าถึงไม่ได้


    จากนั้นทั้งหน้าจอก็ดับวูบ


    ห้องตกอยู่ในความมืดสีแดงอีกครั้ง


    แจ็กซ์รีบดึงมือออกจากแป้น 


    “ฉันไม่ได้ทำไรเลย มันดับเองนะเพื่อน”


    เครื่องคอมพิวเตอร์ส่งเสียงต่ำขึ้น


    ไม่ใช่เสียงพัดลม


    ไม่ใช่เสียงฮาร์ดดิสก์


    แต่เหมือนเสียงระบบทั้งสถานีกำลังสูดลมหายใจเข้าครั้งแรกหลังถูกฝังไว้ในความตาย


    ไฟแดงบนเพดานกะพริบเร็วขึ้น


    หนึ่งดวง


    สองดวง


    สามดวง


    ไกลออกไปตามทางเดิน มีเสียงล็อกประตูปลดทีละชั้น


    คลิก


    คลิก


    คลิก


    ลูน่าสะดุ้งจนโวร่าจับข้อมือเธอไว้ทันที


    นิกซ์ยกมือปิดหูทั้งสองข้าง 


    “มันตื่นแล้ว”


    แจ็กซ์หน้าซีด 


    “อะไรตื่น”


    ไม่มีใครต้องตอบ


    ลำโพงเก่าบนผนังส่งเสียงซ่าขึ้นมากะทันหัน เสียงนั้นดังในห้องแคบจนทุกคนหันไปมองพร้อมกัน ลำโพงมีฝุ่นหนาและสนิมกินขอบ แต่ข้างในยังมีไฟเล็ก ๆ สว่างขึ้น


    ซ่า…


    ซ่า…


    แล้วเสียงผู้หญิงที่แตกพร่าจนแทบไม่เป็นมนุษย์ก็ดังออกมา


    “ผู้…ทดลอง…”


    เสียงขาดหาย


    คาเอลรู้สึกขนท้ายทอยลุกชัน


    “กลับ…มา…”


    ลำโพงซ่าแรงขึ้น


    “ยืนยัน…เสียง…”


    เสียงหายไปอีกครั้ง เหลือเพียงคลื่นรบกวนที่เหมือนคนหายใจผ่านน้ำ


    แล้วคำสุดท้ายก็ดังออกมาเบามาก


    “เด็ก…”


    ลำโพงดับลง


    ไม่มีใครพูด


    เพราะถ้าพูด ความกลัวจะมีรูปร่างขึ้นมาจริง ๆ


    จากทางเดินด้านนอก ไฟแดงติดขึ้นทีละดวง ลึกเข้าไปในสถานี เหมือนมีใครกำลังเปิดเส้นทางให้พวกเขา หรือไล่ต้อนพวกเขาไปยังที่ที่ควรไปตั้งแต่แรก


    โวร่าก้าวออกจากห้องก่อนใคร


    เธอมองทางเดินด้านซ้ายที่เมื่อครู่ยังมืดสนิท ตอนนี้ไฟแดงติดเรียงไปจนสุดสายตา มือของเธออยู่บนด้ามมีด 

    แต่คาเอลเห็นบางอย่างที่ไม่ใช่ความพร้อมรบในท่าทางนั้น


    เธอกลัว


    ไม่ใช่กลัวตาย


    แต่กลัวจำได้


    ลูน่ายืนอยู่ข้างเธอ จับมือเธอแน่นกว่าเดิม และครั้งนี้โวร่าไม่ได้ปล่อยให้เด็กจับชายเสื้อเท่านั้น เธอเป็นฝ่ายขยับนิ้วไปกุมมือเล็ก ๆ นั้นไว้เอง


    เงียบมาก


    สั้นมาก


    แต่ชัดเจนกว่าคำสัญญาใด ๆ


    คาเอลเดินออกมาจากห้องสังเกตการณ์ช้า ๆ เขายังรู้สึกเหมือนตัวอักษร “เวย์—” ฝังอยู่หลังตา ทุกครั้งที่กะพริบ มันจะสว่างขึ้นในความมืด


    พ่อกับแม่ของเขาเกี่ยวข้องกับที่นี่หรือ


    เขาไม่รู้


    และตอนนี้เขายังไม่พร้อมที่จะรับรู้


    คำถามพวกนั้นพุ่งเข้ามาพร้อมกันเหมือนฝูงแมลงใต้ผิวหนัง แต่เขาบังคับตัวเองไม่ให้ตามมันไป ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลา นิกซ์กำลังได้ยินอะไรบางอย่าง ลูน่าอยู่ตรงนี้ มิเลียอยู่ตรงนี้ แจ็กซ์ โวร่า ทุกคนอยู่ตรงนี้


    เขาจะหายเข้าไปในอดีตไม่ได้


    ยังไม่ได้


    “คาเอล” มิเลียพูดเสียงเบา 


    “อย่าเดินไปคนเดียวสิ”


    เขาหันไปมองเธอ


    ครู่หนึ่งเขาอยากบอกว่าเขาไม่ได้เป็นอะไร อยากใช้คำโกหกเดิม ๆ ที่เริ่มเบาเกินจะรองรับความจริง แต่ดวงตาของมิเลียในแสงแดงทำให้คำพูดเหล่านั้นติดอยู่ในลำคอ


    “ฉันเห็นชื่อ…” เขาพูดในที่สุด


    เสียงของเขาแห้ง


    มิเลียพยักหน้า 


    “อืม… ฉันเห็น”


    “อาจไม่ใช่”


    “ใช่ อาจไม่ใช่ก็ได้”


    เธอไม่ได้ปลอบว่าไม่ใช่แน่นอน


    และเพราะเธอไม่โกหก เขาจึงยังยืนอยู่ได้


    แจ็กซ์สะพายกระเป๋าเครื่องมือขึ้นใหม่ช้า ๆ 


    “ฉันจะพูดอะไรที่ทุกคนคงไม่อยากฟังนะ แต่ประตูหลายบานเพิ่งปลดล็อกเอง และนั่นไม่ใช่ลักษณะของสถานที่ปลอดภัย”


    “ไม่มีที่ไหนปลอดภัย” โวร่าพูด


    “ใช่ แต่บางที่มีมารยาทพอจะไม่พูดว่าเด็กผ่านลำโพงหลังเห็นเก้าอี้เด็ก”


    นิกซ์ยังยืนกดหูอยู่ สีหน้าเขาทรมานมากขึ้น 


    “มันไม่ได้พูดกับเราแค่ทางลำโพง”


    คาเอลหันไปทันที 


    “หมายความว่าไง”


    “ทางเดิน” นิกซ์กระซิบ 


    “มันเหมือนมีเสียงหัวใจอยู่ท้ายทางเดิน หลายดวงมาก แล้วบางดวง…” เขากลืนลมหายใจ 


    “บางดวงหยุดไปแล้ว แต่ยังดังอยู่”


    ลูน่าซุกตัวเข้าใกล้โวร่าจนไหล่ชนกัน


    โวร่ามองทางเดินสว่างแดงตรงหน้า


    แล้วพูดสั้น ๆ


    “เราไปกันเถอะ”


    แจ็กซ์หันขวับ 


    “เดี๋ยว นั่นคือคำสั่งเดินเข้าหาเสียงหัวใจผีใช่ไหม ฉันแค่อยากให้ทุกคนยืนยันว่าเราอยู่ในหน้าเดียวกัน”


    “ถ้าอยู่ตรงนี้ ระบบก็ยังทำงานอยู่ดี” คาเอลพูด 


    “ถ้าข้างนอก ลอร์เกอร์ยังรออยู่ ถ้าทางนี้เปิดเอง แปลว่ามันต้องการให้เราไปเห็นบางอย่าง”


    แจ็กซ์มองเขา 


    “นายพูดเหมือนนั่นเป็นเหตุผลที่ดี”


    “ไม่ใช่เหตุผลที่ดี” คาเอลตอบ 


    “เป็นเหตุผลที่เหลืออยู่”


    แจ็กซ์ถอนหายใจยาว 


    “ฉันคิดถึงวันที่ศัตรูของเรามีฟันแล้วพุ่งตรง ๆ มากกว่า ตอนนั้นอย่างน้อยมันก็ซื่อสัตย์”


    พวกเขาเริ่มเดินตามไฟแดงไป


    ทางเดินนี้ลึกกว่าส่วนแรกมาก และอากาศเย็นกว่าอย่างผิดธรรมชาติ ผนังสองข้างมีประตูเรียงเป็นระยะ แต่ละบานมีป้ายเล็ก ๆ ที่อ่านออกบ้างไม่ออกบ้าง ห้องประเมินการตอบสนอง ห้องบันทึกคลื่นประสาท ห้องพักผู้สังเกตการณ์ ห้องกักกันชั่วคราว บางบานมีรอยขีดจากด้านใน บางบานมีรอยไหม้จากด้านนอก


    พื้นตรงกลางทางเดินมีเส้นสีเหลืองจาง ๆ นำไปข้างหน้าเหมือนเส้นทางในโรงพยาบาล แต่ตรงขอบเส้นนั้นมีคราบเก่าเป็นจุด ๆ บางจุดเล็ก บางจุดลากยาวจนคาเอลไม่อยากคิดว่าถูกลากด้วยอะไร


    เสียงจากข้างนอกหายไปเกือบหมดแล้ว


    ไม่มีเสียงพายุ


    ไม่มีเสียงลอร์เกอร์


    ไม่มีเสียงรถ


    มีเพียงเสียงฝีเท้าของพวกเขา เสียงหายใจ เสียงไฟแดงกระพริบเป็นจังหวะไฟฟ้าเบา ๆ และเสียงติ๊ดของระบบที่ดังขึ้นเป็นครั้งคราวจากผนังที่มองไม่เห็น


    คาเอลพยายามนับก้าวเพื่อให้ความคิดไม่ไหลกลับไปที่ชื่อบนหน้าจอ


    สิบสาม


    สิบสี่


    สิบห้า


    เวย์—


    เขาหยุดนับ


    ความทรงจำของพ่อแม่ในหัวเขาไม่ได้ชัดเจนเท่าที่ควร มันมีเสียงหัวเราะบางช่วง กลิ่นกาแฟบางเช้า เงามือที่เคยวางบนศีรษะเขา แสงจากหน้าจอที่เปิดค้างในห้องทำงานตอนกลางคืน และประโยคที่เขาเคยคิดว่าเป็นเพียงคำปลอบเด็ก


    บางครั้งโลกมีเสียงที่ผู้ใหญ่แกล้งทำเป็นไม่ได้ยิน


    ตอนนั้นเขาไม่เข้าใจ


    ตอนนี้เขากลัวว่าตัวเองอาจกำลังเข้าใจผิดทาง


    ทางเดินหักมุมไปทางซ้าย


    โวร่าหยุดก่อนถึงมุม


    ไม่ใช่เพราะได้ยินอะไร แต่เพราะเธอรู้


    เธอยกมือให้ทุกคนหยุด แล้วขยับเข้าไปแนบผนัง มุมปากเธอตึงขึ้นเล็กน้อย ดวงตาจับพื้นที่เหนือกรอบประตูด้านถัดไป


    คาเอลมองตาม


    มีกล้องอีกตัว


    เลนส์แตก


    แต่ไฟเล็ก ๆ ข้างฐานกล้องติดอยู่


    มันขยับ


    ช้า ๆ


    เหมือนตาที่หันมองพวกเขา


    แจ็กซ์สบถเบามาก 


    “กล้องเก่าตัวนั้นไม่ควรขยับได้”


    กล้องหยุดตรงคาเอล


    ไฟแดงเล็ก ๆ บนตัวมันกะพริบหนึ่งครั้ง


    จากนั้นประตูถัดไปปลดล็อกเอง


    คลิก


    ป้ายบนประตูมีฝุ่นหนา โวร่าปัดออกด้วยหลังมืออย่างระวัง


    ตัวอักษรปรากฏขึ้นทีละส่วนใต้คราบเวลา


    ห้องบันทึกข้อมูลกลาง


    แจ็กซ์สูดหายใจเข้าลึก 


    “โอเค ถ้ามีคำตอบบางอย่าง ก็คงอยู่ในนั้น”


    “หรือกับดัก” มิเลียพูด


    แจ็กซ์พยักหน้า 


    “ใช่ ฉันพยายามมองโลกในแง่ที่ไม่ทำให้หัวใจหยุดเต้นก่อนเข้าไป”


    คาเอลผลักประตู


    ห้องบันทึกข้อมูลกลางกว้างกว่าที่คาดไว้ ผนังทั้งสี่ด้านเต็มไปด้วยตู้เซิร์ฟเวอร์เก่าทรงสูง แถวไฟเล็ก ๆ บนตู้ส่วนใหญ่ดับไปแล้ว แต่บางดวงยังติดกะพริบเป็นสีเขียว เหลือง และแดง เหมือนเมืองร้างขนาดจิ๋วที่ยังมีบ้านไม่กี่หลังเปิดไฟอยู่ เสียงพัดลมระบายอากาศดังต่ำ ๆ ไม่สม่ำเสมอจากเพดาน ทำให้อากาศสั่นด้วยแรงสั่นสะเทือนบางอย่างที่รู้สึกได้บนผิวหนังมากกว่าด้วยหู


    กลางห้องมีเทอร์มินัลหลักเครื่องหนึ่งตั้งอยู่ หน้าจอใหญ่กว่าที่ห้องก่อน แผงคีย์บอร์ดมีฝุ่นหนา แต่ตรงกลางแป้นบางแถวสะอาดกว่าส่วนอื่นอย่างประหลาด เหมือนเพิ่งมีใครใช้ไปไม่นาน


    แจ็กซ์เห็นแล้วสีหน้าหายขี้เล่นทันที


    “ไม่ชอบเลย”


    “อะไร” คาเอลถาม


    “ฝุ่นตรงแป้น” แจ็กซ์ชี้ 


    “มันยังมีรอยนิ้วอยู่น่ะ”


    มิเลียกวาดไฟฉายลงไป


    บนแป้นพิมพ์มีรอยกดจริง ๆ


    ไม่ใหม่ถึงขั้นสด แต่ใหม่กว่าฝุ่นรอบห้องมาก


    และรอยบางรอยเล็กเกินมือผู้ใหญ่


    ลูน่าหายใจสะดุด


    โวร่าดึงเธอไปด้านหลังโดยไม่หันมอง


    คาเอลเข้าใกล้เทอร์มินัล


    หน้าจอสว่างขึ้นก่อนที่เขาจะแตะแป้น


    แสงเขียวซีดอาบใบหน้าเขา


    ระบบตรวจพบการเข้าถึง


    ‘กำลังค้นหาสิทธิ์’


    ‘สิทธิ์ไม่สมบูรณ์’


    กำลังเปรียบเทียบเสียงฝีเท้า


    คาเอลชะงัก


    “เสียงฝีเท้า?” แจ็กซ์อ่านออกเสียงแล้วหน้าซีดลง 


    “ระบบบ้าอะไรเปรียบเทียบเสียงฝีเท้า”


    ข้อความเปลี่ยน


    ‘รูปแบบไม่ครบถ้วน’


    ‘ผลลัพธ์ใกล้เคียง’


    ‘ผู้เข้าถึง: ไม่ยืนยัน’


    ‘สถานะ: เด็ก/ผู้สืบทอด/เสียงซ้ำ’


    คำสุดท้ายขึ้นเพียงวูบเดียวก่อนหายไป


    เสียงซ้ำ


    คาเอลรู้สึกเหมือนอากาศรอบตัวเย็นลงอีก


    หน้าจอเปิดรายการไฟล์เองโดยไม่มีใครสั่ง


    'การสังเกตการณ์การได้ยินความจริง'


    ‘การเหนี่ยวนำสัญญาณประสาท’


    'การตอบสนองเด็กก่อนเหตุการณ์'


    ‘โปรเจกต์เทรชโฮลด์’


    ‘โครงการไอดอลอน’


    ‘ผู้ทำวิจัย’


    ไฟล์สุดท้ายกระตุกแล้วถูกขีดทับด้วยแถบสีดำ


    'ไม่สามารถเข้าถึงได้'


    คาเอลยื่นมือไปแตะแป้น แต่หยุดก่อนกด


    เขารู้สึกถึงสายตามิเลียบนใบหน้าด้านข้าง รู้สึกถึงความกลัวของนิกซ์ที่ยืนไม่ห่าง รู้สึกถึงโวร่าที่นิ่งเกินไปตรงประตู รู้สึกถึงลูน่าที่แทบกลั้นหายใจ และรู้สึกถึงสถานีทั้งหลังที่เหมือนกำลังฟังนิ้วของเขาก่อนแตะลงไป


    “คาเอล” มิเลียพูด


    เขาตอบโดยไม่หันไป 


    “ฉันรู้”


    “แล้วนายยังจะเปิด?”


    “ใช่”


    เขากดแป้น


    หน้าจอกระพริบอย่างรุนแรง


    ไฟในห้องดับวูบไปหนึ่งวินาทีเต็ม ก่อนกลับมาติดอีกครั้งเป็นสีแดงเข้มกว่าเดิม เสียงพัดลมในตู้เซิร์ฟเวอร์ดังขึ้นพร้อมกัน เหมือนแมลงจำนวนมหาศาลกระพือปีกในกำแพง


    ไฟล์ที่เปิดได้มีเพียงเศษ


    ภาพแตกพร่าเต็มจอ เป็นวิดีโอเก่าที่เสียหายหนัก เห็นเพียงห้องสีขาว เด็กคนหนึ่งนั่งหันหลังอยู่บนเก้าอี้ สายไฟเชื่อมจากศีรษะและข้อมือไปยังเครื่องมือด้านข้าง เจ้าหน้าที่ในชุดกาวน์ยืนอยู่นอกกระจก แต่ใบหน้าถูกพิกเซลและรอยเสียหายกลืนจนดูเหมือนผีไม่มีหน้า


    เสียงในวิดีโอแตกพร่า


    “ได้ยินอะไร”


    เด็กในภาพไม่ขยับ


    เสียงเจ้าหน้าที่ซ้ำ 


    “ได้ยินอะไร”


    ภาพกระตุก


    เด็กค่อย ๆ หันหน้าไปทางมุมห้องที่ว่างเปล่า


    เสียงเด็กเบามากจนแทบเป็นลมหายใจ


    “มันยังไม่พูด”


    เจ้าหน้าที่เงียบ


    “แต่รู้ว่าหนูฟังอยู่”


    วิดีโอตัด


    ลูน่าหลับตาแน่น


    นิกซ์ถอยหลังจนชนตู้เซิร์ฟเวอร์ เสียงโลหะดังเบา ๆ แต่ในห้องเงียบจนเหมือนเสียงนั้นดังมาก เขาหายใจแรง แขนที่พันผ้ากระตุกหนึ่งครั้ง


    “ปิด” เขาพูด


    แจ็กซ์หันไปมอง 


    “นิกซ์—”


    “ปิดมันซะ” นิกซ์เสียงดังขึ้น แต่ไม่ใช่ตะโกน มันเป็นเสียงของคนที่กลัวว่าถ้าฟังต่ออีกวินาที บางอย่างในหัวจะตอบกลับแทนเขา 


    “ได้โปรด ผมขอร้อง”


    คาเอลกดหยุดทันที


    วิดีโอหายไป


    หน้าจอกลับไปเป็นรายการไฟล์เสียหาย


    ความเงียบหลังจากนั้นหนักจนทุกคนเหมือนยืนอยู่ใต้ดินลึก


    คาเอลหันไปหานิกซ์ 


    “นิกซ์”


    คาเอลรอจนอีกฝ่ายหันมา


    “ยังอยู่กับฉันไหม”


    นิกซ์พยักหน้าเร็วเกินไป 


    “อยู่ ผมอยู่ ผมแค่…” เขายกมือขึ้นกดอกตัวเอง 


    “มันเหมือนที่นี่รู้ว่าผมกลัวอะไร”


    คาเอลอยากตอบว่าไม่จริง


    แต่เขาเพิ่งเห็นชื่อพ่อแม่ตัวเองบนไฟล์เสียหาย


    เขาจึงโกหกไม่ได้


    มิเลียเดินไปยืนใกล้นิกซ์โดยเว้นระยะพอดี ไม่ใกล้จนทำให้เขารู้สึกถูกจับตา แต่ใกล้พอให้เขารู้ว่าไม่ได้ถูกทิ้ง เธอไม่ได้แตะเขา เพียงพูดเบา ๆ


    “นิกซ์ นายไม่ได้อยู่คนเดียวนะ”


    นิกซ์หันมองเธอ ดวงตาแดงก่ำ แต่เขาพยักหน้าอีกครั้ง ช้ากว่าเดิม คราวนี้เหมือนพยายามเชื่อจริง ๆ


    แจ็กซ์หันกลับไปที่หน้าจออย่างระวัง 


    “ฉันจะดึงข้อมูลเท่าที่ดึงได้ ไม่เปิดวิดีโออีก”


    “ทำให้เร็วที่สุด” โวร่าพูดจากประตู


    เสียงเธอต่ำลง


    คาเอลหันไปมอง 


    “มีอะไรงั้นหรอ”


    โวร่าไม่ตอบทันที


    เธอมองทางเดินข้างนอก


    ไฟแดงด้านนอกติดเรียงลึกเข้าไปอีกไกล และที่ปลายสุด มีประตูบานหนึ่งซึ่งก่อนหน้านี้ไม่เคยสว่าง ตอนนี้ไฟเหนือบานกำลังติดเป็นสีขาวซีด


    “มันเปิดทางต่อ” เธอพูด


    แจ็กซ์หัวเราะแห้ง ๆ 


    “แน่นอน ทำไมมันจะไม่เปิดล่ะ เราเป็นแขกคนสำคัญของโรงแรมผีของห้องสังเกตการณ์เก่าอยู่แล้ว”


    คำสุดท้ายทำให้ลูน่าสะดุ้ง


    แจ็กซ์เห็นแล้วหน้าถอดสีทันที 


    “ขอโทษ ฉันไม่ได้หมายถึง—”


    “ไม่เป็นไรค่ะ” ลูน่าพูดเบา ๆ แต่เธอจับมือโวร่าแน่นกว่าเดิม


    คาเอลมองประตูปลายทาง


    บางอย่างในตัวเขาบอกให้หยุด


    บางอย่างบอกให้ถอยกลับไปที่รถ รอให้พายุเบาลง หาทางฝ่าลอร์เกอร์ออกไปโดยไม่ต้องรู้ว่าประตูบานนั้นนำไปไหน แต่เขารู้ดีว่าโลกไม่ได้ใจดีกับคนที่เลือกไม่รู้ ความจริงที่ถูกทิ้งไว้ในสถานีนี้จะไม่หายไปเพราะเขาหลับตา และชื่อบนหน้าจอก็จะไม่กลายเป็นเพียงฝันร้ายเพราะเขาเดินหนี


    “แจ็กซ์ ดึงข้อมูลแล้วถอยออกมา” คาเอลพูด


    “กำลังทำเนี่ย” แจ็กซ์ตอบ มือวิ่งบนแป้น กวาดตามองรายการบนหน้าจอ


    “ฉันได้เศษไฟล์บางส่วน แต่เสียหายเกือบหมด มีคำซ้ำ ๆ กัน การได้ยิน ความจริง เด็ก สัญญาณประสาท” 


    “โปรเจกต์เทรชโฮลด์... โครงการไอดอลอน...” เขาชะงัก


    คาเอลหันไปทันที “อะไร”


    แจ็กซ์มองจอ สีหน้าไม่ดี 


    “มีไฟล์หนึ่งมันพยายามเปิดเอง”


    “ชื่ออะไร”


    แจ็กซ์กลืนน้ำลาย


    ก่อนที่เขาจะตอบ หน้าจอก็เปลี่ยนเอง


    รายงานการเข้าถึงกลับคืน


    ‘สถานะ: ไม่สมบูรณ์’


    'ยืนยันเสียง: ล้มเหลว'


    ‘ยืนยันความเข้ากัน: บางส่วน’


    'ยืนยันเด็ก: รอดำเนินการ'


    ลำโพงในห้องดังซ่าขึ้นอีกครั้ง


    ทุกคนหันไปพร้อมกัน


    “ผู้ทดลอง…”


    เสียงแตกพร่าเหมือนเดิม แต่ครั้งนี้ใกล้กว่าเดิม ชัดกว่าเดิม เหมือนลำโพงไม่ได้พูดจากผนัง แต่พูดจากอากาศรอบตัว


    “กลับมา…”


    ไฟในห้องดับลงครึ่งหนึ่ง


    ตู้เซิร์ฟเวอร์ด้านหลังติดไฟเรียงเป็นแนวเหมือนดวงตาเล็ก ๆ นับสิบคู่


    “ยืนยันเสียง…” เสียงนั้นหยุดลง


    แล้วเปลี่ยนเป็นเสียงเด็กเล็ก ๆ ที่แทบฟังไม่ออก


    “ห้อง…ถัดไป…”


    ลำโพงดับ


    ประตูปลายทางด้านนอกปลดล็อกดังชัด


    คลิก


    แล้วอีกบานด้านใน


    คลิก


    แล้วอีกบานหนึ่ง ลึกเข้าไป


    คลิก


    สถานีทั้งหลังเหมือนกำลังเปิดตัวเองออกทีละชั้น


    คาเอลรู้สึกว่าผิวหนังใต้เสื้อเย็นจัด เขายกปืนขึ้นเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว แม้รู้ดีว่ากระสุนอาจไม่มีความหมายกับสิ่งที่กำลังปลุกพวกเขาอยู่


    “ฉันคิดว่า พวกเราควรออกจากที่นี่นะ” มิเลียพูด


    น้ำเสียงเธอไม่ได้ตื่นตระหนก แต่นั่นทำให้คำเตือนน่าฟังกว่าเดิม


    โวร่ามองเธอแวบหนึ่ง 


    “ถ้าออกไปตอนนี้ก็เจอลอร์เกอร์”


    “อยู่ต่อก็เจอสิ่งที่รู้จักชื่อเรา”


    แจ็กซ์ยกมือขึ้น 


    “ฉันขอสนับสนุนฝั่งที่ไม่เจออะไรทั้งสองอย่าง แต่ดูเหมือนตัวเลือกนั้นหมดไปแล้ว”


    นิกซ์มองทางเดิน น้ำตาคลอขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว 


    “มันอยากให้เราไป”


    คาเอลถามเบา ๆ 


    “นายรู้ได้ยังไง?”


    นิกซ์ส่ายหน้า 


    “ผมไม่รู้ แค่…รู้สึกเหมือนตอนฝูงเรียก แต่ไม่เหมือนฝูง มันไม่หิว มัน…” เขาหยุดนาน 


    “มันจำ”


    คำว่า จำ ทำให้โวร่าหลับตาลงครึ่งหนึ่งเพียงเสี้ยววินาที


    คาเอลเห็น


    ครั้งนี้เขาไม่ปล่อยผ่าน


    “โวร่า”


    เธอไม่มองเขา


    “เธอรู้จักที่นี่ใช่ไหม”


    ความเงียบของเธอคือคำตอบที่ใกล้เคียงที่สุดที่เขาได้รับ


    ผ่านไปหลายวินาที เธอจึงพูด


    “ไม่พอจะเล่า”


    “แต่มากพอจะกลัว”


    โวร่าหันมามองเขาในที่สุด


    แววตาของเธอยังนิ่ง แต่มีรอยร้าวบางอย่างอยู่ในความนิ่งนั้น เป็นรอยที่คนอื่นอาจมองไม่เห็นถ้าไม่เคยสู้เคียงข้างเธอมานานพอ


    “ฉันรู้จักที่นี่” เธอตอบ


    และเป็นครั้งแรกที่เธอไม่พยายามปฏิเสธมัน


    ประโยคเดียว


    แล้วเธอก็เดินออกจากห้องบันทึกข้อมูลไปก่อน


    ลูน่าลังเลเพียงครู่เดียวก่อนเดินตาม มือยังจับมือโวร่าไว้แน่น โวร่าไม่ได้ปล่อย


    คาเอลมองตามหลังทั้งสองคน


    ลูน่าที่กลัวห้องนั้น


    และผู้หญิงที่กลัวว่าตัวเองอาจเคยเป็นส่วนหนึ่งของสถานที่แบบนี้


    ความจริงในสถานีนี้ไม่ได้รอเขาคนเดียว


    มันรอทุกคนในแบบของมัน


    พวกเขาเดินต่อไปตามทางเดินที่ไฟแดงนำทาง


    อากาศเย็นลงทุกก้าว กลิ่นยาฆ่าเชื้อเข้มขึ้นจนแสบจมูก ผสมกับกลิ่นโลหะเก่า กลิ่นฝุ่นชื้น และกลิ่นบางอย่างคล้ายผ้าห่มที่ถูกเก็บไว้ในตู้ปิดตายเป็นเวลานาน ทางเดินช่วงนี้มีภาพวาดสีจาง ๆ บนผนัง บางภาพเป็นรูปวงกลม รูปมือเล็ก ๆ รูปบ้าน รูปดวงดาว สีซีดเกือบหายไปกับปูน แต่ยังมองเห็นร่องรอยนิ้วมือเด็กปาดผ่านสีเก่า


    ลูน่าหยุดมองภาพมือเล็ก ๆ ภาพหนึ่ง


    มันมีขนาดใกล้เคียงมือเธอ


    โวร่าหยุดตาม แต่ไม่พูด


    ลูน่ายกมือขึ้นเหมือนจะเทียบกับรอยนั้น ก่อนลดมือลงโดยไม่แตะ


    “เขาอยู่ที่นี่นานไหมคะ” เด็กหญิงถาม


    ไม่มีใครรู้ว่า “เขา” หมายถึงใคร


    เด็กคนใดคนหนึ่ง


    เด็กทุกคน


    หรือเสียงที่ยังหลงเหลืออยู่ในสถานี


    โวร่าตอบหลังเงียบไปครู่หนึ่ง


    “นานเกินไป”


    คาเอลหันมองเธอ แต่โวร่าเดินต่อแล้ว


    เสียงหัวใจหลายดวงที่นิกซ์พูดถึงเริ่มเหมือนมีอยู่จริงในความรู้สึกของคาเอล


    ตึก


    ตึก


    ตึก


    อาจเป็นเสียงเครื่องกำเนิดไฟฟ้าใต้พื้น


    อาจเป็นเสียงท่อ


    อาจเป็นเสียงเลือดในหูตัวเอง


    แต่ยิ่งเข้าใกล้ประตูปลายทาง เสียงนั้นยิ่งคล้ายจังหวะชีพจรหลายดวงที่เต้นไม่พร้อมกัน บางดวงเร็ว บางดวงช้า บางดวงขาดช่วง และบางดวงหยุดไปนานแล้วแต่เงาของมันยังสะท้อนอยู่ในผนัง


    พวกเขามาถึงประตูสุดทางเดิน


    ไฟเหนือบานติดเป็นสีขาวซีด ไม่ใช่แดงเหมือนส่วนอื่น


    ประตูเป็นเหล็กหนา มีช่องกระจกเล็ก ๆ ระดับสายตาผู้ใหญ่ แต่ฝุ่นและรอยขูดทำให้มองเข้าไปไม่เห็น ข้างประตูมีป้ายโลหะที่ถูกสนิมกินไปมาก ตัวอักษรหลุดหายเป็นช่วง ๆ


    คาเอลก้าวเข้าไปใกล้


    ฝุ่นบนป้ายสั่นเบา ๆ จากแรงลมหายใจของเขา เขายกมือขึ้นปัดออก


    ตัวอักษรจาง ๆ ค่อย ๆ ปรากฏ


    ห้องสังเกตการณ์เด็ก


    ไม่มีใครพูด


    เพราะไม่มีอะไรต้องพูด


    ด้านหลังพวกเขา เสียงลำโพงจากทางเดินไกล ๆ ดังซ่าขึ้นอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ไม่มีคำพูด มีเพียงเสียงหัวเราะเบามาก ๆ แทรกอยู่ใต้คลื่นรบกวน เสียงนั้นสั้น บาง และขาดหายเหมือนเทปเก่าที่เกือบถูกลบไปแล้ว


    ลูน่ากอดแขนโวร่าแน่น


    นิกซ์ถอยหลังครึ่งก้าว น้ำตาไหลลงมาเงียบ ๆ โดยที่เจ้าตัวเหมือนไม่รู้ด้วยซ้ำ


    แจ็กซ์ยกเครื่องมือขึ้นแต่ไม่ได้แตะอะไร เขาดูเหมือนคนอยากซ่อมโลกทั้งใบแต่เพิ่งรู้ว่าบางอย่างไม่ได้พังจากไฟฟ้า


    มิเลียมายืนข้างคาเอล


    ไม่แตะเขา


    แต่ใกล้พอให้ไหล่ของเธอเกือบชนกับแขนเขา


    คาเอลมองป้ายนั้น


    ชื่อบนหน้าจอเก่ายังไหม้อยู่หลังตา


    เวย์—


    ดร. ——— เวย์——


    เขาไม่รู้ว่าพ่อแม่เขาเคยทำอะไรในสถานที่แบบนี้


    ไม่รู้ว่าพวกเขาเป็นคนเปิดประตูให้ใครเข้าไป หรือเป็นคนพยายามพาใครออกมา


    ไม่รู้ว่าคำตอบหลังประตูนี้จะทำให้เขาเกลียดพวกเขา คิดถึงพวกเขา หรือไม่เหลือทั้งสองอย่าง


    แต่ประตูนี้อยู่ตรงหน้าแล้ว


    และสถานีทั้งหลังเหมือนกำลังฟังลมหายใจของเขา


    ไฟดวงแรกติดขึ้นท้ายทางเดิน


    แล้วดวงที่สอง


    แล้วดวงที่สาม


    ลึกเข้าไปอีกฝั่งของประตู เสียงกลไกภายในเริ่มปลดล็อกทีละชั้น


    เหมือนสถานีไม่ได้ตื่นเพราะพวกเขาบุกเข้ามา


    แต่มันตื่นเพราะจำเสียงฝีเท้าของเด็กได้


    คล้ายกับเรื่องStarcraft : The Last Commander ที่คุณอ่าน

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    ภรรยานายพรานตัวน้อยกับระบบร้านค้ามือสอง [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    ภรรยานายพรานตัวน้อยกับระบบร้านค้ามือสอง [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    712K 1023
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    ความโปรดปรานที่ไม่มีใครเทียบ นางสนมแพทย์คนสวยของขุนนางหลวง [แปลจบแล้ว]

    ความโปรดปรานที่ไม่มีใครเทียบ นางสนมแพทย์คนสวยของขุนนางหลวง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    169K 382
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    ทะลุมิติไปเป็นชายาฮ่องเต้ทรราช ขนสมบัติชาติหนีไปสร้างแคว้นใหม่ [จบ]

    ทะลุมิติไปเป็นชายาฮ่องเต้ทรราช ขนสมบัติชาติหนีไปสร้างแคว้นใหม่ [จบ]

    นิยาย รัก
    671K 788
    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    489K 1390
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    ไม่เป็นแล้วโสมพันปี เกิดใหม่ชาตินี้ขอเป็นคุณหนูหกที่ได้แต่งงาน! [จบ]

    ไม่เป็นแล้วโสมพันปี เกิดใหม่ชาตินี้ขอเป็นคุณหนูหกที่ได้แต่งงาน! [จบ]

    นิยาย รัก
    421K 828
    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    842K 1498