แสงอรุณรุ่งแห่งวันใหม่สาดส่องผ่านเรือนยอดไม้หนาทึบ ไอหมอกสีขาวจางๆ ลอยระเรี่ยผืนดินเย็นเยียบ กลิ่นอายความชื้นของป่าดิบชื้นผสมผสานกับกลิ่นดินและกลิ่นดอกไม้ป่าส่งกลิ่นหอมจางๆ ไปทั่วบริเวณ เสียงนกเขาไพรและนกปรอดขับขานก้องกังวานรับแสงตะวันสีทองที่ค่อยๆ ทอประกายลอดผ่านพุ่มไม้ลงมาทาบทับผืนป่า
ภายในค่ายพักแรมยามนี้ดูเป็ระเบียบและมั่นคงขึ้นมากจากน้ำพักน้ำแรงของทุกคน แนวรั้วไม้ระแนงที่ถูกเหลาจนแหลมเปี๊ยบปักเรียงรายรอบค่ายอย่างหนาแน่น ทำหน้าที่เป็ป้อมปราการธรรมชาติที่ช่วยสร้างความอุ่นใจให้กับผู้อพยพ ที่ลานกลางค่ายยามเช้า บรรดาคนเฒ่าคนแก่ต่างพากันตื่นมาปฏิบัติหน้าที่ของตนอย่างขะมักเขม้น **ลุงปั่น** นั่งหลังงออยู่บนแคร่ไม้ไผ่กำลังตั้งหน้าตั้งตาเหลาตอกไม้ไผ่เสียงดังสม่ำเสมอ ขณะที่ **ยายฟัก** ก่อไฟต้มน้ำสมุนไพรป่าเพื่อเตรียมแจกจ่ายให้ทุกคนในค่ายได้ดื่มแก้หนาวในยามเช้าตรู่
ท่ามกลางบรรยากาศยามเช้าอันสงบเงียบ ศศิวิมล หญิงสาวผู้เป็ดั่งศูนย์รวมจิตใจของทุกคนในค่าย ก้าวเดินออกมาจากเพิงพักด้วยก้าวเดินอันนุ่มนวลชดช้อย ร่างระหงของเธอในชุดเสื้อคอกระเช้าผ้าฝ้ายสีครามเข้มขับเน้นให้ผิวพรรณผุดผ่องกระจ่างใสเปล่งปลั่งอย่างเห็นได้ชัด ด้วยอานุภาพแห่งความเป็แม่ลูกอ่อนและฮอร์โมนเพศที่พรั่งพรู ทำให้ผิวเนื้อของเธอเนียนละเอียดราวกับหยวกกล้วย นวลเนียนเปล่งประกายเรืองรองยามต้องแสงแดดอ่อนๆ ทรวงอกอวบอิ่มเตึงตึงได้รูปอัดแน่นอยู่ภายใต้ร่มผ้า ทรวดทรงองค์เอวโค้งเว้าวับชวนมองทุกอิริยาบถ เส้นผมสีดำสนิทที่รวบไว้หลวมๆ ปล่อยปอยผมเคลียคลอข้างแก้มเนียนระเรื่อเืฝาด ยิ่งขับเน้นความงามอันเย้ายวนและทรงเสน่ห์จนชายหนุ่มหลายคนต้องแอบลอบมองด้วยความหลงใหล
ขณะที่ศศิวิมลกำลังก้มตัวลงจัดเตรียมสมุนไพรอยู่ข้างเพิงพัก ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักหน่วงและเสียงเอะอะโกลาหลก็ดังขึ้นจากทางแนวป่าทึบเบื้องลึก ทำลายความเงียบสงบของยามเช้าลงทันที นายก้อน นายพรานหนุ่มผู้ห้าวหาญและแข็งแกร่งที่สุดในกลุ่ม ก้าวเดินนำหน้าบรรดาชายฉกรรจ์นับสิบคนที่ช่วยกันแบกลำตัวหมีป่าตัวมหึมาเข้ามาในค่าย ผลงานการล่าสัตว์ชิ้นใหญ่สร้างความตื่นตาตื่นใจให้แก่ชาวบ้าน ทว่าสภาพของนายก้อนในยามนี้กลับไม่สง่างามเอาเสียเลย เขากำลังเดินกะโผลกกะเผลก ใบหน้าเหเกบิดเบี้ยวด้วยความเ็ป สองมือต้องกุมเป้ากางเกงเอาไว้แน่นไม่ยอมปล่อย ท่าทางทุรนทุรายจนเพื่อนพ้องต้องช่วยกันประคองเข้ามา
ต้นเหตุมาจากความซุ่มซ่ามและโชคร้ายในคราวเดียวกัน เมื่อครู่ระหว่างที่เขาเดินลุยดงพงหรีดเพื่อล่าหมีป่า มีแมลงป่าตัวร้ายสีสันประหลาดไม่ทราบชนิดบินโฉบเข้าจู่โจมอย่างรวดเร็วและฝังเขี้ยวพิษกัดเข้าที่จุดสงวนเร้นลับของเขาเข้าอย่างจัง พิษร้ายออกฤทธิ์อย่างรวดเร็วจนบริเวณนั้นเกิดอาการอักเสบแดงก่ำและบวมเป่งขึ้นมาอย่างน่ากลัว นายก้อนต้องกัดฟันกรอดด้วยความทรมาน ความอับอายและเ็ปผสมปนเปกันจนเขาแทบจะทรุดลงไปนอนกองกับพื้น
บรรดาชายฉกรรจ์พรรคพวกของเขาต่างพกันรุมล้อมเข้ามาดูด้วยความตื่นตระหนกและทำอะไรไม่ถูก ทุกคนต่างพกันเกาหัวด้วยความจนปัญญาเพราะไม่มีใครมีความรู้ทางการแพทย์หรือรู้วิธีรักษาอาการาเ็ในจุดที่ล่อแหลมและอ่อนไหวเช่นนี้ นายมั่นพยายามจะช่วยแกะกางเกงออกดูแต่ก็ต้องชะงักเพราะกลัวจะโดนจุดสำคัญเข้า ยิ่งปล่อยไว้นานความบวมเป่งก็ยิ่งขยายใหญ่ขึ้นจนน่าเวทนา
ท่ามกลางความชุลมุนและเสียงร้องครวญครางเบาๆ ของนายพรานหนุ่ม มีเสียงหนึ่งะโร้องเรียกด้วยความหวังสุดท้าย "เฮ้ย! ไปตามคุณศศิมาเร็วเข้า! มีแต่เธอเท่านั้นที่จะช่วยรักษาอาการนี้ได้!"
เมื่อศศิวิมลได้ยินเสียงร้องเรียกและเห็นสภาพอันน่าเวทนาของนายก้อน ดวงตากลมโตฉายแววใระคนเห็นอกเห็นใจ เธอก้าวเท้าเดินตรงเข้าไปหาชายหนุ่มผู้เคราะห์ร้ายท่ามกลางสายตาของทุกคนในค่ายที่จับจ้องมาเป็ตาเดียว เพื่อเตรียมใช้วิชาความรู้และสมุนไพรพื้นบ้านเข้าเยียวยาแท่งรักลำโตที่กำลังบวมเป่ง
ศศิวิมลประเมินสถานการณ์ตรงหน้าอย่างรวดเร็ว แม้หัวใจจะเต้นระทึกด้วยความขัดเขินยามเมื่อต้องทอดสายตามองไปยังจุดยุทธศาสตร์ของนายพรานหนุ่ม ทว่าจรรยาบรรณของหมอยากลับมีเหนือกว่าความอาย เธอหันไปสั่งการเสียงเฉียบขาดทันที
“พวกผู้ชายทุกคนถอยออกไปให้หมด! อย่ามามุงยืนขวางทางลม ส่วนพวกผู้หญิงรีบไปหาผ้าผืนใหญ่ๆ มาขึงเป็ม่านบังตารอบแคร่ไม้ตัวนี้เดี๋ยวนี้!”
สิ้นคำสั่ง บรรดาหญิงชาวบ้านต่างกระตือรือร้นช่วยกันกางผ้าขึงล้อมรอบตัวศศิวิมลและนายก้อนเอาไว้แ่า เพื่อบดบังสายตาจากโลกภายนอกและกู้คืนศักดิ์ศรีของผู้ชายอกสามศอกให้กลับคืนมาบ้าง เมื่ออยู่กันตามลำพังภายในม่านผ้า ศศิวิมลสูดหายใจลึก ย่อตัวลงนั่งข้างแคร่ ก่อนจะยื่นมือเรียวไปปลดผ้าเคียนเอวและกางเกงของนายพรานหนุ่มออกอย่างระมัดระวัง
ทันทีที่กางเกงหลุดลุ่ย ภาพที่ปรากฏเต็มตาก็ทำเอาหมอยาสาวถึงกับลอบกลืนน้ำลาย แก่นกายชายอันล่ำสันสมเป็พรานป่าบัดนี้กำลังบวมเป่งขยายใหญ่ขึ้นจนผิดหูผิดตา ผิวเนื้อรอบแท่งเอ็นอวบหนาอักเสบแดงก่ำจนน่ากลัว
“ทนหน่อยนะนายก้อน ฉันจะลองใช้สมุนไพรร้อนสูตรดั้งเดิมช่วยขับพิษให้ก่อน” ศศิวิมลหยิบสมุนไพรบดละเอียดที่มีฤทธิ์อุ่นพอกลงบนฝ่ามือ แล้วนำไปถูไถนวดเฟ้นลงบนแท่งรักลำโตหวังจะะเิพิษร้ายออกไป
“อ๊ากกกก! แม่ศศิ! ร้อน ร้อนเหลือเกินจ้ะ! ปวดแสบปวดร้อนเหมือนโดนไฟลวกเลยโอ๊ยยย” นายก้อนเบิกตากว้าง ร้องลั่นออกมาด้วยความทรมาน สองมือจิกผ้าปูแคร่จนขาดวิ่น ร่างกายกำยำแอ่นกระตุกหยัดเกร็งด้วยความปวดแสบปวดร้อนทวีคูณ สรรพคุณของสมุนไพรร้อนกลับยิ่งไปกระตุ้นพิษแมลงป่าให้กำเริบหนักจนแท่งเนื้อแทบจะะเิออกมา
“ตายล่ะ! มันไม่ได้ผลรึซ้ำยังแย่ลงไปอีก!” ศศิวิมลหน้าเสียด้วยความใ เธอรีบกวาดสมุนไพรร้อนออกทันที แล้วหันไปหยิบสมุนไพรฤทธิ์เย็นอีกขนานมาบดผสมกับน้ำสะอาดจนเย็นฉ่ำ ก่อนจะรีบชโลมทาชโลมละเลงลูบไล้ไปทั่วแก่นกายบวมเป่งอย่างรวดเร็วเพื่อดับพิษร้อน
ฝ่ามือนุ่มที่เคลือบไปด้วยสมุนไพรเย็นเยียบโลมเลียไปตามความยาวของลำเอ็นหนา ทว่าผ่านไปครู่ใหญ่ าแของนายพรานหนุ่มก็ยังคงไม่ดีขึ้นเลย แท่งเอ็นยาวใหญ่ของเขายังคงตั้งตระหง่าน บวมเป่ง แดงก่ำ และขยายขนาดจนคัดตึงแทบปริไม่ยอมลดละลงเลยแม้แต่น้อย ความเ็ปและพิษร้ายยังคงฝังลึกจนศศิวิมลเริ่มเหงื่อตก
หมับ! ๆ ๆ
ฝ่ามือเรียวบางของหมอยาสาวระเลงลูบไล้สมุนไพรอีกตัวที่มีฤทธิ์เย็นเยียบไปทั่วแก่นกายหนา ทว่าผลลัพธ์กลับว่างเปล่า แท่งเอ็นอวบใหญ่ของนายพรานหนุ่มยังคงตั้งตระหง่าน แดงก่ำ และขยายขนาดจนคัดตึงแทบปริไม่ยอมลดละลงเลยแม้แต่น้อย พิษร้ายจากแมลงป่าตัวนั้นช่างรุนแรงเกินกว่าที่ยาสมุนไพรใดๆ จะต้านทานได้
ศศิวิมลเริ่มเหงื่อตกอีกครั้ง เม็ดเหงื่อผุดพรายตามใบหน้าสวยชวนมอง แววตาคู่สวยสั่นระริกขณะจ้องมองแท่งเนื้ออันดุดันที่กำลังสั่นตุบๆด้วยความทรมาน หากปล่อยไว้เช่นนี้ แก่นกายอันเป็ความภูมิใจของบุรุษเพศคงต้องเน่าเปื่อยและพิการไปตลอดชีวิต ในใจของเธอแล่นริ้วถึงตำราโบราณที่เคยร่ำเรียนมา วิธีสุดท้ายที่จะขับพิษร้ายแรงในจุดล่อแหลมเช่นนี้ได้ มีเพียงการใช้แรงดูดและไออุ่นจากช่องปากของมนุษย์เท่านั้น
เมื่อไม่มีทางเลือกอื่น ศศิวิมลสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อข่มความอาย เธอขยับกายเข้าไปชิดแคร่ไม้ ไม่อาจสนใจในศักดิ์ศรีหรือความผิดชอบชั่วดีอีกต่อไป มือเรียวทั้งสองข้างเอื้อมไปกำรอบโคนใหญ่โตที่บวมเป่งจนล้นมือ ความร้อนรุ่มจากผิวเนื้อของนายพรานหนุ่มแผ่ซ่านเข้าสู่ฝ่ามือจนเธอใจสั่นสะท้าน
หมอยาสาวก้มใบหน้าสวยลงไปจนชิด โน้มริมฝีปากสีชมพูระเรื่ออันอวบอิ่ม ค่อยๆ อ้าออกกว้างช้าๆ แล้วงับส่วนหัวหยักมนสีดำคล้ำขนาดใหญ่โตบวมเป่งเข้าไปในโพรงปากอุ่นในทันที!
“อ๊ากกกก! แม่ศศิ! ฮื้อออออ! โอ๊ยยย! โอยยยย!”
นายพรานหนุ่มส่งเสียงร้องคำรามลั่นออกมาจนทะลุม่านผ้าขึง ทว่าเสียงร้องในครั้งนี้ บรรดาชาวบ้านข้างนอกไม่มีใครรู้เลยว่า มันไม่ได้มาจากความปวดแสบปวดร้อนจากพิษแมลงอีกต่อไปแล้ว แต่มันคือเสียงครวญครางที่พวยพุ่งมาจากความเสียวสยิวอันท่วมท้นจนเกินจะกักเก็บ ร่างกายกำยำของเขากระตุกเกร็ง แผ่นหลังหนาแอ่นหยัดขึ้นจากแคร่ไม้ทันทีที่ความนุ่มหยุ่นและลิ้นเล็กๆ ของหมอยาสาวเริ่มตวัดโลมเลียหน่อไม้ั์