ตอนที่ 19 – คืนที่สอง
ทรัพย์สินจำเป็ต้องเปิดไฟฉายจริงๆ ไม่งั้นก็มองอะไรไม่เห็นเลย เวลาประมาณสามทุ่มครึ่ง บรรยากาศมืดและเงียบสงัดมาก แทบจะได้ยินเสียงฝีเท้าของแต่ละคนที่เดินตามกันมาเลย เขาส่องไฟฉายไปเข้าไปในซอยหนึ่งข้างถนน แล้วก็ค้นพบบ้านหลังหนึ่งซึ่งยังมีสภาพดูดีอยู่ เขาเลยตัดสินใจเลือกที่นี่เป็ที่พักผ่อนสำหรับคืนที่สอง
แต่ปรากฏว่าประตูดันล็อกเสียอย่างนั้น ทรัพย์สินจึงเรียกปฏิคม “น้องคม ช่วยหน่อย”
“ครับ” ปฏิคมเดินเข้ามาที่ประตูแล้วก็ใช้กุญแจผีของเขาสะเดาะกลอนออก พันธกรที่มองเห็นจากแสงไฟฉายของทรัพย์สิน พอรู้ว่าเพื่อนทำแบบนั้นได้ก็ประหลาดใจมาก
“แกไปเรียนมาจากไหนวะ?” พันธกรถามปฏิคม “อย่างกับพวกขโมยของเลย”
“นี่ ไอ้พัน” ปฏิคมว่าออกมาอย่างไม่พอใจเล็กน้อย “ฉันไม่ใช่ขโมย พูดเหมือนพี่สินอีกแล้ว”
แล้วทุกคนก็ต่างหัวเราะกันออกมา ยกเว้นแต่ชัชชัยที่ยังนิ่งสงบอยู่ ไม่พูดไม่ขำอะไรเลย แล้วทรัพย์สินก็ค่อยๆ ฉายไฟเข้าไปในบ้านพร้อมกับถือปืนลูกซองเล็งไปด้วย เขาเปิดประตูเข้าไปในบ้านที่ห้องรับแขกมีแต่ฝุ่นจับหนา แล้วหลังจากสำรวจทั่วบ้านก็ไม่พบพวกเอไออยู่ในบ้าน ทรัพย์สินจึงบอกให้ทุกคนเข้ามาในบ้านได้
เมื่อทุกคนเข้ามาในบ้านครบแล้ว ทรัพย์สินก็ปิดกลอนล็อกประตูเอาไว้แล้วก็รีบดับไฟฉาย เพราะมันอาจจะเรียกพวกเอไอมาก็ได้ ภัทรบอกขึ้นว่าต้องหาเทียนไขอีกแล้ว เพื่อจุดให้ความสว่าง เพราะตอนนี้ในบ้านมืดมาก แถมมีของวางระเกะระกะ ถ้าเดินไปในความมืดจะเผลอสะดุดล้มเอา
หลังจากทำการหาเทียนไขก็เจอจนได้ วาสุกรีถือเทียนไขมาห้าเล่ม ก่อนจะใช้ไฟแช็คของชัชชัยจุดไฟ และวางตามตำแหน่งของบ้าน ั้แ่ห้องรับแขกจนไปถึงห้องครัว ทรัพย์สินไปสำรวจมาแล้วเรียบร้อย พบว่าบนชั้นสองมีห้องนอนที่มีเตียงอยู่ด้วย เขาถามวรรณสากับกมลว่าจะไปนอนห้องที่มีเตียงหรือไม่?
“ก็ดีสิคะ” กมลว่าออกมาอย่างดีใจ “แต่ฝุ่นคนตลบเลยมั้ง”
“เราก็ปัดๆ เอาสิคะ จะได้นอนสบายๆ” วรรณสาตอบกมล พลางชวนเธอขึ้นบันไดไปชั้นสอง เมื่อวรรณสาเดินขึ้นมาถึงชั้นสองก็พบห้องนอนสองห้อง ห้องหนึ่งน่าจะเป็ของพ่อแม่ ส่วนอีกห้องน่าจะเป็ของลูกของบ้านหลังนี้ กมลกับวรรณสาแยกกันนอนคนละห้อง ฝ่ายกมลมองเห็นฝุ่นจับเต็มที่นอนไปหมด และห้องนี้ก็ค่อนข้างอับ เธอจึงเดินไปเปิดหน้าต่างให้ลมเข้ามา แล้วก็จัดการปัดฝุ่นบนที่นอนออก ก่อนจะนอนลงไป
วรรณสาหยิบหมอนสองใบมาอีกแล้ว เธอจัดการปัดฝุ่นเรียบร้อย ลงมาข้างล่างแล้วก็ถามว่าใครจะเอาหมอนสองใบนี้? วาสุกรียกมือก่อนเป็คนแรก เข้าได้หมอนไปใบหนึ่ง ส่วนอีกใบ วรรณสาให้พันธกร
“ไม่เป็ไรหรอก สา ให้ไอ้คมเถอะ” พันธกรปัดไปอย่างเกรงใจ พลางหันไปมองหน้าปฏิคม ก็พบว่าปฏิคมไม่ได้มองมาทางเขา พันธกรรู้ดีว่าปฏิคมรู้สึกอย่างไรกับวรรณสา เขาไม่อยากให้เพื่อนเสียใจ
“น่า พันเอาไปเถอะ” วรรณสาพูดพลางขอร้อง “นอนหลับให้สบาย พันนอนกับพื้นแข็งๆ มานานแล้วไม่ใช่เหรอ?”
“ใช่” ปฏิคมที่ไม่ได้มองหน้าทั้งวรรณสาและพันธกรจู่ๆ ก็บอกขึ้นมา “เมื่อวานคมก็นอนหนุนหมอนไปแล้ว จะให้เห็นแก่ตัวนอนต่ออีกครั้งไม่ได้หรอก”
วรรณสารู้สึกแปลกใจ ทำไมปฏิคมถึงดูเหมือนจะประชดเธอเลย พันธกรก็หันไปมองปฏิคมเช่นกัน ก่อนที่วรรณสาจะกล่าว “คม? เป็อะไร? ดูเหมือนโมโหสาเลย”
“เปล่า” ปฏิคมปฏิเสธออกไป แล้วเขาก็รีบเปลี่ยนเื่ “เออ คืนนี้ต้องมีคนเฝ้ายามเหมือนเคยนี่นะ เอาแบบเดิมละกันเนาะ ให้ภัทรก่อน จากนั้นค่อยให้คม ไอ้พัน แล้วก็ให้พี่ปราชเป็คนเฝ้ากะสุดท้ายจนถึงเช้า”
“อย่างนั้นก็ได้” ทรัพย์สินอนุญาต ขณะที่วรรณสากลับขึ้นไปบนห้องชั้นสอง ก่อนที่เขาจะเดินไปนั่งพักบนโซฟาที่ฝุ่นจับหนา เขาพยายามปัดๆ มันออกไป แล้วก็นั่งลงพลางถอนหายใจ “เฮ้อ วันนี้เดินซะเหนื่อยเลย แถมเจอศึกหนักมามากมายอีกด้วย”
“พี่สิน” ภัทรว่าใส่ทรัพย์สิน ทรัพย์สินเองพอรู้ เขาก็เอามือกุมปากตัวเอง เผลอพูดเื่ไม่ดีไปเสียแล้ว ชัชชัยที่นั่งอยู่ที่พื้น เขาก็ยกมือขึ้นกุมศีรษะที่ถอดหมวกออกแล้ว คำพูดของทรัพย์สินเมื่อครู่ กดดันให้เขารู้สึกผิดเข้าไปอีก
“ไม่เอาน่า ไอ้ชัย” ภัทรว่าออกมาพลางจับบ่าเพื่อน “เลิกโทษตัวเองได้แล้ว แกไม่ใช่คนผิด”
“ผิดสิ!” ชัชชัยโพล่งออกมาเสียงดัง ปราชญาเลยบอกให้เขาทำเสียงเบาๆ หน่อย เดี๋ยวพวกเอไอจะรู้ว่าในนี้มีคนอยู่ ชัชชัยที่รู้สึกว่าทำพลาดไปอีกแล้ว เขาก็ยกมือกุมหน้าแล้วร้องไห้
“ไอ้ชัย” ภัทรตบๆ หลังเพื่อนอย่างสงสาร “เออ ร้องออกมาเหอะ ร้องออกมาให้หมด แล้วมาเริ่มต้นกันใหม่ นะ”
“ฉันจะไม่มีวันลืมไปชั่วชีวิตเลยว่าทำให้ใครตาย” ชัชชัยเงยหน้าขึ้นมา น้ำมูกน้ำตาไหลปนเปกันไปหมด “ฉันมันแย่เอง ถ้าฉันไม่เผลอเปิดไฟฉายละก็ เื่ทุกอย่างคงไม่จบอย่างนี้”
“ไม่เอาน่า น้องชัย” ทรัพย์สินกล่าวขึ้นมาบ้าง “น้องไม่ได้้าให้เกิดเื่แบบนี้ขึ้น มันเป็ ‘เหตุสุดวิสัย’ จริงๆ”
“ไม่ใช่หรอกครับ เพราะผมประมาทนั่นแหละ” ชัชชัยยังร้องไห้ไม่หยุด ปราชญาที่ตอนนี้ใจอ่อนลงแล้ว ก็เดินเข้ามาหาชัชชัย พร้อมกับจับบ่าที่สั่นะเืของเขา แล้วก็บอก
“ขอโทษที่ว่าน้อง” ปราชญาจับบ่าชัชชัยเอาไว้ “ความจริง พี่ก็น่าจะรู้ว่าน้องชัยไม่อยากให้เกิดเื่แบบนี้ขึ้นหรอก”
“ใช่” ภัทรให้กำลังใจชัชชัยไปด้วย “ไม่มีใครรู้ล่วงหน้าว่าจะเกิดอะไรขึ้น แม้แต่พระพุทธเ้าก็ยังไม่รู้ แล้วแบบนี้ แกจะว่าตัวเองผิดได้ยังไง? ก็ในเมื่อแกไม่รู้จริงๆ นี่ว่าแถวนั้นมีพวกเอไอ”
ชัชชัยยกมือที่ใส่ถุงมือสีดำปาดน้ำตาน้ำมูกออกไป ก่อนจะบอกกับภัทร เพื่อนสนิท “ขอบใจนะไอ้ภัทร แล้วก็ขอโทษด้วยที่เคยว่าแกแรงๆ ตอนนี้ ฉันสำนึกผิดแล้ว ฉันจะไม่มีวันทำผิดพลาดเป็ครั้งที่สองอีกแล้ว”
“เออ ฉันรู้ว่าแกเป็คนยังไง” ภัทรตบบ่าเพื่อนสนิทสองครั้ง “ไปเอาขนมมากินไหม? รู้สึกหิวไหม? พี่สินขนขนมจากอาคารนั่นมาเต็มกระเป๋าเลยนะ”
“ขอโทษที ตอนนี้ แม้แต่น้ำอึกเดียว ฉันก็เอาเข้าปากไม่ได้” ชัชชัยปฏิเสธออกไป “ปล่อยฉันไว้คนเดียวเถอะ”
ภัทรจึงถอนหายใจออกมาก่อนจะลุกไปที่อื่น ปราชญาเองที่รู้สึกว่าตัวเองผิดเหมือนกันที่ไปต่อว่าชัชชัยรุนแรงแบบนั้น เขาก็เข้ามาขอโทษอีกครั้ง “ขอโทษนะ น้องชัย พี่ปากไม่ดีเอง”
“ไม่หรอกครับ มันสมควรแล้วล่ะ ที่คุณสุธิวุฒิกับคนอื่นตาย เป็เพราะผมคนเดียว” ชัชชัยบอกเสียงสะอื้น “ทำไมคนที่ตายไม่ใช่ผมนะ? ทำไมต้องเป็คนอื่นด้วย?”
“นี่ อย่าพูดอะไรแบบนี้สิ” ปราชญาร้องเตือนขึ้นมา “มันเป็ลางไม่ดี ถ้าน้องชัยตายไปจะเป็ยังไง? พวกเราก็ต้องเสียใจแน่นอน สู้มีชีวิตอยู่ต่อไปดีกว่า”
“แต่อนาคตของเรา...” ชัชชัยบอกขึ้นมา “ก็ไม่มีแล้วนะครับ อาณาเขตอื่นต้องโดนโจมตีไปแล้วด้วยแน่ๆ แล้วแบบนี้ เราจะเดินทางไปเพื่อะไรกัน? จะทนเดินทางไปทำไมในเมื่อรู้ดีอยู่แล้วว่าอนาคตนั้นไม่มีอีกแล้ว”
ปราชญาถึงกับนิ่งอึ้งไปทันที ที่ชัชชัยพูดมานั้นถูกต้อง อาณาเขตอื่นๆ คงจะถูกโจมตีจนหมดแล้ว เป็เพราะอาณาเขตของเขาแท้ๆ ที่คิดต่อต้านพวกเอไอ เื่ถึงเป็แบบนี้ แต่ในใจของปราชญาเองก็คิดต่อต้านเหมือนกัน เขาไม่ยอมให้ตัวเองหรือพ่อแม่ของเขากลายเป็ ‘เครื่องสังเวย’ หรอก จนถึงตอนนี้ เขาก็ไม่รู้ว่าตัวเองคิดถูกหรือคิดผิดที่ตัดสินใจเข้าสนามรบด้วยกับเพื่อนๆ
ฝ่ายทรัพย์สิน พอได้ยินชัชชัยพูดแบบนั้น เขาก็ถอนหายใจออกมา เื่อาณาเขตอื่นโดนโจมตี เขาเองก็พอรู้ว่ามันมีโอกาสแทบจะร้อยเปอร์เซ็นต์ แล้วเขาจะเดินทางต่อไปเพื่ออะไร? ทรัพย์สินถามใจตัวเอง เขาก็ตอบไม่ได้เหมือนกัน แต่ในสุดข้างในใจลึกๆ เตือนเขาว่าอย่ายอมแพ้ อาจจะมีบางอาณาเขตที่รอดจากการจู่โจมก็ได้
“บางทีอาจจะมีอาณาเขตที่รอดก็ได้นะ” จู่ๆ ภัทรก็พูดขึ้นมาเหมือนที่ทรัพย์สินกำลังคิดในใจ ทำเอาทรัพย์สินหันไปมองภัทร “อย่าเพิ่งมองโลกในแง่ร้ายมากนักเลย พวกเอไออาจจะปราณี...”
“ปราณีเหรอ?” พันธกรขัดขึ้นมาก่อนเลย “ไอ้พวกเดนนรกนั่นมันไม่เคยปราณีใครอยู่แล้ว พวกมันจู่ๆ ก็เข้ามายึดครองทุกสิ่งทุกอย่างและทำให้เราตกเป็ทาส อย่างนี้นายจะว่ามันปราณีอีกเหรอ?”
ภัทรถึงกับหุบปากไปในทันที แล้วเขาก็ตรงเข้าไปนั่งบนโซฟาที่เปื้อนฝุ่น แล้วก็บอกออกมา “ผมจะเฝ้าก่อนละกัน” ภัทรบอกออกมา “คนอื่นๆ นอนหลับไปเถอะ ถ้าเกิดอะไรขึ้น ผมจะบอกเอง”
“งั้นฝากด้วยนะ” ทรัพย์สินว่าแล้วเอนกายพิงไปกับโซฟาในห้องรับแขก ในไม่ช้า เขาก็หลับไป พันธกรที่ถือหมอนที่วรรณสาให้เขาอยู่ เขาก็ยื่นให้ปฏิคม แต่ปฏิคมปฏิเสธ
“สาเขาให้แก แกก็เอาไปใช้สิ” ปฏิคมตอบออกมาด้วยน้ำเสียงไม่ค่อยดีเท่าไหร่ พันธกรรู้สึกได้เลย เขายังคงยื่นหมอนให้แก่ปฏิคมอยู่
“ก็บอกแล้วไงว่าสาให้แกนอนหมอน” ปฏิคมขึ้นเสียงนิดหนึ่งใส่พันธกร พันธกรก็เลยตอบโต้กลับ
“ฉันรู้น่าว่าแกคิดยังไงกับสา” เขาบอกออกมาเสียงดังจนพวกหนุ่มๆ ได้ยินกันไปทั่ว ปฏิคมรีบเข้ามาปิดปากพันธกรทันที พร้อมกับกระซิบเสียงเงียบ “แกบอกคนอื่นไปได้ไง?”
พันธกรทำท่าบอกให้ปฏิคมเอามือออกจากปากของเขาก่อน ปฏิคมเลยเอามือออก วาสุกรีที่สงสัยมานานแล้ว เขาก็ตื่นจากหมอนและถาม “น้องคมชอบน้องสาเหรอ?”
“เปล่าครับ” ปฏิคมรีบปฏิเสธ แต่พันธกรก็บอกกับเพื่อน
“จะไปปิดทำไม? มีอะไรก็บอกคนอื่นเขาไปตรงๆ สิ” พันธกรบอกออกมา ทำเอาปฏิคมหันมามองพันธกรอย่างเคืองใจ แล้วเขาก็ถอนหายใจออกมา ก่อนจะสารภาพ
“ใช่ ฉันชอบสา” ปฏิคมในที่สุดก็สารภาพออกมาจนได้ แต่เขาก็พูดขึ้นมาอีกอย่าง “แต่สาชอบใครคนหนึ่งอยู่ที่ไม่ใช่ฉัน”
“เอ๊ะ? ใครเหรอ?” วาสุกรีดูจะสนใจขึ้นมาทันที “น้องสาชอบใคร?”
ปฏิคมเหลือบมองไปยังพันธกร ฝ่ายพันธกรก็อยากรู้เหมือนกันวาวรรณสาชอบใคร? ปฏิคมอยากจะบอกเหลือเกินว่าคนที่วรรณสาชอบก็คือพันธกรนั่นแหละ แต่ในใจลึกๆ ห้ามไว้ บอกว่าอย่าบอกออกไป เขาเลยพูดกล้อมแกล้มออกมา
“ก็...เด็กนักเรียนในโรงเรียนเรานี่แหละ” ปฏิคมพูดอ้อมๆ พันธกรเลยเค้นความเขาว่าตกลงเป็ใครกันแน่? จนปฏิคมถึงกับโมโห เขาตวาดใส่พันธกรดังลั่น
“หยุดถามซะทีได้ไหม!? น่ารำคาญ!!” ปฏิคมว่าพันธกรออกไป แล้วก็รู้สึกผิดขึ้นมา ฝ่ายพันธกรเองก็เลิกถามไปเลย วาสุกรีก็ด้วย แล้วทุกคนก็แยกย้ายกันหาที่นอน พันธกรถอนหายใจ ก่อนจะวางหมอนลงบนพื้นแล้วเอาศีรษะหนุนหมอน นอนหลับไปอย่างสบาย ปฏิคมถอนหายใจออกมาอีกครั้ง ไม่ได้รู้เลยว่า วรรณสากำลังยืนบนชั้นสอง และได้ยินคำพูดทุกคำที่ปฏิคมบอกออกมา
เวลาเที่ยงคืนก็ได้เวลาเปลี่ยนกะแล้ว ภัทรที่ง่วงเต็มทนก็มาปลุกปฏิคมให้มาทำหน้าที่เฝ้ายามต่อ ปฏิคมตื่นขึ้นมาแบบไม่เต็มใจ เขาถือปืนกลที่ใส่ะุเรียบร้อยแล้ว ก่อนจะมานั่งหาวหน้าประตูบ้าน ส่วนภัทรก็นอนลงไปบนพื้นแข็งๆ นั้น ฝ่ายปฏิคม เขาก็นึกถึงคำพูดที่เขาสารภาพออกมาว่าเขาชอบวรรณสา เขาสารภาพออกไปแล้ว ในตอนนั้นเอง วรรณสาก็เดินลงมาด้านล่างพอดี ปฏิคมได้ยินเสียงฝีเท้าจากชั้นสอง ก็เลยหันมา
“อ้าว? สา?” ปฏิคมเห็นเธอเข้าก็แปลกใจ “ไม่นอนเหรอ?”
“นอนไม่หลับ” วรรณสากล่าวเสียงเบา เพราะกลัวคนอื่นๆ จะตื่น “สามีเื่อะไรบางอย่างจะบอกคม”
“อะไรเหรอ?” ปฏิคมถามขึ้นมาอย่างสนใจ วรรณสาถอนหายใจ ก่อนจะรวบรวมความกล้าออกมา แล้วก็ตัดสินใจบอกออกไปตรงๆ เลย เธอคิดว่าควรจะบอกไปแต่เนิ่นๆ เลยดีกว่า ขืนปล่อยเอาไว้ มันก็จะยิ่งบอกยากมากขึ้น
“สาไม่ได้ชอบคม” วรรณสาพูดออกมาเต็มประโยค แน่นอน ฝ่ายปฏิคมได้ยินชัดทุกคำ เขาอึ้งไปเล็กน้อย ก่อนที่แววตาเขาจะอ่อนลง
“อ๋อ สาก็ได้ยินแล้วเหมือนกันเหรอ?” ปฏิคมถามออกมา วรรณสาก็พยักหน้า
“ใช่ ทุกคำพูด” วรรณสาบอก แล้วก็พูดอีก “ขอโทษนะ คม แต่...สาไม่ได้คิดถึงคมในแง่นั้น สาเห็นคมเป็เพื่อนสนิทจริงๆ สารู้ว่ามันฟังดูใจร้ายที่บอกแบบนี้ แต่คิดว่าบอกไปตรงๆ เลยดีกว่า คมจะได้เข้าใจ”
“อืม” ปฏิคมพยักหน้าเบาๆ ก่อนจะบอกกับวรรณสา “คมเข้าใจแล้ว ขอบคุณมากนะสา ที่อุตส่าห์เดินลงมาบอกด้วยตัวเอง ต่อจากนี้ คมจะได้รู้ไว้”
วรรณสาเองก็รู้สึกสงสารปฏิคมเหมือนกัน เธอเองก็พอจะรู้ว่าปฏิคมคิดอย่างไรกับเธอ แต่เธอไม่ได้ชอบเขา เธอชอบพันธกรมานานแล้ว แต่เธอก็ไม่กล้าบอกมันออกมา เพราะกลัวเดี๋ยวเพื่อนสนิทจะผิดใจกัน
“งั้นสาไปนอนก่อนนะ” วรรณสาบอกลาปฏิคม ก่อนจะเดินขึ้นบันไดไปชั้นสองเหมือนเดิม ฝ่ายปฏิคมที่เพิ่งถูกปฏิเสธออกมาหมาดๆ เขาก็รู้สึกเจ็บในใจเหลือเกิน น้ำตามันจะไหลออกมาให้ได้ เขาพยายามกลั้นเอาไว้ แต่ก็กลั้นไม่อยู่ ในที่สุดน้ำตาหยดหนึ่งก็ไหลออกมา ปฏิคมยกมือที่ใส่ถุงมือสีดำเช็ดน้ำตาออกไป ก่อนจะบอกกับตัวเอง
“ไม่ ไอ้คม แกต้องไม่อ่อนแอ” เขาบอกกับตัวเอง “แกอยากให้สามีความสุขที่สุดไม่ใช่เหรอ? เพราะฉะนั้น อย่ารั้งสาเอาไว้เลย ปล่อยสาไปเถอะ”
แต่เขาก็อดกลั้นน้ำตาไม่ไหวจริงๆ ปฏิคมร้องไห้ออกมา ในตอนนั้นเอง พันธกรก็ตื่นขึ้นมาแล้ว แล้วก็ได้ยินทุกคำพูดของทั้งปฏิคมและวรรณสา เขาอยากจะปลอบใจเพื่อน แต่อะไรบางอย่างในใจบอกว่าให้ปฏิคมอยู่คนเดียวไปก่อน เดี๋ยวก็คงทำใจได้เอง
เวลาตีสาม ปฏิคมก็มาเรียกพันธกรที่นอนหลับไปแล้วให้ตื่นขึ้นมา พันธกรก็ตื่นขึ้นมาทันทีพร้อมกับกระชับปืนพกในมือ แล้วก็ยื่นหมอนที่วรรณสาให้เขาแก่ปฏิคม แต่ปฏิคมไม่รับ
“เอาเถอะน่า จะได้นอนสบาย” พันธกรยังบอกให้เขาเอาไปอยู่นั่น แต่ปฏิคมส่ายหน้า
“แกจะประชดตัวเองไปทำไมวะ?” พันธกรถามขึ้นมาอย่างสงสัย “ในเมื่อสาบอกแบบนั้นออกมาแล้ว แกก็ควรจะยอมรับและทำใจ ไม่ใช่มาประชดตัวเองแบบนี้”
“เอ๊ะ?” ปฏิคมรู้สึกแปลกใจ “แกได้ยินสากับฉันคุยกันเหรอ?”
“อืม ทุกคำ” พันธกรบอกออกมา “มันไม่ผิดหรอกที่แกจะชอบสา ถึงสาจะไม่เลือกแก แต่อย่างน้อย สาก็ได้รู้แล้วว่าแกคิดยังไงกับเธอ มันดีกว่าไม่รู้อะไรเลยนะ”
ปฏิคมนิ่งเงียบไป ก่อนจะดึงหมอนมาจากมือของพันธกร แล้วก็เอาวางบนพื้นแล้วก็เอนตัวหลับไป พันธกรมองเห็นอย่างนั้นก็ดีใจ เขาเลยไปนั่งแทนที่ปฏิคม เพื่อทำการเฝ้ายาม
“เออ เราเฝ้าสามชั่วโมงก็ถึงเช้าพอดี” พันธกรมองนาฬิกาข้อมือของตัวเอง “พี่ปราชจะได้ไม่เหนื่อยด้วย พอหกโมงเช้า เราจะรีบออกจากที่นี่ดีกว่า”
แล้วพันธกรก็นั่งเฝ้ายามไปจนถึงเวลาหกโมงเช้า เริ่มมีแสงสว่างขึ้นมาหน้าบ้านแล้ว เขาหาวออกมาอย่างง่วงนอน แต่ก็ไม่ได้หลับเลยแม้แต่นิด พอเขาเห็นว่าหกโมงเช้าแล้ว จึงไปปลุกทุกคนให้ตื่นขึ้นมา แล้วก็ขึ้นไปปลุกวรรณสากับกมลที่นอนอยู่ชั้นสองด้วย
“เช้าแล้วเหรอ?” กมลนั่งแล้วบิดี้เีอย่างสบายตัว “นอนหลับซะเต็มอิ่มเลย วันนี้พี่พร้อมแล้วที่จะออกเดินทาง”
พอพันธกรได้ยินคำว่า ‘ออกเดินทาง’ เขาก็รู้สึกยอมแพ้ อาณาเขตอื่นๆ จะรอดจากการโจมตีจริงๆ หรือ? ถ้าตามที่คุณสุธิวุฒิบอก อาณาเขตอื่นก็ไม่น่าเหลือ แล้วพวกเขาจะเดินทางต่อไปเพื่ออะไร?
แต่ทรัพย์สินก็บอกให้ทุกคนออกเดินทางกันจนได้ แต่ก่อนหน้านั้น ทรัพย์สินก็แจกขนมให้แก่ทุกคนก่อน “กินเข้าไปเยอะๆ เลย มีขนมในกระเป๋าพี่เต็มไปหมด น้ำดื่มก็ด้วย”
“ไม่ได้หรอก พี่สิน” ปราชญาเอ่ยขึ้นมา “ยังไงของก็ต้องมีวันหมด ประหยัดเอาไว้ดีกว่า”
“เออ นั่นสิเนาะ” ทรัพย์สินถอนหายใจออกมา พลางเอามือเขกศีรษะตัวเอง “พี่คิดบ้าอะไรของพี่วะ?”
แล้วทุกคนก็จัดการแบ่งปันกันกินขนมที่ได้มาจากอาคาร แล้วก็ดื่มน้ำตามในปริมาณเล็กน้อย วรรณสาเดินลงมาจากชั้นสอง เธอมองไปที่ปฏิคม ปฏิคมเองก็มองไปที่เธอ แล้วต่างฝ่ายต่างก็หลบสายตากัน พันธกรสังเกตเห็นทั้งคู่ เขาไม่ชอบบรรยากาศแบบนี้เลย
แล้ววรรณสากับกมลก็ได้กินขนมเวเฟอร์ไส้ช็อคโกแล็ตจนอิ่มท้อง กมลดื่มน้ำตามลงไปนิดหน่อยพร้อมกับบอก “เอาล่ะ มลพร้อมจะออกเดินทางแล้ว ไปกันเถอะ”
“เดี๋ยวก่อน” พันธกรเรียกทุกคนเอาไว้ก่อน แล้วเขาก็พูด “ตามที่คุณวุฒิบอก อาณาเขตอื่นอาจจะถูกโจมตีหมดแล้ว แล้วเราจะออกเดินทางไปทำไมกันต่ออีก?”
“น้องพันยอมแพ้ซะแล้วเหรอ?” ทรัพย์สินว่าอย่างผิดหวังในตัวพันธกร “พี่คิดว่าน้องพันจะสู้มากกว่านี้เสียอีก”
“ผมไม่ได้อยากยอมแพ้หรอก แต่มันเป็ความจริง” พันธกรบอกกับทรัพย์สิน “ถ้าอาณาเขตอื่นโดนโจมตีกันหมด เราออกเดินทางไปก็เท่านั้น”
“แล้วคิดจะอยู่บ้านหลังนี้ไปตลอดชีวิตเลยหรือไง?” ทรัพย์สินตอกกลับเข้าให้ “น่า ไปกันเถอะ มันอาจจะมีบางอาณาเขตที่เหลือรอดก็ได้”
พันธกรถอนหายใจออกมา ก่อนจะลุกขึ้น แล้วก็เดินตามคนอื่นๆ ออกไปจากบ้าน ปฏิคมเดินออกประตูบ้านไปอย่างเงียบๆ พวกเขากลับเข้ามาบนเส้นทางถนนใหญ่อีกครั้ง แล้วก็ออกเดินตามทางไป
ฝ่ายชัชชัยที่เงียบมาตลอดทั้งคืน ถึงตอนนี้ เขาก็ยังเงียบอยู่ ภัทรที่เป็ห่วงเพื่อนก็บอกออกมา “ไอ้ชัย พอได้แล้ว บอกแล้วไงว่าแกไม่ใช่คนผิด”
“ขอเถอะ ไอ้ภัทร อย่าเพิ่งยุ่งกับฉันเลย” ชัชชัยว่าขึ้นมาพลางยกมือขึ้นห้าม ภัทรจึงเงียบปากไป พวกเขาเดินไปในทางทิศตะวันออก แสงอาทิตย์เพิ่งจะเริ่มขึ้นเมื่อตอนนี้นี่เอง
คณะเดินทางเดินทางมาเรื่อยๆ ผ่านซากปรักหักพัง ผ่านซากเศษขยะ รถยนต์ที่ชนกัน ในที่สุดก็ถึงสะพานข้ามแม่น้ำแห่งหนึ่ง ทรัพย์สินที่ถือปืนลูกซองก็ตัดสินใจหยุดตรงนี้สักพัก ทำเอาพวกที่ตามหลังมาสงสัยว่าทำไม?
“โลกมันล่มสลายไปแล้วก็จริง” ทรัพย์สินชี้ให้ทุกคนดูที่แม่น้ำที่ไหลเวียนอยู่ด้านล่างสะพาน “แต่วิวตรงนี้มันสวยจับใจจริงๆ”
ปราชญาเองก็มองไปยังแม่น้ำเหมือนกัน ที่สุดขอบฟ้า ดวงอาทิตย์ก็เริ่มลอยขึ้นมาอย่างช้าๆ พวกเขาได้รับแสงแดดจากดวงอาทิตย์ ปราชญาเองก็เห็นด้วยกับทรัพย์สิน
“ใช่ครับ” เขาบอก “วิวตรงนี้สวยจริงๆ”
ชัชชัยมองไปที่ดวงอาทิตย์ที่กำลังขึ้นทางทิศตะวันออก แสงของมันค่อยๆ แรงขึ้นเรื่อยๆ จนเขาเริ่มแสบตา ส่วนภัทรก็มองลงไปยังแม่น้ำด้านล่าง ก็ไม่เห็นปลาแหวกว่ายอยู่เลย ทรัพย์สินพักดูวิวให้สบายใจสักพัก เขาถึงสั่งให้คณะเดินทางเดินทางต่อไป
พวกเขาข้ามสะพานข้ามแม่น้ำมาสักพักก็มาลงยังถนนแห่งหนึ่ง ในตอนนั้นเอง ก็มีเสียงคล้ายๆ เสียงคนพูดดังมาจากที่ไกล พันธกรบอกให้ทุกคนเงี่ยหูฟังดู ทรัพย์สินก็ลองฟังดู ก็พบว่าได้ยินเหมือนกันกับพันธกร
“นั่นมันเสียงมนุษย์แน่ๆ!!” ทรัพย์สินเริ่มจะมีความหวังขึ้นมาแล้ว “เรารีบออกตามหาต้นเสียงกันเถอะ”
แล้วกลุ่มเด็กม.ปลายก็เริ่มวิ่งหาต้นตอของเสียงจนมันได้ยินชัดขึ้น เป็เสียงประกาศ น่าจะออกมาจากโทรโข่ง ฟังไม่ได้ศัพท์ แต่ใช่แน่นอนว่าเป็เสียงมนุษย์แน่นอน
“เร็วเข้า! เขาอยู่ข้างหน้าเรานี่เอง” ทรัพย์สินเร่งให้พวกคนอื่นๆ ตามเขามา เขาวิ่งถือปืนลูกซองจนเข้าไปใกล้เสียงประกาศนั้นแล้ว วรรณสาก็พยายามเร่งฝีเท้าไปด้วย ทุกคนมุ่งหน้าไปตามเสียงประกาศที่ได้ยินออกมา พอพวกเขาข้ามรถยนต์ที่ชนกันไป พวกเขาก็เห็นรถยนต์คันหนึ่งที่ใช้ได้กำลังแล่นมาตามถนนร้าง มีชายคนหนึ่งถือโทรโข่งเอาไว้ เขาเป็คนประกาศออกมานั่นเอง