บทที่ 50 ได้โปรดเถิด! ท่านอาจารย์
“เจ้าลูกรัก มาให้ข้าขี่หน่อย เร็วเข้า!!” บนพื้นหญ้าเขียวขจีหน้าลานบ้าน ลูกนกสีเหลืองขี่อยู่บนหลังกระต่ายวิญญาณสีขาว ปีกชี้ไปข้างหน้า เท้าเล็ก ๆ ถีบที่ท้องของมัน
กระต่ายวิญญาณตัวสั่นเทิ้ม ขาทั้งสองข้างออกแรงกระโดดไปข้างหน้าสิบกว่าเมตร เจ้าลูกนกเติบโตอย่างรวดเร็ว
เพียงไม่กี่วัน ก็โตขึ้นหนึ่งรอบแล้ว บนปีกสีเหลืองอ่อนตอนนี้ขึ้นขนสีแดงดำไปแล้วหลายเส้น ขนนกเต็มไปด้วยลวดลายประหลาด แปลกประหลาดยิ่งนัก ฉู่ซิวนั่งขัดสมาธิอยู่ริมทะเลสาบ มือถือแผ่นทองแดงสีเขียวขนาดฝ่ามือ เต็มไปด้วยคราบสนิม
ตรงหว่างคิ้วที่แท่นวิญญาณเทพ ส่องประกายแสงสีทองอย่างไร้ขีดจำกัด ดวงตาจดจ่ออย่างเต็มที่ เขากำลังเร่งเร้าญาณทัศนะอย่างเต็มที่ สำรวจเศษทองสัมฤทธิ์อันลึกลับนี้ ที่ทำให้เจตจำนงแห่งกระบี่ของเขาสั่นสะเทือน
เจตจำนงแห่งกระบี่สังหารสวรรค์เจาะทะลุเศษทองสัมฤทธิ์อันลึกลับเพื่อสัมผัสถึงพลังภายใน
“ข้ารู้สึกได้ถึงพลังจากมัน”
“เหมือนเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนกาลเวลา ตั้งแต่ยุคเริ่มต้นของสวรรค์และโลก” เมื่อกล่าวจบแสงสีทองระหว่างคิ้วของฉู่ซิวก็จางลง จากนั้นฉู่ซิวขมวดคิ้วตกอยู่ในห้วงความคิดเศษทองสัมฤทธิ์อันลึกลับชิ้นนี้ มิใช่วัตถุก่อกำเนิดเซียนเทียน แต่มันกลับมีกลิ่นอายดั้งเดิมติดอยู่
ดังนั้น จึงบ่งบอกได้เพียงว่าเศษทองสัมฤทธิ์อันลึกลับนี้ได้สัมผัสกับวัตถุก่อกำเนิดเซียนเทียนเป็นเวลานาน จึงได้ซึมซับเอากลิ่นอายดั้งเดิมติดมา
เพราะกลิ่นอายของวัตถุก่อกำเนิดเซียนเทียนทำให้ เจตจำนงแห่งกระบี่ดั้งเดิมของเขาสั่นสะเทือน หรือว่าจะเป็น...
ดวงตาของฉู่ซิวเปล่งประกายวาววับ “รากเหง้ากระบี่เซียนเทียน!”
จักรวาลอวกาศนั้นไร้ขอบเขต ของล้ำค่าหายากที่ผลิตออกมานั้นดุจการงมเข็มในมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ แต่ของล้ำค่าที่มีคำว่า ‘เซียนเทียน’ พ่วงท้ายมาด้วย ย่อมเป็นของล้ำค่าสุดยอดอย่างแท้จริง แม้แต่ขอบเขตจักรพรรดิเห็นก็ต้องจ้องตาเป็นมัน และมิอาจละสายตาไปโดยง่ายแน่
โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้บำเพ็ญกระบี่แล้ว รากเหง้ากระบี่เซียนเทียนคือความฝันสูงสุดเลยก็ว่าได้ แต่น่าเสียดายที่การครอบครองนั้นยากยิ่งกว่าการบำเพ็ญจนถึงขอบเขตจักรพรรดิเสียอีก บางทีจักรวาลใหญ่ทั้งจักรวาลอาจมีรากเหง้ากระบี่เซียนเทียนได้ไม่มาก
รากเหง้ากระบี่เซียนเทียนนั้นดำเนิดขึ้นเมื่อสวรรค์ แผ่นดินและจักรวาลแบ่งแยกกันในยุคเริ่มแรก รากเหง้าเหล่านี้ได้ก่อตัวขึ้นมา บรรจุกฎเกณฑ์และวิถีกระบี่อันไร้เทียมทาน เป็นแก่นแท้กระบี่ ผู้บำเพ็ญสามารถเลี้ยงดูมันไว้ในแท่นเทพ เติบโตไปพร้อมกับการเพิ่มพูนกำลังของเจ้าของ มีศักยภาพไม่มีที่สิ้นสุด เป็นวิถีของอาวุธที่แข็งแกร่งที่สุดของผู้บำเพ็ญกระบี่ ไร้ซึ่งสิ่งใดเทียบเคียง
“สมบัติเซียนเทียน!”
“หากผสานเข้ากับเจตจำนงแห่งกระบี่สังหารสวรรค์ของข้า จะไม่ทำให้สวรรค์พลิกคว่ำเลยหรือ?” ฉู่ซิวเผลอใจไปครู่หนึ่ง ลมอ่อนพัดผ่าน ชายเสื้อสะบัดไหว ผมดำขลับสยายสง่างาม ใจของเขาทั้งตื่นเต้นและรู้สึกหมดหนทาง
“ช่างน่าเสียดายยิ่งนัก อย่างไรเสียข้าก็ไม่รู้ว่าจะไปหาที่ไหนอยู่ดี”
“หากเก็บเศษทองสัมฤทธิ์อันลึกลับให้ได้มากขึ้น บางทีอาจจะพบคำตอบที่แตกต่างไป” จีไท่เหม่ยขี่กระต่ายวิญญาณเล่นอยู่ในลานบ้านอย่างสนุกสนาน ในขณะเดียวกันนั้นฉู่ซิวพิงต้นหลิวอยู่ เงยหน้ามองท้องฟ้าสีครามด้วยสายตาเหม่อลอย
“ศิษย์พี่ใหญ่” เสียงใสกังวานของสตรีดังมาจากนอกลานบ้าน
เมื่อหันไปมอง ก็พบว่าเป็นศิษย์หญิงคนหนึ่งที่คอยรับใช้ท่านอาจารย์มาพบเขา สตรีผู้นั้นมีดวงตาใสราวกับกระต่าย แก้มงามดั่งลูกท้อ สวมชุดกระโปรงสีแดง ร่างไม่สูงมากนัก งามสง่าดั่งหยกชิ้นเล็ก ๆ บุคลิกของนางดูอ่อนโยน ยิ้มแล้วดูหวานหยาดเยิ้มยิ่ง ฉู่ซิวลุกขึ้นเดินไปหา มุมปากเผยรอยยิ้มอ่อนโยน
“หงเตี๋ย เจ้ามาหาข้าเช่นนี้ คิดถึงข้างั้นหรือ?” ใบหน้าของหงเตี๋ยแดงระเรื่อ จ้องเขาอย่างตำหนิและพูดอย่างงอน ๆ ว่า “ศิษย์พี่ใหญ่ ท่านล้อหงเตี๋ยเล่นอีกแล้ว”
“ข้าไม่ได้มาหาท่านเพื่อนัดพบสักหน่อย เจ้าขุนเขาสั่งให้ข้ามาบอก ให้ท่านไปที่ตำหนักของท่านเจ้าขุนเขาเดี๋ยวนี้”
“โอ้ ที่แท้ท่านอาจารย์ก็ต้องการพบข้า” ฉู่ซิวยกมือรวบผมที่ยุ่งเหยิงขึ้นมาเป็นมวยและหยิบปิ่นไม้ท้อมาปักให้แน่น ท่าทางคล่องแคล่วราวกับเมฆลอยและสายน้ำไหล ร่างสูงสะบัดแขนเสื้อ ยิ้มพลางพูดว่า “เช่นนั้นเราไปกันเถอะ” เขาก้าวเดินผ่านนางไป พัดพาสายลมอ่อน ๆ ไปด้วย
ร่างกายเพรียวบาง ริมฝีปากแดงสด ฟันเรียงงาม มุมปากยิ้มระรื่น ลุ่มลึกและไร้ขอบเขต บุรุษบนถนนงามดั่งหยก บุรุษผู้นี้ไม่มีชายใดในโลกเทียบอีกแล้ว
หญิงสาวงามเผลอใจไปชั่วขณะ ดวงตาเป็นประกายใบหน้าแดงก่ำ แต่ก็รีบก้าวเท้าเล็ก ๆ ติดตามไปอย่างรวดเร็ว
“อี๋!”
จีไท่เหม่ยนั่งบนหัวกระต่าย และเมื่อเห็นภาพนี้ก็พลันขมวดคิ้ว สีหน้ารังเกียจ ปากสาปแช่งไม่หยุด
“ไอ้ขี้เก็กเอ้ย! ไม่กลัวฟ้าผ่าตายหรือไง”
ที่ตำหนักเจ้าขุนเขา
บนบัลลังก์ดอกบัวขาว เฉียวเหมิงเตี๋ยผู้เป็นอาจารย์สวมชุดขาวบริสุทธิ์ นางหายใจพาเอาอกสะเทือนขึ้นลง รูปร่างอรชรเพรียวบาง ขาข้างหนึ่งไขว้ทับอีกข้าง เอวบางอ่อนช้อยราวกับไร้กระดูก อ่อนนุ่มน่าสัมผัส บนลำคอขาวดุจหิมะ ระหงไปจนถึงใบหน้าที่งดงามอย่างประณีต ดวงตาเย็นชา ชายตามองไปยังฉู่ซิวที่เดินเข้ามา นางจึงสั่งอะไรบางอย่างกับลูกศิษย์หญิงที่อยู่ข้าง ๆ
หลังจากนางถอยออกไปแล้ว
สายตาของเซียนจื่อผู้เป็นอาจารย์ตกลงบนตัวศิษย์ตัวแสบ
“ศิษย์คารวะท่านอาจารย์” ฉู่ซิวประสานมือ สูดหายใจลึก ในใจอุทานว่าสมแล้วที่เป็นกายานวลสวรรค์ แค่นั่งอยู่ตรงนั้นก็ทำให้ทั้งโถงใหญ่ส่งกลิ่นหอมของดอกกล้วยไม้ยั่วยวนโชยมาตามธรรมชาติ
ท่านอาจารย์พยักหน้า ริมฝีปากแดงเผยอเล็กน้อย “รู้ไหมว่าข้าให้เจ้ามาทำอะไร?”
“มาทำอย่างว่า?” รอยยิ้มของฉู่ซิวช่างน่าตบหน้าเหลือเกิน ไม่เหลือเค้าโครงของบุรุษหนึ่งเดียวในใต้หล้าเมื่อครู่นี้อีกแล้ว
“เจ้าลูกศิษย์ชั่ว!” ผู้เป็นอาจารย์ขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน พลังอำนาจแผ่ซ่านรอบกาย ผมงามลอยสยาย ต้องการจะยกมือขึ้นปราบปรามเจ้าลูกศิษย์ตัวแสบตรงหน้านี้
แต่เมื่อนางเห็นว่าเจ้าลูกศิษย์ชั่วช้ากำลังจะประกอบมือขวาปิดผนึก พลังปราณของนางก็ถอยกลับ เฉียวเหมิงเตี๋ยขบริมฝีปากอันแวววาว เบิกตาโตดั่งดวงตาของนกยูงงาม
“เฮ้อ…” นางหมดแรงพิงพนักบัลลังก์
“เมื่อวานนี้ ที่ประชุมพิจารณากิจการเขตแดนศักดิ์สิทธิ์ ท่านประมุขเสนอให้เจ้าเป็นบุตรศักดิ์สิทธิ์”
“ญัตติผ่านโดยพื้นฐานแล้ว” ฉู่ซิวขยับตาเล็กน้อย เขี่ยจมูกตัวเองอย่างไม่อยากเชื่อ
“ท่านอาจารย์หมายความว่า ข้าจะได้เป็นบุตรศักดิ์สิทธิ์แล้วหรือ?” เฉียวเหมิงเตี๋ยชายตานกยูงมองเจ้าลูกศิษย์ชั่วช้า ส่งเสียงฮึดฮัดทีหนึ่ง
“เจ้าคงจะภูมิใจมากสินะ”
“อืม ภูมิใจยิ่งนัก” ฉู่ซิวหัวเราะไม่ปิดบังความภูมิใจของตนแม้แต่น้อย แน่นอนว่าการได้เป็นบุตรศักดิ์สิทธิ์ไวปานนี้ เป็นสิ่งที่เขาคาดไม่ถึงเลยจริง ๆ
“พี่หญิงฮวาทำได้ดีมาก!”
“เฮอะ อย่าคิดว่าการเป็นบุตรศักดิ์สิทธิ์จะง่ายดายนัก”
“เจ้าไม่เพียงแต่ต้องเผชิญกับการท้าทายจากศิษย์คนอื่นในแดนศักดิ์สิทธิ์เท่านั้น แต่ยังต้องแข่งขันกับ เหล่านิกายอื่น ตระกูลใหญ่ และบรรดาบุตรศักดิ์สิทธิ์ บุตรีศักดิ์สิทธิ์อีกด้วย”
“หากพลาดพลั้งเพียงนิด ก็จะถึงแก่ความตายได้ ตอนนี้ยังไม่ได้แต่งตั้วเจ้าเป็นบุตรศักดิ์สิทธิ์อย่างเป็นทางการ หากต้องการยอมแพ้ ก็ควรรีบตัดสินใจเสีย”
“ไม่เช่นนั้น ต่อให้เสียใจภายหลังก็สายเกินไปแล้ว” ผู้เป็นอาจารย์หัวเราะเยาะอย่างงดงามเหลือเกิน
“เสียใจ? ทำไมต้องเสียใจด้วย!” ฉู่ซิวเผยยิ้มเย็นยะเยือก โชว์ฟันขาวเป็นประกาย
บุตรศักดิ์สิทธิ์ บุตรีศักดิ์สิทธิ์ที่ตายด้วยน้ำมือของปีศาจฉู่นั้น ใช้สองมือนับยังมิหมดเลยเขาจะกลัวการแข่งขันกับพวกนั้นได้อย่างไร? เมื่อเห็นท่าทางของเขาเช่นนี้ เฉียวเหมิงเตี๋ยก็ถอนหายใจในใจ
รู้ว่าเขาตัดสินใจแล้ว
ดังนั้น นางจึงเล่าถึงเรื่องพิธีแต่งตั้งบุตรศักดิ์สิทธิ์ ว่าในวันนั้นเขาต้องทำอะไรบ้าง... และจะมีแขกจาก แดนศักดิ์สิทธิ์ นิกายใหญ่ และตระกูลใหญ่อื่น ๆ มาร่วมพิธีด้วย
ฟังคำบอกเล่าของนางจบ
ฉู่ซิวก็ก้มศีรษะให้อาจารย์
“ข้าน้อยเข้าใจแล้ว ขอตัวกลับไปบำเพ็ญวิชา และเพิ่มพลังก่อน” พูดจบก็หมุนตัวเดินจากไป โดยไม่หวนคิดถึงสิ่งใดเลยแม้แต่น้อย
เฉียวเหมิงเตี๋ยชะงักไปครู่หนึ่ง จ้องมองแผ่นหลังของเขา เมื่อเขากำลังจะเดินออกจากตำหนักใหญ่ เซียนจื่อไอเบา ๆ หนึ่งที แต่ฉู่ซิวทำเป็นไม่ได้ยินยังคงเดินออกไป เฉียวเหมิงเตี๋ยขมวดคิ้วเล็กน้อย และถามว่า
“เจ้าศิษย์ชั่ว เจ้ามีปัญหาเรื่องการบำเพ็ญใดจะหารือกับข้าหรือไม่?”
“แม้ว่าเจ้าจะเลื่อนขอบเขตได้เร็ว แต่พลังบำเพ็ญยังต่ำเกินไป ซึ่งจุดนี้ในฐานะที่เจ้าเป็นบุตรศักดิ์สิทธิ์ ช่างประพฤติตนไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง” เมื่อได้ยินฉู่ซิวก็หยุดฝีเท้า พลางสะบัดแขนเสื้อ
ลมแรงปิดประตูทองสัมฤทธิ์ตรงหน้าทั้งสองบาน
“เจ้าปิดประตูทำไม?”
“ท่านถามทั้งที่รู้คำตอบอยู่แล้ว” ฉู่ซิวหันหลังกลับ มุมปากยิ้มเล็กน้อย
“ได้โปรดเถิดท่านอาจารย์ ศิษย์ผู้นี้ยังมีพรสวรรค์ที่แย่เกินไป”
“เจ้าศิษย์ชั่ว!!” เฉียวเหมิ่งเตี๋ยใบหน้างดงามปรากฏเฉดสีแดงระเรื่อ ดวงตาหลบเลี่ยงอีกฝ่าย บัดนี้ใต้ฝ่าเท้าของฉู่ซิวกลับมีวงสีทองปรากฎที่พื้น ความเร็วของเคล็ดวิชาอักขระลับสิงจื่อไร้ผู้เทียบเทียมในใต้หล้าถูกใช้งาน
ชั่วพริบตา ร่างสูงก็มายืนอยู่ตรงหน้าบัลลังก์ เขายื่นมือออกไปจับข้อมือที่บอบบางเรียบลื่นของนาง
“ในข้าเมื่อมาแล้ว! เราไปที่ห้องบรรทมกันเถิด!”
“ไสหัวไป!!”