เมื่อผมหลงรักลูกสะใภ้

    บทที่ 89 ยอมรับความจริงในใจ



    แสงอรุณแรกแห่งวันใหม่ทอแสงสีทองสว่างจ้าขับไล่ความมืดมนของราตรีกาลชานเมืองสระบุรี รังสีความร้อนละมุนสาดส่องลอดผ่านบานเกล็ดหน้าต่างกระจกฝุ่นจับหนา ทอดเงายาวเป็นแนวนอนทาบลงบนร่างของเอกที่ลืมตาตื่นอยู่บนเตียงนอนเดี่ยวสีขาวสะอาด ชายหนุ่มวิศวกรขยับกายอย่างเชื่องช้าพลางจ้องมองละอองฝุ่นปูนทรายที่ลอยฟุ้งกะพริบสะท้อนแสงแดดอ่อนในอากาศยามเช้า แสงแดดช่วยเปิดเผยรายละเอียดของห้องพักส่วนตัวหลังร้านเหล้า: ตู้เสื้อผ้าไม้เก่าที่ลูกบิดประตูหลุดลอกหายไป พรมสีแดงถลอกซีดจางสะท้อนรอยย่ำเดิน และแก้ววิสกี้เปล่าสองใบที่ตั้งค้างอยู่บนโต๊ะข้างเตียง บรรยากาศเงียบสงบโชยกลิ่นอายเบียร์บูดเปรี้ยวจางๆ ปนกลิ่นไอฝนดินดิบเปียกชื้นจากภายนอก


    เอกลอบชำเลืองมองริน หญิงสาวเจ้าของบาร์ที่ยังคงนอนหลับปรือซบใบหน้าพริ้มพริ้มอยู่เคียงข้าง ผิวกายผุดผ่องของหล่อนช่างงดงามนวลตาใต้แสงทอง เอกมองจ้องใบพัดลมเพดานเก่าที่หมุนสั่นสะเอียดเบาๆ ชายหนุ่มรู้สึกรอยแดงจางๆ ตรงลำคอขาวผ่องของรินที่ตนสร้างคราบรักไว้เมื่อคืน ชายหนุ่มพลันรู้สึกเสียใจลึกๆ ไม่ใช่เพราะรินไม่มีความเมตตากรุณา ทว่าเขารู้ตัวดีว่าตนเองเป็นคนขี้ขลาดที่ฉวยโอกาสใช้ร่างกายสาวเนื้ออุ่นเป็นยารักษาชั่วคราวเพื่อวิ่งหนีปัญหา ชายหนุ่มรู้สึกอับอายตัวเองที่ใช้ความอุ่นอบอุ่นของรินมาเป็นหน้ากากอำพรางความขลาดเขลาและหลบหนีปีศาจร้ายในดวงใจตนเอง เอกเอื้อมคว้าโทรศัพท์มือถือเปิดดูข้อความสลัว พบข้อความไลน์จากท็อปวิศวกรผู้ช่วยส่งมาเมื่อเจ็ดนาทีก่อน: "พี่เอกครับ ตอนนี้ฝ่ายหน้าไซต์เตรียมเทคอนกรีตเซกเมนต์ที่ห้าเรียบร้อยแล้วครับ ทุกอย่างเป็นไปตามแบบแปลนดีไซน์สเปกครับ" เอกคีย์พิมพ์ตอบสั้น: "ลุยเลยท็อป คุมฝ่ายคิวซีคุณภาพให้เหนียวแน่นด้วยนะ พี่กำลังมุ่งหน้าเข้ากรุงเทพฯ ไปเคลียร์ธุระส่วนตัวสำคัญ" ชายหนุ่มปิดสวิตช์หน้าจอ วางลงด้วยจิตใจที่ปล่อยวางงานเพื่อเริ่มภารกิจครอบครัว


    เอกขยับลุกขึ้นจากเตียงนอนเดี่ยวระมัดระวังกิริยาไม่ให้รินตื่น ชายหนุ่มก้าวเดินเข้าไปในห้องน้ำสุขาหลังห้อง ชายหนุ่มเปิดก๊อกน้ำเหล็กชุบโครเมี่ยมตัวเก่าที่มีคราบสนิมเหล็กเกาะเขียวปนเป ชายหนุ่มลูบน้ำล้างหน้าและจ้องมองเงาสะท้อนใบหน้าตนเอง ชายหนุ่มคิดถึงระบบท่อน้ำดีน้ำเสียในบ้านเดี่ยวหรูหราที่เขาจงใจออกแบบอย่างเป็นระบบระเบียบใช้ท่อทองแดงราคาสูงทนทานร้อยปี ทว่า ณ ห้องน้ำซอมซ่อหลังร้านเหล้าแห่งนี้ น้ำบาดาลที่ไหลออกมากกลับมีกลิ่นสนิมและไอเหล็กดิบๆ ซึ่งเป็นกลิ่นอายที่เตือนสติเอกให้ลืมชีวิตวิศวกรผู้โก้หรูและหวนกลับมามองหารากเหง้าเดิมของชีวิตตนเอง ชายหนุ่มจำได้ดีถึงเวลาที่พ่อชาญอาบน้ำล้างฝุ่นปูนแดงหลังเสร็จงานกรรมกร พ่อจะใช้ขันน้ำพลาสติกตักสาดรดหัว น้ำสีเทาปนเศษปูนซีเมนต์ไหลย้อยตามแผ่นหลังคดค่อมของพ่อเศษฝุ่นปูนเหล่านั้นจะตกลงและฝังตัวในรอยแตกแห้งกรังลึกของส้นเท้าพ่อ พ่อชาญส้นเท้าแตกเลือดไหลซึมปูนกัดแสบร้อนเกือบทุกวัน แต่พ่อไม่เคยยอมจ่ายเงินแม้แต่บาทเดียวเพื่อซื้อยาทาหรือครีมรักษา พ่อชาญเลือกเก็บเงินทุกเหรียญบาทคอยประหยัดจัดเก็บส่งให้เอกได้ซื้อหนังสือแปลนเขียนแบบก่อสร้าง เอกรู้สึกสมเพชและเกลียดทิฐิตัวเอง ในอดีตเหลือเกินที่เคยลืมเลือนพระคุณกองปูนอันยิ่งใหญ่นี้ ชายหนุ่มใช้ผ้าขนหนูแห้งเช็ดหน้าเช็ดตาจัดแจงแต่งกายสวมกางเกงทำงานและเสื้อเชิ้ตลายสก็อตสีเข้มตัวสะอาดเตรียมพร้อมเดินทาง ชายหนุ่มเดินก้าวมาที่กระเป๋าเดินทางสลัวเตรียมเก็บเสื้อเชิ้ตลายเก่า เอกนั่งทรุดตัวลงบนเก้าอี้ไม้ตัวเก่าริมผนังชำเลืองมองวอลเปเปอร์ฝาผนังห้องพักหลังร้าน วอลเปเปอร์ลวดลายดอกกุหลาบสีทองขอบลอกล่อนผุพัง ชายหนุ่มรำลึกได้ว่าแก้มเคยใช้เวลาเลือกสรรวอลเปเปอร์ทาผนังห้องนอนเดี่ยวหรูหราอยู่หลายสัปดาห์ หล่อนปรารถนาให้ทุกอย่างสมบูรณ์แบบ ทว่าเอกในคราวนั้นกลับแสดงความรำคาญหลุดปากไป "มันก็แค่เศษกระดาษปิดกำแพงนะแก้ม เลือกๆ ไปเถอะ ผมมีงานแบบแปลนโครงสร้างสะพานด่วนต้องตรวจคัดเกา" คำพูดเย็นชาปัดกวาดความสนใจอดีตเมียรักสะท้อนกลับมาเสียดแทงอก ชายหนุ่มยอมรับกับดวงวิญญาณตนเองว่า เขาคือนักสร้างกำแพงแต่ไม่ใช่ผู้สร้างครอบครัว


    เมื่อเอกก้าวเดินกลับเข้ามาในห้องนอน ชายหนุ่มพบรินที่ตื่นลืมตาแล้ว หล่อนขยับตัวนั่งชันเข่าดึงผ้าห่มฝ้ายสีซีดจางผืนเก้ามารวบคลุมปิดกั้นหน้าอกผุดผ่องทรงเสน่ห์ของตน รินเอื้อมมือแตะสัมผัสแผ่นหลังกว้างของเอก ลูบกล้ามเนื้อบ่าไหล่ที่ยึดเกร็งสะสมและทักทายเสียงนุ่ม: "เอก... คุณยังคงกำความทุกข์ระทมไว้แน่นอกเลยนะ..." เอกก้มหน้ามองลงพลางส่ายหัวช้าๆ ตอบริน : "ริน... พ่อชาญของผมต้องเหน็ดเหนื่อยก้มหลังทำงานกรรมกรปูนแบกปูนลากทรายหยาบตากแดดกว่าสามสิบปีเพื่อหาเงินเหรียญส่งให้ผมได้นั่งเรียนวิศวะ พ่อยอมกินข้าวไข่ต้ม ยอมสวมเสื้อขาดๆ เพื่อให้ผมซื้อหนังสือและแผ่นแบบร่างแปลน แต่ยามผมประสบความสำเร็จ ผมกลับอับอายในความยากจนเปื้อนฝุ่นปูนแดงของพ่อ ผมอับอายในสองมือหยาบสากของพ่อผม... ผมยอมให้พ่อมาอยู่บ้านหรูหราแต่ปฏิบัติต่อพ่อประหนึ่งเฟอร์นิเจอร์เก่าชิ้นหนึ่งในบ้าน และเมียของผมแก้ม... ผมจัดซื้อสร้อยแหวนเพชรแพงๆ ประเคนให้หล่อน แต่ผมไม่เคยมอบเวลาและความอบอุ่นดูแลใจของเมียเลย ผมกักขังหล่อนให้อยู่คนเดียวอย่างหนาวสลัวในบ้านหินอ่อนอิตาลีหลังโต... พ่อและแก้มไม่ได้ทรยศผมเพราะพวกเขาเลวทรามหรอกริน พวกเขาทำพลาดเพราะผมทอดทิ้งพวกเขาก่อน ผมเป็นเพียงหัวหน้าวิศวกรโยธาจอมโง่ที่คอยคำนวณแต่ค่าความหนาปูนคอนกรีตซีเมนต์ แต่ลืมคอยคำนวณขีดจำกัดความเหงาของใจคนรัก... วันนี้ผมจะลางานโยธาสะพาน เดินทางกลับกรุงเทพฯ ไปคุกเข่าขอขมาอโหสิกรรมบิดาชราและอดีตภรรยา ยอมสลัดทิฐิวิศวกรหนุ่มทิ้ง กราบแทบเท้าพ่อเพื่อรับพวกเขาทั้งสองคนหวนกลับคืนป้อมปราการหรูหรา ซ่อมแซมฐานรากหัวใจประสานรักตระกูลของพวกเราขึ้นมาใหม่ริน..." เอกกล่าวเสียงแน่นหนักเปี่ยมความตั้งมั่นเด็ดขาดจริงใจแววตานิ่ง


    รินน้ำตาคลอเบ้าตาชุ่มชื่น หล่อนกุมมือสากของวิศวกรหนุ่ม ลูบเบาๆ พลางเอ่ยชี้แนะ: "เอกเอ๋ย... พ่อของคุณรักคุณมากที่สุด ท่านเสียสละเพื่อส่งเสียให้คุณยืนหยัดได้สูงส่งดั่งเสาปูน ส่วนอดีตภรรยาแก้ม... หล่อนโหยหาหัวใจของคุณ ไม่ใช่เงินทองและสร้อยคอเพชร ราคาแพง เมื่อสตรีตกอยู่ในความเงียบเหงาอ้างว้าง สร้อยคอเพชรแพงๆ ก็เปรียบดั่งตรวนเหล็กพันธนาการกักขังหล่อน รินเข้าใจเหตุผลที่แก้มและพ่อชาญก้าวพลาดพึ่งพิงกายใจกันยามคุณละทิ้งความอบอุ่น วันนี้คุณยอมสารภาพความจริงและมองเห็นข้อผิดพลาดของตัวเองแบบนี้ คุณคือช่างก่อสร้างที่แท้จริงแล้วล่ะ คุณซ่อมตึกครอบครัวดวงใจของพวกคุณได้แน่นอน ไปทำหน้าที่ช่างปูนซ่อมฐานรากครอบครัวด้วยใจที่ถ่อมตัวและรักแท้นะเอก อย่าไปหาพวกเขาด้วยความโกรธแค้นอดีต ปล่อยให้พวกเขาเห็นเด็กชายเอกผู้รักและกตัญญูต่อพ่อชราคนเดิมเดินกลับเข้าไปกราบเท้านะคะ" รินบีบกระชับฝ่ามือเอกแน่นและเอ่ยเพิ่ม: "หล่อนต้องการสามีที่กลับบ้านมากินบะหมี่ถ้วยถูกๆ ร่วมหัวเราะพูดคุยกัน มากกว่าสามีที่สร้างคฤหาสน์โตแต่ไม่เคยโผล่หน้ากลับมา คุณมัวแต่วุ่นสร้างสะพานคอนกรีตข้ามแม่น้ำกว้างใหญ่ภายนอก แต่กลับลืมสร้างสะพานรักเชื่อมช่องว่างระหว่างห้องรับแขกกับห้องนอนของตัวเอง... ไปเถอะเอก เอาใจรักไปประสานเนื้อปูนปีกนี้ให้เหนียวแน่น"


    เอกพยักหน้ารับคำและยิ้มอย่างสุภาพ ชายหนุ่มกราบลาบอกลารินอย่างเปี่ยมเกียรติยศ หล่อนพยักหน้าเข้าใจและเฝ้ามองชายหนุ่มยกสัมภาระก้าวออกจากม่านสีแดงหลังร้าน เอกเดินมาที่ลานจอดรถ สตาร์ทรถเก๋งคู่ใจแล่นออกสู่ถนนซุปเปอร์ไฮเวย์สายหลักสระบุรี-กรุงเทพฯ รังสีแดดจ้าส่องสว่างสะท้อนกระจกรถมิตรภาพ ชายหนุ่มประคองรถยนต์แล่นผ่านด่านยกระดับโทลล์เวย์ดอนเมือง แสงแดดสีทองยามแปดโมงเช้าเจิดจ้าอาบทั่วท้องฟ้าสลัดความสับสน รถราขบวนเช้าแล่นขนาบ ชายหนุ่มขับรถผ่านรถบรรทุกหกล้อและสิบหล้อขนาดใหญ่ที่กำลังขนส่งเหล็กเส้น โครงสร้างตะแกรงเหล็ก และกระสอบปูนซีเมนต์สำหรับโครงการทางด่วน วัตถุดิบปูนทรายโยธาเหล่านี้ที่เอกเคยใช้ชี้วัดค่าความสำเร็จทางสังคม บัดนี้กลับคอยย้ำเตือนเตือนใจวิศวกรหนุ่มถึงแอกภาระหนักหน่วงที่พ่อชราของเขาเคยแบกหามส่งเสีย ชายหนุ่มเฝ้ามองด้ายป้ายบอกทางสีเขียวบนซุปเปอร์ไฮเวย์ที่ชี้นำทางกลับสู่ดอนเมืองและรังสิต ชายหนุ่มรู้สึกถึงความเงียบสงบแน่วแน่ ชายหนุ่มรู้ดีว่าหนทางข้างหน้าไม่ได้ปูด้วยความสำเร็จที่หรูหราทว่าต้องอาศัยใจจริงและความเพียรพยายามทนทานเพื่อประกอบซ่อมแซมความไว้วางใจที่พังทลายให้สำเร็จ ชายหนุ่มเฝ้ามองเครื่องบินโดยสารที่กำลังบินร่อนทะยานขึ้นสู่ขอบฟ้า ชายหนุ่มหวนคิดถึงอดีตยามพากลุ่มกวินตราไปฮันนีมูนร่วมกันที่เมืองนอก ทริปการเดินทางครั้งนั้นงดงามจับใจ พวกเขาเคยเดินจับมือและยิ้มส่งเสียงหัวเราะร่วมกัน แต่ทว่าเอกในคราวนั้นกลับคอยเปิดเช็กอีเมล์และตอบส่งงานโยธาทางโทรศัพท์ตลอดเวลา เอกอยู่ร่วมข้างกายแก้มเพียงร่างกาย แต่จิตวิญญาณกลับว่างเปล่าเป็นเงาร้าย เอกสะอื้นลึกซึ้งพลางมองดูสัมภาระบนเบาะนั่งข้างคนขับที่มีภาพวาดกระดาษของพ่อและภาพถ่ายโพลารอยด์เก่าใบเล็กของแก้มตั้งซบอยู่ ชายหนุ่มเหยียบคันเร่งขับรถเก๋งคู่ใจพุ่งทะยานลงทางด่วนเข้าสู่ย่านรังสิต-ปทุมธานีอย่างแน่วแน่ไม่มีความลังเลกลัวหลงเหลืออีกต่อไปเพื่อกอบกู้รักแท้และสมานรอยร้าวตระกูลของตนกลับคืนมาให้เหนียวแน่นมั่นคงชั่วกาลนาน


    คล้ายกับเรื่องเมื่อผมหลงรักลูกสะใภ้ ที่คุณอ่าน