Ethereal เมื่อจอมเวทต้องสู้ระยะประชิด

    54 ดรากอนส์ไวทาลิตี้

    “ ให้ตายสิ แค่เปลี่ยนเวิร์ธรูทและเถาวัลย์กาฝากให้กลายเป็นโกเลมแค่พันตัวต้องใช้เวลาเป็นวันเลยงั้นเหรอ ”


    แอ็กเซลลุกขึ้นนั่งจากเตียงนอนหลังจากที่เขาหอบร่างกายเหนื่อยล้ากลับมานอนที่ห้องโดยไม่ได้อาบแม้กระทั่งน้ำ


    เวิร์ธรูททั้งหมด 659 ตัวและเถาวัลย์กาฝากทั้งหมด 500 ตัวคือมอนสเตอร์พันธะที่เขาเปลี่ยนมันให้กลายเป็นโกเลม  ถ้าหากเป็นชีวิตก่อนแค่กระทืบเท้าหนึ่งครั้งพวกมันคงจะกลายเป็นโกเลมในพริบตา  พลังของแชมเปี้ยนระดับ 3 ดาวกลับทำให้เขาต้องทุ่มเทแรงกายแรงใจ กว่าจะสร้างพวกมันได้แต่ละตัวต้องใช้เวลาหลายนาที


     “ เหลือฝึกทักษะและตรวจสอบพืชกลายพันธุ์สินะ วันนี้ทำมันให้เสร็จเลยก็แล้วกัน”


    แอ็กเซลอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วนั่งลงไปบนที่ว่างภายในห้องพักของตนเอง กระบวนการตรวจสอบพืชกลายพันธุ์ต้องเก็บเอาไว้เป็นความลับก่อน เนื่องจากว่ามีการคุมเข้มเกี่ยวกับสิ่งที่เขากำลังจะทำต่อจากนี้ แอ็กเซลไม่ได้คิดแค่ตรวจสอบเท่านั้น เขาจะเล่นแร่แปรธาตุกับพวกมัน แม้เขาจะยังไม่รู้เกี่ยวกับพืชกลายพันธุ์ดีเท่าไหร่เพราะวิธีการใช้ต่างกัน แต่เขาคิดว่ามันน่าจะมีบางอย่างที่ใกล้เคียงกันและหาประโยชน์จากมันได้


    หลังจากเทผลไม้กลายพันธุ์ที่เขาเก็บมาตลอดการล่า รูปร่างหน้าตาของพวกมันมีทั้งคล้ายผลไม้บนโลกและก็แตกต่างออกไป โดยระดับส่วนใหญ่เป็น 3 ดาว ระดับ 2 ดาวมีน้อยมากเพราะเขาไม่ได้ใช้ มันจึงเป็นอาหารเคี้ยวเล่นของเจ้าตัวน้อยไป


    สำหรับระดับ 4 มีเพียง 2 ผลเท่านั้น เขายังไม่ได้ตรวจสอบมันจึงไม่รู้ว่าใช้ทำสิ่งใด


    เมื่อหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายรูปผลไม้ด้านหน้า ชื่อและสรรพคุณของมันก็ถูกอธิบาย แอ็กเซลรู้สึกชอบใจชีวิตนี้ไม่น้อย หากเป็นจอมเวทเขาจะต้องเข้าหอสมุดเพื่อพลิกหนังสือถ้าต้องการตรวจสอบพืชแต่ละอย่าง


    [  ผลเจแบ สรรพคุณ สามารถกินสดควบคู่ไปกับการฝึกทักษะเท้าระดับ 3 หากเปลี่ยนให้อยู่ในรูปแบบยาสามารถเพิ่มคุณสมบัติได้มากขึ้น 20 %  ]


    “ หากเปลี่ยนให้อยู่ในรูปแบบยาเหรอ เปลี่ยนยังไงล่ะ ”


    แอ็กเซลลูบคาง ดูเหมือนว่าจะมีวิธีการหลายอย่างที่จะเปลี่ยนพืชกลายพันธุ์ให้กลายเป็นยา หลอม กลั่น ต้ม แต่ก็มีวิธีลับที่ไม่ถูกเปิดเผยออกมาเช่นกัน


    อย่างไรก็ตามแอ็กเซลไม่ได้สนใจวิธีลับของคนอื่น เขาสนใจเพียงแค่ว่าตนเองจะสามารถเล่นแร่แปรธาตุพืชเหล่านี้ได้หรือเปล่า ซึ่งวิธีการเล่นแร่แปรธาตุของเขาก็คือการต้มด้วยวงเวทแล้วกลั่นมันออกมาให้อยู่ในรูปของเหลวบรรจุใส่ขวด


    แต่ดูเหมือนว่าพืชกลายพันธ์ระดับ 5 และต่ำกว่าจะไม่ได้มีความลับซับซ้อนแต่อย่างใด ยาแต่ละตัวที่เขาเห็นวางขายล้วนแล้วใช้สำหรับฝึกทักษะตามสรรพคุณของพืชกลายพันธุ์ต้นนั้นๆ


    หมายความว่าเขาไม่ต้องนำผลไม้แต่ละสายพันธุ์มาหลอมรวมเข้าด้วยกัน หากต้องการจะสร้างยาสักตัว


    แต่กลับมียาจำนวน 5 - 6 ตัวเป็นข้อยกเว้น เนื่องจากว่าผลไม้กลายพันธุ์ระดับต่ำกว่า 5 ดาวยังไม่มีชนิดไหนที่สามารถมอบสรรพคุณตรงๆให้มันได้ ยกตัวอย่างเช่น รักษาบาดแผล ดังนั้นมันจะต้องใช้งานควบคู่กับสารเคมีบางตัวเพื่อให้ทำปฎิกิริยาจนเกิดยารักษาขึ้นมา


    “ สรุปแล้วฉันยังไม่ต้องเล่นแร่แปรธาตุให้ปวดหัวสินะ ”


    แอ็กเซลพับเก็บโครงการเล่นแร่แปรธาตุเพื่อหาเงิน ยังไม่มีพืชกลายพันธุ์ต้นใดที่ใช้ต้นทุนต่ำแต่ได้ผลตอบแทนสูง ถึงเขาจะสามารถเปลี่ยนผลไม้แต่ละลูกให้กลายเป็นยาได้ก็ตาม มันกลับเป็นยาที่เพิ่มประสิทธิภาพขึ้นราว 20 - 30 % เท่านั้น มันจึงไม่คุ้มที่จะทำ ดังนั้นเขาจึงทำพอแค่ให้ตัวเองได้ใช้งานเท่านั้น การกินผลไม้กลายพันธุ์เข้าไปโดยตรงนับว่าเสียของ อย่างน้อยถ้าเขาเล่นแร่แปรธาตุมันให้อยู่ในรูปของยา อย่างน้อยก็สามารถเพิ่มประสิทธิภาพได้กว่ากินตรงๆ


    หลังจากตรวจสอบผลไม้กลายพันธุ์ทั้งหมด แอ็กเซลจึงเดินไปซื้อหม้อและน้ำดื่มจำนวนมาก นอกจากนั้นเขาก็ได้ซื้อขวดพลาสติกมาเตรียมเอาไว้ใช้งานกับการเล่นแร่แปรธาตุ เมื่อทุกอย่างพร้อมเขาก็กลับเข้ามาในห้องฝึกที่จองเอาไว้ จากนั้นก็เริ่มวาดวงเวทลงไปบนพื้นดินแล้วตั้งหม้อเทน้ำแล้วกระตุ้นวงเวทให้เกิดเปลวไฟ 


    ท่ามกลางไฟลุกไหม้ก้นหม้อแอ็กเซลก็เริ่มวาดวงเวทลงไปบนปากหม้อเพื่อเสริมประสิทธิภาพในการหลอมแล้วกลั่น จากนั้นเขาก็โยนพืชกลายพันธุ์ชนิดเดียวกันลงไปในหม้อแล้วนั่งรอให้น้ำเดือด  กระบวนการเปลี่ยนพืชกลายพันธุ์ให้กลายเป็นยาไม่มีอะไรซับซ้อนสำหรับเขาเลย  


    ทันใดนั้นแอ็กเซลก็ได้นำขวดพลาสติกออกมาเปิดฝาวางเรียงกันไว้  เมื่อน้ำเดือดวงเวทที่อยู่ปากหม้อก็เริ่มดึงของเหลวที่หลอมรวมกันอยู่ด้านในออกมาใส่ขวดตามที่จัดเรียง 


    จากการคำนวณของแอ็กเซล น้ำที่เติมลงไปในหม้อเมื่อกลั่นออกมาจะสามารถบรรจุใส่ในขวดทั้ง 10 ได้พอดี โดยผลไม้ที่เขาเทลงไปก็มี 10 ลูกเช่นเดียวกัน 


    แกล็บ !


    วงเวทเล่นแร่แปรธาตุปิดฝาขวดยาให้เรียบร้อย ต่อให้จะบรรจุใส่ขวดพลาสติก็ตาม สรรพคุณของมันยังคงอยู่เท่าเดิม แอ็กเซลจึงเปิดชิมขวดหนึ่งก่อนที่เขาจะเบิกตากว้าง เมื่อพบว่าประสิทธิภาพของมันเพิ่มขึ้นราว 30 % 


    “ ถือว่าดีเกินคาด ”


    หม้อถูกนำออกมาล้างด้วยเวทมนตร์แล้วเติมน้ำเข้าไปใหม่ จากนั้นแอ็กเซลก็เทผลไม้กลายพันธุ์ชนิดใหม่ลงไปจนกว่าเขาจะไม่เหลือผลไม้สักลูก ภายใต้การเล่นแร่แปรธาตุง่ายๆแอ็กเซลกลับไม่ได้ทำอะไรนอกจากเทน้ำ จัดเรียงขวด จากนั้นก็รอทำความสะอาดหม้อเพื่อเทน้ำใหม่


    “ ยาควบคู่สกิลโจมตี 23 ขวด ยาควบคู่สกิลป้องกัน 15 ขวด ยาควบคู่สกิลเคลื่อนที่ 32 ขวด แค่นี้ก็ลดค่าใช้จ่ายลงไปได้มาก ”


    แอ็กเซลยิ้มให้กับยาแต่ละขวด เมื่อรวมเข้ากับยาที่เขาได้จากการทำลายสถิติเขาคิดว่าตนเองน่าจะเพิ่มเลเวลให้กับสกิลหลายอย่างได้ 1 เลเวล 


    หลังจากที่เขาใช้งานสิ่งที่เกี่ยวข้องกับเวทมนตร์จนไม่เหลือสิ่งใดให้ทำอีกแล้วนั้น แอ็กเซลก็กลับมาให้ความสนใจกับทักษะดรากอนส์ไวทาลิตี้ ได้เวลาแล้วที่เขาจะทำความเข้าใจกับมัน


    โดยทักษะนี้เป็นระดับ 7 มีด้วยกันทั้งหมด 4 ขั้น แต่ละขั้นจะเพิ่มพลังชีวิต พลังป้องกัน และการฟื้นฟูให้กับตัวผู้ฝึกโดยไม่จำเป็นต้องเปิดใช้งานสกิล เนื่องจากว่ามันเป็นทักษะติดตัวผู้ใช้งาน นอกจากนั้นแล้วยังเพิ่มความต้านทานพิษให้เขาระดับหนึ่ง


    การต้านพิษจะนำระดับพิษและระดับผู้ใช้ทักษะมาคิดคำนวณ หากผู้ใช้ทักษะเป็นระดับ 3 เมื่อสำเร็จขั้น 1 จะสามารถต้านทานพิษระดับ 3 ได้ราว 10 % เมื่อฝึกถึงขั้น 2 จะสามารถต้านทานพิษระดับ 3 ได้ 20 %  ทักษะขั้น 3 สามารถต้านทานพิษได้ 30 % และเมื่อฝึกถึงขั้นสุดท้ายสามารถต้านพิษได้สูงสุดถึง 50 % 


    แม้อัตราการต้านพิษจะมองดูน้อย แอ็กเซลกลับคิดว่ามันมีประโยชน์กว่าไม่มีความสามารถในการต้านพิษเลย ในอนาคตถ้าหากเขาเก็บธาตุพิษเต็ม 100 หน่วยความสามารถในการต้านพิษของเขาจะสูงยิ่งขึ้น และถ้าหากเขาอัพเลเวลให้กับทักษะนี้ต่อไปเรื่อยๆ อัตราการต้านพิษก็จะยิ่งสูงกว่านี้ขึ้นไปอีก ยิ่งเขาสามารถดัดแปลงทักษะอื่นๆให้เข้ากับทักษะนี้ได้จนรู้แนวทางในการฝึกเพื่อยกระดับทักษะ ร่างกายของเขาก็จะแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ


    หลังจากอ่านวิธีการฝึกทักษะครบ 1 รอบ แอ็กเซลจึงเปิดใช้งานดวงตารู้แจ้งทำให้ข้อมูลที่พึ่งอ่านถูกนำกลับมาวิเคราะห์ซ้ำๆจนกว่าเขาจะเข้าใจ หากเข้าใจแล้วสกิลจะนำความทรงจำขึ้นมาทำการวิเคราะห์ใหม่จนกว่าเขาจะพอใจ


    ซึ่งความพอใจของแอ็กเซลคือจุดที่เขาคิดว่าตนเองเชี่ยวชาญทักษะนี้ ต่อให้เขาจะไม่เคยฝึกมันมาก็ตามที การวิเคราะห์และการทำซ้ำๆจนราวกับว่าเขาผ่านการฝึกทักษะนี้มาแล้ว ถึงจะเป็นจุดที่เขาพอใจ 


    ด้วยการที่มันเป็นทักษะระดับ 7 ดาวจึงทำให้เขาต้องใช้เวลานานมากในการวิเคราะห์แต่ละครั้ง ถึงอย่างนั้นมันกลับไม่ใช่เรื่องยากจนเกินกว่าจิตของเขาจะไม่สามารถทำความเข้าใจได้


    ความรู้ภายในหัววิ่งเป็นวงกลม เมื่อเริ่มต้นมันก็วิ่งไปยังจุดจบแล้วเริ่มใหม่เพื่อทำซ้ำ ทันใดนั้นแอ็กเซลก็รีบลืมตาตื่นแล้วเข้าไปดูหน้าต่างสถานะ เนื่องจากว่าความเร็วในการวิเคราะห์ของเขาเพิ่มขึ้น ก่อนจะพบว่าสกิลดวงตารู้แจ้งกลายเป็นเลเวล 2 แล้ว


    “ ความเร็วนี้มัน ดูท่าจะไปได้ไกลกว่าตอนเป็นจอมเวทอีกสินะ ”


    แอ็กเซลเริ่มทำความเข้าใจทักษะใหม่อีกครั้ง เขาใช้เวลาเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น ดูเหมือนว่าพลังของจอมเวทที่เปลี่ยนให้กลายเป็นสกิล จะทำให้เขาแข็งแกร่งกว่าเดิมและอาจจะไปไกลกว่าจุดที่เคยยืนอยู่ ภายใต้การเรียนรู้และการวิเคราะห์ซ้ำๆพร้อมกับยกตัวอย่างความรู้ในหัวขึ้นมาทดลองทำตามในจินตนาการ แอ็กเซลจึงออกจากการใช้สกิลดวงตารู้แจ้งแล้วเริ่มทำตามที่วิเคราะห์มา ตอนนี้เขาพร้อมแล้วกับการฝึกทักษะร่างกาย


    จิตดำดิ่งไปยังคอร์ไดฟ์เช่นเดิม หลังจากนั้นแอ็กเซลก็เริ่มดึงพลังงานออกมาจากกลางหน้าอก วิธีต่อไปนับว่ายากมากเพราะมันจะต้องใช้แชมเปี้ยนระดับสูงกว่า 7 ช่วยเหลือเพื่อให้เขาเข้าถึงขั้น 1 ของทักษะ  แชมเปี้ยนระดับต่ำกว่า 5 ไม่สามารถโคจรพลังงานพร้อมกันหลากหลายเส้นทางได้ แต่สำหรับแอ็กเซลนั้นต่างออกไป เขาได้ทดลองโคจรมานาซ้ำๆภายในหัวจากสกิลดวงตารู้แจ้ง จนสามารถส่งพลังคอสมิกจากคอร์ไดฟ์ออกไปตามส่วนต่างๆที่ต่างกันได้ในเวลาเดียวกัน


    หลังจากจิตของเขาเริ่มแยกร่าง พลังงานกลางหน้าอกก็ถูกชักนำออกไปพร้อมกัน ทิศทางแรกที่มันพุ่งขึ้นไปคือศีรษะ ทิศทางต่อมาคือแขนขวาตามด้วยแขนซ้าย จากนั้นแอ็กเซลก็เคลื่อนพลังคอสมิกไปที่สะเอวตามด้วยขาซ้ายและขาขวา เมื่อพลังเคลื่อนที่ไปยังท่อพลังหลักทั้งหมดเขาก็เริ่มแยกจิตออกไปอีกครั้งส่งพลังคอสมิกแต่ละส่วนไปที่ท่อพลังงานรอง ส่งผลให้ทั่วร่างของเขาราวกับจะปริแตกจากการส่งพลังคอสมิกออกไปพร้อมๆกัน


    ภายใต้พลังที่กระจายไปเรื่อยๆจนกว่าท่อพลังงานทั้งหมดจะถูกเติมเต็มด้วยพลัง กล้ามเนื้อในส่วนที่ใกล้ท่อพลังก็เริ่มปริแตกจากพลังที่กระจายตัวออกไป เซลล์แต่ละเซลล์ที่ถูกทำลายพยายามดึงพลังงานใกล้ๆเพื่อสร้างเซลล์ขึ้นมาใหม่ ต่อให้พลังงานั้นจะทำลายมันก็ตามเซลล์เหล่านั้นยังคงพยายามดึงพลังมาใช้งาน


    ด้วยการส่งพลังไปทำลายเซลล์ทั้งหมดภายในร่างแล้วสร้างขึ้นใหม่พร้อมๆกัน แอ็กเซลก็เริ่มอ้าปากกว้างระบายอากาศร้อนออกมาจากร่าง ส่งผลให้ห้องฝึกซ้อมที่เขาอยู่เต็มไปด้วยหมอก ทันใดนั้นเองเซลล์ที่พยายามปรับตัวให้อยู่รอดจากพลังที่กำลังทำลายก็หยุดนิ่ง หลังจากที่พลังคอสมิกที่โคจรด้วยรูปแบบทำลายไม่สามารถสร้างความเสียหายให้พวกมันได้อีกต่อไป  แอ็กเซลที่พบว่าเซลล์ปรับตัวได้แล้ว เขาจึงดึงพลังงานทั้งหมดกลับเข้าสู่คอร์ไดฟ์แล้วทิ้งตัวลงนอน หลังจากพบว่าสถานะของเขามีสกิลดรากอนส์ไวทาลิตี้เพิ่มเข้ามาแล้ว


    “ ได้เวลากลับไปล่าอีกครั้งแล้วสินะ ”.




    คล้ายกับเรื่องEthereal เมื่อจอมเวทต้องสู้ระยะประชิด ที่คุณอ่าน