เฟิ่งเทียนใช้ระยะเวลาในการผ่านด่านที่สามถึงสามเดือนด้วยกันถึงจะสามารถวิ่งหนีฝูงผึ้งหยกพฤกษาปีนขึ้นสู่บันไดถ้ำด่านที่ 4 ได้ รางวัลที่ได้รับจากการผ่านด่านนี้เป็นโถน้ำผึ้งหยกพฤกษาขนาดใหญ่ 1 โถ พร้อมกับไขผึ้งอีกจำนวนหนึ่ง นับว่าผ่านด่านที่สามนี้ก็ถือว่าคุ้ม เพราะน้ำผึ้งหยกพฤกษาเป็นหนึ่งในตำรับยาวิเศษอีกทั้งสามารถนำมาปรุงอาหารได้รสชาติเลิศล้ำ ส่วนไขผึ้งสามารถนำมาทำเป็นส่วนประกอบเครื่องสำอางเป็นนวดทาปากในช่วงฤดูเหมันต์ก็ได้
“เฮ้อ! ด่านหนึ่งพยัคฆ์ทมิฬ ด่านสองราชาหมีเหล็ก ด่านสามฝูงผึ้งหยกพฤกษา แล้วด่านสี่จะเป็นอะไรอีกเนี่ย”
เฟิ่งเทียนสูดลมหายใจเข้าปอดสามด่านที่ผ่านมาก็ทำให้เขามีประสบการณ์หลบหลีกสัตว์อสูรมายาเหล่านั้นได้ เหลืออีกหกด่านเขาก็จะได้ออกจากวังวนของถ้ำศิลาจำแลงแห่งนี้แล้ว น้องรอง น้องเล็ก เป็นกำลังใจให้พี่ใหญ่ด้วยนะ! ไม่รอช้าเฟิ่งเทียนเก็บของรางวัลที่ได้เข้าไว้ในระบบของเสี่ยวเป่า ตัดสินใจก้าวเข้าสู่ประตูเถาวัลย์ด่านที่สี่ สภาพแวดล้อมก็เปลี่ยนไปเป็นลำธารน้ำนิ่งขนาดใหญ่ มีใบบัวกระด้งผุดขึ้นมาจากน้ำเป็นระยะจนสุดสายตาจึงจะพบกับบันไดทางขึ้นที่มีน้ำตกขนาดใหญ่ไหลขนาบอยู่ด้านข้าง ทันใดนั้นตัวอักษรสีทองก็ปรากฏออกมาอีกครั้งหนึ่ง
ด่านที่สี่ : หลบหลีกการโจมตีจากมัจฉาวารี
“ด่านน้ำสินะ นับจากปากประตูด่านที่เรายืนอยู่ตรงนี้ ทางขึ้นอีกทีก็อยู่อีกฟาก ใบบัวนี่จะรับน้ำหนักข้าไหวไหมนะ แล้วไมใช่ว่าข้าวิ่งบนใบบัวแล้วปลาจะว่ายพุ่งขึ้นมากัดข้าหรอกนะ เฮ้อ! เป็นไงเป็นกันถ้าถูกปลาพุ่งชนก็แค่ไปวิ่งสู้ฟัดด่านแรกกับปีเตอร์ใหม่ก็เท่านั้น สู้โว้ยยย!”
ไม่รอช้าเฟิ่งเทียนโคจรพลังปราณที่ปลายเท้าทั้งสองข้างจากประสบการณ์วิ่งสู้ฟัดมาหลายด่านตอนนี้ความเร็วในการวิ่งหนีของเขาไม่เป็นรองใคร หากวิ่งบนใบบัวแค่ต้องระวังตกน้ำกับระวังปลาพุ่งชนเท่านั้น เฟิ่งเทียนเริ่มออกตัววิ่งก้าวกระโดดตามใบบัวได้ไม่ถึงสิบก้าว มัจฉาวารีที่มีรูปร่างคล้ายกระบี่ยาวสีเงินก็พุ่งตัวขึ้นมาพร้อมกับพ่นน้ำใส่หน้าของเขา เฟิ่งเทียนปิดหน้าหลบกระสุนน้ำนั้นเมื่อลืมตาขึ้นมาก็ปรากฏตัวอยู่ด้านนอกของถ้ำอีกแล้ว
“เฮ้อ! ไม่รอด ต้องเริ่มด่านหนึ่งใหม่อีกแล้ว”
ถึงแม้ว่าจะเริ่มด่านหนึ่งใหม่ทุกครั้ง แต่เมื่อต้องเริ่มต้นใหม่ก็มีข้อดีอยู่เหมืนกันตรงที่เฟิ่งเทียนรู้เทคนิคการวิ่งหลบหลีกสัตว์อสูรมายาเหล่านั้น จึงสามารถทำเวลาได้อย่างรวดเร็วและปรากฏตัวที่ด่านสี่อีกครั้ง
“เฮ้อ! หากข้าบรรลุด่านสิบได้ ด่านที่ผ่านๆมาถ้าข้าหลับตาวิ่งก็คงจะผ่านฉลุยหล่ะนะ”
เฟิ่งเทียนใช้เวลาสองเดือนในการพิชิตด่านที่สี่เพื่อวิ่งบนใบบัวยักษ์หลบหลีกกระสุนน้ำจากมัจฉาวารีที่พุ่งตัวขึ้นมาจากใต้น้ำ จนในที่สุดก้าวแรกที่แตะขอบบันไดอีกฟากก็เป็นผลสำเร็จ
“ในที่สุดข้าก็สำเร็จสักที เฮ้อออ!”
เฟิ่งเทียนเดินขึ้นบันได แวะด้านข้างที่เป็นสายน้ำตก เฟิ่งเทียนกวักน้ำล้างเนื้อล้างตัวที่มีแต่คราบเหงื่อไคลในการทะลุด่านทั้งสี่ในรอบนี้ จากนั้นจึงขึ้นมาดูที่แท่นศิลาที่วางของรางวัลคือ กระถางดินเผาที่ประดับดอกบัวเพลิงโลกันต์สีแดงสดจำนวนสี่ดอกและมีเปลวไฟสีดำล้อมรอบดอกของมัน
“นี่มันดอกบัวอะไรอะเสี่ยวเป่า ทำไมมีไฟสีดำด้วยหล่ะ”
[นี่คือ ดอกบัวเพลิงโลกันต์ เป็นดอกบัวเซียน มีความสามารถในการป้องกันการโจมตีจากผู้ฝึกยุทธธาตุไฟ สามารถป้องกันความร้อนได้ทุกชนิดแม้แต่ความร้อนของลาวาก็ไม่สามารถสู้กับเพลิงโลกันต์ของดอกบัวนี้ได้]
“โอ้ ได้ของดีซะด้วย อย่างนี้ต้องรีบเก็บ จัดการเลยเสี่ยวเป่า ด่านที่ห้าข้าพร้อมลุยแล้ว”
ด่านที่ห้า : กระสุนลาวา
เฟิ่งเทียนเดินเข้าสู่ประตูด่านที่ห้าเข้ามา ไอความร้อนแผดเผากระจายออกมาจนต้องถอยหนี อักษรสีทองปรากฏบนกำแพงหินระบุเพียงข้อความ "กระสุนลาวา" แค่อ่านก็เข้าใจได้ แต่สิ่งที่เฟิ่งเทียนเห็นมีเพียงแค่สะพานหินความกว้างแค่คืบทอดยาวไปจนถึงอีกฝั่ง ใต้สะพานนั้นมีลาวาเดือดพวยพุ่งขึ้นมา ไม่อยากจะคิดเลยว่าแค่ตกลงไปตัวเขาคงจะไหม้เป็นตอตะโกแน่แล้ว
“เสี่ยวเป่า ถ้ำลาวาร้อนขนาดนี้ข้าแทบก้าวขาเข้าไปไม่ได้ด้วยซ้ำ”
[โฮสต์ลืมของรางวัลจากด่านที่ผ่านมาแล้วอย่างนั้นหรือ เพียงแค่โฮสต์กินกลีบดอกบัวเพลิงโลกันต์เพียงแค่กลีบเดียว โฮสต์ก็สามารถทนความร้อนทุกชนิดและสามารถเข้าไปในด่านกระสุนลาวาได้แล้ว]
“โอ้แม่เจ้า! หรือว่าของรางวัลที่ได้มาจะเกี่ยวเนื่องกับด่านต่อไป เสี่ยวเป่าขอกลีบดอกบัวเพลิงโลกันต์ให้ข้าหน่อย”
[รับทราบ]
"อ๊ากกกกกกกกกกก!" ทำไมมันร้อนแบบนี้"
เฟิ่งเทียนเคี้ยวและกลืนกลีบดอกบัวโลกันต์เข้าไป ความร้อนที่ไม่อาจประเมินได้เข้าแผดเผาร่างกายจนทำให้เฟิ่งเทียนต้องดิ้นรนทุรนทุรายอยู่ที่ปากประตูด่านที่ห้า คราบดำจากของเสียภายในร่างกายถูกขับออกมากลิ่นเหม็นคลุ้ง พลังปราณที่ติดขัดอยู่ที่คอขวดของระดับรากฐานขั้นกลางก็บรรลุ เส้นพลังปราณในร่างกายส่องแสงสีทองจ้าก่อนที่อ่อนแสงลง เฟิ่งเทียนนอนดิ้นทุรนทุรายจนแน่นิ่งหลับตาพยายามรับรู้และโคจรพลังปราณทั่วร่างกายแม้กระทั่งกระแสเลือดที่ไหลเวียนอยู่ภายในก็ยังรับรู้ได้ ความร้อนที่เคยได้รับจากไอของธารลาวากลับหายไป
“ยินดีด้วยที่นายท่านสามารถบรรลุระดับรากฐานขั้นกลางได้สำเร็จ นี่คือรางวัลของนายท่านขอรับ”
เสียงของเสี่ยวเฮยดังก้องถ้ำลาวา เฟิ่งเทียนลืมตาขึ้นมาด้วยความเหนื่อยอ่อน ทันใดนั้นภาพของน้องชายทั้งสองคนที่นอนหลับตาพริ้มบนเตียงก็ปรากฏบนผนังถ้ำ เฟิ่งเทียนนอนนิ่งมองดูภาพน้องชายทั้งสองพร้อมกับน้ำตาไหลพราก เขาคิดถึงน้อง ๆ ทั้งสองมาก แม้ว่ากลีบดอกบัวเพลิงโลกันต์จะทำเอาเขาทรมานแสนสาหัสแต่ก็เกินคุ้มที่บรรลุระดับขั้นพลังและได้เห็นน้องทั้งสองคนนอนหลับอย่างเปี่ยมสุข
“ขอบใจมากนะเสี่ยวเฮยข้าขอเจ้าฉายภาพน้องๆของข้าไว้ที่ปลายทางเพื่อเป็นกำลังใจได้หรือไม่”
“ได้ตามที่นายท่านต้องการ แต่เมื่อนายท่านผ่านด่านที่ห้า ภาพของนายน้อยทั้งสองก็จะหายไปและจะปรากฏอีกครั้งเมื่อนายท่านบรรลุระดับพลังรากฐานขั้นสูงนะขอรับ”
“อื้ม! ได้แค่นี้ข้าก็ขอบใจเจ้ามากแล้วหล่ะเสี่ยวเฮย”
เฟิ่งเทียนลุกขึ้นมาเตรียมพร้อมที่จะทะลวงด่านที่ห้านี้ ถึงแม้ว่าอักษรภายในถ้ำจะบอกว่าให้ผ่านกระสุนลาวา แต่เขายังไม่เห็นสัตว์อสูรมายาปรากฏตัวแต่เฟิ่งเทียนก็คาดเดาได้ว่าสัตว์อสูรมายามันต้องหลบซ่อนอยู่ใต้ธารลาวาอย่างแน่นอน
เฟิ่งเทียนโคจรพลังปราณที่ดูเหมือนจะเพิ่มขึ้นตัวดูเบาขึ้นเมื่อออกตัววิ่งแล้วเพ่งสมาธิสายตาจ้องมองเพียงสะพานหินอันแสนแคบนั้น ทันใดนั้นงูเพลิงลาวาก็พุ่งตัวขึ้นมาพ่นกระสุนลาวาเข้าสู่เฟิ่งเทียน เขาหลบหลีกพร้อมกับออกตัววิ่งไปได้ครึ่งทางแต่สุดท้ายก็ไม่สามารถหลบพ้นได้ เฟิ่งเทียนเสียหลักตกลงไปยังธารลาวาเดือดก็ได้แต่กรีดร้องแล้วหลับตาด้วยความหวาดกลัวเท่านั้น
“อ๊ากกกกกกกกกกก ตู้ม!!!!”
เฟิ่งเทียนรับรู้แค่ว่าเขาได้ตกลงไปในธารลาวาที่มีความเหนียวหนืดแต่ก็ไม่รู้สึกร้อนผิวใดๆทั้งสิ้น เมื่อเขาลืมตาขึ้นมาก็ปรากฏว่าเขาได้มานอนแผ่หลาอยู่ที่หน้าปากถ้ำเสียแล้ว
“เฮ้อ ครั้งแรกวิ่งได้ครึ่งทาง ถือว่าพลังที่เลื่อนระดับจะช่วยให้เราหลบหลีกได้มากขึ้น”
เฟิ่งเทียนเดินไปแช่ตัวทำความสะอาดคราบสกปรกจากการกินกลีบดอกบัวเพลิงโลกันต์ เมื่อฟื้นกำลังเขาจึงขึ้นมานั่งพักหยุดกินอาหาร เมื่อร่างกายพร้อมเฟิ่งเทียนจึงเริ่มนับหนึ่งที่ด่านแรกอีกครั้ง
“เฮ้อ! ปีเตอร์จะเบื่อหน้าข้าหรือยังเนี่ย?”
ในที่สุดเฟิ่งเทียนก็สามารถทะลุด่านที่ห้าด้วยสถิติความผิดพลาดสิบครั้งเขาถึงสามารถวิ่งหลบหลีกกระสุนลาวาจากงูเพลิงลาวาได้สำเร็จ ต้องขอบใจเสี่ยวเฮยที่ฉายภาพของน้อง ๆ เขาไว้เพื่อเป็นกำลังใจในความพยายาม แต่ในบางครั้งก็ทำเอาเขาเสียสมาธิเมื่อเผลอมองน้องชายที่นอนเตะผ้าห่ม นอนโก่งตูด จนพลาดถูกกระสุนเพลิงจนตกลงไปในธารลาวาหลายครั้งเหมือนกัน
“แฮ่ก ๆ ๆ เสี่ยวเป่าในที่่สุดข้าก็จับทางเจ้างูเพลิงลาวาได้สำเร็จ ข้าผ่านด่านได้แล้ว เหลืออีกเพียงแค่ครึ่งทางเท่านั้น ผ่านมาห้าด่านข้าใช้เวลาในมิติมา 1 ปีเต็ม ทำไมมันหฤโหดแบบนี้เนี่ยเสี่ยวเป่า”
[เพื่อความแข็งแกร่งที่โฮสต์ต้องการ ระบบเป็นกำลังใจให้โฮสต์เสมอ]
“ขอบใจมากนะเสี่ยวเป่า ถ้าไม่มีเจ้าข้าก็คงจะเหงาอยู่เมือนกัน ป่ะเราไปดูของรางวัลกันเถอะ”
บนแท่นศิลาหน้าประตูด่านที่ 6 เฟิ่งเทียนพบกับผ้าคลุมตัวยาวมีฮู้ดกันแดดสีเงินวางอยู่ในกล่องสมบัติ
“โอ้! ได้เสื้อคลุมกันแดดหล่ะเสี่ยวเป่า ด่านต่อไปดูเหมือนว่าแดดจะแรงน่าดู ข้าไม่อยากลุ้นแล้วเราไปกันเถอะ!”
ด่านที่หก : แมงป่องทะเลทราย
เมื่อก้าวผ่านประตูทางเข้าตัวอักษรสีทองปรากฏกลางอากาศระบุไว้ว่า "เอาชีวิตรอดจากราชาแมงป่องทะเลทราย" เฟิ่งเทียนก็ได้แต่ยืนนิ่งกับสภาพแวดล้อมที่ได้เห็น ทะเลทรายสีทองเวิ้งว้างทอดตัวเป็นแนวยาวเป็นสันเขาสุดลูกหูลูกตา แสงแดดร้อนแรงแผดเผา ถึงแม้ว่าร่างกายของเขาจะทนต่อความร้อนได้แต่ใช่ว่าจะทนอยู่กลางเปลวแดดที่สะท้อนแสงของผืนทรายเข้าดวงตาแบบนี้
".......นี่มันทะเลทรายซาฮาร่าหรือเปล่าเนี่ย? แล้วอย่าบอกนะว่าราชาแมงป่องหลับอยู่ใต้ทะเลทรายเหล่านี้ เสี่ยวเป่าระบุตำแหน่งให้ข้าหน่อยว่าประตูทางออกอยู่ทิศไหน"
[ประตูผ่านด่านอยู่ฝั่งทิศตะวันตกของทะเลทราย โฮสต์ต้องก้าวผ่านราชาแมงป่องด้วยตนเอง]
“อืม..ขอบใจมากนะเสี่ยวเป่า เอาหล่ะเรามาเริ่มกันเถอะ”
เฟิ่งเทียนสวมผ้าคลุมกันแสงแดดที่แผดเผา แต่เมื่อสวมเข้าไปแล้วหน้ำหนักของผ้าคลุมกลับทำให้เฟิ่งเทียนที่ยินอยู่บนเนินทรายถึงกับตัวทรุดขาทั้งสองข้างจมลงใต้ผืนทรายเนื่องจากน้ำหนักของผ้าคลุม
“นี่มันอะไรกันเนี่ย ทำไมผ้าคลุมก่อนใส่มันแสนจะบางเบาแต่เมื่อใส่แล้วทำไมมันหนักอย่างนี้หล่ะเสี่ยวเป่า”
[รางวัลที่โฮสต์ได้รับคือผ้าคลุมพันชั่ง ถูกถักทอมาจากใยของหนอนไหมฟ้าสวรรค์และใยแมงมุมอสูร มีความหนียวทนทานต่อความร้อนมีความคงทนป้องกันไฟและอันตรายต่อศัตรูได้ แม้แต่คมดาบหรือสายอัสนีก็ไม่สามารถทำอะไรผ้าคลุมผืนนี้ได้]
“ของดีแต่น้ำหนักเยอะขนาดนี้ข้าจะวิ่งไหวได้อย่างไรกัน ข้าไม่ใส่แล้วข้าจะถอด!”
เฟิ่งเทียนพยายามถอดผ้าคลุมอันแสนหนักอึ้งผืนนี้ออก แต่ทว่าทำอย่างไรก็ถอดไม่ออกสุดท้ายได้แต่ปลง สงสัยจะเป็นเงื่อนไขของการผ่านด่านนี้ ในเมื่อทำอะไรไม่ได้เฟิ่งเทียนได้แต่ทำใจแล้วโคจรพลังปราณถ่ายลงสู่ขาทั้งสองข้างเพื่อก้าวเดิน ลำพังแค่เดินในทะเลทรายก็ว่ายากลำบากแล้วแต่ต้องมารับน้ำหนักของผ้าคลุมกันแดดเพิ่มขึ้นอีก เฟิ่งเทียนกัดฟันเดินมุ่งหน้าไปยังทิศตะวันตกสายตาและประสาทหูต้องคอยระวังภัยราชาแมงป่องที่อาจจะโผล่ขึ้นมาเมื่อไหร่ก็ได้ เฟิ่งเทียนเดินไปเรื่อย ๆ ตามเส้นทาง ทันใดนั้นเสียงดังกรอบแกรบคล้ายกับฝีเท้าแมงป่องนับร้อยคู่ก็ดังขึ้นมาจากปล่องทะเลทรายด้านหลัง
“แซ่ก ๆ ๆ แกร่บ ๆ ๆ กร๊าซซ”
ฝูงแมงป่องตัวใหญ่นับร้อยตัวสีดำเลื่อม คลานตามกันออกมาจากโพรงใต้ผืนทราย ลำตัวของมันปกคลุมด้วยเส้นขนจำนวนมากโดยเฉพาะบริเวณปล้องพิษ ขนเหล่านี้รับความรู้สึกจากการเคลื่อนไหวของอากาศ จึงทำให้แมงป่องไวต่อเสียง เฟิ่งเทียนหันหลังกลับมามองก็ต้องขนลุกไปทั้งตัวกับกองทัพแมงป่องยักษ์นับร้อยตัว ไม่ต้องมีใครมาสั่งเฟิ่งเทียนก็พร้อมรีดเค้นพลังปราณทั้งหมดโกยอ้าวแบบไม่คิดชีวิต ยิ่งเฟิ่งเทียนวิ่งหนีมากเท่าไหร่แมงป่องนับร้อยตัวต่างก็ชูหางพิษของมันวิ่งติดตามมา
“อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกก พ่อจ๋าแม่จ๋าช่วยลูกด้วยยย!”
เฟิ่งเทียนวิ่งหนีไม่คิดชีวิต กัดฟันวิ่งล้มลุกคลุกคลานไถลลื่นตกลงจากเนินทะเลทราย แมงป่องนับร้อยตัวเพิ่มจำนวนติดตามขึ้นมากขึ้นเรื่อย ๆ เฟิ่งเทียนวิ่งไปขาก็จมลงไปในทรายลึก ในที่สุดราชาแมงป่องที่แฝงตัวอยู่ในฝูงของมันก็ชูหางอันเปี่ยมไปด้วยพิษยิงลำแสงพิษสีดำเข้าสู่กลางหลังของเฟิ่งเทียน
“อ๊ากกกกกกก”
เฟิ่งเทียนกระเด็นไปด้านหน้าคลุกตัวไปกับผืนทรายจากการถูกลำแสงพิษยิงกระแทกเข้าสู่กลางหลัง แต่ยังโชคดีที่มีผ้าคลุมพันชั่งปกป้องไว้ไม่อย่างนั้นสภาพศพของเขาคงดูไม่จืดแน่ๆ เฟิ่งเทียนถูกส่งออกไปยังปากประตูถ้ำอีกครั้ง
“แฮ่ก ๆ ๆ ไม่ได้การแล้วข้าต้องหาวิธีหลีกหนีจากแมงป่องเหล่านั้นให้ได้”
เฟิ่งเทียนเดินโซซัดโซเซกระโดดแช่ตัวในธารน้ำตกมรกตพร้อมกับหลับตานึกคิดวิธีแก้ไขปัญหาในการผ่านด่านในครั้งนี้จนกระทั่งนึกถึงสิ่งหนึ่งได้ เฟิ่งเทียนไม่รอช้ามุ่งเข้าสู่ด่านหนึ่งแล้วแวะเข้าไปเก็บสมุนไพรไล่แมลงจำนวนมากจนแทบจะหมดป่าจากด่านราชาหมีเหล็ก จากนั้นจึงนำสมุนไพรที่ได้นำมาอบความร้อนและบดเป็นผงละเอียดในด่านกระสุนลาวา จึงทำให้เขาได้ผงสมุนไพรไล่แมงป่องจำนวนหลายกระสอบด้วยกัน เฟิ่งเทียนคลุกตัวไปกับผงสมุนไพรพร้อมทั้งกำผงสมุนไพรในมือทั้งสองข้างเตรียมพร้อมรับมือกับราชาแมงป่องกับลูกสมุนของมัน
เมื่อทุกอย่างย้อนกลับเข้าสู่ด่านหกเช่นเดิมเฟิ่งเทียนใช้เทคนิควิ่งซิกแซกหลอกล่อแมงป่องเหล่านั้นพร้อมโปรยผงสมุนไพรไปตามกระแสลม เมื่อฝูงแมงป่องได้กลิ่นสมุนไพรไล่แมลงพวกมันต่างกระจายแตกตัวออกจากฝูงมุดหนีลงไปใต้ผืนทราย เมื่อจำนวนลูกสมุนของมันลดจำนวนลงไปเรื่อย ๆ ราชาแมงป่องก็โมโหกรีดร้องเสียงแหลมพร้อมกับยิงกระสุนพิษตกกระทบผืนทรายทำให้ผืนทรายที่ถูกพิษนั้นดำไหม้ส่งกลิ่นฉุน
“กร๊าซซซซซซซซซซ ตู้ม!”
“ฮ่า ๆ ๆมาเล้ย! ไม่ได้แอ้มข้าหร๊อก”
เฟิ่งเทียนรีดเค้นพลังปราณสุดแรงเกิดถ่ายส่งพลังไปสู่ปลายเท้าทำตัวเบาวิ่งก้าวกระโดดในระยะไกล เหมือนกับวิ่งบนใบบัวยักษ์ในด่านมัจฉาวารี วิ่งซิกแซกหลบหนีการโจมตีจากราชาแมงป่อง จนในที่สุดภาพเบื้องหน้าที่เขารอคอยก็ปรากฏขึ้น แอ่งน้ำโอเอซิสธารน้ำสีเขียวมรกต รายล้อมด้วยต้นปาล์มสีเขียวขึ้นอยู่อย่างหนาแน่น มีฉากหลังเป็นภูเขาหินทรายขนาดใหญ่ เฟิ่งเทียนไม่รอช้าวิ่งพุ่งตัวลงสู่แอ่งน้ำมรกตนั้น ราชาแมงป่องกรีดร้องสุดเสียงด้วยความไม่พอใจและหันหลังมุดหายไปใต้ผืนทะเลทราย
“ฮ่า ๆ ในที่สุดข้าก็ผ่านมันมาได้”
เฟิ่งเทียนแช่ตัวฟื้นฟูพลังปราณในแอ่งน้ำมรกตของโอเอซิสซึ่งมีสรรพคุณเช่นเดียวกันกับสายธารมรกตที่อยู่นอกถ้ำ ในขณะที่ฟื้นฟูพลัง เขาก็ตระหนักได้ถึงการฝึกฝนซ้ำแล้วซ้ำเล่าจากการผิดพลาดในแต่ละด่านและต้องวนกลับไปสู่ด่านที่หนึ่งอีกครั้งเป็นเพราะเขาจำต้องใช้ประสบการณ์ในแต่ละด่านมาหลอมรวมเพื่อหาวิธีการเอาตัวรอดในด่านถัดไปนั่นเอง
เมื่อฟื้นฟูกำลังได้เต็มที่ดูเหมือนว่าหลังจากเลื่อนระดับพลังมาเป็นขั้นรากฐานขั้นกลาง พลังปราณของเขาแทบจะขยับขึ้นได้น้อยนิด ยิ่งขั้นพลังสูงเท่าใดการเลื่อนขั้นพลังย่อมยากขึ้นเท่านั้น ก็คงต้องปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติหล่ะนะ
“เสี่ยวเป่า เราไปดูของรางวัลกันเถอะ”
เฟิ่งเทียนเดินร่างเปียกโชกไต่ขึ้นไปตามบันไดหินก็พบกับหีบไม้ที่ภายในบรรจุต้นกล้าองุ่นทะเลทรายสองต้น ซึ่งมีใบหยักสีเขียวและใบหยักสีแดง
“ต้นองุ่นอย่างนั้นเหรอ?”
[เถาองุ่นทะเลทราย ผลไม้สวรรค์แห่งทะเลทรายรสชาติหวานเลิศลูกเล็กหวานฉ่ำ มีสรรพคุณเพิ่มพลังปราณและชะลอความเยาว์วัย]
“โอ้! ข้าได้ของดีมาอีกแล้ว ไวน์องุ่นปราณ สวนองุ่นปราณจ๋ารอข้าก่อน เสี่ยวเป่าเก็บเข้าระบบแล้วเราไปลุยด่านต่อไปกันเล้ย!”
**************************