ยิ่งคิดยิ่งหงุดหงิด เธอเดินไปที่ตู้เก็บเอกสาร แล้วพบว่าน้าศร — ภารโรงของโรงเรียน — กำลังจัดของอยู่ในห้องนั้นพอดี
น้าศรหันมายิ้มสุภาพ “สวัสดีครับ ครูหนิง ้าความช่วยเหลืออะไรไหมครับ? ผมช่วยยกกล่องเอกสารให้ได้นะครับ”
ครูหนิงมองเขาด้วยสายตาที่แฝงความรังเกียจเล็กน้อย เขาเป็เพียงภารโรง แต่ดูเหมือนจะยุ่งวุ่นวายกับเื่ของครูแทบทุกอย่าง — ซ่อมเครื่องปรับอากาศ ช่วยยกโต๊ะ ไปซื้อของให้ ช่วยส่งเอกสาร ดูเหมือนทุกปัญหาในโรงเรียนนี้จะต้องผ่านมือ “น้าศร” ทั้งนั้น
“ไม่เป็ไรค่ะ ฉันจัดการเองได้” เธอตอบเสียงเรียบ แต่ในใจคิด “ทำไมต้องเป็ภารโรงคนนี้ด้วย หน้าตาธรรมดา ตัวใหญ่ๆ แต่ยุ่งกับครูเกือบทุกคน ดูไม่เข้าท่าเลย”
น้าศรยังยืนยิ้มไม่หาย “ถ้า้าอะไรเพิ่มเติม บอกผมได้เลยครับ อย่างเช่น ถ้าบ้านพักมีปัญหาเื่น้ำหรือไฟฟ้า ผมช่วยดูให้ได้ หรือถ้า้าให้ช่วยขนของจากรถก็ได้ครับ”
ครูหนิงกัดฟันกรอดในใจ ความหงุดหงิดจากเมื่อคืนยังไม่หาย ประกอบกับความรู้สึกค้างคาที่ร่างกายยังไม่ได้รับการปลดปล่อย ทำให้เธอรู้สึกอึดอัดมากขึ้นทุกครั้งที่น้าศรพูด
“ขอบคุณค่ะ แต่ฉันชอบจัดการเื่ของตัวเอง” เธอพูดสั้นๆ แล้วหันหลังเดินออกจากห้อง
แต่ความจริงในใจเธอกลับวนเวียนไม่หยุด
“สองเดือนกว่าจะมีโอกาสให้ทศมาหาอีก... สามเดือนกว่าจะขอลากลับได้... ที่นี่ไม่มีอะไรทำเลย นอกจากงานสอนและบ้านพักเปลี่ยวๆ ความเสียวซ่านเมื่อคืนยังค้างคาอยู่ในตัว ทำไมต้องมาเจอสถานการณ์แบบนี้ด้วย...”
เธอเดินไปที่ระเบียงห้องพักครู มองออกไปยังสวนเกษตรที่ไกลออกไป ภาพโรงเก็บเครื่องมือเมื่อคืนผุดขึ้นมาในหัวอีกครั้ง — ความรู้สึกที่ถูกปลุกแต่ไม่ได้ไปถึงจุดที่้า ความผิดหวังที่ทศทำเสร็จก่อนแล้วทิ้งเธอไว้แบบนั้น ทำให้เธอรู้สึกน้อยใจและหงุดหงิดกับตัวเอง
“ทำไมต้องมาเกิดเื่แบบนี้ั้แ่คืนแรก” เธอคิด “ร่างกายยังร้อนผ่าว ค้างคาไม่หาย อยู่ที่นี่อีกนานขนาดนี้... ถ้าไม่ระวัง อาจจะทำให้ใจลอยได้ง่ายๆ”
ครูหนิงถอนหายใจยาว มือเล็กๆ จับราวระเบียงแน่น เนินอกอวบใหญ่ยกขึ้นลงตามลมหายใจที่ยังไม่สงบ เธอพยายามกลั้นกลั้นความรู้สึกที่ยังคุกรุ่นอยู่ในอก แต่ยิ่งพยายามกลั้น ความหงุดหงิดและความ้าที่ค้างคาก็ยิ่งชัดเจนขึ้นในใจ
ขณะที่เธอยืนคิดอยู่คนเดียว น้าศรเดินผ่านระเบียงพอดี เขายกมือไหว้เธออีกครั้งอย่างสุภาพ
“ครูหนิงครับ ถ้าจะไปบ้านพัก ผมช่วยขับรถส่งให้ได้นะครับ ทางนั้นค่อนข้างไกลและรถโดยสารไม่มีจริงๆ”
ครูหนิงหันมามองเขา สายตายังคงแฝงความไม่ชอบใจ “ไม่เป็ไรค่ะ ฉันเดินได้”
เธอหันหลังเดินจากไป แต่ในใจกลับเต็มไปด้วยความขัดแย้ง
“ภารโรงคนนี้... ทำไมถึงต้องยุ่งกับทุกอย่างด้วย ฉันไม่ชอบคนแบบนี้เลย... แต่... ถ้าจะอยู่ที่นี่อีกนานขนาดนี้...”
ความหงุดหงิดจากความไม่สมหวังเมื่อคืน ยังคงวนเวียนอยู่ในใจของครูหนิงตลอดทั้งวัน ทำให้เธอรู้สึกอึดอัดและกระสับกระส่ายโดยไม่รู้ตัว โดยเฉพาะเมื่อต้องเจอใบหน้าที่สุภาพและสายตาที่อบอุ่นของน้าศร ซึ่งดูเหมือนจะคอยช่วยเหลือเธออยู่เสมอ กลางดึกที่เงียบเหงาและมืดสนิทของบ้านพักครูหนิง ไม่มีเสียงเพลงดังจากร้านเหล้า ไม่มีเพื่อนฝูงที่คอยชนแก้วหัวเราะกันสนุกสนาน ไม่มีชุดเซ็กซี่รัดรูปที่เคยช่วยขับเน้นสรีระสวยงามของเธอให้ผู้ชายมองด้วยสายตาหิวกระหาย คืนนี้เธออยู่คนเดียวในบ้านพักเก่าแก่ที่ห่างไกลจากหมู่บ้านหลัก
ครูหนิงถอนหายใจยาวด้วยความเหนื่อยล้าและหงุดหงิด เธอเดินไปที่ห้องน้ำเพื่ออาบน้ำเย็นให้สดชื่น หลังจากถอดเสื้อผ้าออกหมดแล้ว เธอห่อตัวด้วยผ้าขนหนูผืนเดียวที่สั้นมาก ผืนผ้าบางรัดแน่นรอบร่างกายอวบอิ่มของเธอ เนินอกใหญ่ขาวนวลถูกกดรัดจนดูอวบอิ่มยิ่งขึ้น สะโพกผายที่ได้สัดส่วนสมบูรณ์แบบโผล่พ้นขอบผ้าขนหนูที่ยาวแค่เหนือหัวเข่าเล็กน้อย ผิวเนียนขาวของเธอสะท้อนแสงไฟสลัวก่อนที่...
พลันไฟฟ้าทั่วบ้านพักก็ดับลงอย่างกะทันหัน
“อ๊าาา!” ครูหนิงร้องกรี๊ดสุดเสียงด้วยความใ เสียงกรี๊ดนั้นดังก้องในความมืดสนิท เธอเกือบจะทรุดลงกับพื้นห้องน้ำ ความกลัวความมืดที่ซ่อนอยู่ในใจมาั้แ่เด็กพุ่งทะยานขึ้นมาทันที หัวใจเต้นแรงราวกับจะทะลักออกมา มือทั้งสองข้างกอดอกตัวเองแน่น ตัวสั่นเทิ้ม “มืด... มืดจัง... ไม่มีไฟเลย...” เธอพึมพำเสียงสั่น กลัวจนน้ำตาคลอ ผ้าขนหนูที่ห่อตัวหลวมลงเล็กน้อยเพราะการขยับตัว แต่เธอไม่กล้าขยับไปไหน เกรงว่าจะชนอะไรในความมืด
ไม่ถึงสิบนาทีต่อมา เสียงเคาะประตูบ้านพักดังขึ้นเบาๆ ตามด้วยเสียงเรียกที่คุ้นเคย
“ครูหนิงครับ... เป็อะไรไหมครับ? ผมได้ยินเสียงกรี๊ด” เสียงของน้าศรดังขึ้นจากด้านนอก “ไฟดับอีกแล้วครับ ที่นี่มักจะดับบ่อยและนาน บางทีก็จนสว่าง ผมเอาเทียนไขกับตะเกียงมาให้ครับ”
ครูหนิงรู้สึกโล่งใจเล็กน้อย เธอเดินโซเซไปเปิดประตูด้วยมือสั่นเทา เมื่อประตูเปิดออก แสงสลัวจากตะเกียงที่ถืออยู่ในมือของน้าศรส่องสว่างขึ้นมาเล็กน้อย
น้าศรยืนอยู่ตรงนั้นในชุดเสื้อกล้ามและกางเกงขาสั้นเรียบง่าย มืออีกข้างถือกล่องเทียนไขและไม้ขีดไฟ เขามองเห็นครูหนิงที่ยืนห่อตัวด้วยผ้าขนหนูผืนเดียวทันที ร่างกายอวบอิ่มของเธอถูกผ้าบางรัดแน่น เนินอกใหญ่ที่ขาวนวลเด้งขึ้นลงตามลมหายใจที่ยังตื่นตระหนก สะโพกผายโค้งเว้าสวยงาม โชว์ให้เห็นผิวเนียนขาวแทบทั้งหมดั้แ่ต้นขาไปจนถึงเนินอกที่ถูกบีบอัดจนดูอวบอิ่มยิ่งขึ้นน้าศรกลืนน้ำลายลงคอเงียบๆ หัวใจเต้นแรงขึ้นทันที แต่เขายังคงรักษาท่าทีสุภาพและสงบที่สุด “ไม่ต้องกลัวครับ ผมอยู่ตรงนี้ ผมจะจุดเทียนให้”
เขาก้าวเข้าไปในบ้านพักช้าๆ จุดเทียนไขหลายเล่มวางไว้ตามจุดสำคัญในห้องนั่งเล่นและห้องน้ำ แล้วจุดตะเกียงให้สว่างพอใช้ เขาไม่มองเธอนานเกินไป ไม่เข้าใกล้เกินจำเป็ และไม่พูดอะไรที่อาจทำให้เธออึดอัด