ตอนที่ 45 กวาดสิ่งของมีค่าทั้งหมด
หลังจากนั้นไม่นานทั้งชาวบ้านและพ่อค้าทั้งหมดต่างก็ยอมส่งเงินและทรัพย์สินมีค่าทั้งหมดให้กับฮอล์สันซึ่งรวมๆ แล้วมีค่าหลายล้านเงินทีเดียวหากมองด้วยตาเปล่า แต่ของทั้งหมดนี้มันยังไม่ใช่ของทั้งหมดที่เมืองนี้มีดังนั้นบ้านทุกหลังอาคารที่ภายในเมืองนี้จึงถูกค้นอย่างละเอียดอีกครั้งโดยเฉพาะพลังที่ไม่มีเจ้าของ.......
ภายในปราสาทกลางเมือง.......
“ทุกอย่างเป็นไปได้ด้วยดีขอรับฝ่าบาทคาดว่าอีกสองชั่วโมงน่าจะจัดการตามที่สั่งเสร็จ”เรเว่นรายงานสถานการณ์ที่รวบรวมจากคนอื่นๆ ที่ถูกส่งไปจัดการพื้นที่ต่างๆให้อากอร์นฟัง.....
“อื้ม แต่มันยังช้าๆ ไปพวกเราต้องทำให้เสร็จภายในหนึ่งชั่วโมงครึ่งพอตอนนี้อาวุธและชุดเกราะทั้งหมดข้าได้เก็บเอาไว้แล้วเหลือเพียงห้องสมบัติของไอ้อ้วนนั้นเท่านั้นที่ยังหาไม่เจอแต่คาดว่าคงอีกไม่นานก็น่าจะรู้ว่าอยู่ตรงไหน”
“ขอรับฝ่าบาท หมอบฉันจะเร่งให้เร็วขึ้นกว่าเดิม”เรเว่นรับฟังโดยไม่โต้เถียงใดๆก่อนจะหมุนตัวและเดินจากไปเพื่อทำหน้าที่ของตนเอง.....
“หลังจากที่ข่าวเรื่องเมืองแซนดี่ถูกบุกโจมตีถูกประกาศออกไปเมืองพันธมิตรที่เหลือคงอยู่ไม่เป็นสุขอย่างแน่นอน โดยเฉพาะไอ้แก่นั้นมันคงต้องส่งคนมาสืบเรื่องที่เกิดขึ้นแน่ๆแต่ถึงมันจะส่งคนมาพวกมันก็ไม่ได้อะไรอยู่ดีนอกจากเรื่องราวจากพวกชาวบ้าน”
อากอร์นได้คิดทุกอย่างเอาไว้แล้วตั้งแต่ที่เขาได้จ้างนักฆ่าคนนั้นให้กลับมาฆ่าคนว่าจ้างมันเขาก็รู้แล้วว่าคนว่าจ้างมันเป็นใครดังนั้นอากอร์นจึงได้จัดเตรียมกองทัพอย่างเงียบๆและเคลื่อนทัพอย่างรวดเร็วโดยให้ข้ออ้างว่าจะไปบุกรังโจร.......
แต่แท้จริงแล้วกลับมาที่เมืองแซนดี่เองโดยปลอมเป็นโจรและบุกเมืองแซนดี่ซึ่งทหารทั้งหมดที่มาด้วยล้วนแต่เป็นทหารที่ไว้ใจได้ทั้งนั้นส่วนทหารอีกห้าพันกว่านายที่อยู่ที่เมืองนั้นเป็นเพียงทหารใหม่และทหารของมอแกรนที่เก่งเรื่องการป้องกันเมือง.......
อีกหนึ่งชั่วโมงผ่านไป.......
“ห้องสมบัติลับของไอ้อ้วนนั้นมันช่างเก็บซ่อนได้มิดชิดจริงๆเลย หากยังหาไม่เจอในอีกครึ่งชั่วโมงพวกเราคงต้องถอยกลับแล้วตอนนี้ให้ทหารของเราครึ่งหนึ่งขนของกลับไปยังค่ายลับก่อนและให้หน่วยมือสังหารคอยตรวจสอบรอบๆด้วย เผื่อมีคนแอบติดตามพวกเขาไป”
หลังจากที่ใช่เวลาไปถึงหนึ่งชั่วโมงอากอร์นก็ไม่อาจที่จะหาห้องสมบัติลับของเจ้าอ้วนนั้นเจอได้ ที่ทำได้ตอนนี้ก็มีเพียงแค่รวบรวมสมบัติและทรัพย์สินมีค่าจากทั่วเมืองเท่านั้นที่เหลือก็ไม่ได้ดีอะไรแล้วนอกจากเศษซากบ้านเรือนที่พังไป.........
และต้องบอกเลยว่าทรัพย์สินที่ได้ไปในครั้งนี้มันมากมายมหาศาลมากไม่ว่าจะอาวุธ ชุดเกราะ โล่เหล็กและโล่ไม้ ม้าศึกธรรมดาหรือม้าศึกที่เป็นสายเลือดสัตว์ร้ายรถยิงหิน รถบาเลสต้ายี่สิบรู รสบาเลสต้าขนาดใหญ่ รถพังประตูเมืองหัวเหล็กกล้ากระโจมทหาร ทั้งหมดล้วนถูกขนกลับไปทั้งหมดจนไม่เหลือสิ่งใดไว้เลย.......
โดยเฉพาะเสบียงอาหารที่ภายในยุ้งฉางกลางเมืองในคลั่งส่วนตัวของพวกขุนนางหรือแม้แต่ภายในร้านค้าและตามบ้านเรือนอากอร์นก็เก็บเอาไปเกือบทั้งหมดที่ว่าเกือบทั้งหมดนั้นเพราะอากอร์นได้เอาบางส่วนมอบให้กับพวกชาวบ้านที่เขาปล่อยตัวไปด้วย.....
เหลือเวลาอีกเพียงสิบนาทีก่อนจะครบกำหนดการที่ต้องถอย.......
“ฝ่าบาท นี่เราก็หามาทั่วทั้งปราสาทแล้วแต่ไม่เห็นว่าจะมีตรงไหนที่เหมือนห้องลับเลยสงสัยไอ้อ้วนนั้นคงจะซ่อนเอาไว้หลังชั้นหนังสือเราเลยหาไม่เจอละมั้ง!!”แรมโบ้ที่เดินหาจนเหนื่อยพลันพูดขึ้นพร้อมกับหัวเราะอย่างพึงพอใจแต่ในตอนนั้นเองสายตาของอากอร์นก็จ้องมองมาที่เขา......
“ใช่! ดีมากแรมโบ้!! ดีมากจริงๆ เลยนี่ข้าลืมคิดไปได้ยังไงกันนะ!!” อากอร์นฉีกยิ้มกว้างออกมาอย่างมีความสุขเพราะเขาดันลืมสถานที่แบบนี้ไปซะได้ หากไม่ใช่เพราะคำพูดเล่นของแรมโบ้เมื่อครู่นี้อากอร์นก็คิดไม่ออกถึงห้องลับที่อาจจะอยู่หลังชั้นหนังสือภายในห้องส่วนตัว.....
ณ ห้องส่วนตัวของเจ้าเมืองอ้วน......
ตุบ!!
ครืดดดดดด!!
เมื่อมาถึงอากอร์นก็ให้ทหารช่วยกันลือหนังสือทั้งหมดลงมากองไว้ที่พื้นซึ่งกลไกของประตูห้องลับนั้นอยู่ที่หนังสือลืมบางเล่มหนึ่งที่อยู่ใกล้กับที่นั่งของเจ้าเมืองอ้วนเมื่อทหารดึงหนังสือเล่มนั้นออกมาประตูห้องลับก็เปิดออก......
“แรมโบ้ วิลเลี่ยม พวกเจ้ารอข้าอยู่ที่นี้ส่วนที่เหลือให้ขนหนังสือพวกนี้ไปด้วยแล้วไปรอข้าที่ด้านนอก”เมื่อเจอทางเข้าห้องลับแล้วอากอร์นก็ไม่รอช้าสั่งให้อัศวินบ้าเลือดของเขาเฝ้าทางเข้าเอาไว้และให้เรเว่นกับฮอล์สันและทหารช่วยกันขนหนังสือเหล่านี้ไปรอเขาที่ด้านนอก......
ขอรับฝ่าบาท!!
ตึก ตึก ตึก!!
เส้นทางของห้องลับนี้ดูเก่าแก่มากเก่าแก่ขนาดที่เจ้าเมืองอ้วนยังไม่เกิดด้วยซ้ำ แต่ดูจากร่องรอยตามพื้นทางเดินแล้วดูเหมือนจะว่าเจ้าอ้วนนั้นจะเข้ามาที่นี่ไม่บ่อยนัก เพราะรอยเท้าแต่ละรอยนั้นดูจางลงและเต็มไปด้วยฝุ่นแล้ว......
ตั้งแต่ที่อากอร์นเดินเข้ามาเขาก็เดินลงมาตามบันไดเรื่อยๆซึ่งมันดูลึกมากห่างวัดระยะทางจากข้างบนลงมาแล้วเพราะอากอร์นต้องใช้เวลามากกว่าห้านาทีเลยทีเดียวในการเดินลงมาที่นี่ จนมาถึงด้านล่างนี้ที่มีประตูขนาดใหญ่อีกหนึ่งบานปิดเอาไว้อยู่.......
“กุญแจนี้คงเป็นกุญแจเปิดห้องสมบัตินี้ซินะ? ประตูก็ดูโบราณ กุญแจก็ดูโบราณ เหมาะสมกันดีจริงๆ เลยหวังว่าของที่อยู่ข้างในจะมีค่าควรแก่การค้นหานะ!”อากอร์นหยิบเอากุญแจรูปร่างหน้าตาแปลกๆ ออกมาจากแหวนมิติของเขาซึ่งเขาได้มาจากศพของเจ้าเมืองอ้วนนั้น......
แกร๊ก!!
ครืดดดดดดดด!!
ทันทีที่กุญแจเสียบเข้าในช่องและปิดตามจังหวะของมันประตูหินโบราณขนาดใหญ่ก็ถูกเปิดออกอย่างช้าๆ และเปิดจนสุดเท่าที่มันจะเปิดออกได้ และในตอนนั้นเองแสงแวบวับทั้งสีเงินและสีทองก็ส่องสว่างสะท้อนเข้าตาอากอร์นในทันที.......
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า!! มันต้องแบบนี้ซิถึงจะเรียกกว่าขุมทรัพย์!!”อากอร์นส่งเสียงดีใจออกมาพร้อมกับดวงตาที่เป็นประกายอย่างมากเมื่อเขามองไปที่กองเหรียญเงินและเหรียญทองจำนวนมากที่อยู่ภายในห้องด้านหน้าของเขา.......
“ไม่ได้!! เราจะมามัวเสียเวลาตรงนี้ไม่ได้เก็บไปก่อนแล้วค่อยไปตรวจดูทีหลังก็แล้วกันว่ามีอะไรอยู่ในนี้บ้าง!!”แต่ไม่นานอากอร์นก็เรียกสติของเขากลับมา เพราะเขามีเวลาไม่มากแล้วดังนั้นอากอร์นจึงต้องเก็บของทั้งหมดที่อยู่ภายในห้องนี้เข้าไปในแหวนมิติของเขามี่มีขนาดกว้างเป็นอย่างมากมากขนาดที่เก็บเอาเมืองนี้ทั้งเมืองไปได้เลย.......
หวืดดดดดดด!!
เมื่อเก็บของทุกอย่างหมดแล้วจนไม่เหลือสิ่งใดอากอร์นก็กลับขึ้นไปด้านบนทันทีโดยก่อนที่จะไปเขาได้ปิดประตูห้องลับนี้ไว้อย่างเดิม เพราะเขาคิดว่าห้องลับโบราณนี้ต้องมีความลับอย่างอื่นซ่อนอยู่แน่ๆเอาไว้เขามีเวลามากกว่านี้เขาค่อยกลับมาดูมันอีกครั้ง......
พรึบ!!
“ฝ่าบาท!!”
“ฝ่าบาท!!”
“ไม่ต้องมากพิธี ใกล้ได้เวลาที่กำหนดแล้วพวกเราควรไปจากเมืองนี้เสียที ไม่เช่นนั้นพวกพันธมิตรทั้งสี่คงได้แห่กันมาที่นี่แน่!”
หลังจากที่ออกมาแล้วเขาก็สั่งให้แรมโบ้กับวิลเลี่ยมตามเขาออกไปด้านนอกทันทีและเมื่อออกมาถึงด้านนอกแล้วขบวนรถม้าที่บรรทุกของเอาไว้ก็เตรียมพร้อมไว้หมดแล้วอากอร์นจึงได้สั่งให้ทั้งหมดเดินทางออกไปจากเมืองแซนดี่ได้.........
............................................
เมืองแซนดี่ที่เคยรุ่งเรือนในอดีตหลายสิบปีที่ผ่านมาตอนนี้มันได้กลายเป็นเมืองแห่งความตายและความสิ้นหวังไปแล้วถึงแม้ว่าประชาชนจะไม่ถูกฆ่าตายก็เถอะแต่อาหารและทรัพย์สินของพวกเขาล้วนถูกปล้นจนไม่เหลือเลยสักนิดเดียวที่เหลืออยู่ก็เพียงแค่ข้าวที่ใช้ประทังชีวิตได้แค่สองถึงสามวันเพียงเท่านั้นหากพวกเขาอยากที่จะอยู่ต่อพวกเขาก็ต้องออกไปล่าสัตว์......
แต่ใครจะกล้าออกไปละ ก็ในเมื่อสัตว์ป่าธรรมดาแถบนี้ถูกล่าไปหมดแล้วสัตว์เลี้ยงที่มีอยู่ก็ถูกปล้นไปด้วยดังนั้นความหวังเดียวของพวกเขาคือการอพยพไปอยู่ที่เมืองอื่น แน่นอนว่าเมืองอื่นๆที่ว่านั้นคงมีแต่เมืองเซนต์จูรี่เมืองเดียวที่จะรับพวกเขาเอาไว้......
และไม่นานหลังจากที่อากอร์นและกองทัพของเขาจากไปกองทัพพันธมิตรทั้งสี่ เมืองเจรันต้าและเมืองรูโฟซันก็มาถึงแล้ว แต่จุดประสงค์ที่พวกเขาไม่ใช่มาช่วยแต่มาเพื่อหวังผลประโยชน์จากการที่เจ้าเมืองอ้วนถูกฆ่าและเมืองกำลังตกอยู่ในความวุ่นวายแต่หลังจากที่ทั้งสองเมืองมาถึงพวกมันก็พบว่าเมืองแซนดี่ได้กลายเป็นเศษซากและมีศพทหารจำนวนมากนอนตายกลื่นไปหมด......
“ที่นี่เกิดอะไรขึ้น?” ชายวัยกลางคนทีสวมชุดเกาะเต็มยศยืนอยู่ภายใต้ธงของเมืองเจรันต้าพูดขึ้นด้วยความสงสัยและหวาดระแวงซึ่งชายคนนี้ก็คืออัศวินที่ได้รับหน้าที่ให้นำทัพของเมืองเจรันต้าห้าพันคนมาที่นี่นั้นเอง......
“เหมือนกับว่าที่นี่พึ่งผ่านสงครามเดือดไปอย่างนั้นแหละ?”ชายวัยกลางคนอีกคนที่อยู่ภายใต้ธงของเมืองรูโฟซันพูดเสริมขึ้นมาก่อนที่สายตาของมันจะหันไปเห็นชาวบ้านกลุ่มหนึ่งที่กำลังขนข้าวของเตรียมจะออกไปจากเมืองมันจึงได้สั่งให้ทหารไปพาตัวชาวบ้านเหล่านั้นมา ซึ่งเขาก็คืออัศวินของเมืองรูโฟซันที่ได้รับหน้าที่ให้นำทัพทหารห้าพันนายมาที่นี่นั้นเอง.......
ตุบ!!
“นายท่านโปรดไว้ชีวิตพวกเราด้วยพวกเราไม่เกี่ยวอะไรด้วยเลย!!” ชาวบ้านวัยกลางคนพูดขึ้นด้วยความหวาดกลัว.....
“ข้าไม่ฆ่าพวกแกหรอกแต่ข้าอยากรู้ว่าที่นี้เกิดอะไรขึ้น ทำไมถึงเมืองถึงมีสภาพเช่นนี้?” อัศวินผู้นำทัพของเมืองเจรันต้าพูดขึ้นอย่างไม่สนใจต่อชาวบ้านเหล่านี้มีเพียงแค่สิ่งที่เกิดขึ้นที่นี่เท่านั้นที่มันอยากจะรู้.......
“เรียนนายท่านก่อนหน้านี้เมืองแซนดี่ของเขาถูกกลุ่มโจรกว่าหมื่นคนบุกมาปล้นและฆ่าขอรับไม่ว่าจะเป็นสิ่งของมีค่าใดๆ ที่อยู่ในเมืองล้วนถูกพวกมันกวาดเอาไปทั้งหมดตอนนี้เมืองแซนดี่ไม่ต่างไปจากเมืองร้างเมืองหนึ่งที่ถูกพวกสัตว์ร้ายโจมตีแล้วขอรับ”
ชาวบ้านชายที่ถูกจับตัวเอาไว้รีบพูดรายงานเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ให้กับอัศวินทั้งสองและกองทัพที่อยู่ด้านหลังฟังในทันทีพร้อมกับแสดงสีหน้าเศร้าสงสารออกมา หวังว่าอัศวินทั้งสองคนนี้จะปล่อยมันไปเพราะทั้งสองเป็นอัศวินของเมืองที่เป็นพันธมิตรกับเมืองแซนดี่.......