เทพยุทธ์แห่งใต้หล้า [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 3 บทที่ 84 วิกฤตอันน่าเขย่าขวัญ

            อสรพิษไผ่น้ำเงินค่อยๆ คืบคลานไปเหนือหัวของเหวินเริ่นเหยียนดวงตาสีน้ำเงินของมันช่างดูแปลกยิ่งนัก

            “หลินเฟิง มองมาที่ข้าสิ”

            เหวินเริ่นเหยียนตะโกนทันใดนั้นสายตาของหลินเฟิงได้มองไปที่เหวินเริ่นเหยียนดวงตาสีน้ำเงินที่ดูแปลกคู่นี้ราวกับสายฟ้าฟาด จึงทำให้จิตใจของหลินเฟิงว่างเปล่าราวกับถูกสะกดจิต  

            นัยน์ตาที่ดูแปลกของเหวินเริ่นเหยียนเต็มไปด้วยความเย้ยหยันการเคลื่อนไหวดั่งสายฟ้ามาถึงตัวหลินเฟิงในชั่วพริบตา ฝ่ามือที่เหมือนอสรพิษได้พุ่งไปยังหน้าอกของหลินเฟิง

            “ช่างรวดเร็วยิ่งนัก!”

            ฝูงชนต่างตกตะลึง สัตว์อสูรไผ่น้ำเงินไม่เพียงแต่มีดวงตาคู่แปลกเท่านั้นแต่การเคลื่อนไหวก็ยังรวดเร็วจนน่าตกใจ เหวินเริ่นเหยียนมีลักษณะพิเศษของอสูรไผ่น้ำเงินทั้งร่างกายเป็นเหมือนอสรพิษ ถ้าถูกเขาจ้องมองก็อาจทำให้ตายได้

            “ท่าไม่ดีแล้วสิ”

            หลินเฟิงตื่นจากภวังค์และชักดาบออกมาป้องกัน พลังลมปราณที่แข็งแกร่งได้ออกจากดาบเข้าปะทะจากนั้นจึงทำให้ร่างของเขากระเด็นปลิวออกไป

            “เคล็ดวิชาเคลื่อนไหวดั่งเงา!”

            หลินเฟิงพลิกตัวและกลับมายืนบนลานประลองอีกครั้งอย่างมั่นคงด้วยสองเท้า

            เหวินเริ่นเหยียนไม่ได้ไล่ตาม แต่แค่ยืนดูหลินเฟิงที่กระเด็นปลิวไปแล้วกล่าวว่า “เจ้าเห็นความต่างหรือยัง? ที่เจ้าเรียกว่าพรสวรรค์แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าข้ามันช่างไร้ประโยชน์ ข้าอยากจะเล่นกับเจ้าข้าสามารถเล่นได้ แม้เจ้าไม่โจมตีข้า แต่ด้วยความรวดเร็วของข้าเจ้าก็ไม่สามารถทำอะไรข้าได้”

            “แม้ว่าหลินเฟิงจะแข็งแกร่ง แต่ช่องว่างระหว่างเขากับเหวินเริ่นเหยียนก็ยังไม่สามารถแก้ไขได้เหวินเริ่นเหยียนแข็งแกร่งเกินไป ถึงแม้จะกล้าต่อสู้กับเขาแต่มันก็ไร้ประโยชน์”

            ฝูงชนต่างลุ้นกับการโจมตีเมื่อครู่ เหวินเริ่นเหยียนสามารถหยุดการโจมตีของหลินเฟิงได้จึงทำให้เหวินเริ่นเหยียนรู้สึกเบื่อหน่าย

            ส่วนหลินเฟิงที่ยืนอยู่ได้หรี่ตาลง ไม่กล้าสบกับดวงตาสีน้ำเงินของเหวินเริ่นเหยียน

            หลังจากปลดปล่อยจิตวิญญาณดวงตาของเหวินเริ่นเหยียนก็เต็มไปด้วยความแปลกประหลาด แค่เหลือบมองก็สามารถทำให้เป็นอัมพาตได้ในช่วงเวลานั้นมันยากที่เขาจะไม่นึกถึง

            จิตวิญญาณอสูรไผ่น้ำเงินช่วยให้เหวินเริ่นเหยียนมีความสามารถที่น่าเกรงกลัวเป็นอย่างมาก

            นี่สิถึงจะเรียกว่าพรสวรรค์ บางคนเกิดมาก็มีจิตวิญญาณที่แข็งแกร่ง พรสวรรค์ของพวกเขาเทียบกับคนทั่วไปแล้วนับว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่สูงมาก เหมือนเช่นเหวินเริ่นเหยียน

            “จิตวิญญาณแห่งสวรรค์”

            ดวงตาอันมืดมิดได้ปรากฏขึ้นอีกครั้ง รูม่านตาของหลินเฟิงเปลี่ยนเป็นสีเทาที่ดูโหดเหี้ยมด้วยสายตาอันเย็นยะเยือกความรู้สึกของเขาพลันค่อยๆ ตื่นตัวขึ้น สมองของเขาประมวลผลด้วยความเร็วที่น่าเหลือเชื่อ

            ลมปราณที่เพิ่มขึ้นอย่างบ้าคลั่งได้ทะลักออกมาอำนาจของดาบที่ปลดปล่อยออกมาทั่วลานประลองเป็นตายนั้นเต็มไปด้วยจิตสังหาร

            “อำนาจของดาบช่างน่าทึ่งเสียจริง?”

            เหวินเริ่นเหยียนหัวเราะเยาะอย่างเย็นชา แต่แล้วจู่ๆ เหลินเฟิงก็หายไป กลิ่นอายที่น่ากลัวของหลินเฟิงได้ตรึงลงไปในใจของเหวินเริ่นเหยียนมันแข็งแกร่งกว่าการโจมตีเมื่อครู่นี้อีก

            การเคลื่อนไหวของหลินเฟิงราวกับสายลม มันช่างรวดเร็วอย่างยิ่ง

            ฝ่ามืออสรพิษของเหวินเริ่นเหยียนได้โจมตีหลินเฟิงอีกครั้ง

            “โอ๊ะ?”

            เสียงอุทานดังขึ้นเบาๆ เพราะฝ่ามือของเหวินเริ่นเหยียนได้หมุนเป็นเกลียวและไล่ตามหลินเฟิงเพื่อโจมตีต่อ

            แต่หลินเฟิงราวกับรับรู้การโจมตีของเขาล่วงหน้าร่างของเขาเคลื่อนไหวดั่งสายลม และหลบการโจมตีของเหวินเริ่นเหยียนได้อย่างง่ายดาย

            “หืม?”

            ฝูงชนที่อยู่บนอัฒจันทร์ต่างมองด้วยความตกใจหรือว่าหลินเฟิงจะฝึกเคล็ดวิชาตัวเบาจนถึงระดับสูงสุด?

            “การเคลื่อนไหวอะไรกันถึงสามารถทำได้เช่นนี้? หรือว่าไม่ใช่การเคลื่อนไหว แต่เป็นการรับรู้เป็นไปไม่ได้ ทำไมความแข็งแกร่งของหลินเฟิงถึงมีการรับรู้ที่น่ากลัวเช่นนี้?”

            ผู้คนมากมายต่างคิดในใจว่า การเคลื่อนไหวนี้ช่างงดงามยิ่งนักและเหวินเริ่นเหยียนผู้มีความเร็วอันน่าหวาดกลัวก็ไม่สามารถทำอะไรหลินเฟิงได้นอกจากนี้การหลบหลีกแต่ละครั้งล้วนดูเป็นธรรมชาติ ไม่มีข้อบกพร่องเลยสักนิดเดียว

            หลินเฟิงเข้าใจอย่างชัดเจนว่าที่เขาสามารถใช้การเคลื่อนไหวที่ทรงพลังเช่นนี้ได้ เป็นเพราะจิตวิญญาณจิตวิญญาณแห่งสวรรค์ทำให้การรับรู้ของหลินเฟิงแข็งแกร่งขึ้น การรับรู้นี้ดูเหมือนจะชะลอเหวินเริ่นเหยียนให้ช้าลงและทำให้การตอบสนองรวดเร็วขึ้น ดังนั้นเขาจึงสามารถหลบการโจมตีของเหวินเริ่นเหยียนได้

            “ไสหัวไป”

            ข้อมือของหลินเฟิงขยับกวัดแกว่งดาบออกไปคลื่นดาบที่ทรงพลังได้พุ่งทะยานไปหา ทำให้เหวินเริ่นเหยียนต้องก้าวถอยหลังเพื่อให้ห่างจากหลินเฟิงไม่น่าเชื่อว่าหลินเฟิงจะรวดเร็วขนาดนี้

            “ทำไมเจ้าสามารถหลบได้?” ดวงตาคู่แปลกของเหวินเริ่นเหยียนจ้องเขม็งไปที่หลินเฟิงขณะกล่าวอย่างเย็นชา

            “ไม่ใช่ว่าเจ้าอยากเล่นกับข้าหรอกหรือ? แล้วจะก้าวถอยหลังไปทำไม?”

            น้ำเสียงของหลินเฟิงฟังดูเย็นยะเยือกดวงตาสีน้ำเงินของเหวินเริ่นเหยียนสัมผัสได้ถึงดวงตาอันมืดมิดของหลินเฟิง จู่ๆ ร่างกายของเหวินเริ่นเหยียนก็สั่นสะท้านเพียงแค่จ้องมองไปที่ดวงตาสีเทาคู่นั้น

            “ทำไมเขาถึงมีนัยน์ตาเช่นนี้? หรือว่าเขาก็มีจิตวิญญาณคล้ายกับของข้า?”

            เหวินเริ่นเหยียนจ้องมองไปยังดวงตาอันเลือดเย็นของหลินเฟิงดวงตาของหลินเฟิงในตอนนี้กับเมื่อครู่ช่างแตกต่างกันลิบลับ ทั้งเยือกเย็นและไร้ความรู้สึกดูเหมือนว่าเหวินเริ่นเหยียนจะเป็นคนเดียวที่มองออกว่าดวงตาของหลินเฟิงแปลกไป

            “จะเป็นเพราะจิตวิญญาณหรืออะไรก็ช่าง ข้าต้องฆ่าเจ้าให้ได้”

            เหวินเริ่นเหยียนคิดในใจ ขณะมองหลินเฟิงและกล่าวว่า “หลินเฟิง มองตาข้า”

            ความเย็นชาในดวงตาสีน้ำเงินคู่นั้นและดวงตาอันมืดมิดได้ปะทะกัน แต่คราวนี้สายตาของหลินเฟิงไม่สั่นคลอนเลยสักนิด นัยน์ตาสีเทานี้ยังคงดูลึกลับและเยือกเย็น

            “หรือจะเป็นเพราะทักษะเนตรรู้แจ้ง มันต้องเป็นเพราะทักษะเนตรรู้แจ้งแน่ๆเขาถึงไม่เป็นอัมพาต”

            เหวินเริ่นเหยียนประหลาดใจที่เห็นสายตาของหลินเฟิงไม่มีแม้แต่ความสับสน ดูเหมือนว่าดวงตาอสูรงูไผ่น้ำเงินจะไร้ประโยชน์ต่อหลินเฟิง  

            “อย่าได้กังวล นี่เป็นเพียงการเล่นกับเจ้า ถ้าเจ้าอยากรีบตายนักข้าก็จะช่วยเจ้า”

            ดวงตาอสูรไผ่น้ำเงินชำเลืองมองอย่างเย็นชาเมื่อเหวินเริ่นเหยียนเงยหน้าขึ้น ทันใดนั้นฝ่ามือของเขาได้ปลดปล่อยหยวนชี่ออกมาซึ่งเป็นหยวนชี่ที่มีสีเทาและเต็มไปด้วยกลิ่นอายของความตาย

            อสูรไผ่น้ำเงินนอกจากจะเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วแล้ว ความสามารถในการหลบหลีกรวมทั้งดวงตาอสูรคู่นั้น มันยังมีพิษที่รุนแรงอีกด้วย หากสัมผัสก็เท่ากับความตาย

            นี่จะทำให้การบ่มเพาะของเหวินเริ่นเหยียน สามารถใช้ทักษะของสัตว์อสูรที่โหดร้ายได้สะดวก

            ฝ่ามืออสรพิษเป็นทักษะระดับลี้ลับ หยวนชี่ภายในร่างกายจะกลายเป็นกลิ่นอายอสรพิษการโจมตีที่แข็งแกร่งจะทำให้ฝ่ายตรงข้ามเป็นอัมพาต แต่เมื่อพิษสัมผัสก็จะต้องตาย

            ทักษะประเภทนี้ยากที่จะฝึกฝน นอกจากทักษะนี้จะเหมาะสมกับคนที่มีพรสวรรค์ที่แข็งแกร่งและคนที่มีจิตวิญญาณไม่เหมือนใครเช่นเดียวกับเหวินเริ่นเหยียน ที่มีจิตวิญญาณอสูรไผ่น้ำเงินการบ่มเพาะจึงใช้ฝ่ามืออสรพิษได้อย่างคล่องแคล่วไม่เพียงทำให้ทักษะเต็มไปด้วยกลิ่นอายอสรพิษเท่านั้นแต่ยังช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับฝ่ามืออสรพิษอีกด้วย

            การเคลื่อนไหวของเหวินเริ่นเหยียนยังคงรวดเร็วเพียงชั่วพริบตาก็ไปโผล่ตรงหน้าของหลินเฟิงแล้ว

            กลิ่นอายที่ทรงพลังทำให้หลินเฟิงรู้สึกว่าร่างกายพลันหนักอึ้ง เพียงสัมผัสกลิ่นอายอสรพิษแค่เล็กน้อยก็ทำให้การเคลื่อนไหวของเขาช้าลง

            การเคลื่อนไหวของร่างกายรวดเร็วดั่งสายลมกระพือ หลินเฟิงเปลี่ยนตำแหน่งในพริบตาดาบยาวที่พลิ้วไหวได้โจมตีออกไป

            แต่ความสามารถในการหลบหลีกของเหวินเริ่นเหยียนยังคงรวดเร็วร่างกายส่วนล่างของเขาบิดได้เหมือนงู เพื่อหลบคลื่นดาบที่พุ่งผ่านเข้ามา

            “ไม่สงสัยเลยว่าทำไมเหวินเริ่นเหยียนถึงหยิ่งผยองเช่นนี้นั่นเป็นเพราะความแข็งแกร่งที่ทรงพลัง”

            หลินเฟิงรู้สึกหดหู่ ดวงตาอสูรไผ่น้ำเงินและฝ่ามืออสรพิษได้ช่วยให้ความสามารถในการโจมตีของเหวินเริ่นเหยียนกล้าแกร่งขึ้น ส่วนการป้องกันร่างกายของเขาตัวอ่อนเหมือนงู จึงสามารถหลบหลีกได้อย่างรวดเร็ว และการเคลื่อนไหวของเหวินเริ่นเหยียนก็รวดเร็วขึ้นจนดูเหมือนไม่มีจุดอ่อนให้โจมตีได้เลย

            ถ้าหลินเฟิงไม่เรียกจิตวิญญาณแห่งสวรรค์เขาคงไม่สามารถต้านทานการโจมตีของเหวินเริ่นเหยียนได้ แค่ดวงตาอสูรไผ่น้ำเงินก็สามารถเปลี่ยนไปได้ถึงขนาดนี้ไม่แปลกใจเลยที่ไม่มีศิษย์คนใดสามารถต่อกรกับเขาได้

            “ข้าจะดูว่าเจ้าจะทนไปได้นานสักแค่ไหน”

            เหวินเริ่นเหยียนยิ้มอย่างเย็นชาทันใดนั้นฝ่ามืออสรพิษก็ได้ไล่กวดหลินเฟิงกลิ่นอายอสรพิษได้แพร่กระจายไปทั่วลานประลองความเป็นตาย

            “พอแล้ว!”

            “ดาบปลิดวิญญาณ”

            หลินเฟิงตะโกนอย่างเย็นชา คลื่นดาบได้วาดผ่านออกไปปะทะกับกลิ่นอายอสรพิษจนทำให้เหวินเริ่นเหยียนถอยหลัง พลังของดาบปลิดวิญญาณของหลิงเฟิงเพียงพอที่จะคุกคามชีวิตของเขาได้

            “เมื่อครู่เจ้าบอกว่ากำลังเล่นกับข้า แล้วทำไมข้าจะเล่นกับเจ้าบ้างไม่ได้ล่ะ? ศิษย์สายในอันดับหนึ่ง??? อัจฉริยะ??? เหอะ ทำได้แค่นี้เหรอ…”

            เสียงของหลินเฟิงดังก้องไปทั่วพื้นที่รอบๆ

            คาดไม่ถึงว่าหลินเฟิงจะเล่นกับเหวินเริ่นเหยียน? เป็นไปได้อย่างไร? หลินเฟิงไม่ได้รับบาดเจ็บจากการโจมตีของเหวินเริ่นเหยียนแม้แต่น้อยเพียงแค่หลบเท่านั้น

            “อย่าได้ยั่วโทสะข้าด้วยคำพูด เทคนิคเช่นนี้มันหน่อมแน้มเกินไปแล้ว”

            เหวินเริ่นเหยียนกล่าวอย่างเย้ยหยัน

            “ยั่วยุ? หึ เจ้าคิดว่ามีแค่เจ้าคนเดียวงั้นหรือที่มีจิตวิญญาณ?”

            เมื่อหลินเฟิงพูดจบก็มีเงาสีดำปรากฏขึ้นด้านหลังของเขา สิ่งที่น่าตกใจคือตรงใจกลางของเงาสีดำได้มีดวงตาคู่สีขาวคู่หนึ่งช่างแปลกยิ่งนัก

            “จิตวิญญาณ นี่เป็นครั้งแรกที่หลินเฟิงปลดปล่อยจิตวิญญาณ”

            “มันคือจิตวิญญาณอะไรกัน? ข้าไม่เคยเห็นมันมาก่อน”

            ผู้คนจำนวนมากต่างตกตะลึงเมื่อเห็นจิตวิญญาณของหลินเฟิง ใช่แล้วการต่อสู้เมื่อครู่ระหว่างหลินเฟิงและเหวินเริ่นเหยียนหลินเฟิงยังไม่ได้ปลดปล่อยจิตวิญญาณออกมา แน่นอนว่า พวกเขาคงไม่รู้ว่าหลินเฟิงมีเพียงจิตวิญญาณแห่งสวรรค์ขั้นที่1 เท่านั้น

            “โอ้พระเจ้า! นี่คือจิตวิญญาณของหลินเฟิง? ข้าจำได้ว่าจิตวิญญาณของหลินเฟิงเป็นเพียงงูที่ไร้ประโยชน์เป็นจิตวิญญาณขยะ เมื่อไรกันที่เขามีจิตวิญญาณเช่นนี้?”

            ผู้คนต่างตกใจและอุทานออกมา จิตวิญญาณของหลินเฟิงได้ดึงดูดสายตาของศิษย์สายนอกที่มีความแข็งแกร่งในระดับต่ำ แน่นอนว่าไม่มีใครใส่ใจคำพูดของเขา

            “ใช่! ข้าจำได้ว่าหลินเฟิงมีจิตวิญญาณขยะทำไมตอนนี้ถึงมีจิตวิญญาณเช่นนี้ได้? หรือว่าเป็นจิตวิญญาณนักรบคู่?”

            ศิษย์สายนอกอีกคนกล่าวขึ้น พวกเขารู้แค่ว่าหลินเฟิงเป็นเพียงขยะ จึงพากันดูถูกข่มเหงและกลั่นแกล้งเท่านั้น

            แต่หลินเฟิงในวันนี้เหมือนกับเป็นคนละคน เพียงแค่ระยะเวลาสั้นๆก็โดดเด่นขึ้นมาถึงขนาดนี้

            แต่น่าเสียดาย ถึงแม้ว่าพวกเขาจะพูดความจริง แต่กลับไม่มีใครเชื่อ

            จิตวิญญาณนักรบคู่? มันไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด การที่มีจิตวิญญาณนักรบคู่จะทำให้หลินเฟิงกลายเป็นอัจฉริยะที่ทรงพลังใครก็ตามที่มีจิตวิญญาณนักรบคู่ล้วนเป็นสัตว์ประหลาด!

            คำพูดของศิษย์สายนอกไม่กี่คน ดึงดูดศิษย์คนอื่นๆ เพียงเล็กน้อยเท่านั้น

            “เหวินเริ่นเหยียน ข้าจะทำให้เจ้าได้เห็นถึงความแข็งแกร่งที่แท้จริงของข้า”

            คำพูดก้าวร้าวของหลินเฟิงทำให้ฝูงชนต่างสั่นกลัว หมายความว่าตลอดเวลาที่ต่อสู้กับเหวินเริ่นเหยียนเขายังไม่ได้ใช้พลังที่แท้จริง!

            หมอกสีดำอันทรงพลังได้ห่อหุ้มร่างกายของหลินเฟิงดวงตาอันมืดมิดของหลินเฟิงนั้นยิ่งเย็นชาและเหี้ยมโหดขึ้นเรื่อยๆ

            ดาบในมือของหลินเฟิงได้ยกขึ้น คลื่นดาบส่งเสียงแผดร้องออกมา

            “สวรรค์”

            หลินเฟิงพึมพำออกมาคำหนึ่ง ในดวงตาสีเทานั้นเปล่งประกายสีขาว เป็นดวงตาที่แปลกยิ่งกว่าดวงตาอสูรไผ่น้ำเงินของเหวินเริ่นเหยียนเสียอีก

            จิตวิญญาณแห่งสวรรค์ หลินเฟิงได้ปลดปล่อยความสามารถของจิตวิญญาณนี้เป็นครั้งแรกนั่นคือสวรรค์

            เหวินเริ่นเหยียนหยุดชะงัก ในตอนนี้การบ่มเพาะจิตวิญญาณของเหวินเริ่นเหยียนได้ปรากฏขึ้นในหัวของหลินเฟิงอย่างชัดเจน แม้กระทั่งทุกกระทำของเหวินเริ่นเหยียนล้วนผุดขึ้นมาในหัวของหลินเฟิง

            ในตอนนี้เหวินเริ่นเหยียนมีเพียงความรู้สึกเดียว เป็นความรู้สึกที่แปลกๆดูเหมือนกลิ่นอายลึกลับจะตรึงร่างของเขาไว้ ไม่ว่าเขาจะไปไหนก็ไม่สามารถหนีจากกลิ่นอายนี้ไปได้

            “ดาบ”

            การเคลื่อนไหวของหลินเฟิงรวดเร็วมากในชั่วพริบตาก็มาตรงหน้าเหวินเริ่นเหยียนแล้ว จากนั้นก็ฟันดาบปลิดวิญญาณออกไป

            เหวินเริ่นเหยียนหลบการโจมตีได้อย่างหวุดหวิดในขณะเดียวกันมือของเขาก็ขยับเล็กน้อย เพื่อเร่งปล่อยกลิ่นอายอสรพิษออกมา

            แต่ตอนนั้นเอง หมอกสีดำก็เคลื่อนตัวเข้ามาดูดซับกลิ่นอายอสรพิษเข้าไป ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับที่ประกายแสงจากคมดาบสว่างวูบขึ้นมาก่อนที่คลื่นดาบอันแข็งแกร่งจะพุ่งออกมา

            “หนี!”

            รูม่านตาสีน้ำเงินของเหวินเริ่นเหยียนหดลงเล็กน้อย ก่อนจะพลิ้วร่างหนีไปแต่เขาพบว่าร่างเงาของหลินเฟิงกำลังไล่กวดตามเขา

            ดาบปลิดวิญญาณแผดเสียงร้องออกมาอีกครั้ง

            เหวินเริ่นเหยียนกัดฟัน ร่างกายบิดไปมาเพื่อหลบหลีกคลื่นดาบที่ฟันเข้ามาอย่างรวดเร็ว

            แต่สิ่งที่ทำให้เหวินเริ่นเหยียนตกใจคือหลินเฟิงสามารถโจมตีได้อย่างต่อเนื่อง โดยไม่หยุดพัก

            “เป็นไปได้อย่างไร?”

            เหวินเริ่นเหยียนส่งเสียงร้องออกมาในใจ ราวกับหลินเฟิงมีสัมผัสพิเศษในขณะที่เขาเคลื่อนตัวเพื่อที่จะหลบ หลินเฟิงก็สามารถดักทางเขาได้นี่มันน่ากลัวเกินไปแล้ว

            หรือว่าจะเป็นกลิ่นอายนั่นที่คอยหยุดการเคลื่อนไหวเขา?

            สีหน้าของเหวินเริ่นเหยียนเริ่มซีดขาวด้วยการกระหน่ำโจมตีของดาบปลิดวิญญาณ ทำให้เขาเริ่มเหนื่อยกับการหลบหลีกและทุกครั้งที่เขาปลดปล่อยกลิ่นอายอสรพิษ ก็ถูกหมอกสีดำของหลินเฟิงกลืนกินดูเหมือนว่าครั้งนี้ทุกอย่างจะตกอยู่ในการควบคุมของหลินเฟิงถ้าหากหลินเฟิงใช้ความสามารถทั้งหมด เขาคงต้องตายอย่างแน่นอน

            “คาดไม่ถึงเลยว่า หลินเฟิงจะสามารถไล่ต้อนเหวินเริ่นเหยียนจนจนมุมได้?”

            ทุกคนต่างรู้สึกมึนชา สถานการณ์ในตอนนี้มันกลับตาลปัตรท่าทางเย่อหยิ่งของเหวินเริ่นเหยียนได้มลายสิ้นไปหมดเขาทำได้แค่ป้องกันและคอยหลบหนี นอกจากนี้สีหน้าของเขาก็ยังดูย่ำแย่อีกทั้งยังรู้สึกได้ถึงอันตรายที่คืบคลานเข้ามาใกล้เรื่อยๆ

            หรือว่าเมื่อครู่นี้หลินเฟิงก็แค่เล่นกับเหวินเริ่นเหยียน? แม้แต่ในยามที่เผชิญหน้ากับเหวินเริ่นเหยียน คู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่งเช่นนี้เขาก็ยังมีอารมณ์มาหยอกเล่น?

            ผู้ฝึกยุทธ์ที่แข็งแกร่งกำลังมองจากบนอัฒจันทร์ พรสวรรค์ของหลินเฟิงน่ากลัวเกินไปแล้วเกรงว่านี่จะทำให้พวกเขาต่างอิจฉาริษยา

            ตอนนี้พวกเขารู้ว่า นอกจากหลินเฟิงจะมีพรสวรรค์ที่น่ากลัวแล้ว ความสามารถในการตอบสนองของหลินเฟิงก็น่ากลัวด้วยเช่นกันมีเพียงผู้ที่มีความสามารถในการตอบสนองที่แข็งแกร่งเท่านั้นจึงจะสามารถทำได้แบบหลินเฟิงตอนนี้เหวินเริ่นเหยียนถูกกดดันจนสภาพย่ำแย่ลงเรื่อยๆ หากยังปล่อยให้เป็นเช่นนี้เขาต้องตายแน่ๆ

            “ว่าไง อัจฉริยะ เจ้ายังซ่อนความสามารถอะไรไว้อีกไหม?”

            น้ำเสียงเย็นชาที่ออกมาจากปากของหลินเฟิงในระหว่างการโจมตีหลินเฟิงก็ยังมีเวลามากพอที่จะเยาะเย้ยเหวินเริ่นเหยียนทำให้ทุกคนไม่รู้ว่าจะหัวเราะหรือร้องไห้ดี

            คำว่า ‘อัจฉริยะ’ได้กลายเป็นคำพูดแทงใจของเหวินเริ่นเหยียนในตอนนี้ โดยเฉพาะก่อนหน้านี้ที่เหวินเริ่นเหยียนพูดจาโอ้อวดตัวเองไปทั่วทั้งยังถากถางหลินเฟิงไว้มากมาย

            ใครกันแน่ที่เป็นอัจฉริยะ?

            “เหวินเริ่นเหยียน ไม่ใช่ว่าเจ้ากับข้ามีช่องว่างที่แตกต่างกันหรอกหรือแล้วทำไมตอนนี้เจ้าเอาแต่หลบอยู่ตลอดเวลาล่ะ ไม่รู้สึกอับอายบ้างเลยหรือ?”

            หลินเฟิงสะบัดดาบในมืออีกครั้ง พร้อมกับเสียงร้องอันแหลมคมได้ลอยเข้าไปในหูของเหวินเริ่นเหยียนไม่รู้ว่าเป็นเพราะคำพูดเยาะเย้ยของหลินเฟิงหรือเสียงที่น่ารำคาญของคลื่นดาบที่ทำให้เหวินเริ่นเหยียนแทบคลั่งตาย

            “เหวินเริ่นเหยียน ไม่ใช่ว่าต้องการพิสูจน์ให้ทุกคนได้เห็นหรือว่าอะไรคืออัจฉริยะที่แท้จริง? นั่นคือสิ่งที่เจ้าต้องการพิสูจน์นี่”

            ดูเหมือนว่าหลินเฟิงจะไม่ปล่อยเหวินเริ่นเหยียนไป เพียงแค่ประโยคเดียวกลับทำให้จิตใจของเหวินเริ่นเหยียนว้าวุ่นขึ้นและหลายครั้งแล้วที่เกือบถูกหลินเฟิงโจมตี

            “เจ้าดูถูกคนอื่นว่าเป็นสวะ แต่ตอนนี้เจ้ากลับเป็นสวะเสียเองรู้สึกอับอายหรือไม่? หรือว่าเจ้าหน้าหนาเกินจะรู้สึกถึงความอับอาย?”

            คำพูดของหลินเฟิงได้กระตุ้นเหวินเริ่นเหยียนให้บ้าคลั่งขึ้นมา คราวนี้เขาไม่ได้หลบอีกต่อไปและโต้กลับด้วยกลิ่นอายอสรพิษอย่างไม่กลัวตาย

            “ข้าแค่รอให้เจ้าเข้ามาหาความตายเองเท่านั้น”

            รูม่านตาที่ไร้ความรู้สึกของหลินเฟิงได้เปล่งประกายขึ้นมาคลื่นดาบนับไม่ถ้วนได้ไหลมารวมตัวกันบนใบดาบ ลมปราณที่รุนแรงได้หลอมรวมไปกับคลื่นดาบอันทรงพลังก่อให้เกิดพลังทำลายล้างที่แข็งแกร่งจนน่ากลัวขึ้นมา

            “ดาบแห่งความตาย”

            คลื่นดาบที่ทอประกายสว่างจ้าถูกห่อหุ้มด้วยลมปราณแห่งความตายสีเทาพร้อมกับกลิ่นอายแห่งความตายที่ทะลักออกมาจากตัวดาบคลื่นดาบอันทรงพลังได้พุ่งไปหาเหวินเริ่นเหยียนอย่างรวดเร็ว ตอนนี้จิตใจของเหวินเริ่นเหยียนเริ่มสั่นสะท้านไปด้วยความกลัว

             “หนี”

            ทันใดนั้นก็มีเสียงตะโกนดังขึ้นมาทำให้เหวินเริ่นเหยียนถอยร่นอย่างไม่ลังเล เห็นได้ชัดว่าศักยภาพดาบของเขาเกือบจะถึงจุดสูงสุดแล้ว

             “ตาย!”

            หลินเฟิงตะโกนออกมาแค่คำเดียว ก่อนที่ดาบแห่งความตายจะทำลายล้างทุกอย่าง

            “ตูม!!!”

            เสียงคำรามของดาบแห่งความตายเฉกเช่นเดียวกับเสียงเรียกของปีศาจเพียงแค่เสี้ยววินาทีมันก็เพียงพอที่จะทำลายเหวินเริ่นเหยียนได้ในนัยน์ตาของเหวินเริ่นเหยียนฉายแววสิ้นหวังออกมา ดาบนี้รุนแรงและแข็งแกร่งเกินไปแล้ว

            “ปลดปล่อย”

            ทันใดนั้นก็มีหยวนชี่พรั่งพรูอยู่ในอากาศและพุ่งทะยานเข้ามาทำลายพลังของดาบแห่งความตายอย่างต่อเนื่อง ไม่นานดาบแห่งความตายก็พลันสลายหายไปซึ่งเป็นจังหวะเดียวกับที่ร่างหนึ่งลุกขึ้นยืน คนคนนั้นก็คืออาจารย์ของเหวินเริ่นเหยียนนั่นเองและเป็นหญิงชราคนนี้นี่เองที่ได้ตะโกนเตือนเหวินเริ่นเหยียนเมื่อครู่

            “พอได้แล้ว การต่อสู้ในครั้งนี้เจ้าเป็นฝ่ายชนะ” หญิงชรากล่าวอย่างเย็นชา และในน้ำเสียงของนางยังเจือไปด้วยพลังอันน่าเกรงขามเอาไว้

            รูม่านตาของหลินเฟิงหดเกร็งเล็กน้อย น่าขำสิ้นดี เขาเนี่ยนะต้องการแค่ชัยชนะ? ถ้าเขาแพ้ สิ่งที่เขาต้องจ่ายก็คือชีวิต แต่พอเขาชนะเหวินเริ่นเหยียนกลับยังคงอยู่ดี และไม่ได้รับบาดเจ็บสาหัสเลยแม้แต่น้อย

            “ยายแก่ เจ้าลืมสัญญาระหว่างพวกเราไปแล้วหรือ?!”

            เมื่อผู้อาวุโสเป่ยเห็นฉากนี้ก็กล่าวแทรกขึ้นมาอย่างไม่พอใจ

            “เจ้าวางใจเถอะ สัญญาของพวกเรา ข้าไม่ลืมหรอกแต่เหวินเริ่นคือลูกศิษย์ของข้า ยายแก่อย่างข้าทำใจเห็นเขาตายไปต่อหน้าไม่ได้”

            คำพูดของหญิงชราทำให้ทุกคนต่างสงสัย นางบอกให้ผู้อาวุโสเป่ยวางใจและนางก็ยังไม่ลืมสัญญา? ถ้ายังไม่ลืมแล้วทำไมถึงเข้าไปแทรกแซงการต่อสู้ระหว่างหลินเฟิงกับเหวินเริ่นเหยียนด้วย?! การที่นางช่วยเหวินเริ่นเหยียนก็เท่ากับลืมสัญญาไปแล้ว!

            แต่ฝูงชนก็ไม่ได้คิดมากไป พวกเขายังคงตกตะลึงในเพลงดาบของหลินเฟิงเมื่อครู่นี้คาดไม่ถึงเลยว่าศิษย์อันดับหนึ่งอย่างเหวินเริ่นเหยียนจะพ่ายแพ้ให้กับหลินเฟิง

            จากนี้เป็นต้นไป หลินเฟิงได้กลายเป็นศิษย์สายในอันดับหนึ่งอย่างแท้จริง

            หนานกงหลิงได้ลุกขึ้นยืน ขณะที่จ้องมองไปยังร่างของหลินเฟิงที่ยืนอยู่บนลานประลองเป็นตายอย่างผ่าเผยด้วยสายตาปลาบปลื้ม

            หลินเฟิงทำให้เขาประหลาดใจเป็นอย่างมาก

            “เอาล่ะ การทดสอบในวันนี้ได้จบลงแต่เพียงเท่านี้ ทุกคนแยกย้ายกันได้”

            ผู้อาวุโสเป่ยโบกมือให้เหล่าศิษย์พากันแยกย้ายตัวเขาเองก็ไม่อยากมีความขัดแย้งกับหญิงชรา

            การทดสอบจบลงแต่เพียงเท่านี้?

            สายตาทุกคนต่างจับจ้องไปที่หนานกงหลิง แต่หนานกงหลิงกลับมองไปที่ผู้อาวุโสเป่ยอย่างสงสัยแต่ผู้อาวุโสเป่ยเพียงแค่พยักหน้าให้กับเขาเท่านั้น

            “ฮ่าๆ การทดสอบของนิกายหยุนไห่ในวันนี้ ช่างยอดเยี่ยมเสียจริงแต่ทำไมถึงจบเร็วขนาดนี้ล่ะ”

            ต้วนเทียนหลางที่นั่งเงียบมาโดยตลอดก็เริ่มพูดแทรกขึ้นมาทำให้หนานกงหลิงขมวดคิ้ว

             “ท่านประมุข กรุณาสั่งให้ศิษย์ทั้งหมดออกจากนิกายไปซะเพราะนิกายนี้จะต้องถูกยุบ”

            จู่ๆ น้ำเสียงของผู้อาวุโสเป่ยก็ก้าวร้าวรุนแรงขึ้นทำให้ทุกคนต่างสั่นสะท้าน ให้ศิษย์ทั้งหมดออกจากนิกาย? นิกายจะถูกยุบ?

            นี่มันเกิดอะไรขึ้น?

            จู่ๆ ฝูงชนก็เกิดลางสังหรณ์แปลกๆ ขึ้นมาทันใดนั้นพวกเขาก็ได้ยินเสียงหัวเราะของต้วนเทียนหลาง

            “อย่าเสียเวลาคิดเลย ทางออกของหุบเขานี้ถูกปิดล้อมไว้หมดแล้วไม่มีใครสามารถหนีรอดไปได้ ทุกคนจะต้องอยู่ที่นี่”

             “ต้วนเทียนหลาง เจ้าหมายความว่าอย่างไร?”

            จู่ๆ สายตาของหนานกงหลิงก็เปลี่ยนไป

            “หมายความว่าไง? หนานกงหลิง นี่เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าข้าพาผู้นำนิกายคนอื่นๆ ถ่อมาถึงที่นี่ก็เพื่อมานั่งชมการทดสอบของนิกายเจ้า? เหอะ ไร้เดียงสาเสียจริง เรื่องง่ายๆ แค่นี้ก็มองไม่ออก” ต้วนเทียนหลางกล่าวอย่างเย็นชา “ครั้งก่อนข้าส่งบุตรชายของข้ามาที่นิกายเพื่อบอกให้เจ้าส่งมอบรุ่นเยาว์ที่แข็งแกร่งของหยุนไห่มา แต่เจ้าก็ปฏิเสธ วันนี้ข้ามาที่นิกายหยุนไห่ในฐานะตัวแทนของฝ่าบาท”

            “ตึงๆๆ...”

            สิ้นเสียงของต้วนเทียนหลาง พื้นดินก็สั่นสะเทือนขึ้นมา ทำให้จิตใจของทุกคนสั่นสะท้านไปด้วยความกลัว

            และการสั่นสะเทือนก็ยิ่งรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ราวกับหุบเขาจะถล่มลงมากระทั่งภูเขายังสั่นไหวพร้อมกับมีเสียงระเบิดดังกึกก้องอย่างต่อเนื่อง จิตสังหารแพร่กระจายไปทั่วท้องฟ้าและเข้าปกคลุมนิกายหยุนไห่

            “เฮ้อ…” ผู้อาวุโสเป่ยถอนหายใจออกมาแววตาเต็มไปด้วยความเศร้าโศก เขาค้นพบเรื่องนี้ช้าไปนิกายหยุนไห่ได้ถูกต้วนเทียนหลางปิดล้อมแล้ว

            พื้นดินยังคงสั่นสะเทือนและเศษฝุ่นคละคลุ้งไปทั่วอากาศ ในตอนนั้นเองผู้คนต่างเงยหน้าขึ้นมองไปเหนือหุบเขาก็เห็นกองทหารม้าโลหิตโอบล้อมไว้ ในมือของพวกเขาต่างถือคันธนูและมีท่าทางพร้อมโจมตีได้ตลอดเวลา

            “กองทหารม้าโลหิต” หลินเฟิงหรี่ตาลง เป็นไปได้อย่างไรที่กองทหารม้าโลหิตจะปิดล้อมที่นี่ไว้?

            หลินเฟิงกวาดสายตามองไปที่ฝูงชนเพื่อหาหลิ่วเฟยและเห็นหลิ่วเฟยมีท่าทีตื่นตระหนกตกใจอย่างชัดเจน

            เป็นไปได้อย่างไร มันจะเป็นไปได้อย่างไร?

            หลิ่วเฟยมึนงงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น กองทหารม้าโลหิตที่อยู่ภายใต้คำสั่งของบิดากำลังทำการปิดล้อมนิกายของบิดานาง

            “หรือว่านี่จะเป็นคำสั่งของท่านพ่อ?” หลิ่วเฟยครุ่นคิดอย่างแปลกใจและรู้สึกว่าความคิดนี้ดูจะไร้สาระไปหน่อย มันจะเป็นไปได้อย่างไร? ท่านพ่อของนางไม่มีทางออกคำสั่งอะไรแบบนี้แน่

            ทั้งหมดนี่ มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?

            “ต้วน… เทียน… หลาง…” ตอนนี้นัยน์ตาของหนานกงหลิงเย็นชาขึ้น และมองไปที่ต้วนเทียนหลางด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยจิตสังหาร

            “หนานกงหลิง อย่าได้มองข้าแบบนี้สินี่เป็นกองกำลังทหารม้าโลหิตของพี่น้องเจ้า หลิ่วชั่งหลันอย่างไรเล่า ถ้าจะหาคนผิดก็ไปหาเขาสิ”

            ต้วนเทียนหลางแสยะยิ้มอย่างเยือกเย็นและเป็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความชั่วร้าย

            ในตอนนี้การสั่นสะเทือนยังคงไม่หยุดด้านบนของหุบเขาเต็มไปด้วยกองทหารม้าโลหิตและยังมีกองทหารม้าอีกส่วนหนึ่งกำลังหลั่งไหลมาที่ลานประลองเป็นตาย

            พวกเขาถูกปิดล้อมไว้หมดแล้ว ต่อให้มีปีกงอกออกมาก็ยากที่จะหนีพ้นทุกคนในนิกายหยุนไห่ต่างก็มารวมตัวกันอยู่ที่นี่หมด แต่นาทีนี้คงไม่มีใครสามารถหนีพ้นไปได้อย่างแน่นอน

            เหล่าศิษย์ของนิกายหยุนไห่ต่างสั่นสะท้านไปด้วยความกลัวทำไมถึงเป็นเช่นนี้?! แล้วคนเหล่านี้ต้องการอะไร?”

            ความรู้สึกตื่นตระหนกได้เริ่มแพร่กระจายไปทั่วทั้งหุบเขาเมฆพายุในลานประลองเป็นตายเริ่มเกิดความวุ่นวายขึ้นมา

    คล้ายกับเรื่องเทพยุทธ์แห่งใต้หล้า [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน