# บทที่ 10 — รอยร้าวใต้บุปผามาร
เสียงระฆังยามเช้าดังขึ้นสามครั้ง ขณะที่โม่เฉินลืมตาในห้องพักของหอโอสถ
สิ่งแรกที่เขารู้สึกไม่ใช่ความปวด แต่เป็ความหนาวที่คืบคลานอยู่ลึกใต้กระดูก ราวกับพิษมารเย็นซ่อนตัวเงียบ ๆ มาตลอดคืน แล้วเพิ่งเลือกขยับเมื่อเขาหยุดฝืนมัน
กลิ่นยาต้มลอยอยู่ข้างเตียง เสิ่นเยว่โหรวนั่งคัดสมุนไพรใต้หน้าต่างโดยไม่เงยหน้ามองเขา
“อย่าคิดจะลุก” นางพูดก่อนที่เขาจะขยับตัว “เม็ดยับยั้งพิษหมดฤทธิ์ไปั้แ่กลางคืน หากเมื่อคืนเ้าฝืนอีกครึ่งชั่วยาม เส้นลมปราณคงแข็งจนขยับนิ้วไม่ได้แล้ว”
“ข้ายังขยับนิ้วได้” โม่เฉินลองกำมือช้า ๆ
“เพราะข้าต้มน้ำยาให้เ้า ไม่ใช่เพราะเ้าทนเก่ง” เสิ่นเยว่โหรวหยิบชามยาเดินมา “ดื่ม”
โม่เฉินมองของเหลวสีดำในชามแล้วถอนใจ “ข้าพึ่งโดนวางยามา”
“ดี งั้นเ้าควรเรียนรู้ว่าคนที่รักษาเ้าแตกต่างจากคนที่อยากฆ่าเ้าอย่างไร”
เขารับชามยามาดื่มจนหมด รสขมแล่นลงคอ แต่ไม่นานความอุ่นก็ค่อย ๆ ขับไล่ความเย็นที่เกาะอยู่ตามปลายนิ้วได้เล็กน้อย เสิ่นเยว่โหรวตรวจชีพจรเขาซ้ำ สีหน้าของนางยังไม่ดีขึ้น
“พิษไม่รุนแรงเท่าคืนแรกแล้ว” นางกล่าว “แต่ข้าถอนมันออกทั้งหมดไม่ได้ ส่วนที่เหลือติดอยู่กับเส้นลมปราณ ถ้าเ้าฝืนใช้ปราณหรือเข้าใกล้ของที่มีไอมาร มันอาจตื่นขึ้นอีก”
คำเตือนนี้ทำให้โม่เฉินนึกถึงเศษแผ่นหยกดำทันที “เศษหยกอยู่ที่ไหน”
เสิ่นเยว่โหรวมองเขาอย่างไม่พอใจ “อยู่กับลั่วชิงเสวี่ย และเ้าจะไม่ไปแตะมันในวันนี้”
“ถ้ามันเกี่ยวกับเหตุที่ข้าถูกเลือก—”
“ยิ่งเกี่ยว เ้าก็ยิ่งไม่ควรพุ่งเข้าใส่มันตอนที่เดินเองยังแทบไม่ไหว” นางวางมือบนข้อมือเขา ไม่ได้ออกแรงมาก แต่หนักแน่นพอให้เขาหยุดโต้เถียง “เมื่อวานเรารอดเพราะมีหลักฐานและมีคนช่วยกัน ไม่ใช่เพราะเ้าเดินลุยคนเดียวแล้วชนะทุกอย่าง จำเื่นั้นไว้บ้าง”
โม่เฉินนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนพยักหน้า เขาไม่ชอบยอมรับว่าตัวเองอ่อนแอ แต่ความจริงในร่างนี้ไม่มีที่ให้หลอกตัวเอง
หน้าต่างระบบลอยขึ้นเหนือปลายเตียงพอดี ดวงตาอีโมจิหรี่ลงเหมือนกำลังมองดูการถูกดุด้วยความเพลิดเพลิน
“โฮสต์เรียนรู้ทักษะใหม่: รู้จักนอนพัก”
“นั่นไม่ใช่ทักษะ” โม่เฉินตอบในใจ
“สำหรับโฮสต์ ถือว่าใกล้เคียงปาฏิหาริย์”
หน้าต่างสั่นเบา ๆ แล้วเปลี่ยนเป็แผ่นสีดำขอบเงิน ภาพตราพระจันทร์สีม่วง เศษหยกดำ และเงาของหลินอวี้กับฉู่เหวินจิ่งปรากฏขึ้นเป็ลำดับ
“ประเมินภารกิจชะตาระดับแรกเสร็จสิ้น” ระบบกล่าว “โฮสต์เปิดโปงเส้นทางลับ ช่วยผู้มีชะตาสองรายจากจุดตาย และทำให้แผนกำจัดพยานล้มเหลว”
ตัวเลขสีทองสว่างขึ้นตรงหน้าเขา
**ได้รับแต้มชะตา 18 แต้ม**
แต้มที่มุมหน้าต่างเปลี่ยนจาก 2 เป็ 20
“แค่นี้?” โม่เฉินถาม
ปากอีโมจิของระบบหุบลงเป็เส้นตรง “เป้าหมายหลักยังมีชีวิตและเครือข่ายยังไม่พังทั้งหมด รางวัลจะจ่ายตามผล ไม่ใช่ตามความเหนื่อยของโฮสต์”
“แล้วมีอะไรซื้อได้บ้าง”
หน้าต่างเปลี่ยนเป็โหมดข้อเสนอทันที ภายในมีภาพม้วนคัมภีร์ ตลับยา และผ้าคลุมหน้ากากเล็ก ๆ พร้อมตัวเลขราคา แต่แถวส่วนใหญ่ยังหม่นดำ
**วิเคราะห์เป้าหมายขั้นต้น — 50 แต้มชะตา**
**ปกปิดกลิ่นปราณขั้นต้น — 30 แต้มชะตา**
**เม็ดยับยั้งพิษชั่วคราว — 10 แต้มชะตา**
โม่เฉินมองแต้ม 20 ของตนแล้วปิดหน้าต่างโดยไม่ลังเล เขาไม่อาจใช้แต้มหมดเพื่อซื้อยาเพียง่สั้น และยิ่งไม่ควรซื้อของที่ยังไม่จำเป็จากระบบที่ชอบตั้งราคาจนชวนสงสัย
“โฮสต์ใช้ร้านอย่างไร้เยื่อใย” ระบบบ่น “ข้าถูกออกแบบมาเพื่อให้บริการ”
“ข้าถูกออกแบบมาเพื่อไม่ตาย”
ระบบเงียบไปหนึ่งจังหวะ ก่อนยิ้มกว้าง “คำตอบผ่านเกณฑ์”
ก่อนเสิ่นเยว่โหรวจะถามว่าเขาเหม่ออะไร เสียงฝีเท้าก็ดังขึ้นนอกห้อง ลั่วชิงเสวี่ยผลักประตูเข้ามา ชุดฝึกกระบี่ของนางยังมีรอยฝุ่นตรงชายแขน เห็นได้ชัดว่านางไม่ได้พักมากไปกว่าเขา
“ข้าเจอบางอย่าง” นางกล่าวทันที แล้ววางกระดาษลอกลายสองแผ่นลงบนโต๊ะ
เสิ่นเยว่โหรวมองนาง “เขายังต้องพัก”
“ข้าจะพูดสั้น ๆ” ลั่วชิงเสวี่ยตอบ ก่อนหันมาทางโม่เฉิน “อักษรบนเศษหยกดำไม่ใช่อักษรผนึก แต่เป็อักษรของคัมภีร์กระบี่เก่า ข้าพบมันในบันทึกหอคัมภีร์ชั้นสาม”
โม่เฉินขยับตัวนั่งพิงหมอน “มันเขียนว่าอะไร”
ลั่วชิงเสวี่ยใช้นิ้วแตะบรรทัดหนึ่งบนกระดาษ “ดอกบัวถูกล่ามด้วยโซ่ คือ ‘ผนึกดอกบัวพันธนาการ’ มันไม่ใช่กุญแจทั้งชิ้น แต่เป็เศษส่วนของตราที่ใช้เปิดทางเข้าสู่หอผนึกชั้นใน”
เสิ่นเยว่โหรวขมวดคิ้ว “หอผนึกชั้นในเก็บของระดับนี้ไว้จริงหรือ”
“ตามบันทึก เก็บของที่สำนักไม่ควรใช้ แต่ก็ไม่อาจทำลายได้” ลั่วชิงเสวี่ยตอบ “และมีบรรทัดหนึ่งพูดถึงเงื่อนไขเปิดผนึก—ต้องใช้ผู้มี ‘ปราณไร้ขอบเขต’ เป็ตัวนำ”
ห้องทั้งห้องเงียบลง
โม่เฉินรู้สึกความเย็นเล็ก ๆ แล่นขึ้นหลังคอ ไม่ใช่เพราะพิษ เขาไม่เคยบอกใครเื่ร่างมหาสมุทรไร้ขอบเขต เพราะเขาเองยังไม่รู้ว่ามันคืออะไร แต่คำที่ลั่วชิงเสวี่ยอ่านออกมานั้นใกล้เกินกว่าจะเป็เื่บังเอิญ
“อาจหมายถึงผู้ฝึกตนคนอื่นก็ได้” เขากล่าวอย่างระวัง
“อาจใช่” ลั่วชิงเสวี่ยตอบ นางไม่ได้ซักต่อ “แต่ชายหน้ากากทองบอกว่าร่างเ้าจะเปิดทาง และปิ่นข้าตอบสนองในห้องเ้า สองเื่นี้ควรถูกตรวจ ไม่ใช่ปล่อยผ่าน”
เสิ่นเยว่โหรวพับกระดาษเก็บ “ตรวจได้ แต่ไม่ใช่วันนี้”
“ข้าเห็นด้วย” โม่เฉินกล่าว ทำให้นางมองเขาอย่างแปลกใจ “เราไม่มีสิทธิ์เข้าไปหอผนึกชั้นในโดยไม่มีคำสั่ง และตอนนี้ฝ่ายกฎกำลังปิดคดี หากพวกเราเข้าไปยุ่งโดยไร้เหตุผล หลักฐานที่ได้มาจะกลายเป็ข้ออ้างให้คนอื่นโจมตีเรา”
ลั่วชิงเสวี่ยพยักหน้า นางคงคิดเช่นเดียวกันอยู่แล้ว “เพราะอย่างนั้นข้าจึงมาหาเ้า ข้าอยากขอคัดบันทึกต่อ แต่บันทึกต้นฉบับที่พูดถึงผนึกนี้หายไปจากชั้นสาม”
“หายไปหลังเ้าพบมัน?”
“ก่อนข้าไปถึงไม่นาน บรรณารักษ์บอกว่ามีศิษย์หญิงถือคำสั่งผู้าุโมายืมไป แต่คำสั่งนั้นไม่มีหมายเลขทะเบียน”
นี่ไม่ใช่เื่บังเอิญ คนที่เก็บกวาดร่องรอยเริ่มขยับแล้ว และพวกมันรู้ว่ามีคนจะตามอักษรบนหยกดำไปถึงบันทึกเก่า
โม่เฉินมองกระดาษลอกลาย “บรรณารักษ์จำลักษณะคนยืมได้ไหม”
“จำได้เพียงนางสวมผ้าคลุมสีขาว มีกลิ่นกำยานเย็น และใช้ตราผู้าุโปลอม” ลั่วชิงเสวี่ยตอบ
กลิ่นกำยานเย็นเชื่อมเข้ากับคำให้การของฉู่เหวินจิ่งทันที เครือข่ายเดียวกันกำลังปิดทางค้นหาอย่างเร่งรีบ
“เราต้องบอกฝ่ายกฎ” เสิ่นเยว่โหรวกล่าว
“บอกแน่นอน” โม่เฉินตอบ “แต่ก่อนบอก เราควรรู้ว่าบันทึกเล่มนั้นมีสำเนาที่ไหนบ้าง หากมีคนในฝ่ายกฎเกี่ยวข้องด้วย การแจ้งเพียงอย่างเดียวจะบอกศัตรูว่าพวกเรารู้อะไร”
ลั่วชิงเสวี่ยมองเขา “เ้ามีแผน?”
“มีคำถามก่อน” เขาตอบ “หอคัมภีร์บันทึกชื่อคนที่คัดสำเนาเอกสารหรือไม่”
“บันทึกทุกม้วนที่ออกจากหอ แต่เล่มเก่ามากบางส่วนถูกย้ายไปหอเก็บคัมภีร์ชำรุดหลังสวนสมุนไพร”
เสิ่นเยว่โหรวถอนหายใจช้า ๆ “ฟังดูเหมือนเ้ากำลังจะลุกจากเตียงไปที่นั่น”
“ข้าแค่ถาม”
“โม่เฉิน”
น้ำเสียงเรียบของนางทำให้เขายกมือยอมแพ้ “วันนี้ข้าไม่ไป”
ลั่วชิงเสวี่ยหลุดหัวเราะเบามาก ก่อนสีหน้ากลับจริงจัง “ข้าจะไปฝ่ายกฎพร้อมหลักฐานเื่คำสั่งปลอม แล้วให้พวกเขาปิดทางออกของหอคัมภีร์ชำรุด”
“อย่าเอาเศษหยกไป” โม่เฉินกล่าว “เก็บไว้กับตัวเ้า และอย่าให้คนรู้ว่าเ้าถอดอักษรได้”
“เหตุผล?”
“ถ้าคนร้ายเชื่อว่าเรายังอ่านมันไม่ได้ พวกมันจะรีบทำลายหลักฐานมากกว่าคอยเฝ้าดูเรา แล้วการขยับของมันอาจพาเราไปถึงคนที่สูงกว่า”
ลั่วชิงเสวี่ยนิ่งคิดก่อนพยักหน้า “ข้าจะพูดเพียงว่าบันทึกถูกขโมยโดยตราปลอม ไม่พูดถึงข้อความในนั้น”
หลังนางออกไป เสิ่นเยว่โหรวจัดหมอนให้โม่เฉินกลับนอน “แผนของเ้าพอใช้ได้” นางกล่าว “แต่ต่อให้พวกมันขยับ เ้าก็ไม่มีสิทธิ์ออกไปตามตอนนี้”
“ข้ารู้”
“พูดจริง?”
“จริง…จนกว่าพิษจะไม่เป็ปัญหา”
เสิ่นเยว่โหรวมองเขานิ่ง ๆ แล้วหยิบเข็มเงินขึ้นมาสามเล่ม “ข้าคิดว่าเ้าควรพักก่อนจะต่อรองเงื่อนไข”
โม่เฉินรีบหลับตาโดยไม่เถียง
่บ่าย พิษสงบลงเล็กน้อยเพราะยาต้ม เขาจึงได้รับอนุญาตให้นั่งที่ระเบียงหอโอสถได้ แต่ต้องมีเสิ่นเยว่โหรวอยู่ไม่ไกล สวนบุปผามารด้านหน้าเต็มไปด้วยดอกไม้สีแดงเข้มที่เบ่งบานรับแสง แสงแดดทำให้วังบุปผามารดูสงบจนแทบไม่มีร่องรอยจากคืนเืและการไต่สวน
จนกระทั่งลมพัดผ่านแปลงดอกไม้
กลีบดอกหนึ่งกลายเป็สีดำ แล้วอีกกลีบหนึ่งก็เป็ตาม รอยเส้นดำบาง ๆ คืบไปตามพื้นดินเหมือนรากไม้ที่กำลังมองหาอะไรบางอย่าง
โม่เฉินลุกขึ้นทันที ความเย็นในเส้นลมปราณตอบสนองต่อรอยดำนั้นรุนแรงจนลมหายใจสะดุด
“อย่าขยับ!” เสิ่นเยว่โหรวะโ นางพุ่งมาจับไหล่เขา แต่ช้าไปก้าวหนึ่ง
รอยดำใต้ดอกไม้แตกออกเป็วงแคบ ๆ เงาดอกบัวถูกโซ่พันพุ่งขึ้นจากพื้นตรงหน้าโม่เฉิน มันไม่โจมตีเขา หากแผ่เส้นแสงดำบางเส้นเข้าหาหน้าอกเขา ราวกับกำลังทดสอบบางสิ่งในร่าง
ยันต์แดงดำที่ป้าให้ไว้ร้อนวาบในอกเสื้อ โม่เฉินคว้ามันออกมาบีบโดยไม่ลังเล
แสงแดงพุ่งขึ้นเป็เส้นตรง ทันทีที่สัญญาณะเิออก เงาดอกบัวก็หดกลับลงพื้นเหมือนไม่อยากถูกพบ รอยดำทั้งหมดสลายไป เหลือเพียงกลีบดอกไหม้หนึ่งกำมือและผืนดินที่เย็นจัด
เสิ่นเยว่โหรวตรวจชีพจรเขาทันที “พิษตื่นหรือไม่”
“ยัง” โม่เฉินตอบ แม้หน้าอกยังแน่น “แต่มันรู้ว่าข้าอยู่ที่นี่”
ไม่นาน ป้าของเขาก็มาถึงพร้อมศิษย์คุ้มกัน นางมองพื้นดินเงียบ ๆ แล้วใช้สองนิ้วแตะกลีบไหม้ ปราณสีแดงดำไหลออกจากปลายนิ้ว แต่ไม่อาจดึงร่องรอยใดกลับมาได้
“ค่ายกลส่งสัญญาณระยะไกล” นางกล่าว “มันไม่สมบูรณ์พอจะทำร้ายเ้า มันถูกทิ้งไว้เพื่อยืนยันว่าเ้าตอบสนองต่อผนึกหรือไม่”
โม่เฉินมองดอกไม้ที่เริ่มคืนสี “แล้วตอนนี้พวกมันยืนยันได้แล้ว”
ป้าของเขาไม่ปฏิเสธ “ใช่”
คำตอบนั้นทำให้สวนที่สว่างอยู่เมื่อครู่เย็นลงในสายตาเขา ศัตรูไม่จำเป็ต้องรู้ความลับทั้งหมดของเขา แค่รู้ว่าร่างนี้ตอบสนองต่อผนึกก็เพียงพอให้พวกมันตามมาไม่หยุด
“ปิดหอโอสถชั่วคราว เพิ่มเวรยามทุกทางเข้า” ป้าของโม่เฉินสั่ง แล้วหันมาหาเขา “ั้แ่วันนี้ เ้าห้ามออกจากเขตหอโอสถโดยไม่มีคนของข้า และเื่หอคัมภีร์ชำรุด ข้าจะจัดการเอง”
โม่เฉินอยากคัดค้าน แต่คราวนี้ไม่มีเหตุผลดีพอ เขาพึ่งเห็นด้วยตาตัวเองว่าการอยู่เฉย ๆ ก็ทำให้คนร้ายตรวจสอบเขาได้
“ข้าขออย่างเดียว” เขาพูด “อย่าเพิ่งปิดข่าวเื่บันทึกที่หาย ให้พวกมันคิดว่าเรากำลังตามหาของที่ขโมย ไม่ใช่รู้สิ่งที่มันเปิด”
ป้าของเขามองอยู่นาน ก่อนพยักหน้า “เ้าจะอยู่ใต้การคุ้มกัน แต่ยังคิดเป็ ข้ารับข้อเสนอนั้น”
เมื่อทุกคนแยกย้าย โม่เฉินกลับเข้าห้องด้วยฝีเท้าช้าลงกว่าเดิม หน้าต่างระบบลอยตามมาที่ข้างไหล่ ดวงตาอีโมจิครั้งนี้ไม่กวนเหมือนเคย
“คำเตือนชะตา” มันกล่าว
“ผนึกดอกบัวพันธนาการเริ่มตรวจจับโฮสต์”
“เส้นทางสู่หอผนึกชั้นในถูกเปิดใช้งานบางส่วน”
โม่เฉินหยุดอยู่หน้าประตู “แล้วข้าต้องทำอะไร”
ปากของระบบยิ้มช้า ๆ
“อยู่รอดจนรู้ก่อนว่า ใครกำลังพยายามเปิดประตูนั้นจากอีกด้าน”
นอกหน้าต่าง ลมเย็นพัดผ่านสวนบุปผาอีกครั้ง
คราวนี้ไม่มีดอกไม้ใดเปลี่ยนสี
แต่นั่นไม่ได้แปลว่าเงาดำจากใต้ดินหายไปแล้ว