สู่เหนือสรรพสิ่ง

    ตอนที่ 53 ความสามารถที่ 4 ของดวงตา และการเอาคืนอย่างสาสม

    บนลานประลอง การต่อสู้ยังคงดำเนินต่อไป ทว่าภาพที่ปรากฏกลับชวนให้อึดอัดใจยิ่งนัก ฝ่ายหนึ่งงัดเอาไม้ตายก้นหีบทั้งหมดที่มีออกมาใช้อย่างไม่ลดละ ทั้งตวัดกระบี่ฟาดฟันและสาดซัดพายุหมัดเตะ ทว่าอีกฝ่ายกลับพลิ้วกายหลบหลีกได้ทุกการโจมตี ซ้ำยังจงใจยืนรับบางกระบวนท่าไปตรง ๆ โดยที่ร่างกายไม่สะทกสะท้านเลยแม้แต่น้อย


    ผ่านไปได้ไม่นานจางเหว่ยก็หมดแรง การต่อสู้ก็แปรเปลี่ยนเป็นการทุบตีอยู่ฝ่ายเดียว ความโหดเหี้ยมที่เกิดขึ้นทำเอาศิษย์สำนักเฟิงหยวนและสำนักอื่น ๆ ที่เฝ้ามองอยู่ถึงกับทนดูแทบไม่ไหว ทว่าศิษย์สำนักหยุนซานกลับยิ่งส่งเสียงโห่ร้องเชียร์ดังกึกก้อง เมื่อเห็นว่า จ้าวเทียนเหอ กำลังบดขยี้คนจากสำนักอื่นอย่างย่อยยับ


    "นี่มันไม่ใช่การประลองแล้ว! นี่มันการทารุณกรรมอยู่ฝ่ายเดียวชัด ๆ!" ศิษย์สำนักเฟิงหยวนผู้หนึ่งตะโกนขึ้นมาด้วยความคับแค้นใจ


    "ไอ้เจ้าพวกสำนักหยุนซาน! มันจะทำเกินไปแล้วนะ!" ศิษย์อีกคนกำหมัดแน่น ศิษย์ร่วมสำนักหลายคนที่เห็นภาพสหายถูกกระทำเช่นนี้ต่างก็เดือดดาลขึ้นมาตาม ๆ กัน


    หลี่ซวนในยามนี้ไม่อาจทนดูได้อีกต่อไป เขาขบกรามแน่นจนเลือดซิบ เตรียมจะพุ่งตัวทะยานขึ้นไปบนลานประลอง "ข้าทนดูไม่ได้แล้ว!"


    ทว่าในจังหวะที่เขากำลังจะก้าวออกไป มือของ อวี่ฟ่าน ก็คว้าหมับเข้าที่ท่อนแขนของเขาไว้แน่น ก่อนจะเอ่ยเตือนสติด้วยน้ำเสียงเย็นชา "หากเจ้าก้าวเข้าไป สำนักของเราจะถูกปรับแพ้และตัดสิทธิ์ทันที!"


    หลี่ซวนหันขวับกลับมา ตะโกนใส่อวี่ฟ่านด้วยใบหน้าที่มีเส้นเลือดปูดโปน 


    "เหตุใดท่านถึงต้องห้ามข้า! พี่จางเขา—!"


    "มันจบแล้วล่ะ... เจ้าหันไปดูสิ" อวี่ฟ่านเอ่ยขัด


    เมื่อหลี่ซวนหันกลับไปมอง ก็พบว่าบนลานประลองปรากฏร่างของบุรุษวัยราวสามสิบกว่าปีผู้หนึ่ง ซึ่งเป็นผู้อาวุโสผู้ตัดสิน กำลังยืนใช้มือคว้าจับข้อมือของจ้าวเทียนเหอเอาไว้เพื่อยุติการกระทำ 


    "เจ้าชนะแล้ว การประลองคู่ที่สอง... สำนักเฟิงหยวนพ่ายแพ้ สำนักหยุนซานเป็นฝ่ายชนะ!"


    สิ้นเสียงประกาศ เสียงเฮดังกึกก้องจากฝั่งสำนักหยุนซานก็ระเบิดขึ้นอีกครั้ง พวกเขาโห่ร้องฉลองชัยเมื่อเห็นยอดฝีมือของสำนักตนเอาชนะคู่ประลองไปได้อย่างหมดจดและง่ายดาย เมื่อผู้อาวุโสระดับ ฐานวิญญาณ ปล่อยมือ จ้าวเทียนเหอก็เพียงสะบัดชายแขนเสื้อ เดินลงจากลานประลองและเดินกลับไปนั่งพักเพื่อรอการแข่งขันรอบต่อไปอย่างช้า ๆ โดยไม่หันกลับมามองคู่ประลองแม้แต่น้อย


    หลี่ซวนไม่รอช้า รีบพุ่งตัวเข้าไปหาจางเหว่ยที่นอนจมกองเลือดอยู่ทันที โดยมีอวี่ฟ่านรีบตามมาติด ๆ เมื่อเข้ามาใกล้ พวกเขาก็ต้องกัดฟันกรอดด้วยความเจ็บปวดแทนสหาย สภาพของจางเหว่ยในยามนี้ ร่างกายเต็มไปด้วยบาดแผลฟกช้ำดำเขียว กระดูกซี่โครงและแขนขาหักสะบั้นจนไม่อาจขยับเขยื้อนได้แม้แต่ปลายนิ้ว ทว่าชายหนุ่มยังคงพยายามกัดฟันประคองสติอันเลือนรางเอาไว้ เขาหันมามองหน้าหลี่ซวนกับอวี่ฟ่าน ก่อนจะเค้นเสียงแหบพร่าและอ่อนแรงออกมา "ขะ... ข้าทำให้พวกท่านต้องมาเห็น... ภาพที่ไม่น่าดูเสียแล้ว... แฮ่ก..."


    "ท่านไม่ต้องพูดอันใดแล้ว!" หลี่ซวนรีบห้าม ก่อนจะหันไปประสานมือขอร้องผู้อาวุโสผู้ตัดสินที่อยู่ตรงหน้า 


    "ผู้อาวุโส ได้โปรดช่วยรักษาเขาทีเถิดขอรับ!"


    "นั่นเป็นหน้าที่ที่พวกข้าต้องทำอยู่แล้ว" ผู้อาวุโสผู้ตัดสินเอ่ยเสียงเรียบ ก่อนจะกวักมือเรียกเพียงสองครั้ง ทันใดนั้น ผู้อาวุโสระดับฐานวิญญาณผู้ทำหน้าที่รักษาสองคนก็พุ่งทะยานเข้ามา พวกเขารีบป้อนโอสถและแผ่พลังวิญญาณเข้าไปตรวจสอบร่างกายของจางเหว่ยอย่างรวดเร็ว


    ไม่นานนัก หนึ่งในนั้นก็เอ่ยขึ้นว่า "แม้อาการจะดูสาหัสมาก แต่ก็ไม่ถึงขั้นคุกคามชีวิต ทว่า... หากโดนกระแทกจุดตายอีกเพียงนิดเดียว เขาคงสิ้นลมไปแล้ว"


    เมื่อได้ยินดังนั้น หลี่ซวนและอวี่ฟ่านก็ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก ทว่าสายตาของหลี่ซวนกลับตวัดหันไปมองแผ่นหลังของจ้าวเทียนเหอ นัยน์ตาของเขาเย็นยะเยือก แฝงไปด้วยจิตสังหารอันเข้มข้นที่พร้อมจะฉีกกระชากอีกฝ่ายให้ขาดสะบั้น!


    แต่เพียงชั่วครู่เดียว เขาก็สูดลมหายใจลึก ข่มกลั้นอารมณ์ทั้งหมดให้จมลงไปในส่วนลึกของจิตใจ ฟู่... ใจเย็นไว้หลี่ซวน จิตใจของข้าในยามนี้ปั่นป่วนว้าวุ่นไปหมด ข้าเพิ่งเคยเห็นสหายถูกทำร้ายปางตายต่อหน้าต่อตาเป็นครั้งแรก... ข้าจำต้องควบคุมอารมณ์และจิตใจของตนเองให้ดีกว่านี้ หากปล่อยให้ความโกรธครอบงำ ข้าอาจจะเสียท่าได้


    เพียงพริบตาเดียว แววตาที่อัดแน่นไปด้วยจิตสังหารของหลี่ซวน ก็กลับคืนสู่ความสงบนิ่งและลึกล้ำดังเดิม ทางด้านอวี่ฟ่านเองก็เช่นกัน แม้ภายในใจจะเดือดดาลเพียงใด ทว่าหากพวกเขาปล่อยให้สติหลุดกระเจิงเพียงเพราะเรื่องแค่นี้ อนาคตบนเส้นทางบำเพ็ญ จิตใจของพวกเขาย่อมถูกปั่นป่วนและชักจูงได้ง่าย พวกเขาจึงจำต้องปรับสภาวะอารมณ์ให้กลับมาเยือกเย็น เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการประลองที่กำลังจะมาถึง


    หลังจากนั้น ร่างของจางเหว่ยที่หมดสติไปแล้วก็ถูกนำตัวออกไปรักษา หลี่ซวนกับอวี่ฟ่านจึงเดินกลับไปรอที่ข้างสนามประลองเช่นเดิม


    เวลาผ่านไปอีกไม่ถึงครึ่งก้านธูป ทั้งสี่สนามก็รู้ผลทั้งหมดและในที่สุดก็ถึงคราวของหลี่ซวน... 


    "ขอเชิญผู้เข้าแข่งขันหมายเลขหก ขึ้นสู่ลานประลอง!" ผู้อาวุโสประกาศก้อง


    หลี่ซวนก้าวเท้าขึ้นไปบนลานประลองที่สอง... ลานเดียวกับที่จางเหว่ยเพิ่งพ่ายแพ้และหลั่งเลือดทิ้งไว้ เมื่อก้าวขึ้นมาประจันหน้า เขาก็พบกับศิษย์สำนักหยุนซานคู่ประลองของตน ในยามนี้ บนใบหน้าของอีกฝ่ายประดับไปด้วยรอยยิ้มเย้ยหยันและท่าทีโอหัง


    "หึ! ดูเหมือนว่าศิษย์สำนักของเจ้าจะอ่อนแอไปหน่อยกระมัง? ไม่สู้เจ้ารีบเอ่ยปาก 'ยอมแพ้' เสียตั้งแต่ตอนนี้เลยจะดีกว่า จะได้ไม่ต้องเจ็บตัว! ถือเสียว่าข้าให้โอกาสเจ้า เหมือนที่ศิษย์พี่จ้าวของข้าเคยมอบให้คนในสำนักของเจ้าอย่างไรเล่า ฮ่า ๆ ๆ!"


    หลี่ซวนเพียงยืนนิ่งเงียบ สีหน้าของเขาไร้ซึ่งอารมณ์ใดๆ ทว่าดวงตาฟ้าครามคู่นั้นกลับเยียบเย็นดุจน้ำแข็ง จ้องมองทะลุร่างของคู่ประลองราวกับกำลังมองคนตาย โดยไม่เอื้อนเอ่ยสิ่งใดออกมาแม้แต่คำเดียว


    เมื่อศิษย์หยุนซานประสานสายตากับดวงตาคู่นั้น ก็บังเกิดความรู้สึกเสียวสันหลังวาบขึ้นมาตงิด ๆ ทว่าเมื่อเห็นว่าคนตรงหน้าอายุน้อยกว่าตนมาก จึงทึกทักเอาเองว่าเป็นเพียงผู้บำเพ็ญเพียรขั้นปลายธรรมดา ๆ แม้มันจะลองแผ่จิตสัมผัสออกไปสำรวจ ก็รับรู้ได้เพียงว่าพลังของหลี่ซวนนั้นพอจะแข็งแกร่งอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้มากมายจนถึงขั้นที่จะเอาชนะตนได้


    ที่เป็นเช่นนั้น ก็เพราะหลี่ซวนใช้ 'วิชาสะกดไอวิญญาณ' กดทับระดับพลังที่แท้จริงของตนเอาไว้ ทำให้เขาดูไม่ต่างจากผู้บำเพ็ญลมปราณแรกเริ่มขั้นปลายทั่วไป หากไม่ใช่ผู้ที่อยู่ระดับเดียวกับเขาที่มีห้วงวิญญาณกว้างใหญ่ถึงเจ็ดสิบจั้ง หรือผู้บำเพ็ญในระดับที่แข็งแกร่งกว่า ย่อมไม่มีทางตรวจสอบพลังที่แท้จริงของเขาได้... แม้แต่คนที่แข็งแกร่งมากในระดับลมปราณแรกเริ่มอย่างจ้าวเทียนเหอที่เดินสวนกัน ก็ยังสัมผัสได้เพียงชั่วพริบตา จนเข้าใจผิดคิดว่าตนนั้นตาฝาดไปเอง


    เสียงเชียร์จากฝั่งสำนักเฟิงหยวนดังกึกก้อง ศิษย์ร่วมสำนักต่างตะโกนบอกให้หลี่ซวนอัดคนของสำนักหยุนซานให้แหลกคามือ เพื่อล้างแค้นให้จางเหว่ย ส่วนทางฝั่งกองเชียร์สำนักหยุนซานก็ตะโกนข่มขวัญกลับมาอย่างไม่น้อยหน้าเช่นกัน


    และแล้ว... ผู้อาวุโสผู้ตัดสินก็ชูมือขึ้นก่อนจะตวัดลงอย่างรวดเร็ว


    "การประลอง... เริ่มได้!"


    สิ้นเสียงประกาศ หลี่ซวนกลับยังคงยืนนิ่งไม่ไหวติง ในหัวของเขาฉายชัดถึงภาพการต่อสู้ระหว่างจางเหว่ยกับจ้าวเทียนเหอเมื่อครู่ ทั้งกระบวนท่า การเคลื่อนไหว และวรยุทธ์ที่ลึกล้ำของทั้งสอง


    'ข้าจดจำมันได้หมดจดก็จริง... แต่ก็ไม่แน่ใจว่าจะสามารถจำลองมันออกมาได้หรือไม่ ทว่าเมื่อครู่ดวงตาของข้าเปลี่ยนสีและเหมือนว่าจะใช้ไปแล้วหนึ่งครั้ง... หากเป็นเช่นนั้น แสดงว่านั่นนับเป็นการใช้งานดวงตาวิเศษของข้างั้นหรือ? หรือนี่คือ... ความสามารถใหม่ที่เพิ่มขึ้นมาเมื่อข้าทะลวงสู่ขั้นปลายกันแน่!'


    ทางด้านคู่ประลอง เมื่อเห็นหลี่ซวนเอาแต่ยืนนิ่ง ไม่แม้แต่จะชักอาวุธออกมาตั้งรับ ซ้ำยังจ้องมองตนด้วยสายตาว่างเปล่าราวกับไม่เห็นอยู่ในสายตา ความเย่อหยิ่งของมันก็แปรเปลี่ยนเป็นโทสะ "ไอ้เด็กเมื่อวานซืน! จะอวดดีให้มันน้อย ๆ หน่อย! ในเมื่อเจ้าไม่อยากเข้ามา งั้นข้าจะเป็นฝ่ายส่งเจ้าลงนรกเอง!"


    สิ้นคำราม ร่างของศิษย์หยุนซานก็ชักกระบี่ออกจากฝัก พุ่งทะยานเข้าหาหลี่ซวนด้วยความเร็วอันน่าเหลือเชื่อ เขาดีดตัวกระโดดขึ้นไปกลางอากาศ ก่อนจะร่ายกระบวนท่าอันเกรียงไกรของสำนักหยุนซานออกมา!


    "กระบวนท่าสำนักหยุนซาน! กระบี่เบิกทาง!!"


    พริบตานั้น จากกระบี่เพียงหนึ่งเล่มในมือ กลับแตกร่างก่อเกิดเป็นเงากระบี่วิญญาณเพิ่มขึ้นอีกสามเล่ม! กระบี่ทั้งสี่เล่มลอยคว้างอยู่กลางอากาศ ทอประกายคมปลาบ ก่อนจะพุ่งทะลวงเข้าหาหลี่ซวนจากทุกทิศทางอย่างรุนแรง! สายลมบนลานประลองหวีดหวิวฉีกกระชาก อานุภาพของกระบี่กดดันจนเกิดเสียงกรรโชกดุดัน!


    ในเสี้ยววินาทีนั้น หลี่ซวนนึกย้อนไปถึงภาพกระบวนท่าที่จ้าวเทียนเหอใช้รับมือกับจางเหว่ย... โดยสัญชาตญาณ หลี่ซวนทำตามทันที!


    เขารีดเร้นพลังวิญญาณในร่างอัดแน่นลงไปที่ฝ่ามือขวา นิ้วทั้งห้ากางออกอย่างดุดัน ส่วนมือซ้ายไพล่ไปด้านหลังอย่างสง่างาม ทันใดนั้น กระแสพลังวิญญาณอันหนาแน่นก็ปะทุออกมารอบฝ่ามือ แผ่ซ่านครอบคลุมทิศทางทั้งแปด ก่อเกิดเป็นกำแพงไอวิญญาณที่มองไม่เห็น ท่าทางการตั้งรับของเขา... ช่างดูละม้ายคล้ายคลึงกับกระบวนท่าของจ้าวเทียนเหอเมื่อครู่แทบจะสมบูรณ์แบบ!


    ปังงง!! เสียงกระบี่ทั้งสี่เล่มพุ่งปะทะเข้ากับตัวของหลี่ซวนทั้งสี่ทิศเสียงดังกึกก้องราวกับเหล็กกล้าปะทะภูผาศิลา! ไอวิญญาณและคลื่นหมอกควันพลันฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณบดบังสายตา


    ศิษย์สำนักเฟิงหยวน สำนักหยุนซาน รวมถึงผู้เข้าแข่งขันจากสำนักอื่น ๆ ที่มองมาทางเวทีประลองนี้ก็ต่างเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง! แม้กระทั่ง จ้าวเทียนเหอ ที่กำลังยืนกอดอกดูคู่ประลองของตนอยู่ที่อีกสนามหนึ่ง ถึงกับต้องหันขวับมามองด้วยดวงตาที่เบิกกว้างทะลักความตื่นตระหนก!


    "ฝะ... ฝ่ามือสยบแปดทิศ!! เจ้านั่นใช้มันได้อย่างไรกัน!!" ศิษย์จากสำนักหยุนซานคนหนึ่งเอ่ยขึ้นมาอย่างตกใจ


    การชักนำพลังวิญญาณมหาศาลแล้วแผ่กระจายออกไปปกป้องทั่วทั้งแปดทิศ เพื่อก่อกำเนิดเป็นโล่ที่สร้างจากพลังวิญญาณอันไร้เทียมทาน ถือเป็นการฝึกฝนที่ต้องอาศัยทั้งสมาธิขั้นสูง พลังวิญญาณที่มหาศาล และกายเนื้อที่แกร่งพอจะทนรับภาระของกระบวนท่านี้ได้! โดยปกติแล้ว วิชานี้สงวนไว้สำหรับผู้บำเพ็ญระดับ ฐานวิญญาณ และเป็นหนึ่งในกระบวนท่าป้องกันอันเลื่องชื่อของสำนักหยุนซานที่คนภายนอกต่างรับรู้ดีว่าต้องใช้เวลาฝึกฝนนานนับปี!


    แต่บัดนี้... เด็กหนุ่มต่างสำนัก กลับสามารถสำแดงกระบวนท่านี้ออกมาได้หน้าตาเฉย! ซ้ำยังไม่ได้เป็นคนของสำนักหยุนซานด้วยซ้ำ! แม้อานุภาพของมันอาจจะยังไม่สมบูรณ์แบบเทียบเท่าของจริง ทว่ากลิ่นอายและรูปแบบของมัน... คือวิชาฝ่ามือสยบแปดทิศไม่ผิดเพี้ยน!


    ไม่นานนัก กลุ่มควันบนลานประลองก็ค่อย ๆ จางหายไป... ภาพที่ปรากฏคือ หลี่ซวนยังคงยืนตัวตรงสง่างามอยู่ที่เดิม ในมือของเขาคว้าจับใบกระบี่ของศิษย์หยุนซานเอาไว้แน่น ส่วนเงากระบี่อีกสามเล่มที่เคยมี บัดนี้แตกสลายกลายเป็นเพียงไอวิญญาณไปจนสิ้น!


    "เป็นไปไม่ได้... เจ้า...!" ศิษย์หยุนซานที่ร่อนลงมายืนบนพื้นเบิกตากว้างราวกับเห็นผี


    หลี่ซวนไม่รอให้อีกฝ่ายได้ตั้งสติ เขาโยนกระบี่ของศิษย์หยุนซานในมือทิ้งไปพร้อมกับโคจรพลังวิชายุทธ์ที่ตนฝึกฝนมาอย่างหนักหน่วงทันที "คล้อยตามสายลม..."


    ฟึ่บ! พริบตาเดียว ร่างของหลี่ซวนก็กลืนหายไปกับสายลม เลือนรางจนไม่อาจจับสัมผัสได้! เมื่อคู่ประลองเห็นร่างของศัตรูหายวับไปกับตา มันก็ตื่นตระหนกสุดขีด รีบกวาดสายตามองซ้ายขวาอย่างลุกลี้ลุกลน พร้อมกับแผ่จิตสัมผัสออกไปรอบทิศทาง ทว่าสิ่งที่ตอบรับกลับมา... มีเพียงความว่างเปล่าและเสียงหวีดหวิวของสายลมที่พัดวนอยู่รอบกายเท่านั้น


    ปัง!! "อั้ก...!" ร่างของศิษย์หยุนซานกระอักเลือดคำโต พลันลอยละลิ่วโค้งขึ้นไปบนอากาศ ตามรอยสิ่งที่จางเหว่ยเคยเผชิญมาไม่ผิดเพี้ยน! หลี่ซวนกระแทกหมัดเข้าที่กลางหน้าท้องของอีกฝ่ายอย่างจังจนลอยล่อง!


    และเมื่อร่างนั้นร่วงหล่นลงมากระแทกพื้น ศิษย์หยุนซานก็พยายามกัดฟันฝืนความเจ็บปวด รีบใช้พลังวิญญาณดึงกระบี่ของตนที่ตกอยู่ไม่ไกลกลับมาและหันขวับกลับไปยังทิศทางที่ตนเพิ่งถูกโจมตี ทว่า... บริเวณนั้นกลับไร้ซึ่งเงาของหลี่ซวน!


    "เจ้ากำลังมองหาสิ่งใดอยู่หรือ?" น้ำเสียงเย็นยะเยือกดุจมัจจุราชกระซิบดังขึ้นจากด้านหลัง... เป็นประโยคเดียวกับที่จ้าวเทียนเหอเคยใช้กับจางเหว่ย! ศิษย์หยุนซานขนลุกซู่ไปทั้งร่าง สัญชาตญาณเอาชีวิตรอดสั่งให้มันรีบตวัดกระบี่ไปด้านหลังเพื่อป้องกันตัวทันที


    ทว่าช้าไปเสียแล้ว! หลี่ซวนตวัดลูกเตะกวาดพายุเข้าใส่สีข้างของศัตรูอย่างดุดัน รุนแรงและไร้ปรานี เฉกเช่นเดียวกับที่จ้าวเทียนเหอเคยทำเอาไว้!


    เปรี้ยง!! ร่างของศิษย์หยุนซานกระเด็นไถลครูดไปกับพื้นลานประลองไกลนับสิบจั้ง ก่อนจะกระอักเลือดกองโตออกมา ร่างกายกระตุกเกร็งด้วยความเจ็บปวดรวดร้าวที่แล่นพล่านไปถึงกระดูก!


    หลังจากนั้น... การทวงแค้นอันโหดเหี้ยมก็เริ่มต้นขึ้น! หลี่ซวนพุ่งตามติดเข้าไปประชิดตัว แล้วรัวพายุหมัดกระหน่ำเข้าใส่คู่ประลองอย่างบ้าคลั่ง! ทว่าทุกหมัดล้วนจงใจหลีกเลี่ยงจุดตาย เพื่อยืดเวลาความทรมานออกไปให้ถึงที่สุด!


    ในตอนนี้ ศิษย์หยุนซานไม่อาจแม้แต่จะยกมือขึ้นโต้กลับ มันทำได้เพียงนอนรับการโจมตีไปตรง ๆ ร่างกายบอบช้ำแหลกเหลว ศิษย์ผู้นั้นมองไม่เห็นแม้แต่เงาหมัดของหลี่ซวนด้วยซ้ำ แล้วจะให้สวนกลับหรือหลบหลีกได้อย่างไร!


    เมื่อตระหนักได้ว่าคนตรงหน้านี้เป็นปีศาจที่แข็งแกร่งและน่ากลัวเกินกว่าจะรับมือไหว ศิษย์หยุนซานก็เริ่มทนความเจ็บปวดไม่ไหว มันเผยอปากเตรียมจะเปล่งเสียงเอ่ยคำว่า 'ยอมแพ้'


    ทว่า... หลี่ซวนที่จับจ้องอยู่ตลอดเวลา เมื่อเห็นริมฝีปากของอีกฝ่ายขยับ เขาก็ซัดหมัดกระแทกเข้าที่ใบหน้าเต็มแรงอย่างไม่ยั้งมือ! ปัง! ปัง! ปัง! พายุหมัดกระหน่ำซัดเข้าใส่จนคู่ประลองหน้าหงายฟันหลุด โลหิตสาดกระเซ็น ไม่เปิดโอกาสให้อีกฝ่ายได้เอ่ยปากยอมแพ้แม้แต่ครึ่งคำ!


    ภาพการสังหารหมู่ฝ่ายเดียวบนลานประลอง ทำให้ศิษย์สำนักหยุนซานบนอัฒจันทร์เดือดดาลจนแทบคลั่ง "นี่มันชักจะมากไปแล้ว! สำนักของเจ้าไม่มีคุณธรรมเลยหรืออย่างไร!" "ใช่! คนของพวกข้ากำลังจะกล่าวยอมแพ้อยู่แล้ว เจ้ามันเศษเดนส่งมาเกิดชัด ๆ!"


    ศิษย์ฝั่งสำนักเฟิงหยวนที่กำลังโห่ร้องยินดีและสะใจกับการเอาคืนของหลี่ซวน เมื่อได้ยินคำด่าทอจากสำนักหยุนซานที่อยู่ไกล ๆ ก็สวนกลับด้วยโทสะทันที "สำนักพวกเจ้านั่นแหละที่ไร้คุณธรรม! คนของข้าก็จะเอ่ยยอมแพ้เหมือนกัน แต่คนของพวกเจ้าก็ทำตัวบัดซบก่อนเองมิใช่หรือ! นี่พวกเจ้าตาบอดหรือแกล้งทำเป็นมองไม่เห็นกันแน่ พวกเจ้ามันคนของพรรคมารหรืออย่างไร!" "ใช่ ๆ ๆ! ทำเขาได้ พอพวกเจ้าโดนเองบ้างทำมาเป็นรับไม่ได้เนี่ยนะ!"


    เสียงถกเถียงและด่าทอของทั้งสองสำนักดังลั่นอื้ออึงไปทั่วลานประลอง ซึ่งแน่นอนว่าสำนักเฟิงหยวนที่มีจำนวนคนน้อยกว่ามาก ย่อมถูกเสียงโห่ร้องของหยุนซานกลบจนมิด


    ตัดมาที่บนลานประลอง หลี่ซวนค่อย ๆ หยุดกระหน่ำหมัด แล้วยืนไพล่หลังจ้องมองร่างที่คุกเข่าอยู่อย่างเงียบ ๆ...


    หากมันขยับปากพูดคำว่า 'ยอมแพ้' ออกมาเมื่อใดล่ะก็... ข้าก็จะพุ่งเข้าไปอุดปากมันเพื่อไม่ให้มันพูดคำนั้นออกมา!


    ศิษย์สำนักหยุนซานในตอนนี้เจ็บระบมไปทั่วทั้งร่าง กระดูกร้าวจนแทบจะหักเป็นผุยผง จิตใจของมันถูกบดขยี้จนหวาดกลัวสุดขีด สัตว์ประหลาด! ไอ้หมอนี่มันเป็นสัตว์ประหลาด! เหตุใดมันถึงได้แข็งแกร่งและโหดเหี้ยมถึงเพียงนี้!


    ตึก... ตึก... ตึก... หลี่ซวนค่อย ๆ ก้าวเท้าเดินเข้าไปหาเหยื่อทีละก้าว... อย่างช้า ๆ


    เมื่อเห็นปีศาจอย่างหลี่ซวนกำลังคืบคลานเข้ามาใกล้ ศิษย์หยุนซานก็หวาดผวาจนสติแตกกระเจิง! หนี! ข้าต้องหนี! มันตะเกียกตะกายลุกขึ้นอย่างทุลักทุเล รวบรวมเรี่ยวแรงหยดสุดท้าย พลิกตัวกลิ้งหนีสุดชีวิตหมายจะทิ้งตัวลงจากลานประลองทันที!

    คล้ายกับเรื่องสู่เหนือสรรพสิ่ง ที่คุณอ่าน