ควันที่ทุกคนเห็นคือควันจากการเกิดระเบิดขึ้นบนหน้าดิน เป็นการระเบิดก่อนที่อานนท์และปลายฝนจะบินผ่าน มันคือการยิงเวทมนตร์โจมตีใส่ที่พลาดเป้าหมาย เพราะเหตุนั้นเองทุกคนถึงได้ตระหนักว่าสมาชิกอีกคนสองคนพลัดหลงไปกำลังถูกใครบางคนไล่ล่า
โดยไม่ต้องออกคำสั่งแต่อย่างใด ดิเรกพุ่งตัวเข้าสวนทางกับอานนท์และปลายฝนที่กำลังเข้ามาหาทันที แต่ดูเหมือนจะมีคนที่เร็วกว่าเขา
ธัญญ่าพร้อมดาบเวทมนตร์ทั้งสองเล่มประจำตัวเธอพุ่งทะยานเข้าไปโดยไม่สนว่าอีกฝ่ายจะเป็นใคร
เรื่องสังหารศัตรูธัญญ่าไม่เคยทำให้ผิดหวังจริง ๆ เพียงแค่เธอเข้าหาโดยที่อีกฝ่ายไม่ทันตั้งตัว เธอก็สามารถกำจัดศัตรูด้วยความเร็วที่ไม่มีใครร้องห้ามได้ทัน
ดารินรู้สึกแย่ เธอไม่ได้ต้องการให้เกิดการเข่นฆ่ากันมากมายขนาดนี้ แม้ว่าอีกฝ่ายจะเป็นศัตรูก็จริง แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นต้องสังหารทุกคนที่ผ่านเข้ามาในชีวิตแบบนี้
ดารินสังเกตเห็นว่า ธัญญ่าดูเหี้ยมเกรียมขึ้นหลังจากศึกปะทะกับขุนปัถวีลงกรณ์ เธอไม่รู้ว่าลูกทีมของเธอรู้สึกอย่างไรกับเหตุการณ์นั้น อาจเป็นเพราะเธอเกือบตายแล้วจริง ๆ จึงต้องการที่จะเก่งกาจขึ้น หรือเพราะความโหดเหี้ยมของขุนปัถวีลงกรณ์ที่สามารถฆ่าคนได้อย่างเลือดเย็นกันแน่ที่ส่งผลกระทบให้เธอดูแข็งกระด้างขึ้นเช่นนี้ แต่โดยรวมแล้วหากเป็นเช่นนี้ต่อไป มันอาจไม่ใช่ผลดีต่อทีมของเธอนัก ในฐานะอาจารย์คนหนึ่งเธอหวังจะพูดคุยเรื่องนี้กับลูกศิษย์ของเธอสักครั้งก่อนที่เรื่องมันจะบานปลายกว่านี้
เมื่อเห็นว่าปลอดภัยแล้ว อานนท์จึงบังคับสิ่งที่เขากำลังยืนอยู่บนมัน ดิเรกที่ต้องการเข้าไปจัดการคนที่ไล่ล่าเจ้าหญิงของเขา เมื่อเห็นธัญญ่าจัดการไปหมดแล้ว เขาจึงเปลี่ยนเป้าหมายวิ่งไปหาเจ้าหญิงของเขาแทน ไม่นานคนที่เหลือก็วิ่งตามมาถึงจุดที่อานนท์และปลายฝนอยู่ และแล้วในที่สุดทุกคนก็ได้กลับมาอยู่พร้อมหน้าพร้อมกันอีกครั้ง
“นี่ไงครับ จานเวหาที่ผมพูดถึง” เก้าพูดพร้อมกับชี้ไปยังวัตถุที่มีลักษณะเหมือนกับจานสีทึม ๆ ที่เหมือนทำมาจากโลหะ มันคือสิ่งที่อานนท์กับปลายฝนใช้หนีการไล่ล่ามาทางพวกเขานั่นเอง
ลักษณะของมันเป็นจานกลม ๆ อย่างที่เก้าบอกจริง ๆ แต่มันมีสองชั้น ชั้นนอกมีความโค้งเหมือนจานร่อนที่มีก้นจานเล็ก ๆ ส่วนชั้นในมีแผ่นวงกลมที่ทุกคนอนุมานว่ามันน่าจะเป็นที่สำหรับไว้ยืนบนจานเวหานี้
ทุกคนต่างสนใจจานเวหา แต่ดิเรกให้ความสนใจกับเจ้าหญิงของเขามากกว่า เขารีบถามปลายฝนทันที “เจ้าหญิงปลอดภัยดีไหม?”
ปลายฝนตอบเพียงพยักหน้าให้เท่านั้น เธอยังไม่หายตื่นเต้นจากการถูกไล่ล่า แต่เธอก็ดีใจที่ได้เจอกับทุกคนเช่นกัน
“เจ้าหญิง พี่สาวคนนี้เป็นเจ้าหญิงเหรอคะ?” เกตน้องของเก้าสงสัย
“เปล่าจ้ะ พอดีพี่คนนั้นเขาชอบเรียกคนอื่นว่าเจ้าหญิงจ้ะ” ดารินรีบแก้ตัวแทนดิเรก เธอไม่อาจให้ใครก็ตามรู้ตัวตนของปลายฝนได้
“ชะ ใช่แล้วจ้ะ เจ้าหญิงเกต” ดิเรกรีบตามน้ำทันที
เก้ามองดิเรกอย่างแปลกๆ สายตาของเขาดูเหมือนขยะแขยงกับดิเรกราวอยากจะถามว่าเขานั้นเป็นพวกรักเด็กหรือบ้าเจ้าหญิงอย่างไรอย่างนั้น
ดิเรกได้แต่ยิ้มเจื่อนออกมาไม่ได้แสดงการตอบโต้ใด ๆ ออกมา
“แล้วไม่ทราบว่าทำไมถึงไม่ติดต่อมาหากันบ้างเลย?” ดารินรีบเปลี่ยนเรื่องเพื่อตัดบท
ปลายฝนรีบชี้ไปทางอานนท์พร้อมกับบ่นใส่เขาทันที “ก็พ่อคนนี้สิคะ เขาทำลายลูกแก้วสื่อสารของฉัน”
ดิเรกเตรียมจะเข้าไปจัดการอานนท์ทันทีเมื่อเห็นท่าทางโกรธเคืองของเจ้าหญิงของเขา แต่เขาก็ชะงักทันทีที่ได้ยินสิ่งที่อานนท์ตอบกลับมา “ก็เหตุการณ์มันฉุกเฉินนี่ พวกนั้นมันเจอเราทั้งคู่พอดี ถ้าพวกนั้นรู้ว่าเธอมีลูกแก้วสื่อสารไว้ติดต่อกับคนอื่น ๆ เธอนั่นแหละที่จะแย่เอา”
เหตุผลของอานนท์ถือว่าฟังขึ้น ดารินจึงเปลี่ยนคำถาม “แล้วเป็นไงมาไงถึงถูกพวกทหารพวกนั้นไล่ล่ากันมาแบบนั้น?”
หนนี้อานนท์ได้ทีโจมตีใส่ปลายฝนบ้าง “ก็ยัยบ๊องนี่สิ ดันจำรหัสติดต่อของใครไม่ได้เลย แล้วไม่รู้ว่าคิดอะไรอยู่ถึงไปกดรหัสติดต่อไปที่วังของเธอโดยตรง ทั้ง ๆ ที่ไปอยู่ในฐานของศัตรูแบบนั้น พวกนั้นรู้ตัวก็เลยไล่ล่ามาอย่างที่เห็น”
“แล้วทีนายล่ะ นายเองก็จำไม่ได้เหมือนกัน ไม่สิ แค่ลูกแก้วสื่อสารยังไม่มีเลย ยังมีหน้ามาโทษฉันอีก” ปลายฝนเถียงกลับทันที
ตอนนี้ทุกคนกำลังจับต้นชนปลายกันอยู่ ดารินรู้สึกตงิดใจในบทสนทนา เธอจึงถามออกมาไป “แล้วพวกเธอเข้าไปอยู่ในฐานของศัตรูได้ยังไงก่อน?”