เสิ่นม่านซูกำลังจะตอบตกลง แต่จู่ๆ ก็รู้สึกว่ามีใครบางคนกำลังมองนางอยู่
ครั้นนางเงยหน้าก็เห็นองค์หญิงจิ้งอันที่นั่งอยู่ตำแหน่งหลัก กำลังมองมาทางนางอย่างอ่อนโยน แววตาเต็มไปด้วยความห่วงใย
เสิ่นม่านซูจึงนึกขึ้นได้ว่าในนิยายต้นฉบับ ผู้แต่งสมองฟักทองได้เขียนพล็อตที่ชวนให้คนงงอย่างหนึ่งไว้ นั่นก็คือองค์หญิงจิ้งอันกับร่างเดิมสนิทสนมกันมาก
สมแล้วที่ได้ฉายาว่าเป็นักเขียนเพี้ยน
มิตรภาพลึกซึ้งระหว่างสตรีสองคนนี้ถูกเขียนออกมาอย่างไร้ที่มา ราวกับยัดรัศมีบางอย่างให้ตัวเอกหญิงโดยฝืนๆ คงเป็เพราะเห็นว่านางเอกเดิมน่าสงสารเกินไปกระมัง
หากไม่นับพี่น้องในตระกูลแล้ว องค์หญิงจิ้งอันผู้มีฐานะสูงส่งคนนี้ ก็ถือเป็สหายสนิทเพียงคนเดียวของร่างเดิม
ภายหลังเพราะองค์หญิงจิ้งอันให้กำเนิดบุตร การไปมาหาสู่จึงลดลง
เสิ่นม่านซูยกยิ้มให้องค์หญิงจิ้งอัน
ไม่ว่าอย่างไร ยิ้มไว้ก่อนย่อมไม่ผิด
องค์หญิงจิ้งอันเองก็ได้ยินข่าวเื่ที่เสิ่นม่านซูคิดฆ่าตัวตาย จึงเป็ห่วงสหายคนนี้อย่างยิ่ง
เดิมทีนางตั้งใจจะถามไถ่ แต่เพราะบุตรชายล้มป่วยกะทันหัน อีกทั้งยังต้องยุ่งอยู่กับการเตรียมงานวันคล้ายวันเกิด จึงทำให้เื่นี้ถูกเลื่อนออกไป
ตอนนี้เมื่อเห็นว่าเสิ่นม่านซูไม่เพียงมาร่วมงาน แต่สีหน้ายังดูดี องค์หญิงจิ้งอันจึงค่อยคลายความกังวลลงเล็กน้อย
เวลานี้นางยังต้องอยู่เป็เพื่อนฉินกุ้ยเฟย รอให้หลังจากนี้ค่อยหาเวลาคุยกับเสิ่นม่านซูก็ย่อมได้
ทางด้านเสิ่นม่านซูเองก็รู้ว่าวันนี้องค์หญิงจิ้งอันยุ่งมาก คงไม่มีเวลามาคุยเป็การส่วนตัวกับนางมากนัก
แต่เป็เช่นนี้ก็ดีเหมือนกัน ตอนนี้เสิ่นม่านซูไม่อยากเข้าไปใกล้ฝั่งนั้น โต๊ะนั้นล้วนเป็เชื้อพระวงศ์ อีกทั้งองค์ชายเจ็ดก็อยู่ที่นั่นด้วย
ดังนั้นเมื่อเห็นว่างานเลี้ยงใกล้จะจบลง ผู้คนเริ่มจับกลุ่มสองสามคนพูดคุยกัน เสิ่นม่านซูจึงออกจากที่นั่งไปพร้อมกับเสิ่นหลินหลง
คนอื่นอาจไม่ทันสังเกต แต่ซูฉินหรี่ตามองตามเสิ่นม่านซูที่เดินออกไป
นางยกจอกสุราขึ้น แต่สายตากลับทอดไปยังฝั่งบุรุษที่มีกำแพงดอกไม้กั้นไว้
ต้องทำอย่างไรถึงจะได้พบองค์ชายเจ็ด
นางมีเื่อยากจะพูดกับเขามากมายเหลือเกิน
ในเมื่อก่อนหน้านี้เสิ่นม่านซูได้เปิดเผยความสัมพันธ์ของนางกับองค์ชายเจ็ดต่อหน้าผู้คนแล้ว ซูฉินก็รู้ดีว่าตนไม่มีทางถอยได้อีก ทำได้เพียงทุบหม้อจมเรือ[1]เท่านั้น!
เมื่อคิดได้เช่นนี้ นางก็ลุกขึ้นอย่างเงียบเชียบ กระซิบบอกเสิ่นอี๋เหวินที่อยู่ด้านข้างว่าจะไปเปลี่ยนเสื้อผ้า แล้วก็หันหลังเดินจากไปทันที
“ทำไมเดินออกไปกันทีละคนสองคนเช่นนี้นะ”
เสิ่นอี๋เหวินมองแผ่นหลังของซูฉินที่จากไปอย่างสงสัย กำลังจะลุกขึ้น แต่ก็เห็นสาวใช้คุ้นหน้าคนหนึ่งเดินเข้ามาเสียก่อน
เป็ชุนเถาที่อยู่ข้างกายหลินซื่อ
ชุนเถามองซ้ายแลขวาแล้วเอ่ยถาม “คุณหนูสี่ คุณหนูรอง คุณหนูสาม และคุณหนูซูฉินไปไหนหรือเ้าคะ”
“พวกนางไปเปลี่ยนเสื้อผ้า เ้ามีอะไร”
“ฮูหยินเรียกให้พวกท่านไปพบเ้าค่ะ”
แววตาของเสิ่นอี๋เหวินเป็ประกายทันที นางลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว จัดกระโปรงกับปิ่นดอกไม้บนศีรษะ แล้วกล่าวว่า “ข้ารู้แล้ว พวกนางกลับมาเดี๋ยวก็คงไปเอง”
พูดจบ เสิ่นอี๋เหวินก็รีบเดินไปทางที่เหล่าฮูหยินนั่งอยู่
ชุนเถาถึงกับพูดไม่ออก คุณหนูสี่แสดงออกชัดเจนเกินไปหน่อยหรือไม่ อีกอย่างคุณหนูรองกับคุณหนูสามก็อายุมากกว่านาง หากฮูหยินมีผู้เหมาะสม ก็ต้องให้คุณหนูรองกับคุณหนูสามดูก่อนแน่นอน
ชุนเถามองซ้ายแลขวาอีกครั้งแต่ก็ไม่พบ นางจำต้องฝากคำสั่งกับสาวใช้ของจวนองค์หญิงที่อยู่ด้านข้าง ว่าหากคุณหนูทั้งหลายกลับมา ขอให้ช่วยพาไปด้วย
ทางด้านเสิ่นม่านซูกับเสิ่นหลิงหลง พวกนางพาเจ๋อหลันกับฮวาหรงเดินมุ่งหน้าไปยังสวนทานตะวัน
ในขณะเดียวกัน ภายในศาลาอันสง่างามแห่งหนึ่ง ไป๋ซิวจิ่นนั่งตัวตรงอยู่ที่นั่น ไม่นานรุ่ยอ๋องก็กล่าวว่า
“ท่านหมอเทวดาไป๋ รอสักครู่ อีกเดี๋ยวท่านแม่ของข้าก็มาแล้ว”
รุ่ยอ๋องคิดไว้แล้ว หากมีคนมาเห็นเข้าก็เพียงบอกว่าหมอเทวดาไป๋กำลังตรวจรักษาให้เขา อย่างไรเสีย หลายคนก็รู้แล้วว่าหมอเทวดาไป๋เคยไปที่จวนของเขา
รอบด้านมีผ้าบางโปร่งพลิ้วไหวไปตามลม หากมองจากไกลๆ ก็มิอาจเห็นว่าในศาลามีกี่คน
ไป๋ซิวจิ่นนั่งอยู่ตรงนั้น แต่สายตากลับมองไปไกล เห็นเสิ่นม่านซูในอาภรณ์สีฟ้าอ่อนกำลังพูดคุยกับพี่น้องของนางอยู่
ไม่นานร่างของนางก็หายลับไปในทางเดินเล็กคดเคี้ยวสายหนึ่ง
รุ่ยอ๋องพยายามตีสนิทกับไป๋ซิวจิ่นมาโดยตลอด เวลานี้เมื่อเห็นว่าสายตาของเขาหยุดมองไปทางหนึ่งนานกว่าปกติจึงเอ่ยว่า “สหายไป๋ก็สนใจสวนทานตะวันหรือ”
“สวนทานตะวัน?”
“ใช่แล้ว ก็ทางที่ท่านมองไปอย่างไรเล่า เป็ทางเล็กเพียงสายเดียวที่ไปยังสวนทานตะวันได้ พี่หญิงของข้าชื่นชอบดอกไม้นานาชนิด ทิวทัศน์ในสวนงดงามไม่น้อย ่นี้ทานตะวันในสวนงดงามที่สุด ไว้หลังจากท่านตรวจอาการให้ท่านแม่เสร็จแล้ว ข้าพาท่านไปเดินเล่นดีหรือไม่”
ไป๋ซิวจิ่นละสายตากลับมาแล้วกวาดตามองลงไปด้านล่าง
รอยยิ้มบนใบหน้าของรุ่ยอ๋องพลันแข็งค้างไปชั่วขณะ เขาหัวเราะกลบเกลื่อนพลางกล่าวว่า “ดูข้าสิ ลืมไปเลยว่าตัวเองยังเดินไม่ได้”
ขณะกล่าวประโยคนี้ น้ำเสียงของรุ่ยอ๋องเจือความเย้ยหยันตนเองเล็กน้อย
ไป๋ซิวจิ่นเอ่ยเสียงเรียบ “ไม่เป็ไร อีกสามเดือนก็จะเดินได้แล้ว”
ทันทีที่ได้ยินเช่นนั้น แววตาของรุ่ยอ๋องก็เป็ประกายอีกครั้ง
ไป๋ซิวจิ่นหันมองไปทางที่มุ่งสู่สวนทานตะวันอีกครั้ง
แท้จริงแล้วมีคนจำนวนไม่น้อยกำลังเดินไปทางนั้น แคว้นต้าฉีไม่ได้แยกชายหญิงเคร่งครัดนัก อย่างมากก็เพียงแยกกันในงานพิธีทางการ
ในเวลานี้ ชายหญิงจำนวนมากต่างก็พากันเดินไปยังทิศทางของสวนทานตะวัน และในหมู่คนเ่าั้ ก็มีคนคุ้นเคยอยู่คนหนึ่ง
จวินมั่วหาน
คิ้วของไป๋ซิวจิ่นกระตุกเล็กน้อย ซึ่งเป็จังหวะเดียวกับที่ฉินกุ้ยเฟยมาถึงพอดี เขาจึงละสายตากลับมา แล้วเดินออกไปต้อนรับพร้อมรุ่ยอ๋อง
ฉินกุ้ยเฟยได้ยินมานานแล้วว่าหมอเทวดาไป๋มีรูปโฉมหล่อเหลาอย่างยิ่ง วันนี้ได้เห็นกับตา ยิ่งรู้สึกตะลึงราวกับพบเทพเซียน แต่ด้วยอยู่ในวังมาหลายปี นางจึงปรับสีหน้าได้อย่างรวดเร็ว
หลังจากไป๋ซิวจิ่นคำนับ นางก็พยักหน้าด้วยท่าทีสงบนิ่งแล้วกล่าวว่า “หมอเทวดาไป๋ไม่ต้องมากพิธี ข้ามิอาจอยู่ที่นี่นานได้”
“ผู้น้อยเข้าใจ”
ไป๋ซิวจิ่นไม่ได้แปลกใจแม้แต่น้อยที่ฉินกุ้ยเฟยกล่าวออกมาอย่างตรงไปตรงมาเช่นนี้
ฐานะของฉินกุ้ยเฟยอ่อนไหว ส่วนตัวตนของไป๋ซิวจิ่นเองก็อ่อนไหวเช่นกัน
ยิ่งไปกว่านั้น ก่อนหน้านี้ไป๋ซิวจิ่นยังไปที่จวนรุ่ยอ๋องอย่างเอิกเกริกเพื่อรักษาขา หากคนภายนอกรู้ว่าเขามาตรวจรักษาให้ฉินกุ้ยเฟยอีก ด้านหนึ่งผู้คนอาจลือกันว่าฉินกุ้ยเฟยป่วยเป็โรคลับอะไรบางอย่าง อีกด้านหนึ่งผู้คนก็จะคาดเดาว่าหมอเทวดาไป๋ตั้งใจจะสนับสนุนรุ่ยอ๋องหรือไม่
ใน่เวลาที่กระแสลมเชี่ยวกรากเช่นนี้ การที่ฉินกุ้ยเฟยตัดสินใจเด็ดขาดเช่นนี้ถือว่าไม่ผิดเลยแม้แต่น้อย
ไป๋ซิวจิ่นก้มหน้าหยิบผ้าบางมาวางไว้บนข้อมือของฉินกุ้ยเฟยแล้วเริ่มจับชีพจรให้นางทันที
ผ่านไปครู่หนึ่งเขาจึงเอ่ยถามแ่เบา “ฉินกุ้ยเฟยรู้สึกหรือไม่ว่าเมื่อมาที่นี่แล้ว อาการปวดศีรษะของท่านไม่มากเท่าเดิม”
ฉินกุ้ยเฟยเงยหน้าเล็กน้อย มือเรียวแตะหน้าผากแล้วกล่าวว่า “รู้สึกเช่นนั้นอยู่บ้าง”
“ฉินกุ้ยเฟยลองกลับไปตรวจสอบกำยานที่ท่านใช้เป็ประจำเถิด”
น้ำเสียงของไป๋ซิวจิ่นราบเรียบราวกับกำลังกล่าวเื่ทั่วไป แต่ฉินกุ้ยเฟยกับรุ่ยอ๋องที่อยู่ตรงหน้ากลับสีหน้าเปลี่ยนไปพร้อมกัน
เขากล่าวไว้แล้วว่า เขาจะดูอาการให้ แต่ไม่รักษา ดังนั้นเมื่อพูดจบ ไป๋ซิวจิ่นก็ลุกขึ้นกล่าวลา พาไป๋จื่อออกไปทันที
ฉินกุ้ยเฟยกลับคืนสู่ท่าทีสง่างามดังเดิม นางยังสงสัยตัวตนของไป๋ซิวจิ่น แต่ตอนนี้มีเื่สำคัญกว่านั้นที่ต้องจัดการ
รุ่ยอ๋องเองก็มองฉินกุ้ยเฟยด้วยความกังวล “ท่านแม่…”
“เื่นี้แม่รู้ดี เ้าไม่ต้องยุ่ง หรันเอ๋อร์ ขาเ้าเป็อย่างไรบ้าง”
ฉินกุ้ยเฟยมองรุ่ยอ๋องด้วยความห่วงใยอย่างยิ่ง
แม้ยามอยู่ในวังนางจะถูกเล่นงาน แต่ในใจของมารดา สิ่งที่ห่วงที่สุดก็ยังคงเป็บุตร
รุ่ยอ๋องรีบกล่าวด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นยินดี “เรียนท่านแม่ ขาของลูกเริ่มรู้สึกได้แล้ว หมอเทวดาไป๋บอกว่าไม่เกินสามเดือนลูกก็จะเดินได้แล้ว ท่านไม่ต้องเป็ห่วงขอรับ”
[1] ทุบหม้อจมเรือ หมายถึง ทุ่มสุดตัว