ถังฉือเย่พูดด้วยน้ำเสียงและแววตาที่ฉายชัดถึงความโศกเศร้า ซึ่งเมื่อชายชราผู้เป็นหัวหน้าตระกูลได้ฟังนั้นก็ครุ่นคิดไตร่ตรองอยู่พักใหญ่ แต่ยังคงยืนกรานเสียงแข็งว่า
“ไม่ได้…เรื่องนี้ทำไม่ได้!”
หญิงสาวเงยหน้ามองหน้าเขาด้วยความงุนงงถามอย่างไม่เข้าใจว่า “ทำไมละเจ้าคะ?”
“ตอนนี้ท่านปู่ของเจ้าไม่อยู่ รวมทั้งพี่ชายของเจ้าด้วย เจ้าเป็นแค่ผู้หญิงตัวคนเดียว จู่ ๆ ทำไมจึงเกิดความคิดเหลวไหลเช่นนี้ขึ้นมา มันจะเป็นไปได้อย่างไรกัน?” เขาตำหนินางเล็กน้อย จากนั้นก็พูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง
“เจ้าเองก็คิดมากไป สำหรับเรื่องนี้ข้ารู้แล้วว่าต้องทำอย่างไร ข้าจะไม่ยอมให้คนพวกนั้นมารังแกเจ้าได้อีก”
ถังฉือเย่ได้แต่ก้มหน้าลง เมื่อแน่ใจแล้วว่าเรื่องนี้คงไม่สามารถทำให้สำเร็จได้ในวันนี้ หญิงสาวจึงฟังอย่างเงียบ ๆ ไม่ได้โต้เถียงอะไร อย่างน้อยวันนี้ก็ยังสร้างความประทับใจไว้ให้ท่านหัวหน้าตระกูลถังซึ่งถือว่าประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง เพราะนางเชื่อว่าอย่างไรเสียในวันใดวันหนึ่งข้างหน้า สิ่งที่ปรารถนานั้นจะต้องเป็นจริงและมีโอกาสรออยู่อย่างแน่นอน
ตอนแรกนั้นถังฉือเย่ยังไม่ค่อยเข้าใจความคิดในการแยกครอบครัวของคนในอดีตสักเท่าไหร่ รู้แต่เพียงว่าในสมัยโบราณนั้นการแยกครอบครัวไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ แต่สำหรับถังฉือเย่แล้วนางคิดว่าการหาเรื่องแยกครอบครัวนั้นมีเป็นพันเป็นหมื่นเหตุผล เพียงแต่ข้ออ้างที่ฟังแล้วไม่สมเหตุสมผลมากที่สุดคือ ‘การที่อดทนต่อไปไม่ไหวอีกแล้ว’
ดังนั้นในสถานการณ์ที่ตัวนางเองยังไม่มีกำลังเพียงพอเช่นนี้จึงไม่อาจใช้เหตุผลดังกล่าวได้หรือจะใช้การที่ถูกไล่ออกจากบ้านมาเป็นเหตุผลในการแยกครอบครัวเด็ดขาดก็คงไม่เหมาะนัก เพราะหากต้องการจะแยกก็ต้องเป็นตอนที่พวกเขาทำความผิดซึ่งทำให้ผู้คนจำนวนมากโกรธแค้น หรือมิเช่นนั้นก็ต้องมีคนช่วยสนับสนุนอย่างเต็มที่ จึงจะมีน้ำหนักมากพอ!
หลังจากนี้ไปถังฉือเย่คิดว่าท่านย่าซุนรวมทั้งคนพวกนั้นจะต้องคิดหาหนทางรังแกนางอีกแน่นอน แต่ยังโชคดีอยู่บ้างที่ตอนนี้ทุกคนในหมู่บ้านต่างเห็นอกเห็นใจหลานสาวตัวเล็กอย่างนางที่ถูกรังแก เพราะฉะนั้นนางจึงยืนอยู่ในตำแหน่งของผู้ที่อ่อนแอ น่าเห็นอกเห็นใจ หากฝั่งตรงข้ามจะเล่นสกปรกอะไรก็คงไม่ใช่เรื่องง่ายนัก อาจจะพอวางใจได้บ้าง
ด้วยเหตุนี้ถังฉือเย่จึงได้แต่ใช้ความอดทนไว้ภายใต้ท่าทีสงบเสงี่ยมซึ่งก็ได้สร้างความพอใจให้กับท่านหัวหน้าตระกูลอยู่ไม่น้อย จึงปลอบใจนางอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็ถามไถ่ว่าตอนนี้นางจะไปพักที่ไหน ก่อนจะบอกว่า
“ลุงมีบ้านอยู่หลังหนึ่ง ไม่เก่าอะไรมากหรอกสามารถให้เจ้าพักได้ชั่วคราว เจ้าจะลองไปดูก่อนไหม ถ้าหากเจ้ารู้สึกว่าไม่ชอบ ข้าค่อยหาที่อื่นให้” พร้อมกันนั้นก็กวักมือเรียกบุตรชายคนโตเข้ามาเพื่อให้เดินนำพาถังฉือเย่ไปดูบ้าน
ถังฉือเย่รู้สึกถูกใจบ้านหลังนี้อยู่ไม่น้อย เพราะอยู่ทางฝั่งภูเขา พื้นที่ค่อนข้างกว้าง แถมบ้านก็ไม่ได้สร้างจากดินเหนียวอีกด้วย แต่สร้างจากก้อนหิน จริง ๆ แล้วก็เป็นที่พักอาศัยที่ดีเลยทีเดียว ทั้งสว่าง โล่งและเงียบสงบ แต่พอกลับมาถึงบ้านคุณนายโจวแล้วกลับกลายเป็นว่าไม่เห็นด้วย
“บ้านหลังนั้นเจ้าอยู่ไม่ได้นะ!”
“ทำไมล่ะเจ้าคะท่านป้า ข้าว่าก็สะดวกสบายดีแถมยังเงียบสงบ”
คุณนายโจวอึกอักเล็กน้อย หันซ้ายหันขวาก่อนจะเล่าให้นางฟังอย่างเสียมิได้ว่า บ้านหลังนั้นมีฮวงจุ้ยที่ไม่ดีกับบ้านของท่านหัวหน้าตระกูล เพราะในตอนที่ท่านพ่อของท่านหัวหน้าตระกูลยังมีชีวิตอยู่นั้น เมื่อย้ายเข้าไปอาศัยในบ้านหลังนั้นได้ไม่นาน ก็ล้มป่วยหนักขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุจนเกือบจะต้องเสียชีวิต ดังนั้นพวกเขาจึงรีบย้ายกันโดยด่วน ตลอดระยะเวลาสองปีที่พักอยู่ในบ้านหลังนั้นพวกเขาพบเจอแต่ปัญหาและอุปสรรคมากมาย ภายหลังหาคนช่วยคำนวณมาดูจึงพบว่าฮวงจุ้ยไม่ดีให้รีบย้ายออกมาทั้งครอบครัว
ต่อมาสะใภ้คนที่สามของเขาไม่เชื่อในเรื่องนี้ได้เข้าไปอาศัยอยู่ทั้งครอบครัวเป็นเวลาหนึ่งปี ผลสุดท้ายลูกชายคนเล็กของนางอยู่ดี ๆ ก็ต้องจากไปตั้งแต่อายุยังน้อย นางร้องไห้จนแทบจะเป็นสิ้นสติ แล้วตั้งแต่นั้นมา คนของบ้านท่านหัวหน้าตระกูลก็ไม่มีใครกล้าเข้าไปเหยียบบ้านหลังนั้นอีกเลย!
เมื่อถังฉือเย่ได้ยินแทนที่จะหวาดกลัวกลับรู้สึกพอใจเป็นอย่างมาก เพราะบ้านหลังนั้นทั้งกว้างขวาง สะอาดสะอ้าน เป็นบ้านในจินตนาการของนางเลยทีเดียว ส่วนเรื่องโชคร้ายอะไรนั่น หญิงสาวไม่ได้คิดสนใจเลยแม้แต่น้อย…คนที่เดินทางข้ามเวลามาพร้อมกับความโชคดีอย่างนางนั้น มีเรื่องอะไรให้ต้องกลัวกัน!
ถังฉือเย่รอจนฉีจิงกลับมาแล้ว จึงชวนเขาไปดูบ้านหลังนั้นเป็นเพื่อน…บ้านแบบนี้เป็นประเภทเดียวกับเรือนสี่ประสาน โดยตัวบ้านจะอยู่ทางด้านทิศเหนือและประตูจะเปิดออกทางด้านทิศใต้ มีห้องหลักอยู่สามห้อง ห้องรองที่ติดกับห้องหลักทั้งสองด้าน ส่วนทางด้านทิศตะวันตกและออกจะมีห้องสำรองอยู่ทั้งสองฝั่ง ทางทิศใต้ก็จะเป็นประตูใหญ่ ด้านหลังของห้องหลักก็จะเป็นภูเขาจวี้เป่า และยังมีสวนด้านหลัง ตรงกลางสวนก็มีบ่อน้ำหนึ่งบ่อ เพียงแต่ตอนนี้มันได้แห้งไปแล้ว
หญิงสาวเดินสำรวจตรวจตราอย่างละเอียดอย่างพึงพอใจ มองเห็นบริเวณสวนด้านหลังยังมีพื้นที่ว่าง สำหรับเพาะปลูก เมื่อใช้กำแพงไม้ไผ่ล้อมเอาไว้ ก็จะสามารถใช้เป็นที่ปลูกสมุนไพรและยาได้
เมื่อถังฉือเย่เห็นบ้านแล้ว ก็รู้สึกชอบเป็นอย่างมาก นางหันไปขอบอกขอบใจถังหย่งยกใหญ่ และได้แสดงความรู้สึกขอบคุณที่ท่านหัวหน้าตระกูลเป็นคนฉลาดใจกว้างและดีกับนาง ทุกคนในครอบครัวของพวกเขานั้นเป็นคนดีต่อไปต้องเจริญรุ่งเรืองเป็นใหญ่เป็นโตอย่างแน่นอน
ได้ฟังมธุรสวาจาของถังฉือเย่แล้ว บุตรชายคนโตของหัวหน้าตระกูลก็ปลื้มอกปลื้มใจ เขายังอ้อยอิ่งช่วยนางอยู่พักใหญ่ก่อนจะลากลับไป เหลือเพียงฉีจิงเท่านั้นที่อยู่ช่วยนางต่อ
แม้ว่าชายหนุ่มจะไม่ค่อยถนัดทำงานในเรือกสวนไร่นาสักเท่าไหร่ ฝีมือในการดายหญ้าของเขานั้นดูแปลก ๆ ขัดหูขัดตาอย่างไรพิกล แต่กระนั้นผลลัพธ์ที่ได้ก็ถือว่าไม่เลวเลยทีเดียว
ถังฉือเย่หยิบไม้กวาดขนาดใหญ่มาปัดกวาดทำความสะอาดทั้งในห้องและนอกห้องหนึ่งรอบ นางสัมผัสได้ว่าเมื่อตอนที่สร้างบ้านหลังนี้นั้น คงใช้ทั้งแรงงาน ความสามารถรวมทั้งเงินทองไปไม่น้อยเลย เพราะแม้จะไม่มีใครอยู่มาเป็นหลายสิบปีแต่ประตูและหน้าต่างทุกบานยังคงแข็งแรง ไม่มีที่ผุพังลงมาเลย เมื่อเทียบกับบ้านหลังเก่าของตระกูลถังหลังนั้นแล้วก็ต่างกันราวฟ้ากับเหว
นี่มันเรียกว่าเจอความสุขในความทุกข์…หญิงสาวคิดในใจ ขณะที่กำลังทำความสะอาดอยู่นั้น นางก็ชวนชายหนุ่มคุยว่า “อาฉีเจ้ารู้หรือไม่ว่าความฝันที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของข้าก็คือมีบ้านอย่างนี้สักหลังที่เป็นของข้าเองตั้งอยู่ติดกับภูเขาและแม่น้ำ ในสวนถ้าจะให้ดีต้องมีบ่อน้ำพุร้อน ยามว่างก็ลงไปแช่สักหน่อย คิดไปแล้วก็รู้สึกว่ามันช่างมีความสุขจริง ๆ”
ฉีจิงไม่ได้พูดอะไร เขาอมยิ้มนิด ๆ ตรงมุมปาก นึกขึ้นได้ว่าบ่อน้ำพุร้อนที่นางอยากได้นั้นที่นอกเมืองฉางอานก็มี ตอนที่เขายังเป็นเด็กนั้นก็มักจะไปบ่อย ๆ เพียงแต่ตอนนี้นั้น…ชายหนุ่มหยุดความคิดลงเร่งมือทำความสะอาดพื้นตรงหน้าแทน
“อาฉี…เจ้าเป็นอะไรหรือเปล่า?”
“ไม่มีอะไร”
“เจ้าเป็นอะไรกันแน่ มีอะไรไม่สบายใจหรือเปล่า บอกข้าได้นะ”
ฉีจิงนั้นย่อตัวลงแล้วจัดการดายหญ้าด้วยท่าทีนิ่งเงียบก่อนจะพูดออกมาอย่างเรียบ ๆ ว่า
“อยู่ไกลกัน”
ถังฉือเย่อึ้งไปครู่หนึ่งกับสามคำนี้ของฉีจิงที่แปลความได้ว่า ‘ข้าอุตส่าห์ย้ายมาอยู่ใกล้ ๆ กับบ้านเจ้าอย่างยากลำบาก แต่ในที่สุดเจ้าก็ยังต้องย้ายไกลออกไปอีก ห่างจากบ้านของข้าไกลถึงเพียงนี้’ แล้วนางก็หัวเราะออกมา ยิ่งคิดก็ยิ่งขำ จึงนั่งยอง ๆ ลงที่พื้นและหัวเราะจนแทบไม่ไหว
ใบหูทั้งสองข้างของฉีจิงแดงขึ้นมาทันทีพร้อมกับใบหน้าของเขาก็เริ่มแดงระเรื่อขึ้น แต่ชายหนุ่มกลับไม่ได้แสดงสีหน้าอะไรเช่นเคย เขาพูดขึ้นอย่างใจเย็นว่า
“หยุดหัวเราะได้แล้ว”
แต่ถังฉือเย่ยังหัวเราะไม่หยุด ในใจนางคิดว่าชายวัยกลางคนก็มีรสนิยมของชายวัยกลางคน
เด็กหนุ่มก็มีความน่ารักในแบบของเด็กหนุ่ม น่ารักจนแทบคลั่งอย่างนี้ หากนางใจสั่นหวั่นไหวขึ้นมาจริง ๆ จะทำอย่างไรดี!
รอจนผ่านไปพักใหญ่ถังฉือเย่จึงหยุดหัวเราะเหลือไว้เพียงรอยยิ้มพลางพูดขึ้นว่า “ถึงไกลแค่ไหนก็ยังอยู่ในหมู่บ้านเดียวกันนี่ อาหยางคงไม่รังเกียจที่อยู่ไกลอย่างแน่นอน หรือว่าเจ้ารังเกียจ?”
ฉีจิงหันหลังไปไม่ได้พูดอะไรอีก ได้แต่ยืนหันหลังให้นางอยู่อย่างนั้น หญิงสาวอมยิ้มให้แผ่นหลังของเขาขณะเริ่มลงมือจัดข้าวของ เมื่อมองเห็นที่กลางสวนนั้นมีต้นไม้ต้นเตี้ย ๆ ขวางทางอยู่ นางจึงขอร้องเสียงอ่อนโยน
“อาฉี เจ้าช่วยข้าขุดต้นไม้ต้นนี้หน่อยได้หรือไม่?”
ฉีจิงตอบรับคำหนึ่ง เขายังคงค่อย ๆ ดายหญ้าจนเสร็จ จากนั้นถึงเปลี่ยนมาหยิบเสียมขนาดใหญ่เดินมาที่ต้นไม้ต้นนั้นแล้วลงมือขุดดิน
ต้นไม้ต้นนี้ไม่ใหญ่ แต่กลับฝังรากลึกมาก ฉีจิงเองก็ใช้อุปกรณ์ทำไร่ทำสวนไม่ค่อยถนัดเสียด้วย เขาขุดอยู่นาน ต้นไม้ถึงจะเริ่มเอนไปทีละนิด
ในขณะนั้นเองจู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงเหมือนขุดโดนอะไรสักอย่าง ฉีจิงขมวดคิ้ว จากนั้นก็ลองเอาเสียมกวาดดินออกดู ถังฉือเย่ถามขึ้นว่า
“เกิดอะไรขึ้นหรือ?”
“เสียงมันแปลก ๆ เหมือนกับด้านล่างมีไหหรืออะไรแบบนั้นฝังอยู่”
ทั้งสองคนจึงช่วยกันขุดดินอยู่พักใหญ่ เมื่อเอาเสียบงัดขึ้นมาอีกครั้งก็ปรากฏว่าเป็นแท่งเงินแท่งหนึ่ง ถังฉือเย่หันมองฉีจิงอยู่พักหนึ่งคิดไปคิดมาพร้อมกับทรุดตัวลงที่พื้น นางเช็ดดินที่เกาะอยู่รอบ ๆ ออก และดูอย่างละเอียดอีกรอบ จากนั้นก็ลุกขึ้นแล้วสั่งฉีจิงว่า
“เจ้ารอข้าอยู่ตรงนี้อย่าไปไหน ข้าจะไปหาท่านหัวหน้าตระกูล” จากนั้นนางหันหลังแล้ววิ่งออกไป จนถึงบ้านของท่านหัวหน้าตระกูลที่กำลังกินข้าวเย็นอยู่ เมื่อเห็นว่าเป็นถังฉือเย่ก็ทักอย่างยินดีว่า
“เย่เอ๋อร์มาที่นี่มีอะไรหรือ เกิดเรื่องอะไรขึ้น?”
“เรื่องดีเจ้าค่ะ” หญิงสาวตอบพร้อมกับรอยยิ้ม “ท่านลุง เย่เอ่อร์มาแจ้งข่าวดีแก่ท่านเจ้าค่ะ”
“หืม” ชายชราเลิกคิ้วสูงพร้อมกับวางตะเกียบในมือลง “เรื่องดีอะไรล่ะ?”
ถังฉือเย่สืบเท้าเดินเข้าไปใกล้ จากนั้นก็กระซิบเบา ๆ ที่ข้างหูของเขาจนทำให้ท่านหัวหน้าตระกูลถังต้องถลึงตาออกมา
“เจ้าพูดจริงงั้นหรือ!?”
“จริงเจ้าค่ะ ไม่มีอะไรจริงไปกว่านี้แล้ว…เย่เอ๋อร์ไม่กล้าโกหกท่านลุงหรอกเจ้าค่ะ”
.
.
.