ติ๊ง!
[ระยะเวลาเชื่อมต่อ: 07:59:59]
[ขณะนี้เวลา 19:00 น. ของวันที่ 16 พฤษภาคม]
เปลือกตาของอคินเปิดขึ้นพร้อมกับเสียงสังเคราะห์ที่ดังก้องในหัว
ความรู้สึกแรกที่สัมผัสได้ไม่ใช่ความอบอุ่นจากกองไฟที่ลุกโชนเบื้องหน้า แต่เป็นความ 'ว่างเปล่า' อันเยือกเย็นที่หน้าอกซ้าย
เขามองมือตัวเองที่ถือหินลับมีดค้างไว้... เขาจำได้ว่าล่าสุดเขาเพิ่งหลับไปตอนใกล้รุ่งอรุณที่ไหนสักแห่ง
"อคิน... นายตื่นแล้วเหรอ"
เสียงของมามาเลดฟังดูหนักใจกว่าทุกวัน แสงไฟสีส้มฉาบลงบนเกราะสีอิฐของเขาจนดูเหมือนสีเลือด
"อ้อ...ว่าไงมามาเลด นายมาอีกแล้วนะ"
อคินตอบพลางดันตัวลุกขึ้นนั่ง ท่ามกลางเหล่าสหายที่ล้อมวงกันเข้ามา
"ขอโทษที่ต้องขัดจังหวะเวลาพักผ่อนนะทุกคน"
มามาเลดเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่า เขาทิ้งตัวลงนั่งโดยไม่รอคำเชิญ
แรงกระแทกของเกราะกับพื้นดินทำให้น้ำในแก้วข้างตัวอคินสั่นไหว
"หน่วยสอดแนมเวทมนตร์ระยะไกลของพลเรือเอกอาทิตย์... เพิ่งส่งข่าวกรองเร่งด่วนมา ตรวจพบ 'คลื่นพลังงานสีแดง' ขนาดมหึมาเคลื่อนที่มาจากทางอ่าวไทย"
มือที่กำลังลับดาบของอคินชะงักกึก เขาสัมผัสได้ถึงกระแสความกดดันที่แผ่ออกมาจากตัวมามาเลด
"คลื่นสีแดง? หมายถึงมอนสเตอร์ระดับราชาลิงงั้นหรือครับ?"
มามาเลดส่ายหน้าช้าๆ แววตาของเขาสะท้อนภาพเปลวไฟที่วูบไหว
"แย่กว่านั้น... ระดับพลังเวทที่วัดได้มันเทียบเท่ากับ 'อิกไนตัส' ราชามังกรไฟที่เคยเผาเมืองทั้งเมืองในพริบตา และจากความเร็วในการเคลื่อนที่... พรุ่งนี้มันจะปะทะแนวรับฉะเชิงเทราพอดี"
บรรยากาศรอบกองไฟพลันเยือกแข็ง เสียงฟืนแตก เปรี้ยะ ฟังดูบาดหูราวกับเสียงแก้วแตก
อคินมองไปที่ทองดีและอัคคี พวกเขาหูตั้งชันและส่งเสียงขู่ในลำคอเบาๆ ราวกับรับรู้ถึงหายนะที่กำลังคืบคลานเข้ามา
"พรุ่งนี้..."
อคินพึมพำ ความเหนื่อยล้าสะสมจากการเคลียร์ป่าสอยดาวพุ่งเข้าโจมตีทันที
"เราเพิ่งจะ... ได้พักจากคลื่นอสูรครั้งก่อนได้ไม่นาน เกิดคลื่นอสูรใหม่อีกแล้วเหรอเนี้ย?"
"ฉันรู้ว่ามันโหดร้าย อคิน แต่มันไม่ใช่คลื่นใหม่หรอกนะ มันคือเรดบอส นักวิเคราะห์บางคนเสนอทฤษฎีว่า มันน่าจะเกิดตั้งแต่คลื่นลูกที่สี่นั่นล่ะ แต่มันเพิ่งจะเดินทางมาถึงพวกเรา"
เสียงของปลาเผาดังขึ้นจากเงามืดด้านหลัง เขาก้าวเข้ามาร่วมวงสนทนา แววตาที่เคยมั่นใจในตัวเองกลับดูอ่อนแสงลง
ก่อนที่มามาเลดจะเอ่นเสริม
"ถ้า 'ไอ้นั่น' มันขึ้นฝั่งมาได้... ไม่ใช่แค่ฉะเชิงเทรา แต่มันจะลามไปถึงเมืองหลวง บ้านที่นายฝันไว้ หรือแม้แต่ที่ซุกหัวนอนของพวกเรา... จะกลายเป็นเพียงกองขี้เถ้า ท่านปกป้องสั่งให้ระดมพลพวกเราเลยมาแจ้งข่าวน่ะ"
คำว่า 'บ้าน' กระตุกส่วนลึกในจิตใจของอคิน ความเจ็บปวดแปลบแล่นผ่านอกซ้ายที่ว่างเปล่า ความเหนื่อยล้าในแววตาจางหายไป แทนที่ด้วยความแข็งกร้าวและมุ่งมั่นอย่างที่ระบบต้องการให้เขาเป็น
"เข้าใจแล้ว"
อคินรีบตอบกลับทันที
"บอกภารกิจมาได้เลย ฉันพร้อมเสมอ"
มามาเลดมองหน้าอคินนิ่งนาน ก่อนจะถอนหายใจ
"ท่านปกป้องสั่งรวมพลใหญ่ตอนเช้าตรู่ แต่นาย... นายคงไปช่วงนั้นไม่ได้ ฉันจะแจ้งท่านปกป้องให้ว่านายจะไปสมทบตอนหนึ่งทุ่มตรง ส่วนแคลนอะนีมาเนียจะต้องเข้าประจำการตั้งแต่ไก่โห่"
"เข้าใจแล้ว ไว้เจอกันที่สมรภูมินะอคิน"
จูเลียที่นั่งเงียบอยู่นานลุกขึ้นยืนพลางตะโกนสั่งการสมาชิกคนอื่นๆ
"เอ้า! ทุกคน เก็บของ! เราต้องเคลื่อนย้ายไปฐานชลบุรีคืนนี้เลย!"
ความวุ่นวายเริ่มต้นขึ้นทันที อคินมองดูเพื่อนพ้องที่ค่อยๆ ทยอยเดินลับหายไปในความมืดมิด
ทิ้งให้เขาอยู่กับโบ้และบัวลอยตามลำพัง ความรู้สึกโดดเดี่ยวที่คุ้นเคยเริ่มเกาะกุมหัวใจ
เขาเดินเตร็ดเตร่ไปตามค่ายที่กำลังถูกรื้อถอน จนกระทั่งถึงจุดกางเต็นท์สุดท้ายที่หลบมุมอยู่ใต้เงามืด
เขาทิ้งตัวลงนอน กลิ่นดินและกลิ่นสาบสางของโลกใบนี้เริ่มพร่าเลือนไปพร้อมกับสติที่วูบดับ
[17 พฤษภาคม]
ติ๊ง
หน้าต่างระบบสีฟ้าสว่างวาบขึ้นตรงหน้า บดบังทัศนียภาพที่วุ่นวาย
[ระยะเวลาเชื่อมต่อ: 07:59:59]
[ขณะนี้เวลา 19:00 น. ของวันที่ 17 พฤษภาคม]
[สถานะร่างกาย: ฟื้นฟูสมบูรณ์]
[พลังงานจิตวิญญาณคงเหลือ: 80% (เกือบสมบูรณ์) ]
ตูมมมมมมม!
แรงสั่นสะเทือนมหาศาลกระชากวิญญาณของอคินให้ตื่นจากนิทรา มันไม่ใช่การตื่นที่นุ่มนวล
แต่เหมือนร่างของเขาถูกโยนลงมาจากหน้าผา ฝุ่นดินร่วงกราวลงมาปะทะใบหน้า
เขาสูดหายใจเอาอากาศชื้นแฉะและกลิ่นคาวเกลือเข้าไปเต็มปอด
"เดี๋ยวนะ..."
อคินลืมตาโพล่ง สิ่งแรกที่เขาเห็นไม่ใช่ผ้าใบเต็นท์สีเขียวขี้ม้าอย่างที่ควรจะเป็น
แต่เป็นกิ่งก้านสาขาของพุ่มไม้หนาทึบที่สานตัวกันจนเกือบมืดสนิท
เขานอนคุดคู้เนียนไปกับรากไม้ใหญ่โบราณที่ดูเหมือนเพิ่งจะถูกถอนรากถอนโคนขึ้นมาไม่นาน
เจ้าโบ้ยืนคร่อมร่างเขาไว้ แผงคอเหล็กไหลของมันเรืองแสงสีแดงวาบตามจังหวะการคำรามต่ำๆ
ส่วนบัวลอยหมอบอยู่บนกิ่งไม้เหนือหัว แววตาสีเหลืองอำพันของมันจับจ้องไปยังทิศทางของเสียงระเบิด
[ตื่นได้แล้ว! ข้าอุตส่าห์ย้ายเจ้ามาจุด VIP แถวหน้าสุดเลยนะ]
[ภารกิจฉุกเฉิน: หยุดยั้ง 'ป้อมปราการเดินได้']
"ย้ายมา?"
อคินปัดเศษใบไม้ออกจากเส้นผมด้วยความงุนงง ร่างกายของเขารู้สึกยืดหยุ่นและเบาหวิวอย่างประหลาด
ราวกับกระดูกและกล้ามเนื้อถูกปรับจูนมาเพื่อการเคลื่อนที่ในพื้นที่จำกัด
"ระบบ... นายวาร์ปฉันมาเหรอ? หรือฉันเดินละเมอฝ่าสงครามมานอนที่นี่?"
[อย่าเพิ่งสงสัยเรื่องจุกจิก! มองไปข้างหน้า! ดูความฉิบหายที่กำลังมาเยือนนั่นก่อน!]
อคินใช้นิ้วแหวกพุ่มไม้รกชัฏออกเพียงเล็กน้อย และภาพที่เห็นก็ทำให้หัวใจที่แทบไม่เต้นของเขาสั่นสะท้าน
แนวกำแพงเมืองฉะเชิงเทราที่ถูกเสริมพลังด้วยเวทมนตร์พฤกษาจนสูงตระหง่าน
บัดนี้ดูราวกับของเล่นเด็กเมื่อเทียบกับ 'สิ่งนั้น'
'ภูเขาที่กำลังเคลื่อนที่...ไม่สิ มันคือ เต่ายักษ์'
อคินคิดใจพลางเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง
'จะไปสู้ไอ้ตัวแบบนี้ได่ยังไงกันเนี้ย'
กระดองสีดำทมิฬของมันเต็มไปด้วยริ้วรอยจากการศึกนับร้อยปี
และที่น่าสยดสยองคือลวดลายอักขระโบราณบนกระดองที่เรืองแสงสีฟ้าซีด
ราวกับวิญญาณคนตายถูกกักขังอยู่ภายใน บนหลังภูเขาเต่านั้นไม่ได้ว่างเปล่า
แต่มันเต็มไปด้วยสิ่งมีชีวิตนับแสนที่ยั้วเยี้ยราวกับมดปลวก
กรี๊ซซซซซ!
เสียงกรีดร้องแหลมสูงฉีกกระชากโสตประสาท ฝูงเมิร์ก ครึ่งคนครึ่งปลาที่ถือฉมวกกระดูก
และพวกนากา ร่างงูยักษ์ที่มีท่อนบนคล้ายลิซาร์ดแมน ไหลทะลักลงมาจากกระดองเต่าราวกับน้ำป่าไหลหลาก
พวกมันปะทะกับแนวรับของมนุษย์อย่างบ้าคลั่ง เลือดและเสียงกรีดร้องดังระงมไปทั่วชายฝั่ง
"โบ้! บัวลอย! ลุย!"
อคินไม่มีเวลาตั้งคำถามว่าเขามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร มือของเขาคว้าดาบที่วางอยู่ข้างตัวโดยสัญชาตญาณ
แรงดึงดูดของสมรภูมิทำให้เขาสปริงตัวออกจากพุ่มไม้ด้วยความเร็วที่เขาเองยังต้องแปลกใจ
ร่างกายของเขาพลิ้วไหวผ่านอุปสรรคราวกับเงาของสัตว์ร้ายที่ออกล่าเหยื่อในยามค่ำคืน
...
สมรภูมิในครั้งนี้ไม่ใช่การดวลที่งดงาม มันคือ 'โรงฆ่าสัตว์' ขนาดมหึมา
อคินฟาดดาบใส่ฝูงเมิร์กที่ดาหน้าเข้ามาไม่หยุดหย่อน
พวกอคินเข้าสมทบกับเหล่านักรบแคลนอะนีมาเนียที่กำลังสู้อยู่
กลิ่นคาวปลาคลุ้งและเกล็ดลื่นๆ ที่ปะทะกับใบดาบทำให้เขารู้สึกตื่นตัวอย่างประหลาด
ทุกครั้งที่คมดาบตัดผ่านเนื้อหนังของพวกอสูรทะเล เขาไม่ได้รู้สึกรังเกียจ
แต่กลับรู้สึกถึงแรงกระตุ้นบางอย่างที่โหยหาการฆ่าฟัน
"ตายซะ!"
อคินคำราม ดาบถูกเหวี่ยงเป็นวงกลม ตัดร่างเมิร์กสามตัวขาดครึ่งในฉบับเดียว
เลือดสีเขียวคล้ำสาดกระเซ็นเปื้อนชุดเกราะของเขาจนชุ่ม
แต่เขากลับไม่รู้สึกถึงความเหนอะหนะหรือความเย็นของเลือดเลยแม้แต่น้อย
"อัคคี! ทางซ้าย! อย่าให้พวกมันล้อมได้!"
เขาสั่งการด้วยเสียงที่เริ่มแหบพร่า
สภาพรอบตัวเริ่มเข้าขั้นวิกฤต นักผจญภัยหลายคนเริ่มถอดใจเมื่อเห็นว่าไม่ว่าพวกเขาจะฆ่าไปมากเท่าไหร่
จำนวนของศัตรูที่ไหลลงมาจากหลังเต่ายักษ์ก็ไม่ลดลงเลย
"มันเยอะเกินไป! เราจะตายกันหมด!"
ทหารคนหนึ่งตะโกนด้วยความหวาดกลัว ก่อนจะถูกฉมวกสามง่ามแทงทะลุหน้าอกจนล้มลงต่อหน้าอคิน
"อย่าถอย!"
อคินพุ่งเข้าไปคว้าคอเสื้อทหารอีกคนที่กำลังจะวิ่งหนี แววตาของเขาเรืองแสงสีฟ้าจางๆ โดยที่เขาไม่รู้ตัว
"ถ้าเราถอยตรงนี้... ข้างหลังคือบ้านเรา! ไม่มีที่ให้หนีอีกแล้ว!"
เขาเรียกใช้สกิล [อวยพร] และ [ลับคม] โดยเน้นไปที่แขนทั้งสองข้างเพื่อประหยัดพลังเวท
กล้ามเนื้อแขนของเขาขยายขนาดขึ้นจนเสื้อผ้าแทบปริแตก เขาเหวี่ยงดาบ ฟาดใส่พวกนากาจนกระดูกแหลกละเอียดเป็นทางยาว
การต่อสู้ดำเนินไปอย่างดุเดือด โดยที่ไม่มีท่าจะหยุดการก้าวเดินของเต่ายักษ์ได้เลย
หนักรบที่ล้มลงถูกหาบออกกลับไปรักษาที่แนวหลัง ส่วนคนที่รักษาหายแล้วก็วนกลับเข้าสนามรบใหม่
อคินร่วมสู้ด้วยตลอดจะกระทั่งเวลาเชื่อมต่อของเขาจะหมดลง
ติ๊ง!
[คำเตือน: ร่างกายมนุษย์เข้าสู่สภาวะเหนื่อยล้าสะสม]
[ระยะเวลาเชื่อมต่อ: 00:30:00]
เสียงแจ้งเตือนจากระบบดังขึ้นในหัวเหมือนระฆังมรณะ อคินชะงักฝีเท้า
แขนของเขาที่เคยเบาหวิวกลับหนักอึ้งเหมือนมีโซ่ตรวนนับตันล่ามไว้ ดาบในมือสั่นระริกจนแทบจะร่วงหล่น
เขาแหงนมองท้องฟ้าที่ยังมืดมิด... ศัตรูยังคงหลั่งไหลลงมาไม่ขาดสายราวกับน้ำไหลจากท่อที่แตก
"บ้าเอ๊ย... เวลาจะหมดแล้ว..."
สัญชาตญาณการเอาตัวรอดร้องเตือนอย่างรุนแรง เขารู้ดีว่าหากเขาหมดสติไปในตอนนี้
ท่ามกลางสัตว์อสูรที่หิวกระหาย ร่างของเขาจะถูกรุมทึ้งจนไม่เหลือแม้แต่กระดูกภายในเวลาไม่กี่วินาที
"โบ้! บัวลอย! ถอย!!"
เขากัดฟันสั่งการพลางหันหลังกลับ วิ่งฝ่าดงตีนและฉมวกกลับเข้ามาหลังแนวป้อมพฤกษา
สายตาพล่ามัวกวาดหาที่ตั้งหลัก เต็นท์ที่พักของเขาอยู่ห่างออกไปไกลเกินไป
ร่างกายมนุษย์ของเขากำลังเริ่มประท้วงอย่างรุนแรง
"ไปไม่ทันแน่..."
หัวใจเต้นระรัวแข่งกับตัวเลขสีแดงที่นับถอยหลังอยู่ในหางตา
สายตาของเขาไปหยุดอยู่ที่แสงไฟสลัวจาก เต็นท์หน่วยแพทย์ ที่ตั้งอยู่ใกล้แนวหลังที่สุด
"ทางนั้น!"
เขากระหืดกระหอบไปถึงหน้าเต็นท์ แต่กลิ่นเลือดมนุษย์ที่คละคลุ้งและเสียงร้องโอดโอยด้วยความทรมานทำให้เขาชะงักเท้า
ข้างในนั้นอัดแน่นไปด้วยคนเจ็บจนแทบไม่มีที่ว่างแม้แต่จะยืน หมอและพยาบาลวิ่งวุ่นจนแทบจะเดินชนกัน
'ถ้าเข้าไปล้มฟุบในนั้น... เราจะกลายเป็นภาระ และที่สำคัญ... คนอื่นอาจจะคิดว่าฉันตายแล้ว เอาร่างฉันไปเผาแน่ๆ'
"ไม่ได้... คนเยอะเกินไป..."
อคินหันรีหันขวาง เหงื่อเย็นเยียบไหลท่วมหลัง
ทันใดนั้นเอง สัญชาตญาณบางอย่างที่เร้นลับและรุนแรงยิ่งกว่าความคิดของมนุษย์ก็ทำงาน
สายตาของเขาสบเข้ากับต้นยางนาขนาดใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านสาขาอย่างองอาจอยู่ข้างเต็นท์หน่วยแพทย์
กิ่งก้านหนาทึบของมันอยู่สูงพ้นจากระดับสายตาของมนุษย์เบื้องล่าง และดูเหมือนจะมอบความปลอดภัยที่ไม่มีใครรบกวนได้
โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการคิดของสมอง ร่างกายของอคินขยับไปเองก่อนที่เขาจะรู้ตัวเสียอีก
เขากระโดดเข้าหาลำต้นไม้ นิ้วมือและเท้าพุ่งเข้าหาจุดยึดเกาะบนเปลือกไม้ได้อย่างแม่นยำราวกับฝึกฝนมาทั้งชีวิต
อคินปีนป่ายขึ้นไปบนยอดไม้อย่างรวดเร็วและพลิ้วไหว
แผ่นหลังของเขายืดหยุ่นไปตามรูปทรงของกิ่งก้าน
เขาส่งตัวเองขึ้นไปซุกตัวอยู่บนง่ามไม้ที่สูงเกือบสิบเมตร ใบไม้หนาทึบโอบล้อมร่างของเขาไว้ราวกับรังไหมที่ปลอดภัยที่สุดในโลก
"ตรงนี้แหละ..."
เขาสูดลมหายใจหอบถี่ พิงหลังกับลำต้นไม้ที่สั่นไหวตามแรงลมเบาๆ
เบื้องล่าง โบ้และบัวลอยนั่งเฝ้าอยู่ที่โคนต้นไม้
พวกมันเงยหน้าขึ้นมองเขาแวบหนึ่งก่อนจะแยกย้ายกันไปคุ้มกันไม่ให้ใครเข้าใกล้จุดพักสุดท้ายของนายเหนือหัว
"ปลอดภัยแล้ว..."
อคินมองลงไปเห็นแสงไฟวูบวาบจากสมรภูมิและเสียงโห่ร้องที่เริ่มห่างไกลออกไป
ความง่วงงุนมหาศาลกดทับเปลือกตาของเขาลงมาอย่างไม่อาจต้านทานได้อีกต่อไป
[ฝันดีนะ... เจ้าฮีโร่ขี้เซา วันนี้เจ้าทำได้ดีมาก]
วินาทีนั้น ร่างของอคินพลันกระตุกวูบหนึ่งครั้งก่อนจะอ่อนสลบลงไป
เสื้อเกราะหนักอึ้งและดาบหลุดร่วงออกจากร่างมนุษย์ที่กำลังโปร่งแสงลงไปสู่เบื้องล่าง... โดยมีเจ้าโบ้คอยรับไว้ด้วยปากอย่างชำนาญ
บนง่ามไม้สูงท่ามกลางใบยางนาที่พลิ้วไหว ไม่เหลือร่องรอยของ 'อัศวิน' อีกต่อไป