เหนือฟ้าดาราข้าเป็นหนึ่ง!

    บทที่ 39 นภาไพรศาลเมฆาสีรุ้ง(2)

    “เจ้าเด็กนี่ชักจะยุ่งยากเกินไปแล้วกระมัง”

                    “เฮ้อคนหนุ่มเลือดร้อนก็เป็นเช่นนี้ได้ยินว่าคุณชายเสวียนสติปัญญาล้ำเลิศแต่เหตุใดถึงคล้ายวัวป่าไร้สำนึกนักเล่า”

                    ปรมาจารย์ดาบใหญ่และแม่เฒ่าอดไม่ได้ที่จะส่ายหัวกล่าวออกมาอย่างไม่พอใจพวกเขาไม่ได้เป็นฝ่ายบุกสังหารเพียงแค่ขวางเสวียนเทียนชิงเอาไว้แม้ว่าจะลงมือหนักหน่วงแต่ก็ไม่ได้ถึงกับจะเอาชีวิตอีกฝ่ายเรื่องง่ายๆแค่นี้เสวียนเทียนชิงดูไม่ออกหรืออย่างไร?

                    พวกเขาคือปรมาจารย์ขั้นห้าผู้สูงส่งแม้ในเมืองหลวงนภาครามก็ยังมีคนให้ความเคารพมากมายจะซื้อตัวพวกเขามานั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเงินทองพวกเขาไม่ได้ขาดมือจะมีก็แต่สิ่งที่สนใจซึ่งตระกูลฉินกับตระกูลเซี่ยไม่ยอมจ่ายขนาดนั้นแน่นอนดังนั้นคราวนี้มาตามคำเชิญก็เพื่อคืนน้ำใจที่เคยติดค้างเอาไว้เท่านั้นขวางเสวียนเทียนชิงคือความต้องการของตระกูลฉินและตระกูลเซี่ยแม้ว่าพวกเขาจะยอมจ่ายเพิ่มหากสังหารเสวียนเทียนชิงแต่ราคาก็ไม่มากพอที่ปรมาจารย์เหล่านี้จะยอมผิดใจกับเสวียนอู่หยาง

                    ดังนั้นตั้งแต่ต้นแล้วพวกเขาล้วนไม่ได้มีเจตนาจะสังหารเสวียนเทียนชิงทว่าหากอีกฝ่ายยังดื้อรั้นเช่นนี้ต่อให้พวกเขาเพียงแต่โจมตีสวนกลับไปไม่นานเสวียนเทียนชิงได้ตายจริงๆ แน่!อย่างไรก็ตามบัณฑิตหลูไม่ได้คิดเช่นนั้น ด้วยความสามารถของเสวียนเทียนชิงย่อมมองออกแน่ว่าพวกเขาไม่ได้คิดจะสังหาร

                    “เขารู้ความหมายของพวกเราแน่นอนรอเหมือนว่าเขากำลังรอบางอย่างอยู่”

                    “รอ? รออะไรเล่า? ไม่ใช่ท่านบอกว่าตระกูลเสวียนปิดจวนหรอกหรือ? หากเป็นเช่นนั้นก็ปล่อยไว้นานไม่ได้แล้ว!”

                    พอบัณฑิตหลูกล่าวเช่นนี้คนอื่นๆก็เผยความกังวลขึ้นมาในแดนเบญจภพใครบ้างไม่กลัวเสวียนอู่หยาง?หากเกิดเรื่องผิดพลาดที่จวนเสวียนแล้วเขามาปรากฏตัวที่นี่เช่นนั้นอย่าว่าแต่ปรมาจารย์ขั้นห้าสี่คนเลยต่อให้มีสิบคนร้อยคนก็ไม่อาจรอดชีวิตจากกระบี่ของเขาได้

                    “ข้าก็แค่เดาดูเท่านั้นจวนเสวียนมีปรมาจารย์ขั้นสิบอย่างน้อยสามท่านควบคุมอยู่คงไม่น่าจะเกิดเรื่องอะไรแต่จะรอเช่นนี้ต่อไปก็คงไม่ดีเหมือนกัน”

                    บัณฑิตหลูส่ายหัวเล้กน้อยสายตาจ้องมองไปยังชายหนุ่มผู้ดื้อดึงที่อยู่ฝั่งตรงข้ามหากเป็นไปได้เขาอยากเกลี้ยกล่อมให้เสวียนเทียนชิงยอมถอยกลับไปนั่นคือหนทางที่ดีที่สุดแล้วแต่ตอนนี้มองเห็นแววตาของชายหนุ่มก็ทำให้เขาเข้าใจว่าคงเป้นไปไม่ได้

                    “ในเมื่อพวกเราไม่อาจแบกรับความเสี่ยงได้ไหวเช่นนั้นก็...ฆ่าเขาเถอะ!”

                    บัณฑิตหลูกล่าวเสียงแผ่วเบาแต่หนักแน่นนักพริบตานั้นดวงตาของเขาก็ปรากฏจิตสังหารขึ้นมาเช่นเดียวกับคนอื่นๆ ถึงไม่อยากเป็นศัตรูกับเสวียนอู่หยางแต่ก็ยังดีกว่าถูกเขาฆ่าตายที่นี่การเปลี่ยนแปลงของปรมาจารย์ทั้งสี่นั้นทุกคนสัมผัสได้อย่างชัดเจนเสวียนเทียนชิงเองก็รู้ตัวแต่เขายังยึดมั่นต่อไปหากเปรียบร่างกายของเขาเป็นเหล็กกล้าก็ขาดอีกเพียงค้อนเดียวเท่านั้นก็จะกลายเป็นดาบชั้นยอด

                    “ไม่ดีแล้วก่อนหน้านี้พวกเขาไม่ลงมือแต่ไร้จิตสังหาร ตอนนี้พวกเขาต้องการฆ่านายน้อยจริงๆแล้ว!”

                    “ลู่หยาเจ้าสงบสติอารมณ์ไว้! ในเรื่องความเร็วข้าเทียบเจ้าไม่ได้แต่ในการปะทะซึ่งหน้าข้ายังเหนือกว่าเจ้าขั้นหนึ่งสัญญากับข้าว่าเจ้าต้องพานายน้อยหนีไปให้ได้!”

                    ลู่หยาร้อนรนจนแทบจะบุกเข้าไปหาเสวียนเทียนชิงแล้วแต่กลับถูกชิงเหนียวหยุดเอาไว้ก่อนสายตาของชิงเหนียวจริงจังอย่างยิ่งขณะมองลู่หยาแม้พวกนางทั้งสองคนจะเคยรับปากเสวียนเทียนชิงไว้แต่พอเวลาแบบนี้พวกนางยอมตายแทนที่จะปล่อยให้เสวียนเทียนชิงถูกอีกฆ่า

                    “คราวนี้คงต้องลองเสี่ยงดูจริงๆแล้ว!”

                    เสวียนเทียนชิงไม่ได้สนใจสาวใช้ทั้งสองที่อยู่ด้านหลังเขามองเห็นท่าทางของปรมาจารย์ทั้งสี่เปลี่ยนไปสัมผัสได้ถึงจิตสังหารก็รู้ดีว่าการต่อสู้หลังจากนี้จะไม่เหมือนที่ผ่านมาหากพลาดแม้เพียงนิดชีวิตของเขาเกรงว่าคงต้องหยุดลงแค่ตรงนี้ทว่าคนอย่างเสวียนเทียนชิงหรือแม้แต่ยอดคนในอดีตมีใครบ้างที่นั่งๆนอนๆแล้วประสบความสำเร็จ?

                    หากไม่เผชิญหน้ากับความเป็นตายก็ล้วนต้องเดินผ่านกองกระดูกและซากศพมีแค่คนที่สามารถผ่านหนทางเหล่านี้ไปได้เท่านั้นถึงจะผงาดขึ้นมาเหมือนมัจฉาผ่านประตูมังกร!

                    “มา!”

                    เสวียนเทียนชิงแผดเสียงคำรามคราวนี้กระบี่ไท่ผิงไม่ได้ถืออยู่ด้วยมือซ้ายแต่กลับลอยอยู่ด้านหลังของเขากระบี่ทุกเล่มที่พี่หญิงใหญ่ของเขานำออกมาจากวังหลวงล้วนปรากฏขึ้นในยามนี้พลังจิตของเสวียนเทียนชิงกล้าแกร่งเป้นทุนเดิมอยู่แล้ว หากใช้พลังทั้งหมดก็ยังพอฝืนประคองกระบี่ไท่ผิงเหล่านี้ได้

                    พลังจิตบังคับค่ายกลกระบี่ส่วนปราณแท้ระเบิดออกรวมอยู่ที่กระบี่ชั้นฟ้าในมือขวาตอนนี้สามลักษณ์ปรากฏขึ้นอย่างพร้อมเพรียงแล้ว ขาดก็แค่กายเนื้อถูกกระตุ้นเป็นครั้งสุดท้ายสิ่งเหล่านี้ก็จะเชื่อมต่อถึงกันกลายมาเป็นเมล็ดวิญญาณของขั้นญาณทิพย์!

                    “เฮ้อ...สุดท้ายแล้วก็ต้องเป็นเช่นนี้”

                    บัณฑิตหลูถอนหายใจออกมาอีกครั้งอย่างช่วยไม่ได้เขาคือปัญญาชนที่แสวงหาความรู้ อยู่หอเวิ่นอิงมาหลายปีหากต้องตัดใจจากไปก็น่าเสียดายจริงๆหากสังหารเสวียนเทียนชิงลงที่นี่อย่างน้อยก็ต้องหลบหนีออกไปหลายปีจะหาสถานที่เช่นหอเวิ่นอิงเกรงว่าคงไม่ได้แล้ว

                    เสวียนเทียนชิงบุกเข้ามาคราวนี้พลานุภาพสยบฟ้าสะเทือนดินปราณกระบี่ไท่ผิงระเบิดออกเป็นกระบี่สังหารเต็มกำลังส่วนตัวเขาสองมือกำกระบี่ใช้หนึ่งกระบี่ทะลายฟ้าออกมาอีกครั้งหนึ่งกำลังสุดตัวที่เสวียนเทียนชิงทุ่มออกมาเช่นนี้แม้จะเป็นปรมาจารย์ขั้นห้าก็ยังไม่อาจประมาทได้ชายถือดาบใหญ่แค่นเสียงเย็นกวาดดาบไปด้านข้างกลิ่นอายมหามรรคปะทุออกมาราวกับไอหมอกขั้นรู้แจ้งก็คือรู้แจ้งในมหามรรค ฝึกมาถึงขั้นนี้จะไร้มรรคาแห่งดาบได้อย่างไร?

                    “ดาบทะลวงนภา!”

                    เสียงคำรามชื่อกระบวนท่าดังขึ้นดาบนี้สง่าผ่าเผยฟันออกไปอย่างตรงไปตรงมาไร้เล่เหลี่ยมก็แค่การฟันหนึ่งครั้งเท่านั้นแต่กลับผสานมรรคาแห่งดาบลงไปทำให้ดาบนี้ยิ่งใหญ่จนบดบังกระบี่ทะลายฟ้าราวหิงห้อยใต้แสงจันทร์ขณะเดียวกันบัณฑิตหลูระเบิดกลิ่นอายออกมาไอหมอกมหามรรครวมกันที่มือขวากลายเป็นแสงสีเงินจุดหนึ่งดวงตาของเขาเผยความเหี้ยมโหดออกมาขณะกดแสงเงินจุดนั้นลงบนกระดานหมากสองปรมาจารย์ลงมือเอาจริงแค่นี้ผลลัพธ์ก็ปรากฏออกมาให้เห็นแล้ว!

                    ปัง!

                    เสวียนเทียนชิงพุ่งเข้ามาเต็มแรงไร้ทางถอยแม้เขาจะคำนวนมาดีแค่ไหนแต่ก็ยังประมาทพลังของปรมาจารย์ขั้นห้ามากเกินไป กบที่อยู่ก้นบ่อไหนเลยจะมองเห็นท้องฟ้ากว้างที่ผ่านมาแม้เคยได้ยินแต่เสวียนเทียนชิงล้วนไม่เคยได้สัมผัสขอบเขตของพลังระดับนี้! แสงดาวสีเงินตกลงมาจากท้องฟ้าเป้าหมายก็คือปราณกระบี่ไท่ผิงที่รุนแรงลงมือครั้งเดียวไม่คาดว่าบัณฑิตหลูก็สามารถทำลายกระบี่ไท่ผิงจนพังทะลายได้แล้ว!

                    ปัง!

                    เสียงดังขึ้นครั้งที่สองคราวนี้คือดาบและกระบี่ปะทะกันหนึ่งกระบี่ทะลายฟ้าแม้รุนแรงยอดเยี่ยมแต่ผู้ใช้กลับเป้นแค่ขั้นเบิกวิญญาณคนหนึ่งเท่านั้นเผชิญหน้ากับมรรคดาแห่งดาบของปรมาจารย์ขั้นห้าจะต่างอะไรไปจากไข่กระหิน แสงดาบสีขาวและปราณกระบี่สีเงินปะทะกันครั้งเดียวดาบใหญ่ก็บดขยี้จนท่ากระบี่แหลกเละ!

                    อั่ก!

                    ร่างของเสวียนเทียนชิงถูกปราณดาบกระแทกลอยกลับไปราวว่าวขาดสายป่านโลหิตสดไหลทะลักพร่างพรมแดงฉาน วันนี้เสวียนเทียนชิงถึงได้เข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าความต่างชั้นนั้นเป็นเช่นไรเดิมทีสี่ปรมาจารย์ขั้นห้าลงมือเขาก็ไม่มีโอกาศตั้งแต่แรกแล้ว! บัณฑิตหลูกับชายถือดาบใหญ่ลงมือตัดหนทางรอดของเสวียนเทียนชิงทั้งหมดขณะที่ร่างของชายหนุ่มลอยละลิ่วอยู่นั้นที่ด้านข้างทั้งสองก็ปรากฏเงาลางสองสายขึ้นมาทางด้านหนึ่งเป้นเงาของฝ่ามือสีดำสนิทส่วนอีกด้านก็คือปลายไม้เท้าที่มีเพลิงแดงลุกโชนไม่ว่าจะเป็นทางไหนก็ล้วนแผ่กลิ่นอายของฟ้าดินออกมาเป็นพลังมหามรรค!

                    ความตายมาเยือนราวกับโลกทั้งใบหยุดหมุนกาลเวลาหยุดนิ้งดวงตาของเสวียนเทียนชิงเหม่อลอยเล็กน้อยมองเลื่อนลอบไปยังท้องฟ้าอันกลางใหญ่เขาสัมผัสถึงปราณอันรุนแรงจากทั้งสองข้างสัมผัสได้ถึงความตายที่ใกล้เข้ามาทั้งยังสัมผัสได้ถึงการเคลื่อนไหวของชิงเหนียวด้วยแต่ทว่าต่อให้นางรวดเร็วแค่ไหนก็ช่วยเขาไม่ทันแล้ว

                    ‘ข้ากำลังจะตาย? ชีวิตของข้าต้องจบลงเช่นนี้หรือ?’

                    เสวียนเทียนชิงพึมพำอยู่ในใจแม้เรื่องราวจะเป็นเช่นนี้แต่ว่าเขาไม่ยินยอม! ข้าไม่อยากตายลที่นี่...เขายังอยากจะมีชีวิตต่อไป!

                    ครึ้ม!

                    เสียงกัมปนาทระเบิดขึ้นในห้วงสมองของเสวียนเทียนชิงเขาไม่อยากตาย เขายังยากที่ก้าวเดินต่อไป อยากที่จะแข็งแกร่งยิ่งกว่านี้นี่ก็คือการดิ้นรน...คือสัญชาตญาณการเอาตัวรอดที่จะบังเกิดขึ้นในชั่วพริบตาที่ความตายมาเยือนเป็นแรงระเบิดเฮือกสุดท้ายของชีวิต!

                    เสวียนเทียนชิงไม่อยากตายเจตจำนงนี้แน่วแน่และรุนแรงยิ่งนักทุกอย่างเกิดไปตามศัญชาตญาณโดยที่เสวียนเทียนชิงไม่อาจควบคุมสิ่งใดได้เลย กล้ามเนื้อและอวัยวะทุกส่วนรวมถึงเลือดทุกหยดกำลังลุกไหม้ปราณแท้ทั้งร่างถูกรีดเค้นออกมาจากตันเถียนจิตวิญญาณอันแข็งแกร่งของเสวียนเทียนชิงผสานเข้ากับเจตจำนงอันตั้งมั่น ในพริบตานั้นทุกอย่างราวกับถูกโยนลงเตาหลอมอย่างเผด็จการในห้วงจิตสำนึกของเสวียนเทียนชิงสุดท้ายก็ค่อยๆปรากฏวัตถุขนาดเท่าเม็ดข้าวส่องแสงแวววับอัดแน่นไปด้วยพลังของฟ้าดิน

            นี่ก็คือเมล็ดวิญญาณ!คือการสัญลักษณ์ของขั้นญาณทิพย์ปรมาจารย์ขั้นหนึ่ง!

            สิ่งที่เกิดขึ้นและผลลัพธ์อันน่าอัศจรรย์นี้ทั้งหมดทั้งมวลก็คือสัญชาตญาณการเอาตัวรอดในช่วงสุดท้ายของชีวิต!

    คล้ายกับเรื่องเหนือฟ้าดาราข้าเป็นหนึ่ง! ที่คุณอ่าน