กร๊อกกก!!!!!!...... กร๊อกกก!!!!!!......
เสียงท้องร้องติดๆ กันให้เ้าของท้องแบนราบรับรู้ว่า ตัวเองกำลังหิวมากแล้ว ซึ่ง ณ ขณะนี้ก็น่าจะเป็เวลาเที่ยงแล้ว ยังไม่มีอะไรตกถึงท้อปวริศาเลยั้แ่เช้า เธอหาสิ่งที่พอจะนำมาทำอาหารสำหรับตัวเองแล้วนะ แต่มันไม่มีอะไรเลย
จะมีก็แต่เพียงเครื่องครัวเล็กๆ น้อยๆ อย่าง เตาไฟที่ใช้ถ่าน หม้อ กระทะ ถ้วยจานชามช้อนเท่านั้นเอง แต่อาหารแห้งอาหารสดไม่มีเลยสักกะอย่าง นี่นายหัวจิรทิปต์จะแก้แค้น โดยการปล่อยให้เธอไม่ได้ทานอะไรจนตายใช่ไหม ปวริศาคิดพานรู้สึกหดหู่ใจไปด้วย
“เราจะหาอะไรกินล่ะ!!!!...... ไม่เห็นมีอะไร ที่จะให้เรากินได้เลยอ่ะ”
ปวริศากล่าวกับตัวเองออกมาเบาๆ เมื่อเดินรื้อหาของที่จะทำทานในโซนที่น่าจะเป็ที่ที่ทำอาหาร และพอมองหาไม่มีอะไรที่จะนำมาทำทานประทังชีวิตได้ เธอเดินออกจากกระท่อม มองสำรวจหาผลหมากรากไม้ เผื่อว่าจะมีให้เธอได้ทาน แต่ก็ไม่มีอะไรพอให้เธอทานได้ มีแต่ต้นหญ้า ต้นไม้ใหญ่ หาดทราย ทะเล
ปวริศาขึ้นไปนั่งทอดถอนหายใจ อยู่บนกระท่อมอย่างจนใจไม่รู้จะหาอะไรมาทำอาหาร ซึ่งนั่งอยู่อย่างนั้นได้สักพัก ก็พลันเห็นร่างแกร่งของนายหัวจิรทิปต์เดินถือตะกร้ามาด้วย ซึ่งในตะกร้ามีอาหารแห้งอาหารสด อยู่จนเต็มตะกร้า
ดวงตากลมโตคู่สวยเจิดจ้าขึ้นอย่างดีใจ รีบลุกขึ้นยืน และก้าวเดินเข้าไปหาชายหนุ่มตัวโต อย่างไม่สนใจใบหน้าอันบูดบึ้งของเขาแต่อย่างใด
“นี่อาหาร หวังว่าจะทำอะไรเองได้นะ แต่หากทำไม่ได้ ทำไม่เป็ เธอก็กินมันแบบดิบไปก็แล้วกัน เพราะฉันไม่มีวันทำให้เธอกินอย่างแน่นอน”
นายหัวจิรทิปต์พูดด้วยน้ำเสียง แบบมะนาวไม่มีน้ำ ขณะเดียวกันก็ยัดตะกร้าอาหารที่ถืออยู่ในมือ ใส่มือเรียวเล็กของปวริศา และไม่สนใจด้วยว่าตะกร้าอาหารดังกล่าว จะหนักหรือไม่หนัก ซึ่งจริงๆ มันก็หนักแหละ และหนักมากด้วย เพราะมีทั้งข้าวสาร อาหารสดอาหารแห้ง
ปวริศาต้องรีบจับตะกร้าเอาไว้ทั้งสองมือ มองหน้าคมเข้มที่มีหนวดเคราปกคลุมนั้นนิดหนึ่ง แต่ไม่ได้พูดอะไรออกมา เธอถือตะกร้าแบบทุลักทุเลเดินไปยังโซนทำครัว เมื่อถึงก็วางตะกร้าลง รื้อเอาข้าวสารออกมา เพื่อทำการหุงข้าวก่อนเป็อันดับแรก
ปวริศาเคยทำอาหาร ปกติก็ทำอาหารทานบางครั้งอยู่แล้ว สมัยเด็กๆ ก็เคยเข้าค่ายลูกเสือเนตรนารี จึงไม่ยากที่จะหุงข้าวด้วยหมอที่มีอยู่ในที่นี้ ถึงแม้จะต้องรื้อฟื้นความจำหน่อย แต่เธอก็พอจะจำและทำได้
“ฮึ!! ทำอาหารคล่องดีนี่ ก็ดีจะได้ทำให้ฉันกินทุกวัน”
เสียงเข้มดุของนายหัวจิรทิปต์ดังมาเข้าหูเล็ก หญิงสาวตัวเล็กที่กำลังง่วนอยู่กับการหั่นผัก ก็ชะงักมือค้าง หันไปมองนายหัวจิรทิปต์ ซึ่งก็เห็นเขายืนพิงเสา มองเธอทำอาหารอยู่อย่างนั้น เธอมองสบตาคมกริบนั้นชั่วขณะ ก็หันกลับมาทำอาหารต่อ โดยไม่พูดอะไรออกมา
“ฉันพูดด้วยทำไมไม่พูด หากฉันพูดด้วย เธอก็ต้องพูดกับฉัน น้ำค้าง!!!!......”
ซึ่งอาการเงียบสงบปากสงบคำของหญิงสาวตัวเล็ก ทำให้ชายหนุ่มตัวโตเกิดอาการหัวร้อนขึ้นมา เขาเดินหน้าตึง แววตาขึ้งโกรธเข้ามาหาร่างบาง ที่กำลังนั่งหันผัก เข้ามาใกล้ ก็ยื่นมือใหญ่ไปจับกระชากแขนเรียวข้างที่ถือผัก และจังหวะนั้นมีดที่ถืออยู่อีกข้าง ที่กำลังจะหันผัก เฉี่ยวปลายนิ้วเรียวเข้าอย่างจัง และทำให้เืแดงฉานไหลออกมา
อ๊ะ!!!!!!......
“ไปล้างมือ แล้วกลับมาทำต่อ”
ปวริศาร้องอุทานออกมาด้วยความเจ็บแปล๊บ ส่วนนายหัวจิรทิปต์ก็ใ แต่ก็ทำเป็ไม่สนใจ และไม่คิดจะสงสารแต่อย่างใดทั้งสิ้น เขาสลัดมือใหญ่ที่จับมือเรียวเล็กแรงๆ พร้อมกับสั่งด้วยน้ำเสียงเข้มดุ อย่างไม่สนใจไยดี ว่าปวริศาจะเจ็บแผลหรือไม่ อย่างใร
ปวริศาน้ำตาคลอ เจ็บทั้งที่แผลที่ถูกมีดบาดที่นิ้ว และเจ็บทั้งใจหัวใจดวงน้อย ที่เต้นอยู่ทางหน้าอกด้านซ้าย ที่ชายหนุ่มตัวโตไม่ไยดีความรู้สึกของเธอเลย เขาคงจะโกรธแค้นเธอกับพี่ชายเธอมาก เขาถึงได้กลายเป็คนเืเย็นขนาดนี้ แล้วเธอจะไปโทษเขาได้ยังไงกันล่ะ เพราะพี่ชายเธอไม่ใช่หรือไง ที่ทำให้เขาเป็ได้ถึงเพียงนี้น่ะ
“โอเค!!!!”
หญิงสาวตัวเล็กตอบรับคำพูดของนายหัวจิรทิปต์เพียงสั้นๆ เธอวางผักและมีดลงไว้ ลุกขึ้นเดินไปที่โอ่งน้ำขนาดย่อยๆ หยิบขันตักน้ำมาเทล้างแผลที่นิ้วช้าๆ อย่างระมัดระวัง และอย่างเบามือ เพราะรู้สึกเจ็บไม่หาย พอล้างแผลเสร็จก็กลับมานั่งทำอาหารต่อไปเงียบๆ
ส่วนนายหัวจิรทิปต์ก็ไปนั่งอยู่อีกฝั่งหนึ่งของกระท่อม โดยไม่ได้พูดอะไรกับหญิงสาวตัวเล็กอีก ทำแต่เพียงเมียงมองร่างบางเป็ระยะๆ โดยภายในใจก็พร่ำบอกตัวเองไปด้วย ว่าจะไม่มีวันสงสารผู้หญิงมารยาสาไถยคนนี้อย่างเด็ดขาด
๒๗๒๗๒๗๒๗๒๗๒๗๒๗๒๗๒๗๒๗๒๗๒๗๒๗๒๗๒๗๒๗
นายหัวใจร้ายมากมายอ่ะ...... นายหัวอย่าใจร้ายนักเลยยยยยยยยย สงสารน้ำค้างบ้าง..................... ^_^ ^_^ ^_^ ^_^