ในรุ่งเช้าที่แสนเงียบสงบในบ้านหลังหนึ่งที่ห่างไกลผู้คน หนุ่มน้อยรูปงามง่วนอยู่กับการตีแป้งบะหมี่เพียงลำพัง ข้างๆ เขานั้นยังมีหม้อน้ำแกงที่เคี่ยว เขาใช้เวลาในการตีแป้งไปด้วย เคี่ยวน้ำแกงไปด้วย เพราะน้ำแกงนี้ใช้เวลาเคี่ยวนานพอสมควร เพราะต้องเคี่ยวจนกว่าจะเข้มข้น เข้มข้นพอที่จะเป็น้ำปรุงรสได้นั่นเอง
ฉีซื่อ ั้แ่ออกจากเมืองหลวงมา สภาพจิตใจของเขาค่อยๆ ดีขึ้น ไม่ค่อยนอนฝันร้ายหรือเห็นภาพหลอนอีกแล้ว แต่สุขภาพของเขานี่ซิที่ไม่สู้ดีนัก บางวันก็เจ็บทางช่องทางด้านล่างจนถึงกับเดินแทบไม่ไหว บวกกับที่ที่เขาอยู่ตอนนี้เป็ที่ที่หนาวเหน็บไม่ว่าจะยาสมุนไพรหรือหมอก็หายากและราคาแพง ดังนั้น ฉีซื่อก็รักษาตัวเองตามอาการไปเท่านั้นเอง
ฉีซื่อเช่าบ้านหลังเล็กๆ อยู่ชั่วคราวเพียงลำพัง ซึ่งบ้านหลังนี้ก็เป็ของเถ้าแก่โรงเตี๊ยมนั่นเอง ฉีซื่อหาเงินด้วยการทำบะหมี่ไปส่งที่โรงเตี๊ยมทุกๆ 10วัน เขาไม่สามารถทำได้ไวกว่านี้ หรือ ทำให้มากกว่านี้อีกแล้ว เพราะเขาทำเพียงคนเดียวและสุขภาพก็ไม่ค่อยดีเจ็บป่วยกระเสาะกระแสะเรื่อยมา ซึ่งเถ้าแก่โรงเตี๊ยมก็เข้าใจเป็อย่างดี
ฉีซื่อจะเลือกเวลาในการนำสินค้ามาส่งในเวลาค่ำคืน หรือใกล้รุ่งสาง ในเวลาแบบนี้จะไร้ผู้คนหรือคนออกมาเดินตามถนนไม่มากนัก เพราะเขาไม่อยากเจอผู้คน หรืออีกเหตุผลหนึ่งก็คือ เขากลัวว่าอ๋องจินอู่จะมาเจอเขานั่นเอง แม้ว่าจะผ่านมาหลายเดือนแล้วฉีซื่อก็ยังคงกังวลอยู่ถึงแม้จะไม่มากเหมือนก่อนก็ตาม
“อาโจว อาโจว เ้านอนหรือยัง!” เสียงของชายผู้หนึ่งะโเรียกฉีซื่ออยู่หน้าบ้าน ทำให้ฉีซื่อรีบเดินออกไปเปิดประตู เพราะเขารู้ดีว่าคนที่มาหาตนนั้นคือใคร มีอยู่แค่คนเดียวเท่านั้นที่รู้ที่อยู่รวมถึงชื่อแซ่ของเขา
“เถ้าแก่...ทำไมท่านมาถึงที่นี่ได้อย่างไร...เชิญท่านเข้ามาด้านในก่อนเถิด” ฉีซื่อกว่าเชื้อเชิญให้เข้ามาด้านใน ตอนนี้เขาไม่ได้มีนามว่า ฉีซื่อ อีกแล้ว เขาได้เปลี่ยนนามตนเองใหม่เป็ โจวซื่อ นั่นเอง
“เ้าพอจะมีบะหมี่อีกไหม มีเท่าไหร่ เอามาให้หมดเลย เดี๋ยวข้าจะนำกลับไปเอง” เถ้าแก่ถามฉีซื่อ
“เถ้าแก่ ข้าเพิ่งจะเริ่มตีแป้ง ยังไม่ได้ตัดเป็เส้นเลย แล้วอีกอย่าง น้ำปรุงรสข้าก็ยังทำไม่เสร็จ วันนี้ข้าไม่มีให้ท่านหรอก” ฉีซื่อตอบกลับ
“อืมๆ ข้าเข้าใจแล้ว ข้าก็แต่ลองถามดูเผื่อเข้าจะมี”
“ทีนี้ เถ้าแก่ก็มาเสียเที่ยวเลย ข้าต้องขอโทษด้วย”
“อาโจว เ้าอย่าคิดมาก ที่ข้ามาวันนี้ ข้าเอาของมาให้เ้า” เถ้าแก่โรงเตี๊ยมยกห่อผ้าห่อใหญ่ขึ้นมาวางบนโต๊ะ ก่อนจะเปิดออกให้ฉีซื่อดูด้านใน
“ยานี่นา สมุนไพรด้วย เถ้าแก่ท่านไปเอามาจากไหน” ฉีซื่อถามด้วยความอยากรู้ เพราะเขารู้ดีว่าของพวกนี้ในที่แบบนี้หายากมากไม่มีทางที่จะได้มาห่อใหญ่แบบนี้แน่ แต่ถึงได้มาคงจะต้องจ่ายหนักพอตัวเลย
“มีพ่อค้ายาสมุนไพรมาพักที่โรงเตี๊ยม แต่พอพักแล้ว ดันไม่มีเงินจ่าย เขาเลยเอาสมุนไพรมาจ่ายแทนค่าที่พัก” เถ้าแก่อธิบายแก่ฉีซื่อ
“แล้วท่านก็ยอมให้เขาแลก ทั้งๆ ที่ท่านก็ดูสมุนไพรไม่เป็...แถมยังมาได้ตอนที่ข้าหาอยู่พอดีเสียด้วย มีเื่บังเอิญขนาดนี้เลยหรือ...” ฉีซื่อพึมพำ
“เอาน่า เ้าอย่าไปคิดมาก มีมันเ้าก็จะได้ไม่ต้องทรมานจากอาการเจ็บป่วยที่หนาวจนปวดกระดูกไง”
“อืม...ข้าเอาทั้งหมดนี้เลย คิดเงินข้ามาได้เลยเถ้าแก่”
“เอ่อ...อ...ข้ายกให้เ้า ไม่คิดเงินเ้าหรอก”
“เถ้าแก่ นี่ไม่ใช่นิสัยท่าน ตัวท่านแม้จะใจดี แต่ก็ไม่ได้ใจกว้างถึงขนาดยกให้ใครเปล่าๆ หรอกน่ะ” ฉีซื่อเริ่มกล่าวเสียงแข็ง และลุกขึ้นยืน เพราะตอนนี้เขาเริ่มระแวงในการกระทำของเถ้าแก่โรงเตี๊ยมเสียแล้ว
“อาโจว เ้าใจเย็นๆ เ้า เ้านั่งลงก่อนน่ะ เื่นี้ข้าอธิบายได้” ฉีซื่อยังคงยืนนิ่งไม่ยอมขยับตัว ตอนนี้จู่ๆ ก็มีความรู้สึกบางอย่างผลุดขึ้นมาในหัว ความรู้สึกนั้นกำลังบอกเขาว่า สมุนไพรและยาที่หายากพวกนี้มาจากอ๋องจินอู่ ต้องมาจากคนคนนี้แน่ๆ
ประตูบ้านของฉีซื่อค่อยๆ ถูกเปิดออกจากใครอีกคนที่อยู่ด้านนอก ทำเอาฉีซื่อยิ่งตระหนกเข้าไปอีก จากที่ยืนอยู่นิ่งๆ ตอนนี้เขาเริ่มถอยหลังเข้าไปด้านในเรื่อยๆ จนตอนนี้เขาถอยหลังจนหลังชิดกับผนังบ้านไปแล้ว พร้อมกับคนที่เปิดประตูก็ค่อยๆ เดินเข้ามาช้าๆ ซึ่งก็ไม่ได้ผิดคาดไปจากที่ฉีซื่อคิดไว้เลย เป็อ๋องจินอู่จริงๆ
“อ่า...นายท่าน ข้าต้องขออภัยที่ต้องปล่อยให้ท่านยืนรอข้างนอกเสียนาน”
“อืม...” อ๋องจินอู่ตอบสั้นๆ
“เถ้าแก่ ทำ ทำไม ท่านทำแบบนี้ ทำแบบนี้กับข้าทำไม ทำไม ทำ ทำไม” ฉีซื่อพูดด้วยความสับสน ทั้งหวาดกลัว ทั้งเสียใจ
“อาโจว นายท่านเพียงแต่อยากพบเ้า เขาอยากจะชมเ้า ว่าบะหมี่ของเ้าอร่อยมากก็เท่านั้น” เถ้าแก่โรงเตี๊ยมพยายามบอกแก่ฉีซื่อ
โดยที่ตัวเถ้าแก่นั้นไม่ได้รู้เื่ราวอะไร เขารู้แค่ว่าฉีซื่อมาท่องเที่ยว แล้วระหว่างทางเขาเกิดเจ็บป่วย ทำให้ไม่สามารถไปไหนต่อได้ เลยมาขอเช่าบ้านของเขาและทำบะหมี่ส่งให้แก่เขาเป็การหารายได้ เอาไว้ประทังชีพและหาซื้อยารักษาตนเองเท่านั้นเอง
“ท่าน...ท่าน...อึก!” ฉีซื่อพูดอะไรไม่ออก เพราะตอนนี้ เขากลัวจนตัวสั่นไปหมดแล้ว หน้าซีดเผือด เริ่มมีเหงื่อออกตามตัว แน่นหน้าอกหายใจไม่ออก
“อาฉี เ้าเป็อะไร...” อ๋องจินอู่เห็นฉีซื่ออาการไม่ค่อยดี เลยจะเดินเข้าไปพยุง
“อย่า อย่าเข้ามา ข้าบอกว่าอย่าเข้ามา” ฉีซื่อะโลั่น พร้อมชักมีดสั้นออกมาขู่คนตรงหน้า แววตาเต็มไปด้วยความหวาดระแวง ทำเอาอ๋องจินอู่ต้องหยุดชะงักกับสิ่งที่เห็นตรงหน้า
“อั๊ยยะ อาโจว เ้าจะทำอะไร เ้าเป็อะไร” เถ้าแก่เองก็ตื่นตระหนกกับสิ่งที่เห็นเช่นกัน เพราะที่ผ่านมาเขาไม่เคยเห็นฉีซื่อเป็เช่นนี้
“เขาชื่อฉีซื่อ แซ่ฉี... เขาคือคนที่พลัดหลงกับข้า ต้องขอบใจเ้าที่เอาบะหมี่ชามนั้นให้ข้ากิน ทำให้ข้าได้รู้ว่า เขาอยู่ที่นี่ เถ้าแก่ ข้าขอบใจเ้ามากที่ช่วยดูแลเขาสำหรับที่ผ่านมา ตอนนี้หมดหน้าที่ของเ้าแล้ว เ้ากลับไปก่อนเถิด...แล้วยังไงเ้าก็ช่วยหาหมอฝีมือดีมาด้วย เื่ค่าใช้จ่ายเดี๋ยวข้าจะเป็คนจัดการเอง” อ๋องจินอู่พูดออกมาอย่างใจเย็น
“อ่า...ได้ๆๆ งั้นข้ากลับไปก่อน ท่านเองก็ดูแลเขาดีๆ น่ะขอรับ ่นี้อากาศหนาวมากมีพายุหิมะติดกันหลายวันแล้วเกรงว่าอาการเขาจะกำเริบ เวลาอาการเขากำเริบน่าสงสารนัก เขาจะหนาวจนปวดกระดูกเดินแทบไม่ได้เลยนะขอรับ” เถ้าแก่พูดทิ้งท้ายก่อนจะออกไป
ทันทีที่ประตูบ้านถูกปิดลง อ๋องจินอู่ก็พยายามเดินเข้าไปหาฉีซื่ออีกครั้ง ตอนนี้ฉีซื่อถอยหลังไปจนหลังชิดผนังแล้ว ไม่มีที่ให้ถอยได้อีก แต่ปากของเขายังคงพูดตลอดว่าอย่าเข้ามาๆๆ แต่อ๋องจินอู่ก็ไม่ได้หยุดการกระทำ ยังคงเดินเข้าไปหาฉีซื่อเรื่อยๆ จนตอนนี้ฉีซื่อไม่มีทางหนีไปไหนแล้ว คงจะเหลือแค่ทางเลือกเดียวแล้วสำหรับเขาในตอนนี้ นั่นก็คือ ... ความตาย...
“อาฉี อย่า!!” อ๋องจินอู่รีบกระโจนเข้าไปหาฉีซื่อทันทีที่เห็นฉีซื่อหันมีดสั้นกลับไปที่ตัวเอง และเอาไปวางแนบที่คอของตนหมายจะปลิดชีพตนเองต่อหน้าเขา อ๋องจินอู่รีบเอามือคว้าหมับไปที่ใบมีดอย่างจัง เขากำเอาไว้แน่น ก่อนจะดึงมีดนั้นออกมาจากคอของฉีซื่อและแย่งมาได้ในที่สุดจากนั้นเขาก็โยนมีดนั้นออกไปทางอื่น
“อ๊ากกกกก ฮือ....” ฉีซื่อร้องและดิ้นรนขัดขืนจนถึงที่สุด ทั้งกัดมืออ๋องจินอู่ ทั้งถีบ ทั้งเตะ
อ๋องจินอู่ไม่ได้พูดหรือตอบโต้อะไร เขาปล่อยให้ฉีซื่อระบายอารมณ์ออกมาได้ตามใจ จะให้ระบายออกมาแบบนี้จนกว่าฉีซื่อจะพอใจ แถมตอนนี้เขายังโอบกอดฉีซื่อจากทางด้านหลังเอาไว้อย่างแแ่ กอดไว้อย่างเงียบๆ รอจนฉีซื่อก็สงบลงและหลับไปในที่สุด
อ๋องจินอู่อุ้มฉีซื่อไปนอนที่เตียงพร้อมเอาผ้าห่มหนาๆ ห่มให้ ก่อนจะเดินไปที่ครัวมองหาผ้าและน้ำอุ่นมาเช็ดตัวให้ฉีซื่อ แต่เมื่อเข้าไปในครัวอ๋องจินอู่ก็พบกับแป้งเส้นบะหมี่ที่ฉีซื่อทำค้างไว้ รวมไปถึงหม้อน้ำแกงที่ตอนนี้คาอยู่บนเตากำลังเดือดปุดๆ แต่ตอนนี้คนเคี่ยวน้ำแกงหลับไปเสียแล้ว เหลือแต่เขาคนนี้ที่ยังตื่นอยู่ เขาจะเช่นไรได้ นอกจากจะต้องยกออกมาตั้งไว้ด้านนอกก่อน เพราะขืนปล่อยให้อยู่บนเตาต่อจะไหม้ทิ้งเปล่าๆ จากนั้นเขาก็ไปจัดการธุระของตนต่อ อ๋องจินอู่เดินออกมาจากในครัวและมองดูบ้านหลังนี้ที่ฉีซื่ออยู่อาศัย ทั้งเก่า ทั้งเล็ก ไม่มีอะไรอำนวยความสะดวก บ่าวรับใช้สักคนก็ไม่มี
...อาฉี เพื่อหนีข้า เ้าต้องหนีมาอยู่ในที่กันดารขนาดนี้เลยหรือ ทำไมเ้าเอาตัวเองมาลำบากขนาดนี้ ข้ารู้ว่าข้าผิดต่อเ้า ข้ารู้ว่าความทรมานที่เ้าได้รับจากข้ามันเกินกว่าที่ข้าจะขอโทษ ข้าไม่กล้าขอให้เ้าให้อภัย แต่ข้าขอโอกาส ขอให้ข้าได้แก้ไข ได้ชดเชยให้เ้าเถิดอาฉี...
อ๋องจินอู่นั่งคิดถึงเหตุการณ์วันนั้น เหตุการณ์ที่โรงเลี้ยงม้าวันนั้น ในวันนั้นนอกจากเขาจะขืนใจฉีซื่อแล้ว เขายังได้ทำการทารุณฉีซื่ออีกด้วย ฉีซื่อไม่เพียงเจ็บช้ำทางกาย ยังเจ็บช้ำทางใจอีกด้วย เขายอมรับว่าวันนั้นเขาขาดสติยั้งคิด เพียงเพราะ้าจะ ้าจะควบคุมฉีซื่อไว้ให้ได้ เพียงแค่รู้สึกเสียหน้าที่เป็ฝ่ายถูกปฏิเสธก่อน ทำให้เขายอมรับไม่ได้ เลยคิดจะสั่งสอนและ้าให้ฉีซื่อกลับมาหาเขาก็เท่านั้น
อ๋องจินอู่นั่งจับมือฉีซื่อเอาไว้ก่อนที่ตัวเองก็ผล็อยหลับไปด้วยเช่นกัน แต่ก็หลับไปได้ไม่ถึงชั่วยามเขาก็ต้องสะดุ้งตื่น เพราะอีกคนที่เขาจับมือเอาไว้ก่อนหน้านี้นั้น ตอนนี้ดันสะดุ้งตื่นลุกพรวดพลาดหน้าตาตื่น รีบวิ่งลงจากเตียงแล้วไปที่ห้องครัวทันที
“อาฉี...เ้าจะไปไหน...” อ๋องจินอู่วิ่งตามไปติดๆ ก่อนจะเห็นฉีซื่อยืนสงบนิ่งอยู่หน้าหม้อแกงที่อ๋องจินอู่เป็คนยกออกมาไว้ที่ด้านนอก
“เอ่อ...อ... คือว่า ข้าทำไม่เป็ ข้าไม่รู้จะต้องทำอย่างไรต่อ ข้ากลัวหม้อจะไหม้ เลยยกออกมาไว้ด้านนอกก่อน เผื่อเ้าตื่นแล้วจะได้ทำต่อ” อ๋องจินอู่พูดกับฉีซื่อก่อนจะค่อยๆ เดินเข้าไปหาคนตรงหน้าช้าๆ
ฉีซื่อไม่ได้ตอบอะไร เขาหันไปก่อไฟใหม่และเอาน้ำแกงที่เย็นแล้วไปเททิ้ง ทำเอาอ๋องจินอู่ประหลาดใจไม่น้อย เพราะน้ำแกงแค่เย็นเท่านั้นแค่นำมาอุ่นให้ร้อนก็น่าจะต้มต่อได้แล้ว
“อาฉี เ้าเททิ้งทำไม น้ำแกงมีปัญหาอะไร...” อ๋องจินอู่เดินเข้าไปถามพลางดึงหม้อออกจากมือของฉีซื่อ แต่ฉีซื่อก็ไม่ตอบอะไร หลังจากเทน้ำแกงทิ้งแล้วก็ไปนั่งก่อไฟใหม่
“อาฉี เ้าไม่ต้องทำ เดี๋ยวข้าทำเอง เ้าไปนั่งพักเถิด” อ๋องจินอู่เข้ามาแย่งงานในมือของฉีซื่อทันที ในใจของเขาเพียงแค่อยากจะดูแลก็เท่านั้น เพราะตอนนี้ฉีซื่อ ร่างกายไม่แข็งแรงนัก แถมยังซูบผอมไปจากเดิมมาก หากล้มป่วยลงอีกเขาคงปวดใจไม่น้อย
“โจวซื่อ ข้ามีนามว่า โจวซื่อ”