ตอนที่ 107 คำขอของเคลบี้
*****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****
ทั้งนี้เมอร์ลินยังคงสอนหนังสือให้กับเคลบี้เสมอ เมื่อพวกเขามีเวลาว่างตรงกัน
แม้เคลบี้จะไม่ฉลาดทางด้านวิชาการเท่าใดนัก แต่เขาก็เป็นคนที่มีความรับผิดชอบมาก
ต่อให้เคลบี้จะชื่นชอบการติวกับเมอร์ลินมากแค่ไหน หรือได้ความรู้จากการติวนี้มากกว่าในห้องเรียน แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่ได้ความคิดที่จะโดดเรียนเลยสักครั้ง
เคลบี้ยังคงเข้าเรียนทุกคาบ
แตกต่างจากเมอร์ลินที่ดูเหมือนเด็กเรียนดี แต่เขากลับโดดเรียนทุกคาบไป
นอกจากช่วงเวลาในการสอบวิชานั้นๆ ที่ถามจากเหล่าอาจารย์แล้ว เขาก็ไม่ได้มีความคิดที่จะเข้าห้องเรียนอีก
“ไม่ใช่ว่านักศึกษาปริญญาแพทตินั่มเหล่านั้นไม่มีความรู้ แต่เป็นเพราะนักศึกษาที่พวกเขาสอนอ่อนแอเกินไปต่างหาก การสอนของพวกเขาจึงเป็นแบบนั้น”
เมอร์ลินวิเคราะห์การสอนของห้องเรียน
ในสายตาของเขาระดับการสอนของอาจารย์นั้นดูง่ายมาก มันแทบไม่มีการพลิกแพลงออกไปจากในหนังสือ
ซึ่งการสอนนี้ก็เหมาะกับการปูพื้นฐานให้กับนักศึกษาปริญญาทอง หากต้องการให้นักศึกษาเรียนรู้ในการคิดมากกว่านี้ พวกเขาจะต้องเข้าเรียนในระดับชั้นปริญญาไดม่อน แต่หากต้องการให้นักศึกษาเรียนรู้ในการสร้างสิ่งใหม่ๆ นั่นย่อมเป็นเนื้อหาในการสอนของระดับปริญญาแพทตินั่ม
“ดูเหมือนว่าการสอนในระดับปริญญาทองนั้นไม่เหมาะกับฉันจริงๆ การอ่านหนังสือในห้องสมุดจึงมีประโยชน์มากกว่า แต่ถึงอย่างนั้นคุณสมบัติของฉันก็ยังไม่ถึงกับเรียนในชั้นปริญญาไดม่อน เพราะฐานความรู้ของฉันยังไม่เพียงพอ เพราะฉะนั้นการอ่านหนังสือในห้องสมุดจึงจะเป็นทางเลือกที่เหมาะสมที่สุด”
นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา การมาเข้าเรียนมหาวิทยาลัยของเมอร์ลินจึงกลายเป็นการอ่านหนังสือในห้องสมุดแทน
ทั้งนี้เขายังมีโอกาสได้เพิ่มทักษะในการสอนบุรุษผู้โง่เขลา ซึ่งนี่เป็นโอกาสที่หาได้ยาก เพราะมีแต่นักศึกษาปริญญาแพทตินั่มเท่านั้นถึงจะมีสิทธิ์นี้
“นายช่วยติววิชาวัสดุศึกษาให้ฉันได้ไหม” เคลบี้เอ่ยขอร้องให้เมอร์ลินติววิชาในด้านวิชาการของสาขานักเวท
เนื่องจากการใช้ชีวิตเป็นนักเวท พวกเขาไม่อาจเอาแต่เรียนเวทมนตร์เท่านั้น แต่พวกเขาจำเป็นต้องมีความรู้รอบตัว ซึ่งวัสดุเวทก็เป็นหนึ่งในนั้น
“ได้”
“แล้ววิชาพืชศาสตร์อีกได้รึเปล่า?”
“ได้”
“วิชาแบบแผนค่ายกลด้วย”
“ได้”
“แล้ว ...”
“พอแล้ว ถ้านายไม่เข้าใจวิชาอะไร ฉันจะติวให้นายทั้งหมด”
“โว้ว! นายเยี่ยมมาก เมอร์ลินนายคือผู้มีพระคุณของฉัน” เคลบี้กล่าวด้วยดวงตาที่เป็นประกาย
ต้องรู้ไว้ว่านอกจากวิชาที่เกี่ยวข้องกับเวทมนตร์แล้ว วิชาในสายวิชาการเคลบี้แทบจะไม่ได้เรื่องทั้งหมด
หากเป็นอัศวินเขาคงจะรู้จักแต่ฟันดาบเท่านั้น แม้แต่เมอร์ลินเองก็แทบไม่อยากจะเชื่อว่ามีนักเวทแบบนี้อยู่บนโลกด้วย
ดังนั้นหน้าที่ในการสอนหนังสือเคลบี้จึงตกเป็นของเขา แม้ว่างานนี้เขาจะไม่ได้รับค่าตอบแทนก็ตาม
อย่างไรก็ตามในช่วงเวลาที่เมอร์ลินกำลังสอนเคลบี้อยู่นั้นจู่ๆ เขาเกิดความคิดบางอย่างขึ้นมา จนเขาต้องรีบนำสมุดบันทึกของตนเองออกมาจดแนวความคิดที่ผุดออกมาไว้
“เพราะแบบนี้นี่เองพวกนักวิชาการระดับสูงถึงต้องการสอนหนังสืออยู่ แม้ว่าการทำเช่นนี้จะเสียเวลาของพวกเขาก็ตาม”
เมอร์ลินรู้ถึงประโยชน์ของการสอนแล้ว แม้ว่าออสตินจะเคยบอกเรื่องนี้กับเขามาแล้ว แต่เมื่อเขามาเจอกับตัวเองก็เข้าใจได้ดีกว่า
แม้ช่วงนี้เมอร์ลินจะหมกมุ่นอยู่กับการอ่านหนังสือและติวให้เคลบี้ แต่เขาก็ไม่ลืมที่จะทำสมาธิในทุกๆ คืน
ด้วยการมีอยู่ของเคล็ดวิชาพลังสมาธิของออสตินนั้นทำให้เขาสามารถเก็บเกี่ยวพลังเวทได้ไม่น้อย จนตอนนี้เขารู้สึกว่าขุมพลังที่สี่กำลังจะควบรวมขึ้นได้แล้ว
แม้เมอร์ลินจะไม่ได้สนใจในเรื่องพลังเวทของตนเองเท่าไหร่นัก แต่เขาก็ไม่ได้ละเลยพวกมันเลยทีเดียว
หากสร้างขุมพลังที่สี่ได้สำเร็จ เขาคิดไว้แล้วว่าจะบรรจุเวทบอลเพลิงเป็นคาถาเวทต่อไป แม้ว่ามันจะไม่มีประโยชน์กับเขาในตอนนี้มากนัก แต่ก็น่าจะทำให้เขามั่นใจกับการป้องกันตัวของตนเองอยู่บ้าง
ภายในอาคารของมหาวิทยาลัยมีห้องสำหรับจารึกเวทให้นักศึกษาใช้งานอยู่ เพียงแต่จะต้องลงทะเบียนรอใช้งานบ้าง
วันพรุ่งนี้เมอร์ลินตั้งใจจะลงทะเบียนจองห้องจารึกเวทไว้ก่อน เพราะเขารู้สึกว่าจะสร้างขุมพลังเวทที่สี่ได้สำเร็จแล้ว เขาเชื่อว่าห้องจารึกเวทนั้นไม่ได้ว่างจนเขาสามารถเข้าใช้ได้ทันที ดังนั้นจึงต้องจัดการอะไรล่วงหน้าไว้ก่อน
ในตอนเช้าเมอร์ลินเดินไปที่อาคารฝึกเวท
อาคารนี้ตั้งอยู่ด้านในของอาคารเรียน ซึ่งอยู่ภายในวงกลมที่กว้างใหญ่ ตัวอาคารแทบจะเรียกได้ว่าใหญ่ที่สุดในบรรดาอาคารที่อยู่ข้างในนี้ก็ว่าได้ เพราะมันกระทั่งมีสนามประลองเวทอยู่ข้างในนั้น
ห้องทดสอบพลังเวทและห้องจารึกเวทก็อยู่ข้างในนี้
เนื่องจากมหาวิทยาลัยเจเฮริสเป็นมหาวิทยาลัยที่ร่ำรวย พวกเขาจึงมีสถานที่อำนวยความสะดวกอย่างครบครัน
“ผมมาจองห้องจารึกเวทครับ” เมอร์ลินยื่นตรานักศึกษาให้กับพนักงาน
“ว่างอีกทีวันพุธหน้าช่วงเช้า เธอสะดวกหรือป่าว?” พนักงานกล่าว
“ได้ครับ” เมอร์ลินพยักหน้า
การลงทะเบียนจองห้องล่วงหน้านี้สำเร็จอย่างรวดเร็ว เมอร์ลินรับตรานักศึกษาคืนแล้วเดินทางไปห้องสมุดต่อ
ที่นี่ยังมีหนังสืออีกหลายเล่มที่เมอร์ลินยังไม่ได้อ่าน
ตอนนี้เขาจะเน้นหนังสือที่เกี่ยวกับวิชาที่จะติวให้กับเคลบี้โดยเฉพาะ
เมอร์ลินไม่รู้สึกว่าการติวให้กับเคลบี้เป็นภาระแต่อย่างใด มันกระทั่งทำให้เขาสนุกเพราะมีเป้าหมาย มันทำให้เขารู้สึกว่าการนำความรู้ที่ได้รับมานำมาทำประโยชน์นั้นได้สร้างความภาคภูมิใจให้กับเขา
มันทำให้เขากระทั่งกระตือรือร้นกับการอ่านหนังสือและการสอน ทำให้เขามีเป้าหมายในแต่ละวัน
เมอร์ลินจึงเลือกอ่านหนังสือในกลุ่มที่จะนำไปสอนเคลบี้ แน่นอนว่าเขาไม่ได้อ่านแค่เล่มเดียว แต่เขาอ่านพวกมันทั้งหมด ทำให้มีความรู้หลากหลายและมากพอที่จะนำไปสรุปให้เคลบี้ฟัง
วันนี้เขาก็มีติวให้กับเคลบี้เช่นกัน
พวกเขานัดกันที่ชั้นสองของห้องสมุดเพื่อติวกันอย่างเคย
ทว่าวันนี้เครบี้กลับเดินเข้ามาด้วยใบหน้าที่บูดบึ้ง จนเมอร์ลินอดที่จะเอ่ยทักออกมาไม่ได้
“เป็นไรไป? ทำไมทำหน้าแบบนั้น?”
“นายอยากรู้จริงๆ หรอ?” เคลบี้ตอบด้วยใบหน้าที่ไม่สดชื่น
“นายจะพูดหรือไม่พูด” เมอร์ลินกล่าวเสียงเรียบ
“พูด”
“งั้นก็ว่ามา”
“วันนี้ในวิชาทดสอบเวทมนตร์ฉันทำได้ไม่ดีนัก ไม่รู้ทำไมฉันถึงไม่สามารถร่ายเวทสายลมตัดเฉือนในคทาไม่ได้ ทั้งๆ ที่ฉันไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน”
“หืม? ไม่ใช่ว่าเวทนี้เป็นเวทระดับสามอย่างนั้นหรอ? นายเองก็เป็นนักเวทสามวงเวททำไมร่ายมันไม่ได้”
“ก็ใช่นะสิ”