โหมดความยากระดับนรก: ผมจะอยู่รอดด้วยการอัปเลเวล

    บทที่ 83 มหาสมุทรมานา

    บทที่ 83 มหาสมุทรมานา

     

     

     

    ดวงตาอันมืดมิดคู่นั้นตวัดตรงมาประสานสายตากับผมในที่สุด

     

    น่าแปลก... ทั้งที่เธอกำลังจ้องมองมาแต่ผมกลับสัมผัสถึงแรงกดดันหรือจิตสังหารไม่ได้เลยแม้แต่นิดเดียว

     

    รอบตัวของหญิงชรายังคงราบเรียบ และเงียบสงัดเสียจนน่าใจหาย

     

    ความรู้สึกมันไม่ใช่การเผชิญหน้าผู้แข็งแกร่งที่จงใจข่มพลังเอาไว้แต่มันให้ความรู้สึกลึกลับราวกับว่าตัวตนของเธอและผม... อยู่กันคนละมิติกันโดยสิ้นเชิง

     

    "ข้าจ่ายเหรียญทองซื้อตัวแกมาแล้ว"

     

    น้ำเสียงแหบพร่าทว่าหนักแน่นเต็มไปด้วยความมั่นใจดังทำลายความเงียบขึ้นมา

     

    หญิงชราจ้องมองตรงมาคล้ายกำลังพิจารณาทุกส่วนในตัวผม

     

    "หลังจากนี้ชีวิตของแกอยู่ในกำมือของข้าเพราะฉะนั้นหากข้าถามอะไรไป จงตอบมาตามความเป็นจริง ไม่เช่นนั้นจุดจบของแกจะแย่ยิ่งกว่าความตาย"

     

    ผมพยายามประคองสติก้มหน้ายอมรับคำขู่โดยระวังไม่ให้สายตาเผลอเหลือบขึ้นไปมองตัวอักษรน่าขนลุกบนหน้าต่างระบบที่ยังคงแจ้งเตือนข้อความผิดพลาดสีแดงฉานไม่หยุด

     

    หญิงชรายิ้มมุมปากเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยถามอย่างตรงไปตรงมา

     

    "แกฆ่าเวอร์โก้ ฮอว์ธอร์น ใช่ไหม?"

     

    ผมสูดหายใจเข้าลึกควบคุมเสียงไม่ให้สั่นเครือแล้วตอบกลับไปอย่างหนักแน่น

     

    "ใช่ครับ ผมฆ่ามันเอง"

     

    "ทำไม?"

     

    เธอถามสั้นๆแต่น้ำเสียงนิ่งสงบนั้นกลับทรงพลังจนทำให้ผมไม่กล้าแม้แต่จะคิดเรื่องโกหก

     

    "เพราะมันจะฆ่าผมก่อน"

     

    หญิงชราหัวเราะในลำคอเบาๆแววตาที่เคยเย็นชาเปลี่ยนเป็นความอยากรู้อยากเห็น ไม่ต่างจากหญิงสาวผมแดงที่ยืนอยู่ข้างๆ

     

    "การฆ่าขุนนางมีโทษร้ายแรงแกนึกเสียใจไหมที่ทำลงไป?"

     

    "ไม่ครับ"

     

    ผมตอบตรงๆ โดยไม่หลบสายตา

     

    ต่อให้มีโอกาสเลือกอีกกี่ครั้งผมก็ยังยืนยันจะทำมันอยู่ดี

     

    หญิงชราพยักหน้าคล้ายพึงพอใจ

     

    "แล้วทำไมแกไม่หนีไป?"

     

    "ผมประเมินแล้วว่าคงหนีไม่พ้นการเลือกซ่อนตัวอยู่ที่นี่น่าจะมีโอกาสรอดมากกว่า"

     

    เธอยิ้มออกมาอีกครั้งก่อนจะเอนหลังยกขาขึ้นนั่งไขว้ห้างอย่างสบายอารมณ์

     

    "ในเมื่อแกก็รู้ว่าการฆ่าขุนนางมีโทษร้ายแรง...แล้วแกจะทำยังไง หากข้าคิดจะฆ่าแกทิ้งเสียในตอนนี้?"

     

    ผมเงียบไปวินาทีหนึ่ง ก่อนจะคลี่ยิ้มบางๆตอบกลับไป มันคือคำตอบของคนที่ไม่มีอะไรจะเสียแล้ว

     

    "ผมก็คงต้องหาทางฆ่าคุณคืนเหมือนกัน"

     

    สิ้นคำตอบ หญิงชราก็ชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะลั่นห้องออกมาทันที

     

    การแสดงออกของเธอทำให้ทหารรอบห้องรวมถึงหญิงสาวผมแดงถึงกับเบิกตาขว้างด้วยความแปลกใจ

     

    หลังจากหยุดหัวเราะ หญิงชราก็ลุกขึ้นยืนรูปร่างของเธอสูงใหญ่กว่าสตรีทั่วไปมากจนแทบจะเทียบเท่ากับนักรบเกราะมนตราร่างยักษ์ได้เลย

     

    เธอก้าวเดินตรงมาหาผมอย่างเชื่องช้าและแม้ระยะห่างจะลดลงจนอยู่ใกล้เพียงเอื้อมมือ แต่ผมก็ยังไม่สามารถสัมผัสถึงกลิ่นอายมานาหรือกระแสพลังใดๆจากตัวเธอได้เลย

     

    "ข้าชอบความใจกล้าของเจ้า"

     

    หญิงชราเอ่ยพลางก้มลงมองผม

     

    "ข้าจะให้รางวัล...เจ้าสามารถถามคำถามข้าได้หนึ่งข้อ"

     

    คำพูดของเธอทำให้ผมประหลาดใจผมไม่แน่ใจว่านี่จะเป็นโอกาสสุดท้ายก่อนถูกปลิดชีพหรือไม่ แต่ถ้าใช่...ผมก็มีเพียงคำถามเดียวที่อยากรู้ที่สุดในเวลานี้

     

    "ผมต้องทำยังไง...ถึงจะมีชีวิตรอดไปจากที่นี่ได้"

     

    รอยยิ้มพึงใจปรากฏขึ้นบนใบหน้าอันเหี่ยวย่นของเธอมันกว้างขึ้นเรื่อยๆ ราวกับจะระเบิดหัวเราะออกมาเป็นรอบที่สอง

     

    "เป็นคำถามที่ดีและเพราะเจ้าถามคำถามนี้... เจ้าถึงยังไม่ตาย"

     

    น้ำเสียงของเธอเต็มไปด้วยความชอบใจ

     

    "ข้าจ่ายเงินไปถึงหนึ่งร้อยเหรียญทองเพื่อซื้อตัวเจ้ามาถ้าอยากรอด ก็จงหาทางทำงานชดใช้เงินจำนวนนั้นมา... ว่าแต่ขยะอย่างเจ้าจะเอาอะไรมาทดแทนค่าตัวร้อยเหรียญทองกันล่ะ?"

     

    ผมคิ้วขมวดครุ่นคิดในหัวไม่มีข้อมูลเลยสักนิดว่าเงินหนึ่งร้อยเหรียญทองในโลกนี้มีมูลค่ามากขนาดไหนมันคือทรัพย์สินมหาศาลหรือเป็นแค่เศษเงินของพวกขุนนางกันแน่

     

    ในเมื่อไม่รู้มูลค่าที่แท้จริงผมจึงเลือกตอบในสิ่งเดียวที่ผมมี

     

    "ผมไม่รู้หรอกครับว่าเงินจำนวนนั้นมันมากแค่ไหนและไม่รู้เลยว่าตัวผมจะทำประโยชน์อะไรให้คุณได้บ้าง...แต่ถ้าเป็นเรื่องการต่อสู้ละก็ ผมมั่นใจว่าตัวเองพอมีฝีมืออยู่บ้าง"

     

    หญิงชราหัวเราะในลำคอเบาๆแววตาอันลึกล้ำคู่นั้นกวาดมองผมตั้งแต่หัวจรดเท้า

     

    "เช่นนั้นก็มาดูกัน...ว่าตัวตนของเจ้ามันจะคุ้มค่าเงินของข้าจริงไหม"

     

    พูดจบ เธอก็ค่อยๆ ยื่นนิ้วชี้ตรงมาทางผม

     

    วินาทีนั้นผมรู้สึกราวกับเวลาโดยรอบถูกหยุดนิ่งทุกสรรพสิ่งบิดเบี้ยวและถูกหน่วงไว้ด้วยพลังประหลาด

     

    มันคล้ายกับตอนที่ผมเข้าสู่สมาธิขั้นสูงสุดจนโลกกลายเป็นสีขาวดำแต่กลับมีจุดที่ต่างออกไป...

     

    เพราะในการหน่วงเวลาครั้งนี้มีเพียงร่างกายของผมเท่านั้นที่ถูกแช่แข็งไว้และที่สำคัญคือผมสัมผัสไม่ได้ถึงกระแสมานาเลยแม้แต่นิดเดียว

     

    ผิดปกติเกินไปแล้ว?

     

    หากเธอใช้ทักษะมันก็ต้องมีกระแสมานาเคลื่อนไหวไม่ใช่หรือ?

     

    หรือว่าพลังนี้ไม่เกี่ยวข้องกับมานาเลยตั้งแต่แรก...หรือแท้จริงแล้วการควบคุมมานาของเธอจะเหนือชั้นจนผมไม่อาจเอื้อมไปทำความเข้าใจได้แล้วกันแน่?

     

    ก่อนที่สมองของผมจะทันได้พิจารณาหาคำตอบนิ้วชี้ของเธอก็จรดลงบนหน้าผากของผม

     

    และในวินาทีนั้นเอง...ผมถึงได้สัมผัสถึงมานาของเธอ

     

    ทว่ามันไม่ปกติเลยสักนิด!

     

    ผมเคยถูกมานามหาศาลของหญิงสาวที่มีเลเวลเครื่องหมายคำถามสี่ตัวบุกรุกเข้าร่างมาก่อนแต่ทว่าครั้งนี้มันเทียบกันไม่ได้เลย

     

    ตอนนี้ผมรู้สึกราวกับตัวเองกำลังยืนอยู่ท่ามกลางมหาสมุทรอันบ้าคลั่งและในพริบตาที่คลื่นมานายักษ์ซัดสาดเข้ามาร่างของผมก็ถูกกลืนดิ่งลงสู่ก้นบึ้งอันมืดมิดทันที!

     

    มันเป็นความยิ่งใหญ่ที่ชวนให้สิ้นหวังไม่ต่างจากมนุษย์ตัวเล็กๆ ที่กำลังเผชิญหน้ากับภัยพิบัติธรรมชาติอันไร้ก้นบึ้งทั้งไร้พลัง ไร้หนทาง และไร้ความหวังที่จะรอดชีวิต

     

    มานาในร่างกายของผมไม่มีแม้แต่โอกาสจะขัดขืนหรือต่อต้านพวกมันยอมสยบแทบเท้าจำนนราวกับกำลังหมอบกราบตัวตนอันเป็นที่สุดที่พวกมันควรจะบูชา

     

    เมื่อมวลมานาอันลึกล้ำไหลทะลักเข้ามาในร่างมันก็ท่วมท้นลึกเข้าไปถึงหัวใจก่อนจะแล่นปราดขึ้นสู่สมอง

     

    พลังที่อัดแน่นจนเกินขีดจำกัดเริ่มทำให้ผมไม่สามารถหายใจได้เลือดในกายจับตัวข้นหนืด หัวใจที่พยายามสูบฉีดเลือดเริ่มเต้นช้าลงเรื่อยๆราวกับกำลังถูกแช่แข็ง

     

    สมองของผมขาวโพลนไปหมดสัญชาตญาณรับรู้ได้ทันทีว่าอีกเพียงแค่วินาทีเดียว ผมจะต้องตายลงอย่างแน่นอน

     

    ทว่าในเสี้ยววินาทีแห่งความเป็นความตายมหาสมุทรมานาที่เคยกดทับร่างของผม ก็มลายหายไปกับสายลม

     

    รวดเร็วและไร้ร่องรอย...ราวกับมันไม่เคยเกิดขึ้นจริง

     

    "อึก... แฮ่ก..."

     

    ร่างของผมทรุดฮวบลงไปกองกับพื้นหินปากอ้ากว้างพยายามเค้นเรี่ยวแรงสูดลมหายใจเข้าปอดอย่างยากเย็นเหงื่อกาฬไหลชุ่มไปทั้งตัวจนสั่นสะท้าน

     

    “น่าสนใจ...ดูเหมือนจะมีสิ่งแปลกประหลาดซ่อนอยู่ในตัวแก และพวกผู้พลัดถิ่นคนอื่นๆ จริงๆ สินะ”

     

    เสียงของหญิงชราที่ดังขึ้นเหนือหัว มันเต็มไปด้วยความตื่นเต้นระคนสงสัยจนปิดไม่มิด

     

    เมื่อหลุดพ้นจากขุมนรกแห่งมานาผมก็รีบเค้นสติเปิดใช้งานทักษะสมาธิคู่ขนาน ในทันที

     

    ความคิดแรกถูกส่งไปกระตุ้นวงจรมานาในร่างที่เกือบถูกแช่แข็งเมื่อครู่ให้กลับมาไหลเวียนส่วนความคิดที่สองใช้ควบคุมร่างกายอันสั่นเทาให้พอมีแรงพยุงตัวหันศีรษะกลับไปมองทางหญิงชรา

     

    “ตอนนี้ แกมีชีวิตอยู่ต่อได้แล้ว”

     

    สายตาที่หญิงชรามองตรงลงมามันทำให้ผมรู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาด... มันคือแววตาแบบเดียวกับที่ผมมักใช้ใช้มองคนอื่นมันคือสายตาที่กำลังจ้องมองตัวอย่างทดลองเบื้องหน้า

     

    บ้าเอ๊ย...สุดท้ายผมก็กลายมาเป็นของเล่นให้ยายแก่นี่งั้นหรอ?

     

    นึกแล้วก็รู้สึกสมเพชตัวเองอยู่เหมือนกันในที่สุดก็โดนมุมมองแบบเดียวกันเล่นงานเข้าจนได้

     

    “แอนนา ฝากดูแลมันต่อด้วย”

     

    หญิงชราเอ่ยสั่งข้ารับใช้สาวก่อนจะหันหลังเดินจากไป

     

    เหล่าทหารยอดฝีมือที่มีเลเวลเครื่องหมายคำถามต่างขยับเท้าก้าวตามหลังเธออย่างพร้อมเพรียง

     

    ทว่าก่อนที่เท้าของเธอจะพ้นประตูห้องรับรองหญิงชรากลับชะงักไปเล็กน้อย เธอหันกลับมามองผมพลางใช้นิ้วชี้ไปที่ศีรษะของตัวเอง

     

    “ไอ้สิ่งแปลกปลอมที่ฝังอยู่ในหัวของแกน่ะ...ถือเป็นเรื่องที่น่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว แม้ว่ามันจะเป็นแค่วงจรขั้นพื้นฐานที่ยังดูหยาบกระด้างอยู่มากก็เถอะ"

     

    พูดจบเธอก็เดินลับหายไปพร้อมกับกลุ่มทหารเหล่านั้น ทิ้งให้ผมได้แต่นอนตัวแข็งทื่ออยู่บนพื้น

     

     

    คล้ายกับเรื่องโหมดความยากระดับนรก: ผมจะอยู่รอดด้วยการอัปเลเวล ที่คุณอ่าน