ขณะที่สนามรับนั้นเต็มไปด้วยเสียงร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด ผสมปนกับความหวาดกลัวนั้น ดุ๊กในตอนนี้เขาเลือกที่จะถอยออกมาจากสนามรบและมานั่งพักอยู่ที่บริเวณเขตกำแพงเมือง ชายหนุ่มในตอนนี้ได้ตัดสินใจที่จะทุ่มสุดตัวและเพิ่มปริมาณร่างเงาขึ้นเพื่อที่จะต่อต้านกองทัพอมตะอย่างกองทัพกระดูก
เพื่อที่จะยื้อเวลาให้แม่ทัพดีโก้พร้อมกับรองแม่ทัพคาร์ลอสนั้นสามารถเอาชนะตัวการของปัญหาในครั้งนี้ได้ อย่างไรก็ตามเมื่อเวลายิ่งผ่านไปมีมนุษย์ได้ล้มตายจากสงครามเพิ่มขึ้นจำนวนมาก ในขณะเดียวกันออร่าสีแดงเลือดเมื่อมันได้สัมผัสกับศพมันได้แปรสภาพของศพพวกนั้นกลายเป็นนักรบโครงกระดูกที่ราวกับเป็นอมตะ
“ถึงแม้ว่าพวกมันจะสามารถฟื้นฟูตนเองได้ แต่พวกมันยังต้องใช้เวลาฟื้นฟูค่อนข้างนาน หากพวกมันถูกบดขยี้เป็นผุยผง”
ดุ๊กสังเกตพวกโครงกระดูกรอบๆ สนามรบ พวกมันนั้นมีกำลังรบที่ต่ำและเคลื่อนที่ได้ช้าอย่างมาก อย่างไรก็ตามด้วยความที่มันไม่รู้จักความตายทำให้พวกมันเหนือกว่ากองทัพของพวกเขาอย่างสิ้นเชิง จากมุมมองของดุ๊กนั้นการต่อสู้ในครั้งนี้คือการยื้อเวลาเอาไว้เพื่อที่จะให้สองผู้ของแข็งแกร่งของฝั่งประเทศนัวร์นั้นสามารถเอาชนะราชาหรือแม่ทัพของฝ่ายตรงข้ามได้
เนื่องจากแม่ทัพและรองทัพทั้งสองต่างติดพันอยู่ในการต่อสู้ ดังนั้นดุ๊กซึ่งถูกยอมรับในด้านสติปัญญาและความสุขุมในสนามรบจำต้องรับหน้าที่สั่งการกองทัพแทน
“สั่งทหารทุกคนถอยทัพมาประจำการอยู่หน้ากำแพงเมือง!”
ดุ๊กออกคำสั่งกับเลขาธิการซึ่งประจำการอยู่บริเวณนั้น สิ้นเสียงคำสั่งของดุ๊กนั้นไม่มีใครสักคนที่คิดจะสงสัยชายหนุ่ม เหล่าทหารที่ทำหน้าที่ส่งสัญญาณต่างชักธงสีฟ้าขึ้น ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่มีการนัดแนะกันว่าให้ถอยทัพมาบริเวณกำแพงเมือง
“ถอยทัพ!”
ทหารที่ติดพันอยู่ในการต่อสู้เขาได้สังเกตเห็นสีของธงที่ชักขึ้นสูงทำให้พวกเขาต่างถอนหายใจด้วยความโล่งอก ก่อนที่จะรีบตะโกนบอกกับสหายคนอื่นๆ ของเขาและพากันร่นถอยมาอย่างอยากลำบาก อย่างไรก็ตามกองทัพโครงกระดูกนั้นเคลื่อนที่ช้าอย่างมากทำให้ในที่สุดพวกทหารก็สามารถหลุดพ้นออกมาได้
“ท่านอลิส โปรดใช้เวทมนตร์ของท่านล้างสนามรบ!”
ดุ๊กกล่าวขึ้นเป็นเชิงข้อร้องไม่ใช่เชิงออกคำสั่งกับหญิงสาว ซึ่งแน่นอนว่าอลิสนั้นย่อมต้องทำตาม เธอนั้นคาดเดาความคิดของดุ๊กได้ตั้งแต่เขาสั่งให้ทหารจำนวนมากถอยทัพกลับมาแล้ว
เมื่อเห็นว่าทั้งสนามรบนั้นปราศจากทหารของฝ่ายกองทัพนัวร์อลิสเธอก็ได้หลับตาพร้อมกับทำสมาธิทันที ก่อนที่เธอจะขยับมืออย่างรวดเร็วเพื่อทำสัญลักษณ์บางอย่างเพื่อที่จะใช้เวทมนตร์ระดับสูง ซึ่งการแสดงท่าทางต่างๆ ในการประกอบกับการร่ายเวทนั้นจะมีเฉพาะกับการใช้เวทมนตร์ระดับบีขึ้นไปเท่านั้น ซึ่งอลิสเธอนั้นกำลังใช้เวทมนตร์ระดับเอ ซึ่งเป็นบทเวททำลายล้างที่กินอาณาเขตกว้าง
“อรุณแห่งความตาย!”
อลิสกล่าวขึ้นก่อนที่เธอจะชี้นิ้วออกไปพร้อมกับปรากฏลำแสงที่ปลายนิ้วมือของเธอพร้อมกับยิงออกไปที่สนามรบใจกลางของกองทัพกระดูก ลำแสงที่เธอปล่อยออกไปนั้นมีขนาดเล็กและดูไร้พิษสงอย่างมาก อย่างไรก็ตามเมื่อลำแสงนั้นตกที่ใจกลางสนามรบมันก็ได้ปลดปล่อยแสงเจิดจ้าออกมาจนแสบตาของผู้คน
ไม่มีใครสามารถเห็นกระบวนการทำลายล้างของเวทมนตร์บทนี้ได้เนื่องจากมันถูกบดบังด้วยแสง อย่างไรก็ตามเมื่อแสงนั้นดับลงพวกเขากลับค้นพบว่าพื้นที่ของสนามรบนั้นกลายเป็นว่างเปล่าเหลือเพียงเศษกระดูกจำนวนมากที่แตกละเอียดกองรวมกัน กองทัพโครงกระดูกที่เดินโซเซกันอย่างน่าขนลุกเมื่อสักครู่ได้หายไปราวกับม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
ในขณะเดียวกันคริสที่กำลังติดพันอยู่กับการต่อสู้กับสองผู้แข็งแกร่งนั้นก็ได้ขมวดคิ้วขึ้น เมื่อเห็นว่าทหารโครงกระดูกและทหารของกองทัพเขาถูกกวาดล้างจนหมดสิ้นด้วยเวทมนตร์ที่รุนแรง
“ดูเหมือนข้าจะดูถูกเวทมนตร์ของโลกนี้มากเกินไป…”
คริสกล่าวขึ้นพร้อมกับวาดดาบไปมาอย่างหงุดหงิด ใส่ผู้แข็งแกร่งทั้งสอง พลังของคริสนั้นไม่เคยตกลงเลยแม้แต่นิดเดียวราวกับที่มาของพลังงานนั้นไม่มีที่สิ้นสุด ในขณะที่ชายชราทั้งสองที่ตอนแรกนั้นสามารถต่อกรกับคริสและเกือบจะทำอันตรายชายหนุ่มได้ตอนนี้กลับสูญเสียพลังกายและพลังใจไปอย่างมาก หลังจากต่อสู้กับอีกฝ่ายมาร่วมเป็นชั่วโมง
‘แม้ว่าตัวข้าจะยังไม่สามารถเอาชนะพวกเจ้าด้วยพลัง แต่ข้าสามารถยืดการต่อสู้ออกไปจนพวกเจ้าอ่อนแอ และฆ่าพวกเจ้าในเวลานั้นได้’
คริสนั้นไม่เกรงกลัวอีกฝ่ายเลยแม้แต่นิดเดียว แม้ว่าชายชราทั้งสองนั้นจะสามารถปลดปล่อยออร่าโจมตีที่รุนแรงได้แต่อย่างไรก็ตามด้วยโล่ป้องกันที่ดาบปีศาจในมือของเขาสร้างขึ้นทำให้เขายังสามารถปลอดภัยได้แม้จะได้รับบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย
หากอีกฝ่ายนั้นสามารถปลดปล่อยพลังที่รุนแรงอย่างต่อเนื่องได้แน่นอนว่าคริสนั้นจะพ่ายแพ้ในที่สุด
“บัดซบ ไอโล่บ้านี่มันน่าหงุดหงิดเสียจริง!”
คาร์ลอสที่ใจร้อนอยู่แล้วได้กล่าวออกมาอย่างหงุดหงิดในขณะเดียวกันเขาก็ได้ปลดปล่อยเปลวเพลิงอันร้อนแรงออกมาเผาผลาญฝ่ายคริสอย่างต่อเนื่อง
ตอนนี้ในสนามรบนั้นโครงกระดูกบางส่วนเริ่มที่จะคืนสภาพของพวกมันพร้อมกับเดินหน้าจู่โจมต่อ เพียงศาสตราวิญญาณหนึ่งชิ้นกลับสามารถสร้างหายนะให้กับประเทศระดับหกได้ หากกล่าวเช่นนี้ย่อมไม่มีใครเชื่อ แต่ดาบปีศาจที่คริสถืออยู่นั้นมันเป็นสิ่งที่ลึกลับและประหลาดกว่าศาสตราวิญญาณทั่วไป เมื่อมันได้ดื่มเลือดมนุษย์มันจะแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ ราวกับไม่มีที่สิ้นสุด
เมื่อคริสเห็นว่าแม่ทัพดีโก้และรองแม่ทัพคาร์ลอสเบื้องหน้านั้นต่างแสดงอาการเหนื่อยล้าออกมา เขาก็ยิ้มเยาะออกมา พร้อมกับกล่าวกับอีกฝ่าย ซึ่งทำให้สีหน้าของอีกฝ่ายนั้นเปลี่ยนไปเป็นน่าเกลียด
“ประเทศของพวกเจ้าจบสิ้นแล้ว…ไม่เพียงแต่แนวหน้าจะไม่สามารถต่อต้านข้าได้ แต่ด้านหลังของพวกเจ้าเองก็กำลังจะถูกรุกรานในไม่ช้า… พวกเจ้าคิดหรือว่าประเทศของข้าจะมีทหารแค่ห้าหมื่นคน”
เมื่อคริสกล่าวออกมาเช่นนี้แน่นอนว่าแม่ทัพดีโก้รู้สึกเหนือความคาดหมายเล็กน้อย เขานึกอยู่แล้วว่าจะมีการโจมตีทางใต้แต่อย่างไรก็ตามที่ทางใต้เองก็ได้มีทหารประจำการอยู่บางส่วน แต่อย่างไรก็ตามพวกเขายังไม่สามารถเปลี่ยนกระแสสงครามได้หากไม่เอาชนะชายหนุ่มเบื้องหน้าพวกเขา
ในเวลานั้นเองม้าเร็วของทางฝ่ายเซนทอร์ก็ได้ปรากฏขึ้นเพื่อที่จะมาส่งข่าวการโจมตีทางตอนใต้ให้กับคริสได้รับรู้ ท่าทางของม้าเร็วแจ้งข่าวนั้นดูร้อนรนอย่างมากราวกับว่าเขากำลังจะมาบอกข่าวร้ายกับชายหนุ่ม อย่างไรก็ตาม จากการคำนวณและความเป็นไปได้ทั้งหมดประเทศเซนทอร์นั้นไม่สามารถกำราบกองทัพที่บุกทางใต้ได้อย่างแน่นอนหากไม่ได้ส่งทหารในแนวหน้านี้ไปร่วมด้วย
“ท่านราชาขอรับ แย่แล้ว! กองทัพที่เข้าประจัญบานทางตอนใต้ถูกกำราบจนหมดสิ้น!”
เมื่อได้ยินคำกล่าวของม้าเร็วส่งข่าวนั้นคริสก็นึกว่าตนเองนั้นหูฝาดไปจึงได้ถามออกมาอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ
“เจ้าว่าอย่างไรนะ?”
ม้าเร็วนั้นดูเหนื่อยล้าอย่างมาก มันเห็นได้ชัดว่าเขากำลังหนีบางอย่างที่น่ากลัวมาและได้ใช้ความเร็วสูงสุดเพื่อที่จะมาแจ้งข่าวให้กับราชาของตนรับรู้
“ท่านได้ยินไม่ผิดขอรับ…กองทัพทางตอนใต้หลายหมื่นคนถูกทำลายแล้วไม่เหลือซาก…ซึ่งเรื่องทั้งหมดนั้นเกิดขึ้นเพราะมนุษย์เพียงคนเดียว เพียงแค่มันปรากฏตัวกองทัพนับหมื่นของฝั่งพวกเราก็ถูกกำจัดหมดสิ้น..."
คริสได้ยินเช่นนั้นก็ขมวดคิ้วเป็นปม ในขณะเดียวกันชายชราทั้งสองที่ได้ยินเรื่องราวก็ประหลาดใจเล็กน้อย ดูเหมือนในครั้งนี้โชคจะเข้าข้างพวกเขา จากการฟังทหารม้าเร็วของอีกฝ่ายพูดนั้นทำให้พวกเขาคาดเดาได้ว่า กองทัพนับหลายหมื่นคนของเซนทอร์ได้ไปทำให้ตัวตนที่ยิ่งใหญ่ที่อยู่บริเวณนั้นพอดีไม่พอใจและถูกกวาดล้างทั้งหมด
“มนุษย์เพียงคนเดียวจะทำเช่นนั้นได้อย่างไร…หากตัวเขาไม่ใช่พระเจ้า…”
ดีโก้กล่าวกระซิบออกมาเบาๆ และคิดว่าอีกฝ่ายอาจจะใช้แผนการและกลยุทธ์บางอย่างเพื่อหลอกพวกเขา