“เห็นทีคราวนี้พวกท่านทั้งหลายคงต้องย้ายถิ่นฐานเสียแล้ว”ชายหนุ่มพูดพลางลุกจากเก้าอี้เดินขึ้นไปยังชั้นบนของหอกลางลู่คงและนักรบเงาทมิฬต่างก็เดินตามขึ้นไป
หนิงเฟยหลงกวาดตามองไปรอบๆก็พบว่าทางตะวันออกของหมู่บ้านนั้นไม่ติดกับถนนหลวง และยังเป็นหุบเขาเหมาะกับการใช้หนีเนื่องจากเป็นที่แคบถึงแม้ศัตรูจะมีมากกว่า แต่ก็ไม่อาจจะต่อสู้ด้วยกำลังทั้งหมดได้ส่วนทางใต้นั้นติดกับบึงน้ำที่ทางการได้สร้างไว้ให้ใช้ในการเกษตรทางเหนือและตะวันตกล้วนแล้วแต่เป็นไร่นาทั้งนั้นการหลบหนีแทบเป็นไปไม่ได้
“ท่านทั้งสองมีนามว่าอะไร?”หนิงเฟยหลงกล่าวถาม
ชายร่างผอมแห้งเริ่มการแนะนำตัวก่อน“ข้าชื่อจางจิ้นสิง เป็นพี่ของเขานี่แหละ” จางจิ้นสิงชี้ไปทางชายร่างกลม
“ส่วนข้าจางจิ้นจี้เป็นน้องเล็กสุด”ชายร่างอ้วนกล่าว
หนิงเฟยหลงถึงกับผงะไปเล็กน้อยด้วยไม่คิดว่าสองคนนี้จะเป็นพี่น้องกัน อีกคนผอมแห้งถึงที่สุดอีกคนอ้วนท้วนถึงที่สุดหากกล่าวให้ผู้อื่นฟังคงยากจะเชื่อ “เช่นนั้นแล้วพวกท่านเป็นพี่น้องกับจางเต๋อชิงหรือ?” ทั้งสองพยักหน้าตอบรับ
“เอาหละเวลาไม่คอยท่าเรามาเริ่มกันเลยลู่คงในหมู่บ้านมีผู้คนทั้งหมดเท่าไหร่?”
“เจ็ดสิบกว่าคนเห็นจะได้”ลู่คงครุ่นคิดแล้วจึงตอบ
ชายหนุ่มได้ยินแล้วก็เริ่มขบคิดทว่าสีหน้าจากเรียบเฉยได้แปรเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดแล้ว“เจ็ดสิบคน เจ็ดสิบคนเช่นนั้นไม่เท่ากับว่าผู้ชายในหมู่บ้านที่สามารถจับอาวุธได้มีน้อยกว่าหนึ่งส่วนสามของประชากรในหมู่บ้านอีกหรือนี่! เอาเถอะข้าจะลองสักตั้ง”
เมื่อชายหนุ่มตัดสินใจแล้วจึงออกคำสั่งทันที“ลู่คงท่านนำกลุ่มเงาสังหารห้าคนร่วมกับสตรีที่แข็งแรงจำนวนหนึ่งเร่งไปนำหญ้าฟางดินระเบิด น้ำมันไปราดไปสุมให้ทั่วบ้านเรือนให้ครบทุกหลังโดยเร็ว!”
“รับทราบ!” ลู่คงไม่รอช้ารีบรับคำสั่งออกไปทันที ในเวลานี้มันไม่กล้าตั้งข้อสงสัยแล้ว
“จางจิ้นสิงท่านนำกำลังไปเจ็ดคนรักษาทางเข้าหมู่บ้านทางตะวันตกให้มั่นให้ซุ่มลอบโจมตีอย่าได้ออกยืนรักษาการณ์ หากเห็นพลุสัญญาณแล้วให้รีบถอยไปทางตะวันออกทันทีและที่สำคัญห้ามตายแม้แต่คนเดียว!” หนิงเฟยหลงขณะนี้มีสีหน้าที่จริงจังเมื่อกล่าวว่า ‘ห้ามตายแม้แต่คนเดียว!’ ชายหนุ่มใช้สายตาที่แข็งกร้าวมองเข้าไปในดวงตาของจางจิ้นสิงจนมันรู้สึกเย็บเยียบไปทั่วร่าง!
จางจิ้นสิงในคราแรกจะกล่าวค้าน ทว่ามันก็ได้หยุดความคิดนั้นไปกล่าวเพียงรับทราบแล้วก็รีบจัดกำลังคนออกไปไม่กล้ารีรอตอนนี้มันรับรู้ได้ถึงความแข็งแกร่งของชายหนุ่มผู้นี้แล้วเพียงการสบตาเพียงครั้งเดียวเท่านั้น!
“จางจิ้นจี้ท่านนำกำลังเจ็ดคนรักษาทางเข้าหมู่บ้านทางทิศเหนือให้ซุ่มอยู่อย่าได้ยืนรักษาการณ์ เช่นกันให้ถอยไปทางเดียวกัน และอย่าให้ผู้ใดตายแม้แต่ผู้เดียว! ” คราวนี้หนิงเฟยหลงไม่ได้ใช้น้ำเสียงที่แข็งกร้าวและหันไปจ้องมองเหมือนคราวจางจิ้นสิง
ชายหนุ่มเพียงกล่าวด้วยเสียงที่อ่อนโยน แล้วตบไหล่จางจิ้นจี้อย่างเบามือแล้วสืบท้าวเข้าไปใกล้ และกล่าวอย่างแผ่วเบาไปประโยคหนึ่งทว่าประโยคนั้นกลับทำให้จางจิ้นจี้รู้สึกฮึกเหิม! มันรีบรับคำสั่งแล้วออกปฏิบัติการทันที!
หนิงเฟยหลงรู้ดีว่าจางจิ้นสิงเป็นคนหัวแข็งหากไม่แสดงพลังให้ดูบ้างคงไม่อาจควบคุมคนผู้นี้ได้จึงตั้งใจใช้สายตาที่ดุดันแผ่พลังลมปราณข่มไปส่วนจางจิ้นจี้นั้นเป็นคนที่ค่อนข้างจะพูดง่ายเพียงแต่ต้องกล่าวดีด้วยมันจึงเลือกที่จะพูดคุยอย่างอ่อนโยนตั้งแต่ที่สองคนเข้ามายังหอกลาง ชายหนุ่มก็ได้เก็บรายละเอียดวิเคราะห์นิสัยใจคอไว้หมดแล้วนี่คือสิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าวรยุทธ์ของมันเสียอีก!!
“พี่ชงเป่าท่านนำคนของเราไปเคลื่อนย้ายชาวบ้านไปทางตะวันออกเข้าหุบเขานั่นไปและให้คนของเราบางส่วนจัดหุ่นฟางสักหลายตัว ไม่ต้องสวยงามพอเป็นคนก็พอ ทำท่าว่าพายเรือล่องบึงหนีไปทางใต้แล้วพวกมันผูกเรืออื่นๆเข้ากับเรือของมันค่อยๆพายหนีไป จำไว้ใช้คนชำนาญทางน้ำถ้าเกิดผิดพลาดขึ้นมาให้หนีได้เลย” ชายหนุ่มออกคำสั่งอย่างรวดเร็ว
บุรุษผู้หนึ่งก็เดินออกมาจากเงามืด เงานั้นค่อยๆปรากฏเป็นชงเป่า “แต่ว่านายน้อยท่านจะไม่มีองครักษ์รอบกาย อาจเกิดอันตรายขึ้นได้” ชงเป่ากล่าวด้วยความเป็นห่วงทว่าชายหนุ่มกลับไม่สนใจ โบกมือให้ชงเป่าทีหนึ่ง แล้วเงียบไปหันไปมองทางอื่นอย่างไม่สนใจอีกชงเป่าได้แต่จนใจรับคำสั่ง แล้วจัดแจงคนไปทำตามคำสั่งอย่างรวดเร็ว
เวลาผ่านไปครึ่งชั่วยามเข้าสู่ช่วงดึกสงัด ท้องฟ้าปรากฏดวงดาวมากมายส่องแสงระยิบระยับทุกสิ่งบนฟ้าสวยงามสะดุดตา เว้นเสียแต่ดวงจันทร์ที่บัดนี้มืดมิดไร้แสง นั่นเพราะคืนนี้เป็นคืนเดือนดับซึ่งเหมาะสำหรับการซุ่มโจมตีอย่างยิ่ง ชายหนุ่มเพียงรู้สึกว่ายิ่งมาก็ยิ่งเงียบสงัดยิ่งมาก็ยิ่งวังเวง ประหนึ่งโลกนี้ไร้ซึ่งแสงสว่างท่ามกล้าวพิภพอันกว้างใหญ่มันอยู่อย่างโดดเดี่ยว
ทว่าความรู้สึกนี้ได้หายไป เมื่อชายหนุ่มได้ยินเสียงร้องโอดครวญของศัตรูที่มุ่งเข้ามาโจมตีหมู่บ้านจากทางตะวันตก ผ่านไปไม่ถึงอึดใจเสียงจากทางทิศเหนือก็ดังขึ้นเป็นระยะๆแต่ทุกทิศทางก็ยังคงความเงียบเอาไว้อยู่และในเวลานี้เองพวกลู่คงก็ได้กลับมารอรับคำสั่งที่หอกลางแล้ว
ทว่าหนิงเฟยหลงกลับไม่ได้มีคำสั่งใดออกไปจนกระทั่งเสียงร้องโหยหวนของพวกที่โจมตีเข้ามาดังถี่ขึ้นเรื่อยๆ และก็มีบุรุษผู้หนึ่งเดินเข้ามาชายหนุ่มจึงเริ่มออกคำสั่ง! “จุดพลุส่งสัญญาณล่าถอยได้!!”
ฟิ้ว!
สัญญาณล่าถอยได้ถูกส่งออกไปแล้ว แต่ชายหนุ่มยังคงยืนอยู่ชั้นบนสุดของหอกลางพร้อมกับคันธนู ลูกธนู คบเพลิงอันหนึ่ง และเหล่ากลุ่มเงาสังหารอีกเจ็ดคนส่วนบุรุษผู้ที่มาส่งข่าวได้จากไปแล้ว
“ท่านผู้นำท่านต้องรีบหนีแล้ว หากช้ากว่านี้ พวกเราไม่รอดแน่”ลู่คงกล่าวอย่างร้อนรน ทว่าชายหนุ่มยังคงยืนนิ่งสงบจวบจนเสียงวิ่งและเสียงเกราะเหล็กดังเข้ามา มันจึงเริ่มลงมือ
หนิงเฟยหลงรวบเอาลูกธนูทั้งสิบดอกขึ้นมาให้ลู่คงจุดไฟแล้วง้างสุดจนคันธนูแทบจะหักออก จึงปล่อยมือออก
ฟิ้ว! ลูกธนูทั้งสิบพุ่งทะยานออกไปอย่างรวดเร็วความเร็วดุจสายฟ้าฟาด!!
“!!!!” ท่ามกลางสายตาที่ตกตะลึงของลู่คงและกลุ่มเงาสังหารล้วนบังเกิดความชื่นชมเลื่อมใส คล้ายจะยอมรับในตัวชายหนุ่มผู้นี้ให้เป็นผู้นำ
ฟู่! ไฟเริ่มไหม้ตึกเรือนหลายหลังโหมกระหน่ำเป็นกองไฟขึ้นอย่างรวดเร็วหนิงเฟยหลงกับคนอื่นรีบลงจากหอกลางมุ่งหน้าสู่ทางตะวันออกด้วยความเร็ว
ทุกอย่างกำลังเป็นไปตามแผนที่วางเอาไว้ การเผาหมู่บ้านเป็นเพียงการชะลอความเร็วของศัตรูเท่านั้นไม่ได้มีไว้ฆ่าล้างพวกมันแต่อย่างใด แต่กองไฟนั้นกลับให้ผลเกินคาดเผาผลาญพวกว่าจ้างไปได้มาก จนพวกมันต้องยั้งรออยู่เนิ่นนาน จนหนิงเฟยหลงและกลุ่มเงาสังหารเคลื่อนย้ายแล้วเสร็จ
ถึงแม้ไฟจะมอดไหม้หมู่บ้านไม่มีเหลือแต่ทุกคนกลับมีรอยยิ้มประดับบนใบหน้าพวกมันรอดตายอย่างหวุดหวิดจะไม่ให้ดีใจได้อย่างไรทว่ารอยยิ้มนี้ก็ยังมีความเศร้าหมองอยู่บ้าง
หนิงเฟยหลงทอดสายตามองดูทะเลเพลิงจากหุบเขาด้วยสายตาที่สับสนอย่างบอกไม่ถูก ถึงแม้จะได้ชื่อว่าหุบเขาแต่มันนั้นอยู่สูงกว่าพื้นที่ของหมู่บ้าน ในที่นี้จึงแทบจะมองเห็นหมู่บ้านทั้งหมด
“ลู่คงกลุ่มเงาสังหารอยู่ครบหรือไม่!” ชายหนุ่มเปลี่ยนจากแววตาที่สับสนกลับมาเป็นนิ่งแล้วจึงกล่าวถามขึ้น
ลู่คงได้ยินคำถามก็ต้องเหงื่อตก ไม่เว้นแม้แต่นักรบเงาทมิฬทั้งสองก็พลอยเหงื่อตกไปด้วยพวกมันทั้งสามรีบนับจำนวนคน กวาดสายตาไปทั่วก็พบว่าทุกคนอยู่ครบทั้งสามจึงรู้สึกเหมือนถูกปลดปล่อย แต่ก็พลันขบคิด “ชายหนุ่มคนนี้อันตรายเกินไปเพียงแค่สายตาก็แฝงไปด้วยพลังอำนาจแล้ว ทั้งฝีมือ ทั้งระดับพลัง และยังกลยุทธ์อีกชายหนุ่มผู้นี้สมเป็นยอดคนโดยแท้”
“ท่านผู้นำ กลับมาครบทั้งยี่สิบขอรับ”ลู่คงกล่าวตอบ
“ดี!เช่นนั้นพวกเจ้าพาครอบครัวอพยพลงไปตั้งถิ่นฐานใกล้ป่าสมบัติแห่งโชคชะตาเถอะที่แห่งนั้นถึงแม้จะมีนักแสวงโชคผ่านไป แต่ก็คงผ่านไม่มากเท่าใดอีกทั้งฝีมือของพวกเจ้าก็กล้าแข็งอยู่คงปกป้องตัวเองได้รออีกสักหนึ่งเดือน ข้าจะส่งคนพาพวกเจ้าย้ายไปที่เมืองเซียงที่นั่นพวกเจ้าจะได้อยู่อย่างปลอดภัยและเมื่อถึงเวลานั้น กลุ่มเงาสังหารทั้งหมดก็ให้มาหาข้าที่นครหลวง”หนิงเฟยหลงว่าจบก็โยนแผนที่บริเวณโดยรอบป่าสมบัติแห่งโชคชะตาที่ตนได้วาดไว้เมื่อคราวเดินทางมานครหลวงให้กับลู่คง
แล้วจากนั้นหนิงเฟยหลงก็ได้นำองครักษ์ของตนเดินทางขึ้นเหนือ ตามทางแยกของหุบเขาเพื่อกลับเมืองหลวงส่วนองครักษ์ที่ถูกสั่งให้ไปหลอกล่อทางน้ำนั้น ทำภารกิจสำเร็จแล้วก็หลบหนีออกมา รอหนิงเฟยหลงที่ทางออกหุบเขานานแล้ว